ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่139 ปรับอารมณ์

    77 1-2

    ตอนที่139 ปรับอารมณ์

    บริเวณที่อาหานเจาะทะลวงไปนั้นคือลิ้นสามนิ้วของอสรพิษมหึมาซึ่งเป็นจุดตายของสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงู อสรพิษมหึมาดีดดิ้นทุรนทุรายร่างยาวเป็นลำหนาบิดเกลียวทรมานอยู่บนพื้นดิน สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศผืนป่าเศษดินเศษฝุ่นฟุ้งขจร หุบเขาและธารน้ำโดยรอบสนั่นหวั่นไหวต้นไม้ขนาดยักษ์แผ่กิ่งก้านสาขาเกินคนาจำนวนมากมายถูกโค่นลงในพริบตาทั้งยังถูกร่างยาวลำหนาของมันกดทับ บดขยี้แหลกเละเป็นผุยผง

    หลิวซูกระโดดลงมาจากศีรษะของอสรพิษตนนั้นร่อนลงสู่ภาคพื้นพยายามใช้ขลุ่ยใบไม้ในมือเป่าจ่อกับริมฝีปากทว่าถึงแม้เสียงขลุ่ยจะเปล่งดังเป็นท่วงทำนองต่อเนื่องเพียงแต่อสรพิษมหึมาตนนั้นกลับมิได้เชื่อฟังคำสั่งขอขลุ่ยอีกต่อไปลำตัวขนาดมหึมายักษ์ใหญ่ยังคงดิ้นคลุกพื้นทุรนทุรายเจ็บปวด ก่อเกิดให้บรรยากาศโดยรอบมีแต่ฝุ่นฟุ้งกระจายแผดขยายกว้างไม่มีสิ้นสุด

    หลิวซูเหม่อมองอสรพิษที่นอนดีดดิ้นสุดจะทนทุกข์ทรมานด้วยสายตาอันว่างเปล่าและในท้ายที่สุด มือข้างนั้นที่กำลังเป่าขลุ่ยแนบริมฝีปากก็ค่อยๆถถอดอนเก็บกลับลงมา ดั่งใจดวงนี้มอดไหม้เป็นผงธุลี ในขณะเดียวกัน ลำตัวขนาดยักษ์ของอสรพิษที่ยังคงทุรนทุรายพลันกลิ้งเข้ามาทับหาตัวเขาแน่นอนว่าหลิวซูย่อมสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายที่ใกล้เข้ามา อย่างไรเสียแทนที่จะเบี่ยงตัวเลี่ยงหลบให้พ้นทาง เขากลับยืนหลับตาเฝ้ารอความตายอย่างเงียบบงัน

    เสี้ยวพริบตาเดียวก่อนที่ลำตัวมหึมาของอสรพิษจะล้มทับจู่ๆ ก็มีเรียวมือหยกสีขาวผ่องพุ่งเข้ามา คว้าคอเสื้อกระชากเข้ามากอดไว้แน่นและอุ้มทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

    เซียถงคว้าร่างพาหลิวซูหลบได้ทันท่วงทีเร่งความเร็วเต็มพิกัดจนมิทันระวัง สะดุดเข้ากับตอไม้ที่โค่นถล่มขวางกั้นเส้นทางร่างปลิวกระเด็นไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ยักษ์อย่างแรงยังโชคดีที่มีพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มคอยรองรับทั้งคู่เอาไว้

    นางค่อยๆ คลายอ้อมกอดมองหน้าหลิวซูที่กำลังซบอยู่ในเนินอกขาวประดุจหิมะอันนุ่มนิ่ม

    หลิวซูเทน้ำหนักเอนกายล้มลงจากอ้อมอกใบหน้าจมเข้ากับพื้นหญ้า นอนคว่ำหน้าหัวจุมดินอยู่เช่นนั้นไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

    “เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”

    เซียถงพลิกตัวหลิวซูเปลี่ยนเป็นท่านอนหงายขึ้นฟ้าทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าไม่มีปฏิกิริยาขยับเขยื้อนใดๆ เลย

    เห็นเป็นเช่นนั้นนางจึงขมวดวคิ้วจมลึกแทบชนกัน เขย่าไหล่อีกฝ่ายไปสองสามทีพลางเอ่ยถามต่อว่า

    “เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนกระมัง?”

    อย่าว่าแต่เขย่าไหล่หรือยิงคำถามเรียกอีกฝ่ายต่างๆนานา สภาพของหลิวซูในขณะนี้นอนนิ่งอย่างกับศพโดยปราศจากปฏิกิริยาตอบสนองใดๆทั้งสิ้น ในท้ายที่สุดนี้ เซียถงเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกันนอกจากเอนกายนอนอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย เหลียวมองอยู่เป็นระยะ ขอดูหน่อยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรกันแน่?

    “เจ้าหนุ่มนี่ยังไม่ยอมจำนนต่อเจ้า?”

    หลังจากนั้นไม่นานอาหานก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเซียถง เอ่ยถามออกไปประโยคหนึ่งพลางเหลียวสายตามองหลินซูที่ในเวลานี้พลิกตัวคว่ำหน้า นอนฝังอยู่กับพื้นดินอีกแล้ว

    สภาพชุดเสื้อคลุมที่อาหานแต่งกายในตอนนี้เหมือนใหม่แกะกล่องปราศจากสิ่งปนเปื้อนใดๆ แม้กระทั่งฝุ่นสักเม็ด สีหน้าการแสดงออกดูสงบนิ่งอย่างมากหากนำมาเปรียบกับสีหน้าที่ดูไม่จืดของเซียถงในปัจจุบันอีกฝ่ายดูเหมือนเพิ่งอาบน้ำแต่งหล่อเสร็จก็มิปานสรุปแล้วคนที่เพิ่งสัประยุทธ์เดือดกับอสรพิษมหึมาตนนั้นเสร็จหมาดๆเป็นเขาหรือนางกันแน่?

    “อสรพิษตนนั้นสิ้นใจแล้ว?”

    เซียถงเอ่ยถามอาหานที่ยืนจ้องหน้าตนอยู่

    ทันทีที่ได้ยินคำถามประโยคนี้ของเซียถงหลิวซูเริ่มมีปฏิกิริยาเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นจากพื้นหญ้าทันที

    “มันตายแล้ว ดูเหมือนว่าอสรพิษยักษ์ตนนั้นจะเป็นสัตว์วิญญาณที่ค่อยพิทักษ์ผนึกจองจำของกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในยามนี้สังหารมันสิ้นแล้ว ก็หมายความว่าเจ้าสามารถนำกระบี่เล่มนั้นออกไปจากห้วงมิติมายาแห่งนี้ได้แล้วเช่นกัน”

    แลมองหลิวซูที่มีท่าทีตอบสนองอยู่หนึ่งปราดอาหานพยักหน้ากล่าวกับเซียถง

    ขณะที่ทั้งสองกำลังจะสนทนากันต่อนั้นเองจู่ๆ ก็มีลมหายใจถอดถอนออกมาเฮือกใหญ่จากทางหลิวซู

    “ตลอดผ่านมาที่ข้าถูกกักขังอยู่ที่นี่ในยามเปลี่ยวเหงา ก็มีแต่สัตว์วิญญาณผู้พิทักษ์ตนนี้ที่คอยเป็นเพื่อนเล่นกับข้า”

    ทั้งอาหานและเซียถงต่างหันหน้าส่งสายตาสะท้อนแววความเห็นใจมองมาทางหลิวซูโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่จะส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้นักสำหรับเรื่องนี้แล้วคงไม่มีอะไรต้องพูดอีกต่อไป อาหานถอดถอนหายใจเสียงอ่อนกำลังจะโน้มตัวลง นอนข้างกายหญิงสาวต่าทว่าเซียถงกลับดีดตัวขึ้นมาอยู่ในท่ายืนเสียก่อนหันขวับสบสายตากับอีกฝ่ายราวกับมีนัยสำคัญบางอย่าง

    “มีอะไรรึเปล่า?”

    เผชิญกับแววตาเร้นแฝงนัยผิดวิสัยเฉกเช่นนี้อาหานเอ่ยปากถามทันทีด้วยความประหลาดใจ

    “จากนี้ต่อไปเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ห่างจากข้าเกินครึ่งลี้”

    เซียถงมองค้อนใส่อีกฝ่ายไปทีหนึ่งกล่าวออกคำสั่งด้วยสีหน้าเมินเฉยเย็นชา

    “หากบังเอิญเกินขึ้นมา ข้าจะโดนอะไรงั้นรึ?”

    อาหานยิ้มถามเจือน้ำเสียงกวนประสาทอยู่หนึ่งส่วน

    ทว่าปราศจากสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากทางเซียถงมีแค่เพียงใบหน้าอันเย็นชาของนางเผยปรากฏจากนั้นก็เดินไปนั่งด้านตรงข้ามกับอาหานและหลิวซูที่กำลังนอนแผ่กายนิ่ง

    อาหานยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้และนั่งลงกับพื้นหญ้า ต่างฝ่ายต่างสบสายตากันอยู่ด้านตรงข้ามกันและกันบรรยากาศเงียบสงัด ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียวจนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ทั้งนางและอาหานต่างเบนสายตาเคลื่อนไปจับจ้องหลิวซูที่จวบจนตอนนี้ก็ยังนอนแผ่กายอยู่บนพื้นนิ่งเงียบดูเหมือนว่าพวกเขาต้องรอให้หลิวซูปรับอารมณ์ทำใจเสียก่อน

    ก็ไม่รู้หรอกว่ามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่หลิวซูก็เอาแต่นอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลยจนเซียถงค่อยๆ หมดความอดทนเต็มแก่แล้ว หากหลิวซูยังทำตัวงี่เง่าเช่นนี้ต่อไปนางคงรอไม่ไหวแล้วเช่นกัน ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นก็ปรายสายตาหันไปหาอาหานเช่นกันแต่ก็ดันพบว่า ชายคนนี้กำลังนั่งยิ้มจับจ้องใบหน้าของนางชนิดไม่มีละสายตาออกเลยพอเห็นเป็นเช่นนั้น ก็เกรงว่าก่อนที่จะกล่าวดุหลิวซู สงสัยต้องด่าหมอนี่ก่อนสักยก

    “นี่เจ้าไม่ทราบรึว่าการจ้องคนอื่นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา มันเป็นเรื่องเสียมารยาท?”

    “ข้า...อ๊ะ!!อ๊ากก...ปวดท้อง!!”

    ยังไม่ทันที่อาหานจะอ้าปากพูดจู่ๆ เขาก็ล้มตัวนอนลงไปกับพื้น ยกมือทั้งสองข้างกุมหน้าท้องขดตัวห่อกายแน่นหนาด้วยสีหน้าเจ็บปวดแสนสาหัส

    “นี่เจ้าเป็นอะไรไป?!”

    เซียถงดีดตัวขึ้นจากพื้นโดยไววิ่งเข้ามาดูอาการอีกฝ่ายทันที

    “พิษ...โอสถพิษที่เจ้าเอาให้ข้ากิน...มันกำเริบแล้วโอ๊ย...ข้าปวดท้องเหลือเกิน!”

    อาหานแหงนหน้ามองไปทางเซียถงด้วยท่าทีแสนยากลำบากเผยให้เห็นถึงใบหน้าซีดเผือดของเขาอย่างชัดเจน

    “แต่ข้าให้โอสถถอนพิษแก่เจ้าไปแล้วมิใช่รึ?”

    เซียถงเลิกคิ้วมองเอ่ยถามกลับไปทันทีด้วยความสงสัย

    “ข้ารีบไป...จัดการอสรพิษตนนั้นแก่เจ้า...ก็เลย...ก็เลยยังไม่มีเวลากินมัน...”

    ยิ่งคุยกันนานเท่าไหร่สีหน้าของอาหานชักไม่ค่อยสู้ดีไปทุกขณะแล้ว และขณะเดียวกันเขาก็ควักโอสถเม็ดกลมเกลี้ยงที่เซียถงมอบให้ ยื่นให้แก่นางอยู่ตรงหน้า กล่าวต่อว่า

    “ตอนนี้พิษในกายข้ากำเริบหนักแล้วข้า...ข้าไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะกลืนโอสถ ช่วย...ช่วยป้อนข้าที”

    มือไม้ข้างที่หยิบยื่นโอสถแก่นางเริ่มสั่นเทิ่มเกินจะควบคุมส่วนอีกข้างคว้าจับข้อมือของเซียถงอย่างไร้เรี่ยวแรงจับจ้องพร้อมสายตาเปี่ยมล้นไปด้วยประกายความหวัง

    พอได้ฟังเช่นนี้แววความวิตกกังวลบนใบหน้าของเซียถงพลันหายวับไร้ร่องรอยทอดสายตามองไปที่อาหานอย่างเย็นชา รอดูซิว่า ยังจะพูดอะไรต่อไป

    “เร็วเข้า...ข้า...ข้าไม่ไหวแล้ว...”

    อาหานยังคงร้องอวดโอยไม่หยุด

    ไอ้หมอนี่...

    “ได้เลย”

    เซียถงตอบตกลงทันทีคว้าโอสถเม็ดนั้นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายกระฉับกระเฉงรวดเร็วทั้งยังส่งยิ้มหวานเอ่ยขึ้นว่า

    “อ้าปากสิ”

    พอเห็นว่าเซียถงพูดดีด้วยอาหานพลันบังเกิดขึ้นสงสัยภายในใจทันควัน เหม่อมองรอยยิ้มหวานฉ่ำสดใสตรงหน้าภายในใจพยายามคาดเดาจุดประสงค์ของนาง

    “เจ้าไม่เชื่อใจข้าแล้วรึ?”

    เซียถงลดสายตาลงเจือแววเศร้าสร้อยเล็กน้อย

    “ไม่ใช่แบบนั้น!ไม่ใช่แบบนั้นเลย! ข้าเชื่อใจเจ้า!”

    กล่าวจบอาหานอ้าปากกว้างจนเผยให้เห็นฟันซี่ขาวสะอาดเรียงตัวสวยงาม

    “หลับตาลง”

    เซียถงขานสั่งน้ำเสียงหวาน

    อาหานหลับตาลงตามคำกล่าวของเซียถงอย่างว่าง่ายบนพื้นผิวใบหน้าอันงดงามของเซียถงยังคงปรากฏรอยยิ้มหวานประดับประดานางเห็บโอสถถอนพิษเม็ดนั้นใส่ใต้แขนเสื้และก้มตัวลงพื้นไปหยิบบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาแทนกำไว้ในมือแน่นและประเคนยัดใส่ปากของอาหานโดยตรงสัมผัสแรกคือความสาดกระด้างที่รู้สึก ตามมาด้วยรสขมปี๋เหม็นเขียวเกินบรรยาย อาหานถึงกับหน้ายู๋บิดเบี้ยวจนเสียทรงรีบโพล่งตาลืมขึ้นมองเซียถงที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาฉายแววตกตะลึงสุดขีด

    นางหยิบดินมายัดใส่ปากของเขา...

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน