สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๖๑ ตงวู่ฉี

            ที่พักของกลุ่มบ้านปีกวิหคราวๆห้าร้อยหลังตั้งอยู่ตามมุมอับสายตาใกล้กับแนวป่าอสูรป่าอสูรในถิ่นของตระกูลลี้ช่างรกทึบ ต้นไม้แต่ละต้นมีขนาดห้าคนโอบขึ้นไปดูเหมือนว่าผู้คนตระกูลลี้จะให้ความสำคัญกับต้นไม้ไม่น้อยไปกว่าสัตว์อสูรลี้เจี๋ยไคอธิบายว่าทางตระกูลของเขาต้องการจะเข้าใจกับสัตว์อสูรให้มากที่สุดจึงคงสภาพป่าไว้ทางตระกูลลี้จะถางป่าเพื่อใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตามแต่ที่จำเป็นเท่านั้น

           

            “คนของตระกูลลี้ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือ”จิวฟงเดินไปพลางก็เอ่ยถามลี้เจี๋ยไคไปด้วยเด็กชายตัวน้อยไม่ชอบบรรยากาศที่แสนจะทึมทึบ หากต้องอยู่ที่นี่เกินครึ่งปีเห็นทีเขาคงทนไม่ไหว

            

            “อยู่ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ชินไปเอง”ผู้ฝึกสอนหันมายิ้มให้เด็กชาย เขาพาจิวฟงไปยังบ้านหลังที่อยู่ไกลสุดตามที่เด็กชายร้องขอทั้งคู่เดินอย่างไม่ผ่อนฝีเท้าได้ราวๆหนึ่งก้านธูป คนทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านที่ถูกแนวป่าอสูรล้อมไว้ทั้งสามทิศบ้านนี้มีเพียงทางเข้าหน้าบ้านเท่านั้นที่ไม่ติดกับผืนป่าเรียกว่าบ้านหลังนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบอย่างแท้จริง

            

            จิวฟงเข้าไปด้านในก็เห็นว่าภายในบ้านมีเครื่องใช้ไม่มากแต่ก็ไม่ขาดแคลนมีเตียงนอนขนาดเล็กพอให้เด็กชายได้เอนกายพักผ่อน มีโต๊ะเล็กๆหนึ่งตัวถูกตั้งไว้ใกล้ประตูให้เจ้าของบ้านได้ใช้สอยสภาพบ้านแม้จะดูไม่ใหม่แต่ก็ไม่ได้โกโรโกโส จิวฟงมองบ้านอันสะอาดสะอ้านซึ่งจะเป็นที่ซุกหัวนอนระหว่างที่เขาต้องทำภารกิจอยู่ที่ตระกูลลี้อย่างพึงพอใจ

            

            “ข้าจะให้เจ้าพักผ่อนอย่างเต็มที่หลังจากนี้อีกสองวัน ตงวู่ฉีที่อยู่ที่นี่มานานจะพาเจ้าเข้าไปในป่าเขาจะพาเจ้าไปเรียนรู้วิธีการทำความคุ้นเคยกับสัตว์อสูร”ลี้เจี๋ยไคเอ่ยบอกกับเด็กน้อยก่อนที่จะจากไป

             

            

            จิวฟงเดินสำรวจกลุ่มบ้านปีกวิหคทว่าก็ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ในละแวกนี้จิวฟงเข้าใจว่าคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกตระกูลลี้ต่างใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในป่าเพื่อตักตวงวิชาความรู้เด็กชายอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ศึกษาศาสตร์ด้านสัตว์อสูร...ศาสตร์ที่เขาไม่เคยคิดว่ามีความสำคัญ

            

            เช้าตรู่ของวันที่สองหลังจากที่จิวฟงเข้ามาสู่ตระกูลลี้เด็กชายตื่นแต่เช้าเพื่อรอการมาของชายผู้มีนามว่าตงวู่ฉี ผู้ซึ่งจะมาเป็นคู่หูของเขาและจะพาเขาเข้าไปในป่าอสูร

            

            พอพระอาทิตย์เริ่มจะส่องแสงจิวฟงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านเด็กชายเปิดประตูออกไปก็พบว่าเป็นชายวัยราวยี่สิบต้นๆ คนผู้นี้ใบหน้ายาว ปากกว้างผู้ที่มาถึงเลิกคิ้วพร้อมกับมองเด็กชายตัวจ้อย

            

            “จิวฟง?”ผู้มาถึงเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เมื่อรู้ว่าเด็กชายตัวน้อยใช่คนที่เขากำลังตามหาคนหน้ายาวก็เริ่มแนะนำตัว

            

            “ข้าชื่อตงวู่ฉีมาเป็นสมาชิกของตระกูลลี้ได้สามปีแล้ว ข้าอยู่ที่นี่มานานกว่าสมาชิกใหม่หลายๆคนข้าจึงมีประสบการณ์มากกว่าใคร ได้ยินว่าเจ้าจะมาเป็นคู่หูของข้าในเวลาที่เข้าป่าอสูรข้าต้องบอกเลยว่าเจ้าโชคดีมากๆ ความรู้ของข้านั้นเปี่ยมล้น ความสามารถก็มากมายเจ้าจะปลอดภัยภายใต้ความคุ้มครองของข้า” พูดจบตงวู่ฉีก็เท้าสะเอวแล้วเงยหน้าหัวเราะฮ่าๆ

            

            จิวฟงเบ้ปากแล้วมองคนหน้ายาวตั้งแต่หัวจรดเท้าจากนั้นเด็กชายก็บอกกับชายในช่วงอายุยี่สิบแต่เพิ่งจะมีพลังปราณขั้นที่หนึ่ง

            

            “ข้าคุ้มครองตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยจากพวกสัตว์อสูรได้”

            

            ตงวู่ฉีชูนิ้วชี้แล้วกระดิกไปมาอยู่สองสามทีส่ายหัวน้อยๆอีกสองสามครั้ง จากนั้นเขาก็พูดกับเด็กชายที่เพิ่งมาใหม่

            

            “อย่าประมาทสัตว์อสูรเชียวนะขั้นตอนทำความคุ้นเคยกับพวกมันต้องใช้กำลังใจที่กล้าแข็ง หากไม่แน่จริงข้าไม่รอดพ้นจากคมเขี้ยวสัตว์อสูรตลอดช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมาหรอกเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลลี้มีกฎระเบียบมากมายพวกเราจะไม่ชักศาสตราวุธออกมาหากไม่จำเป็น จะไม่ทำร้ายสัตว์อสูรถ้าไม่จวนตัวถึงแม้จะปราศจากอาวุธ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า เพราะข้าเข้าใจธรรมชาติของพวกมันอย่างถ่องแท้”พอโม้จบคนแซ่ตงก็ส่งชุดคลุมสีดำขลิบเงินให้เด็กชาย

            

            “นี่อะไร?”

            

            “เสื้อประจุปราณที่ตระกูลลี้ประดิษฐ์ขึ้นเสื้อนี้จะกางกั้นไม่ให้ไอปราณแผ่ออกจากร่างของผู้ฝึกตนมากนักหากสวมใส่เสื้อชนิดนี้ไว้ จะช่วยลดความหงุดหงิดของสัตว์อสูรจากการที่มันได้กลิ่นไอปราณมนุษย์”

            

            ตงวู่ฉีหยิบเสื้อประจุปราณอีกตัวมาสวมให้ตัวเองจิวฟงมองไปที่ชายหน้ายาวเขาเห็นว่าปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนแซ่ตงลดน้อยลงไปมาก

            

            “ต้องเอาใจสัตว์อสูรถึงขนาดนี้เลยเหรอ”จิวฟงบ่นอยู่ในลำคอ แต่ถึงกระนั้นเด็กชายก็สวมใส่เสื้อประจุปราณในที่สุด

            

            “น้องชายข้าคิดว่าเจ้าควรจะปรับทัศนคติที่มีต่อสัตว์อสูรพวกมันเปรียบเสมือนเพื่อนที่น่ารักและพร้อมที่จะเข้าใจมนุษย์...”ตงวู่ฉีตบไหล่จิวฟงสองที จากนั้นเขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“...ตระกูลลี้มีคติที่ว่า สัตว์อสูรหาใช่ศัตรูไม่ อย่าทำร้ายพวกมันหากไม่สุดวิสัยจงใช้ใจที่เมตตาแผ่ไมตรีไปยังเหล่าสัตว์”

            

            จิวฟงทำตาปะหลับปะเหลือกเขามองคนแซ่ตงก่อนที่จะเบ้ปากอีกครั้ง เจ้าเปี๊ยกคิดว่าตระกูลลี้ประคบประหงมสัตว์อสูรมากจนเกินพอดีเสียแล้วนอกจากนี้คติประจำตระกูลลี้ก็ขัดกับแนวคิดของเขาอย่างชัดเจน

            

            “คติของข้าคือเจอสัตว์อสูรสังหารสัตว์อสูรเจอสัตว์ป่าฆ่าสัตว์ป่า!” เจ้าเปี๊ยกทำปากขมุบขมิบแล้วบ่นไม่หยุด

             

            

            ตงวู่ฉีเดินนำหน้าจิวฟงเข้าไปยังป่าอสูรจากหน้าบ้านของจิวฟง คนหน้ายาวก้าวเท้าเพียงเจ็ดแปดก้าวก็เดินผ่านหมุดอาคมเข้าไปในเขตป่าตงวู่ฉีหันมองจิวฟงที่เดินตามมาด้านหลัง เขาเอ่ยบอกเด็กชายตัวจ้อยที่ทำหน้ามุ่ยซ้ำยังบ่นงุบงิบ

            

            “น้องชายผ่อนคลายมากกว่านี้ สัตว์อสูรพวกนี้พอจะรับรู้ถึงความตึงเครียดของมนุษย์หากเจ้ายังทำหน้างอเช่นนั้น พวกมันจะไม่ไว้ใจเราเจ้าจงดูลักษณะท่าทางของข้าแล้วจดจำไว้ให้ดีๆ เลียนแบบกิริยาที่ข้าแสดงออกข้าสัญญาว่าจะพาเจ้าเข้าไปใกล้สัตว์อสูรให้มากที่สุด...ใกล้เสียจนให้อาหารแก่สัตว์ได้กับมือ”คนแซ่ตงล้วงถุงวิเศษแล้วหยิบพืชชนิดหนึ่งออกมาหนึ่งกำมือ พืชนั้นมีลักษณะคล้ายหญ้าทว่าตลอดทั้งใบยาวๆของมันเป็นสีแดงสด

            

            “หญ้าคันธารส...หากฉีกใบของมันให้ขาดจะมียางเหนียวสีเลือดไหลซึมออกมาทั้งกลิ่นและรสชาติของพืชชนิดนี้เป็นที่โปรดปรานของสัตว์อสูร เมื่อเจ้าเห็นพวกสัตว์อสูรเมื่อไรให้ฉีกหญ้านี้แล้วยื่นให้มันกิน”

            

            พอตงวู่ฉียื่นหญ้าคันธารสให้จิวฟงแล้วเขาก็ล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วหยิบสมุดและพู่กันมาเหน็บไว้ที่เอว

            

            “หยิบสมุดขึ้นมาทำไม”จิวฟงสงสัยเขาเดาไม่ถูกว่าสมุดเล่มนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างความคุ้นเคยกับสัตว์อสูรอย่างไร

            

            ตงวู่ฉีสอดส่ายสายตาไปยังแนวต้นไม้ใหญ่อย่างระแวดระวังทว่าเขาก็พยายามปั้นหน้าให้ดูผ่อนคลาย ในขณะเดียวกันเขาก็อธิบายให้เด็กชายตัวน้อยฟัง

            

            “สมุดบันทึกคะแนนหากป้อนอาหารให้สัตว์อสูรจะได้ห้าแต้ม สัมผัสสัตว์อสูรครั้งแรกโดยที่พวกมันไม่หลบหนีหรือทำร้ายจะได้สิบแต้มหากสร้างความคุ้นเคยถึงขนาดออกคำสั่งกับมันได้จะได้ถึงยี่สิบแต้มทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรล้วนแต่มีคะแนน สมาชิกของตระกูลลี้ต่างก็บันทึกคะแนนด้วยตัวเองโดยยึดหลักความซื่อสัตย์หากถูกตรวจสอบแล้วพบว่าบันทึกคะแนนไม่ตรงกับความเป็นจริงคนผู้นั้นจะถูกขับออกจากตระกูลทันที คะแนนเหล่านี้มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญทองแดงซึ่งเป็นสกุลเงินที่ใช้เฉพาะในตระกูลลี้เหรียญทองแดงนี้สามารถนำไปซื้อพืชภักษาหรือสิ่งของอื่นๆที่จำเป็นต่อวิถีแห่งผู้ควบรวมอสูร...”

            

            ขณะนั้นเองตงวู่ฉีก็พลันยกมือให้สัญญาณพร้อมกับผ่อนฝีเท้าเขามองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางระมัดระวัง จากนั้นคนหน้ายาวก็พูดบอกเด็กชายด้วยเสียงที่แสนจะเบา

            

            “มีสัตว์อสูรอยู่ด้านหน้า...เชื่อข้าสิข้ารับรู้ได้” ตงวู่ฉีพยักพเยิดหน้าไปทางต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปเขาย่องไปทางต้นเสียงที่ดังกุกกัก สีหน้าของเขาเริ่มไม่ผ่อนคลายจิวฟงพ่นลมหายใจแรงหนึ่งทีก่อนที่จะเดินตามคนหน้ายาวไป

            

            ตงวู่ฉีเดินด้วยฝีเท้าที่แสนจะเงียบกริบฝ่ายจิวฟงแกล้งเดินเหยียบกิ่งไม้จนหักดังเป๊าะ เขาย่ำใบไม้แห้งจนเสียงดังกรอบแกรบเจ้าเปี๊ยกยังเตะก้อนหินให้กลิ้งกระทบถูกคนหน้ายาวจนตงวู่ฉีสะดุ้งโหยง คนหน้ายาวหันขวับไปด้านหลังเขาผ่อนฝีเท้า จากนั้นก็ผลักจิวฟงให้ไปอยู่ด้านหน้าในทันที

            

            “เจ้ามาที่นี่ครั้งแรกควรจะศึกษาธรรมชาติของสัตว์อสูรอย่างใกล้ชิดถือหญ้าคันธารสไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้ฉีกมันให้ขาดแล้วเจ้าก็จะปลอดภัย”พูดจบตงวู่ฉีก็ดันหลังจิวฟงให้ออกเดินไปข้างหน้า

            

            เจ้าเปี๊ยกไม่ได้สนใจคนหน้ายาวที่อยู่ด้านหลังในตอนนี้เขาอยากรู้ว่าหญ้าวิเศษที่มีอยู่เฉพาะในเขตตระกูลลี้จะมีสรรพคุณดังว่าจริงหรือไม่เด็กชายเดินดุ่มๆไปเบื้องหน้าตามทิศทางของไออสูรที่เขาสัมผัส

            

            จิวฟงเดินผ่านต้นไม้ที่ตงวู่ฉีชี้บอกเขาไม่ได้มองดูยอดไม้ที่ตงวู่ฉีเข้าใจว่ามีสัตว์อสูรซ่อนอยู่จิวฟงรู้ดีว่าเสียงที่ตงวู่ฉีได้ยินเป็นเสียงที่เกิดจากสัตว์ป่าหาใช่สัตว์อสูรไม่เจ้าเปี๊ยกมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ขนาดเจ็ดคนโอบต้นหนึ่ง พอใกล้จะถึงต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดดๆต้นนั้นจิวฟงก็เพ่งสายตาลอดผ่านกิ่งก้านและใบอันหนาทึบ

            

            สัตว์อสูรระดับหนึ่งรับรู้แล้วว่ามีมนุษย์สองชีวิตเดินเข้ามาใกล้มันมองลงไปยังด้านล่างก็เห็นว่าชายที่อยู่ด้านหลังหันซ้ายหันขวาพร้อมกับชูหญ้าสีแดงสดไปรอบตัวส่วนชายตัวเล็กที่เดินนำหน้ากำลังจ้องมองมันเขม็งสายตาของเด็กชายช่างต่างจากสายตาของผู้คนของตระกูลลี้ที่มันคุ้นเคยมุมปากที่ยกยิ้ม ดวงตาที่หรี่ลงน้อยๆราวกับว่ากำลังท้าทายมันอยู่สัตว์อสูรผู้ครองผืนป่ารู้สึกไม่พอใจมันกระโจนลงจากกิ่งไม้แล้วลงมายืนอยู่บนพื้นในบัดดล

             

            

            ตึง!

             

            

            เสียงสี่เท้ากระแทกพื้นดังขึ้นพร้อมกับพื้นดินที่สั่นไหวทันทีที่สัตว์อสูรตระกูลเสือมาปรากฏตัวอยู่ใต้โคนไม้ใหญ่ มันก็ส่งเสียงร้องคำรามเพื่อข่มขวัญมนุษย์ที่กำลังท้าทายมัน

             

            

            โฮกก!!

             

            

            เสียงคำรามก้องดังไปไกลเหล่าสัตว์ป่าและสัตว์อสูรได้ยินเสียงแห่งความขุ่นเคืองของเจ้าป่าก็พากันเงียบกริบป่ารกชัฏที่เงียบอยู่แล้วแทบจะไม่มีสรรพเสียงใดปรากฏ ตงวู่ฉีได้ยินเพียงแค่เสียงฝีเท้าของเสือโคร่งสีขาวและเสียงหัวใจของเขาที่เต้นแรง

            

            เสือโคร่งเผือกก้าวเท้าเข้ามาหาเด็กชายตัวน้อยอย่างแช่มช้าสี่เท้าของมันก้าวย่างเป็นจังหวะ ท่าทีของมันดูน่าเกรงขาม หางของมันกวัดแกว่งตามจังหวะของการเดินขณะเดียวกันดวงตาสีแสงของเจ้าเสือใหญ่ก็จ้องมองเด็กชายที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบตา

            

            จิวฟงยักคิ้วขึ้นลงให้เจ้าเสือลายพร้อยมือขวาของเขาถือหญ้าสีแดงสดแล้วยื่นออกไปด้านหน้า ขณะที่มือซ้ายกวักเรียกเจ้าป่าให้เข้ามาหา

            

            เจ้าเสือใหญ่ไม่พอใจที่จิวฟงทำอย่างกับมันเป็นสัตว์เลี้ยงมันจ้องหน้าจิวฟงด้วยสายตาดุดัน ดวงตาสีแดงของมันลุกวาวมันขยับเข้ามาใกล้เด็กชายมากขึ้นเรื่อยๆและในขณะที่จิวฟงกำลังจะฉีกหญ้าคันธารสนั่นเอง เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้น

            

            “อย่างนั้นแหละดีอย่าเพิ่งพยายามเคลื่อนไหว ที่มันขมวดคิ้วแสดงถึงอาการอยากรู้เสียงร้องเมื่อครู่หมายถึงว่ามันกำลังทักทาย ปากที่กำลังแสยะด้วยองศาขนาดนั้นสื่อว่ามันพยายามส่งยิ้มและที่มันเดินด้วยท่วงท่าที่สง่างามเช่นนั้น แสดงว่าเจ้าเสือโคร่งเผือกให้ความเคารพพวกเราอยู่!”

            

            จิวฟงเลิกคิ้วเขาหันขวับไปด้านหลังก็เห็นว่าตงวู่ฉีกำลังพลิกอ่านตำราด้วยอาการลุกลี้ลุกลนมือของคนแซ่ตงสั่นเทา ปากนั้นก็สั่นระริก สีหน้าของตงวู่ฉีคล้ายกับคนที่ไม่มีโลหิตอยู่ในร่างกาย

             


            “โฮก!”


             

            ทันทีที่เจ้าป่าส่งเสียงคำรามดังคนแซ่ตงก็หันหลังแล้วโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต สองขาก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มอัตราชายผู้อ้างว่าเข้าใจธรรมชาติของสัตว์อสูรวิ่งเปิดไปไกล เขาปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรแต่เพียงผู้เดียว

             

           “เผ่นแน่บไปก่อนใครอย่างนั้นอย่าว่าแต่สามปีเลย อีกสิบปีก็ไม่โดนสัตว์อสูรโจมตี!”จิวฟงตะโกนไล่หลังคนหน้ายาวที่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตแต่ดูเหมือนว่าตงวู่ฉีหาได้ยินคำพูดของเขาไม่ คนขี้คุยวิ่งห้อโดยที่ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมา        




    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    873K 2049
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786