เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 47

    “วันนี้ข้าจะพาน้าอลันออกไปข้างนอก ส่วนคนที่เหลือข้ามีงานมอบหมายให้ทำ” ภามเอ่ยขึ้นบนโต๊ะอาหาร ในมื้อเช้าของวันถัดมา“ไปที่ใดหรือขอรับ” อลันถามขึ้นทันที“งานอะไรหรือเจ้าคะ” เมมี่เองก็ถามขึ้นมาพร้อมกัน“เดี๋ยววันนี้ให้น้าเมมี่ดูแลเด็กๆ ช่วยกันอาบน้ำเจ้าดำ เจ้าขาว หรือพาออกมาเดินเล่นรอบๆ หุบเขานี้ก็ได้ แต่อย่าเดินเข้าไปในเขตป่า” อลันหันไปตอบเมมี่ก่อน“เจ้าค่ะ” เมมี่ตอบรับ และพยักหน้าเข้าใจ ส่วนเด็กๆ ต่างพากันโห่ร้องดีใจ“ส่วนน้าอลัน จำวันที่อามินจมน้ำได้หรือไม่” ภามหันไปคุยกับอลันต่อ“จำได้ขอรับ”“ด้านหลังม่านน้ำตกนั้นเป็นถ้ำ แถมยังมีหินก้อนใหญ่บังทางเส้นหนึ่งอยู่ ข้าติดใจสงสัย จึงอยากไปสำรวจสักหน่อย วันนี้เจ้าเอาอีเตอร์ไปช่วยกันเจาะหินเป็นเพื่อนข้า” ภามอธิบาย“ขอรับ!” อลันตอบกลับมาอย่างกระตืนรือร้น หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ภามก็กลับเข้าไปค้นหาไฟฉายที่เขาจำได้ว่าเคยวางไว้ในห้องนอน และเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบอีเตอร์ออกมาจากกล่องเก็บอุปกรณ์มายื่นให้อลันที่ยืนรออยู่อันหนึ่ง และหยิบมาถือไว้ที่ตัวเองอันหนึ่ง จากนั้นหยิบถุงผ้ามาสองถุง และพาอลันเดินกลับไปหลังบ้าน เข้าไปหยิบผลไม้จากห้องเย็นใต้ดินมาพกติดตัวไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปน้ำตก ครั้งก่อนพวกเขามากับเด็กๆ แถวยังต้องจูงม้าค่อยๆ เดิน แต่ครั้งนี้เดินกันมาแค่สองคน ทำให้ใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงน้ำตก “เดี๋ยวเราต้องว่ายน้ำผ่าม่านน้ำตกนี้เข้าไป เจ้าว่ายตามข้ามา” ภามหันไปคุยกับอลัน ก่อนจะเดินนำลงไปในน้ำ“ขอรับ” อลันกล่าวรับ ก่อนจะเดินตามภามลงไป ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้น้ำตกเรื่อยๆ จนน้ำเริ่มลึกจนเท้าแตะไม่ถึงพื้นแล้ว จึงดำลงไปใต้น้ำ ภามว่ายทวนกระแสน้ำเข้าไปหาน้ำตก โดยมีอลันว่ายตามมาติดๆ ด้วยความที่ครั้งนี้เป็นผู้ชายแข็งแรงสองคน การว่ายผ่าม่ายน้ำตกแม้จะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็มาโผล่พ้นน้ำหลังม่านน้ำตก ภายในถ้ำยังมืดสลัวเหมือนเดิม ภามว่ายเข้าฝั่ง ก่อนจะหยิบไฟฉายที่พกมาด้วยขึ้นมากดเปิดไฟ แสงจากไฟฉายสาดส่องเข้าไป ทั่วบริเวณหน้าปากทางเข้าถ้ำสว่างมากขึ้นไม่น้อย ภามเดินนำไปทางทิศที่มีหินก้อนใหญ่ขึ้นอยู่ แสงจากไฟฉายส่องไปกระทบหินเบื้องหน้า “โอ้!! หินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เกรงว่ากว่าจะช่วยกันเจาะหินก้อนนี้จนแตกได้ คงต้องใช้เวลาทั้งช่วงเช้า” อลันอุทานอย่างตกตะลึง“ได้ เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลย” ภามเห็นสว่างแสงมาลอดผ่านม่านน้ำตกมา แม้จะไม่ถึงขั้นสว่างไสว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นเวลาขุดเจาะหินก้อนตรงหน้า เขาจึงปิดไฟฉาย และวางลงข้างๆ ไม่ไกลนัก พร้อมกับถุงผ้าใส่ผลไม้ที่นำติดตัวมาด้วยสองใบ ทั้งสองช่วยกันขุดเจาะหินอยู่นาน หินค่อยๆแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย เหนื่อยก็นั่งพัก หายเหนื่อยก็กลับมาขุดต่อ จนเศษหินเริ่มสุมเป็นกองสูงขึ้นเรื่อยๆ ภามปล่อยให้อลันขุดเจาะหินต่อไป ส่วนเขาค่อยๆ มาขนย้ายหินกองนั้นขยับไปให้พ้นทาง แล้วจึงกลับไปช่วยขุดต่อ อลันคาดการณ์ได้ไม่ผิด เวลาผ่านไปจนท้องพวกเขาเริ่มส่งเสียงประท้วงหาอาหาร ในที่สุดก็เจาะหินก้อนนี้จนเป็นรูปขนาดพอให้จนลอดผ่านเข้าไปด้านในได้ “ด้านในมืดมากเลยขอรับ” อลันเอ่ยขึ้นหลังจากชะโงกเข้าไปดูเส้นทางหลังหินก้อนนั้นภามหันกลับไปหยิบไฟฉายมาเปิด และส่องเข้าไปในเส้นทางหลังก้อนหิน ด้านในเป็นเหมือนอุโมงค์ยาวจนแสงส่องไปไม่ถึงปลายเส้นทาง ขนาดกว้างพอให้ผู้ชายเช่นพวกเขาสี่ถึงห้าคนเดินผ่านพร้อมกันทีเดียวได้สบายๆ “เราจะเข้าไปสำรวจกันเลย หรือพักกินผลไม้กันก่อนดี ...หรือจะเดินไปกินไปดี” ภามหันไปขอความคิดเห็นจากอลัน“ข้าแล้วแต่ท่านภามเลยขอรับ”“...เช่นนั้น เราพักกินผลไม้กันด้านนอกนี่ก่อนละกัน” ภามตัดสินใจ เนื่องจากยังไม่รู้ว่าด้านในมีอะไรบ้าง ได้นั่งพัก และกินเพิ่มพลังก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า“ขอรับ” เมื่อตัดสินใจดังนั้น ภามกับอลันจึงไปหาที่นั่งกินผลไม้อยู่มุมหนึ่งหน้าปากทางเข้าถ้ำ คิดไปแล้วก็รู้สึกว่าโชคดีที่ตัดสินใจแบกผลไม้พวกนี้ ดำน้ำข้ามม่านน้ำตกมาด้วย หลังจากกินผลไม้ที่พกมาจนหมด แม้ไม่ถึงกับบอกได้ว่าอิ่ม แต่ก็นับว่าดีกว่าไม่ได้กินอะไรรองท้อง ภามหยิบไฟฉายขึ้นมากดเปิดอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้น เรียกอลันให้เดินตามเข้าไปในอุโมงค์ถ้ำตรงหน้า “เดี๋ยวขอรับท่านภาม” อลันทักขึ้นเมื่อพวกเขาเดินผ่านกองเศษหินที่อยู่หน้ารูที่พวกเขาช่วยกันเจาะ“มีอะไรรึ” ภามหันกลับมาถาม“ไม่รู้ว่าด้านในมีอะไรอยู่บ้าง พวกเราน่าจะหาอะไรไว้ป้องกันตัวยามฉุกเฉินบ้าง” อลันกล่าว พร้อมกับคุ้ยกองเศษหินตรงหน้า หาเศษหินที่มีมุมแหลมหรือมุมคมๆ ขนาดพอเหมาะมือขึ้นมาสองสามก้อน ก่อนจะยืนให้ภามก้อนหนึ่ง เหน็บไว้ข้างกางเกงก้อนหนึ่ง และถือไว้ในมืออีกก้อนหนึ่ง“ขอบใจ” ภามบอกพร้อมกับยื่นมือออกไปรับเศษหินนั้นมาถือไว้ในมืออีกข้างที่ว่างอยู่ จากนั้นทั้งสองก็ค่อยๆ เดินผ่าความมืดในอุโมงค์ไปตามแสงจากไฟฉายที่ส่องไปเบื้องหน้า ทิ้งความมืดและปากอุโมงค์ไว้เบื้องหลัง พวกเขาเดินเข้าไปตามทางเรื่อยๆ ผนังถ้ำเป็นดินเป็นหินเหมือนถ้ำทั่วๆ ไป ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เส้นทางคดเคี้ยว กว้างบ้างแคบบ้างสลับกันไป ยิ่งเดินเข้าไปลึกมาขึ้นเท่าไหร่ เสียงสะท้อนจากเสียงฝีเท้าก็ดูเหมือนว่าจะดังมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดอุโมงค์ด้านหน้าก็ปรากฏโถงถ้ำขนาดกว้างพอสมควร ภามฉายไฟไปรอบๆ โถงนั้น ด้านหน้าพวกเขาดูเป็นจะเป็นเส้นทางแยกไปได้สองทาง ภามยังขยับเดินเข้าไปในโถงถ้ำตรงหน้าช้าๆ สาดแสงจากไฟฉายไปรอบๆ อย่างระมัดระวังตัวขึ้นเล็กน้อย “อ๊ะ!!!” ภามอุทาน พร้อมกับยกมืดขึ้นบังดวงตา แสงจากไฟฉายส่องไปมุมหนึ่งในโถงถ้ำนี้ แล้วอยู่ๆ ก็มีแสงสะท้อนกลับเข้ามา ทำให้สายตาที่ชินกับความมืดสลัวตรงหน้าแล้ว กระพริบหลับ และยกมือขึ้นป้องแสงสะท้อนตามสัญชาตญาณ

    คล้ายกับเรื่องเกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน