สายลมราตรีหวีดหวิวพัดผ่านซากปรักหักพังของโครงสร้างคอนกรีตและตอเสาเหล็กกล้าที่หักโค่นของศูนย์วิจัยเบื้องหลัง เสียงฝุ่นทรายและเศษปูนครูดไล้ไปตามพื้นผิวถนนที่แตกร้าวฟังดูวิเวกวังเวง ทว่าแฝงด้วยความตึงเครียดที่กรีดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ
เมื่อกลุ่มของหลินเยว่ค่อย ๆ ขยับกายเคลื่อนตัวออกจากบริเวณปากทางเข้าสถานวิจัยใต้ดินที่พังทลายลงทีละคน ภาพทัศนียภาพของโลกเบื้องหน้าที่ปรากฏขึ้นสู่สายตากลับแปรเปลี่ยนแง่มุมไปจากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ผืนฟ้าสีเทาหม่นยามวิกาลยังคงมีรอยแยกเรืองแสงสีทองคำขาวพาดผ่านเป็นแนวยาว ดุจดั่งรอยแผลเป็นสีทองของจักรวาลที่ไม่มีวันลบเลือน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของทุกคนบีบรัดแน่น... กลับเป็นภาพของฝูงผู้ติดเชื้อซอมบี้ที่กระจัดกระจายอยู่ตามท้องถนนและซากตึกรามบ้านช่อง
พวกมันไม่ได้กู่ตะโกนแผดคำรามด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าอย่างบ้าคลั่งเฉกเช่นในอดีต ทว่ากลับยืนหยัดนิ่งสงบแข็งทื่อประหนึ่งรูปปั้นหินเป็นระยะ ๆ ก่อนจะเริ่มขยับกายและก้าวเยื้องกรายเคลื่อนไหวอย่างมีแบบแผนและเป็นระเบียบร่วมกัน ราวกับทุกชีวิตในโครงข่ายกำลัง "นิ่งรับฟัง" สัญญาณชีพบรอดคาสต์แผ่วเบาที่พุ่งผ่านสายลม
มวลอากาศรอบด้านอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอันแสนประหลาด... มันหาใช่กระแสความตื่นตระหนกอันหนาวเหน็บที่เตรียมต้อนรับความตาย ทว่ามันคือไออุ่นของ "ความคาดหวัง" บางอย่างที่กำลังสั่นสะเทือนลึกล้ำในวิถีทางของยุคสมัยใหม่
เจย์ฝืนกวาดนิ้วมือลงบนแผงควบคุมเครื่องสแกนตรวจวัดพลังงานพกพาชิ้นใหม่ที่เขาพยายามต่อสายประกอบขึ้นอย่างเร่งรีบจากเศษอุปกรณ์สื่อสารและชิปเซตที่หลงเหลือ เสียงสัญญาณเตือนของตัวเครื่องดังถี่รัวประสานเสียงครางกระหึ่มยาวเหยียดจนหน้าจอโฮโลแกรมสั่นไหวระริก เด็กหนุ่มจ้องมองข้อมูลพิกัดด้วยสีหน้าเผือดสีและตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
"ค่าตัวเลขดัชนีคลื่นพลังงานระบบทั่วทั้งภูมิภาค... กำลังเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกันในลักษณะก้าวกระโดดเลยครับ!" เจย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระรัว แววตาหลังเลนส์แว่นตาที่ร้าวละเอียดสั่นไหวอย่างรุนแรงขณะชี้ให้ดูแผนที่พิกัด "แต่มันน่ากลัวตรงที่... ต้นตอคลื่นสัญญาณชีพพวกนี้ไม่ได้ปะทุขึ้นมาจากพิกัดโหนดทั่วไป และไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองแหล่ง..."
เขากลืนน้ำตาเอื้อกใหญ่ผ่านจิตสำนึก ก่อนจะกล่าวต่อไป
"แต่มันกำลังระเบิดปะทุขึ้นพร้อมกันทั่วโลกอย่างน้อยเจ็ดพิกัดหลักในเวลานี้เลยครับ! ค่ามวลพลังงานสะสมในแต่ละจุด... sum E_{text{spike}} ge Theta_{text{critical}} ซึ่งเกินขอบเขตการจำกัดความดั้งเดิมไปแล้ว!"
คินยกกล้องส่องทางไกลคู่ใจขึ้นประทับดวงตา แววตาสีครามเฉียบคมสแกนจับจ้องฝ่าม่านหมอกควันหนาทึบออกไปยังริมเส้นขอบฟ้าอันห่างไกล ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเกิดเสียงข้อกระดูกลั่นเบา ๆ
"ถ้าหากพลังงานทั้งเจ็ดจุดที่ว่านั่น... เป็นตัวตนระดับปีศาจแบบเดียวกับหมอนี่ล่ะก็..." คินไม่ได้เอ่ยปากเอ่ยคำพูดประโยคนั้นออกมาจนจบ ทว่าสายตาของเขากลับเลื่อนมาหยุดจับจ้องที่ร่างสูงสง่าในเกราะทมิฬข้างกายของหลินเยว่ช้า ๆ โดยที่ทุกคนต่างประจักษ์ดีแก่ใจโดยปราศจากถ้อยคำเฉลย
ราชันย์แห่งการวิวัฒนาการ... หาได้มีเพียงแค่หนึ่งเดียวบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว
มีนกอดแขนอันสั่นเทาของตนเองไว้แน่น ใบหน้างามสะท้อนแสงสีทองจากเศษรอยแยกฟากฟ้าจนซีดเซียว แววตาสีเขียวอ่อนฉายประกายความกังวลและสับสนอย่างลึกซึ้งขณะเอ่ยถามแผ่วเบา "หลินเยว่... อาร์ค... พวกเขาจะกลับกลายมาเป็นศัตรูที่คอยหันคมดาบเข้าห้ำหั่นและเข่นฆ่าพวกเราอีกหรือเปล่าคะ?"
อาร์คที่ยืนสงบนิ่งทอดสายตามองไปยังจุดรอยต่อขอบฟ้าด้วยสายตาคู่นิ่งลึกดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรน้ำแข็ง แววตาสีแดงฉานคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความว่างเปล่าโบราณหลงเหลืออยู่อีกแล้ว สุ้มเสียงทุ้มต่ำ อบอุ่น ทว่ากลับทรงอำนาจและแฝงเร้นไปด้วยกระแสความเป็นมนุษย์จริงดังขึ้นประคองจิตวิญญาณของทุกคน
"บางตน... ยังไม่ได้ดำเนินกระบวนการตัดสินใจเลือกวิถีเส้นทางของตัวเอง..."
น้ำเสียงทุ้มอันสัตย์ซื่อของชายหนุ่มส่งผลให้เพื่อนพ้องร่วมเดินทางทุกคนหันมาจับจ้องที่ใบหน้าเกราะของเขาเป็นตาเดียวกัน
นัทขมวดคิ้วแน่นจนขมับปูดโปนด้วยความไม่เข้าใจ ยกกำปั้นยักษ์ขึ้นกุมอก "หมายความว่ายังไงของนายฟะ อาร์ค? ไอ้ที่บอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเลือกนั่นน่ะ"
อาร์คปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ชั่วครู่หนึ่ง สูดลมหายใจในระดับสติรับรู้ ราวกับดวงจิตร่วมของเขากำลังสอดประสาทเชื่อมต่อและรับฟังคลื่นกระแสน้ำเสียงที่ไม่มีมนุษย์คนใดบนโลกสามารถประจักษ์ได้ในเวลานี้
"ฉันสัมผัสได้ถึงเจตจำนงเสรีและความนึกคิดของพวกนั้นผ่านใยข่ายระบบ..." ชายหนุ่มกระซิบเสียงเบาอย่างอ่อนโยน "บางตน... เต็มไปด้วยความหิวโหยอันบ้าคลั่งสัญชาตญาณสัตว์ร้าย... บางตน... กำลังสั่นสะท้านระริกด้วยความหวาดกลัวต่อความล่มสลายที่จะมาถึง... และบางตน... กำลังเคลื่อนสายตาทอดมองมาทางตัวตนหลอมรวมของพวกเราตรง ๆ"
หลินเยว่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อสะกดกลั้นความตึงเครียด ทันใดนั้นเอง ระบบอินเตอร์เฟสโปร่งแสงสีทองคำขาวสลักอักขระของ Genesis Core ในส่วนลึกของสมองของเธอพลันส่องสว่างวาบกะพริบแจ้งเตือนแจ้งข้อมูลสถานะการแปรเปลี่ยนรหัสระลอกใหม่ในทันที:
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตที่มีระดับการวิวัฒนาการขั้นสูงสุดในระบบ (HIGH-TIER EVOLUTION ENTITIES DETECTED)] [ระดับดัชนีภัยคุกคามองค์รวม (THREAT LEVEL): ไม่สามารถระบุหมวดหมู่ดั้งเดิม (UNKNOWN)] [ตรวจพบทางเลือกการมีปฏิสัมพันธ์แบบประนีประนอม (DIPLOMACY FEASIBILITY): P_{text{diplomacy}} approx 42%(AVAILABLE)]
คำว่า "การทูตและเจรจา (Diplomacy)" ส่องประกายแสงสว่างสีทองสลัวเจืดจ้าสะท้อนดวงตาสีครามอมทองคู่งามจนหลินเยว่ถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะจิต เพราะในอดีตที่ผ่านมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์วันสิ้นโลกอันแสนโหดเหี้ยม สมการและแบบจำลองระบบคณิตศาสตร์ของ Genesis แทบไม่เคยเสนอตัวเลือกเพื่อการประนีประนอมหรือจับมือเคียงข้างเช่นนี้ให้แก่เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"ระบบ... ไม่ได้เพ่งจำแนกและตราหน้าว่าสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ 'ศัตรู' หรือไวรัสอันน่ารังเกียจที่ต้องลบล้างทำลายล้างอีกต่อไปแล้วค่ะ..." หลินเยว่พึมพำ น้ำเสียงสะท้อนความปิติและอัศจรรย์ใจ
เจย์พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว แววตาส่องประกายความหวัง "หรือไม่ก็... ตัวสมองกลและระบบสูงสุดเองนั่นแหละครับที่กำลังยอมน้อมรับและเรียนรู้ ว่าโลกใบใหม่นี้กำลังก้าวผ่านเข้าสู่เฟสการเปลี่ยนผ่านที่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเข่นฆ่าลบล้างกันอีกต่อไป!"
ครืนนนนนนนนนน—ตูม!!!
ทันใดนั้นเอง... สุ้มเสียงระเบิดกัมปนาทเลื่อนลั่นสะท้านแผ่นดินพลันดังกึกก้องพุ่งทะยานมาจากทิศตะวันตกไกลแสนไกล ส่งแรงสั่นสะเทือนมหาศาลไล่ระนาบปะทะจนฝุ่นปูนและเศษคอนกรีตบนท้องถนนรอบตัวสั่นไหวระริก ทุกคนในทีมสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปมองยังทิศทางนั้นพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
เหนือแนวยอดตึกระฟ้าที่แตกร้าวพังพินาศที่ขอบระนาบฟ้าอันห่างไกล เสาแสงรังสีสีแดงชาดเข้มข้นเจืดจ้าประหนึ่งคราบหยาดโลหิตพุ่งทะยานแหวกม่านเมฆหนาทึบขึ้นสลักท้องฟ้ายามราตรีจนกลายเป็นสีม่วงแสดแปรปรวน ตามมาด้วยคลื่นแรงกดดันทำลายล้างมหาศาลที่กวาดซัดแผ่ออกมาเป็นวงกว้าง บีบคั้นจนแม้แต่มนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลังวิวัฒนาการก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม
คินค่อย ๆ ลดกล้องส่องทางไกลในมือลงช้า ๆ ใบหน้าที่เคยขี้เล่นบัดนี้สลักร่องรอยเคร่งเครียดตึงตรา "ดูเหมือน... จะมีตัวบ้าเดือดบางตนเริ่มทนไม่ไหวและก้าวขยับตัวเคลื่อนไหวแล้วแฮะ"
หน้าจอระบบอินเตอร์เฟสสีครามของหลินเยว่พลันตอบสนองอย่างรวดเร็ว ปะทุตัวเลขเตือนภัยรหัสเหตุการณ์ภูมิภาคชุดใหม่ขึ้นมาอย่างแจ่มชัด:
[ตรวจพบการเริ่มต้นรหัสเหตุการณ์พิเศษในภูมิภาค (NEW REGIONAL EVENT DETECTED)] [รหัสระบุคุณลักษณะเชิงประวัติศาสตร์: การตื่นตัวสีชาด (THE CRIMSON AWAKENING)] [คำแนะนำเชิงระบบการนำทาง: เข้าตรวจสอบเพื่อระบุเจตจำนงรอยประสาน (RECOMMENDED ACTION: INVESTIGATE)]
หลินเยว่เงยหน้าใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อขึ้นมองม่านแสงรังสีสีแดงชาดที่แต่งแต้มท้องฟ้ายามราตรี ในทรวงอกจำลองอันอบอุ่นของเธอในเวลานี้... หาได้หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของความระแวดระวังแคลงใจในโชคชะตาไม่ ทว่าลึกลงไปกลับมีความรู้สึกสั่นไหวประหลาดดุจกระแสคลื่นเสียงสั่นสะเทือนที่คอย "กู่ร้องเรียกหาและเชื้อเชิญ" ให้เธอเข้าไปเผชิญหน้าพิสูจน์ความจริง
อาร์คก้าวขยับเท้าเข้ามาหยัดยืนเคียงข้างกายเธอ แผงอกหนาภายใต้เกราะทมิฬพรูลมหายใจออกราบเรียบ "หนึ่งในพวกนั้น..." ชายหนุ่มกระซิบสุ้มเสียงจริงแผ่วเบาทว่าเด็ดเดี่ยว "กำลังปะทุพลังเพื่อประกาศตัวตนต่อสัจธรรมใหม่ของโลกใบนี้ หลินเยว่"
หลินเยว่หันกลับมามองเพื่อนพ้องร่วมเดินทางทุกคนในทีมของตน...
ทุกคนยังคงเหนื่อยล้า ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล และเพิ่งผ่านพ้นชงเวลาชี้ชะตาอันเกินกว่าที่ขีดจำกัดมนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการฝ่าฟันมาได้ ทว่าแววตาของทุกคนในวินาทีนี้... กลับปราศจากเศษเสี้ยวของความขลาดเกรงหรือคิดหันหลังถอยหนี
มีนกระชับมือจับกุมก้านไม้เท้าเยียวยาแน่นจนข้อเล็บขาวนวล คินขยับปืนไรเฟิลคู่กายขึ้นประทับบ่าอย่างคล่องแคล่ว นัทยกยิ้มบางอันเหี้ยมเกรียมสะท้อนความกล้าหาญพร้อมพุ่งชนทุกสิ่งขีดกีดขวาง เจย์กดปิดหน้าจอเครื่องสแกนพกพาก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อคลุมอย่างมั่นใจ
หลินเยว่เผยรอยยิ้มจาง ๆ อันแสนงดงามและเปี่ยมด้วยพลังชีวิตออกมาให้แก่ทุกคน ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเจตจำนงร่วมเด็ดเดี่ยวของทีม
"ถ้าอย่างนั้น... พวกเราไปต้อนรับยุคสมัยใหม่นี้ด้วยกันเถอะค่ะ"
พวกเขาร่วมมือกันก้าวเริ่มออกเดินสับเท้าผ่านม่านฝุ่นคอนกรีต ทะยานมุ่งหน้าตรงดิ่งไปท่ามกลางเถ้าถ่านสงครามของมหานครที่กำลังเริ่มตื่นตัวฟื้นคืนจากซากปรักหักพัง
และเหนือเส้นขอบฟ้าสีราตรีอันห่างไกลแสนไกล เสาแสงสีแดงชาดยังคงลุกโชนอย่างบ้าคลั่งดุจประทีปนำทางดวงใหม่... ที่ซึ่งในเวลานี้ ราชันย์แห่งการวิวัฒนาการอีกตนหนึ่ง กำลังหยัดยืนเฝ้ารอคอยวินาทีการพบพานครั้งแรกของพวกเธอด้วยจิตสำนึกที่ไม่อาจคาดเดาชะตากรรมได้อีกต่อไปชั่วนิรันดร์