คนเรามักพบเจอเรื่องราวสุดแสนจะไร้เหตุผลเข้ามาบางครั้งในชีวิต สิทธิ์การเลือกที่จะอยู่หรือไป ผู้สมควรตัดสินใจควรเป็นของเหมาเว่ย หาใช่ผู้อื่นหรือแม้แต่ชายชราที่ยืนอยู่บนยอดเสากระโดงเรือไม่
‘ข้าต้องกลับไป ไม่เช่นนั้นโรงเตี๊ยม บ่อน้ำและคนของข้าจะตกอยู่ในอันตราย’เหมาเว่ยขบกัดฟันแน่นแทบจะแหลกละเอียด
ฟุบบบบ!!!
“ใครก็ห้ามข้าไม่ได้”ชายหนุ่มเหงื่อท่วมตัวพุ่งจะโจนออกจากเรือโดยพลัน ไม่ต้องการจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อแม้เพียงลมหายใจ’ว่ายน้ำเข้าฝั่งเองก็ได้ ระยะแค่นี้สบายหายห่วง ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อนๆเรียกข้าว่าฉลามขาว!!’
“ใครอนุญาตให้เจ้าไป!!”
กึดดดด!!
ทันทีที่เสียงแผดคำรามจากชายชราดังกึกก้องไม่ยิมยอมให้ผู้ใดลงจากเรือกลางคัน ร่างกายของเหมาเว่ยที่กำลังจะตกสัมผัสผิวน้ำด้านล่าง พลันหยุดแน่นิ่งกลางอากาศไม่ไหวติง ทั้งหมดเป็นผลมาจากคลื่นปราณเข้มข้นดูราวกับของแข็งกุมกำร่างกายเหมาเว่ยเอาไว้
มันเป็นมือขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากคลื่นปราณ ยื่นยาวจากฝ่ามือแสนเหี่ยวย่น ไม่ยิมยอมให้ผู้ใดทำผิดกฎที่ตั้งเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น พลังนี่มันคือสิ่งใด ข้าขยับตัวไม่ได้ อ้า....!!”สองมือของเหมาเว่ยพยายามแกะออก ขยับดิ้นให้หลุดแต่ก็ไม่เป็นผล
“เปลี่ยนพลังปราณให้กลายเป็นรูปธรรม!!”
“สุดยอดดดด!!!”
“ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
“อุ้งมือใหญ่ที่กำลังจับตัวเจ้านั่น คือปราณ?”
“สมกับเป็นหนึ่งในหกผู้เฒ่าของนิกายนักบุญ!!!”
“พลังระดับอันน่าสะพรึง...ราชันจักรพรรดิ!!”
“เจ้าหนุ่มนี่ดื้อรั้ง เห็นที่ข้าควรทำให้มันสงบต่อไปสักพัก”ชายชราลูบเคราขาว เกร็งอีกมือกระชากกลับเข้ามาอย่างแรง
วืวววว!!!
“....!!!? ราชาจักรพรรดิ”เหมาเว่ยพึมพำครั้งสุดท้ายเท่าที่สัมผัสได้ ดวงตาคู่โตคล้ายกับรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า วูบดับไปอย่างช้าๆอย่างไร้ทางต่อต้าน’ขะ...ข้าตะ...ต้องกลับ...ไป....’
.
.
.
สี่วันต่อมา ร่างกายแข็งทื่อนอนไร้สติกว่าหลายวันพลันเริ่มรู้สึกตัวขยับ เปลือกตาสองข้างค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ รับแสงจากภายนอกที่ส่องเข้ามากระทบ พร้อมเอนตัวพยุงขึ้นทีละนิดทีละนิด
“นี่ข้าเป็นอะไรไป”เหมาเว่ยบิดหันลำคอกวาดตามองทั้งซ้ายและขวา ก็พบเพียงสิ่งที่ใช้หนุนนอนเป็นจำนวนหนึ่งวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ’ห้องนอนหรอกหรือ? นี่ข้าอยู่ที่ไหน ไม่ มัวช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับบบ’
ตึบบ ตึบบ ตึบบบ!!
เสียงย่ำเท้าเดินดังมาจากทิศทางหนึ่ง จนต้องมุ่งความสนใจหันไปมอง
“ตื่นแล้วเหรอ? เจ้าหลับไปสี่วันเต็มๆ หากหิวก็ไปหาอาหารกินที่ห้องครัวซะสิ”
“สี่วัน!!?? นี่ข้าหลับไปตั้งสี่วัน”เหมาเว่ยเอ่ยย้ำถึงสิ่งที่ได้ยิน คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน”ข้าต้องกลับไป ไม่มีเวลาแล้ว”
ฟุบบบ!
“เดี๋ยวๆ เชื่อข้าสิ เจ้าไม่มีทางกลั...... โธ่ ไม่ฟังกันบ้างเลย”ชายผมสีน้ำเงินส่ายหัวถึงความดื้อรั้งอันเปล่าประโยชน์
จินหมิงเป็นชายหนุ่มมีอายุยี่สิบปี ดวงตาเล็กเรียวคิ้วบางปลายชี้เฉียงขึ้น ผิวคล้ำหยาบกร้านราวกับทำงานหนักมาเป็นเวลานาน เส้นผมสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงโปร่งสูงกว่าเหมาเว่ยเล็กน้อย
แม้ว่าโดยรวมจะไม่หน้าไว้ใจ คล้ายกับต้องการหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา หากแต่เป็นผู้เดียวในจำนวนทั้งหมด ที่ให้ความเป็นมิตรต่อเหมาเว่ยมากที่สุด
“สวรรค์ นี่มันอะไรกัน...!”
เสียงกู่ร้องดังก้องมาจากทางด้านหนึ่งของลำเรือ และเหมาเว่ยที่วิ่งออกไปก็พบว่าตนไม่อาจกลับไปได้อีกในเร็ววัน เมื่อสิ่งที่เผยจากด้านข้างลำเรือหาใช่ผิวน้ำไม่ กลับเป็นสายลมและความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่กว่าแม่น้ำเป็นไหนๆ
วืบบบบบบ!!
“เรือลำนี้กำลังบินบนอากาศ!!”
“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าคิดว่านี่เป็นเรือธรรมดาหรืออย่างไร นิกายนักบุญเชียวนะ ย่อมมีของล้ำค่าไว้ใช้งานเป็นธรรมดา เรือลมปราณยังไงล่ะ!!”เสียงตะโกนจากจินหมิงตามติดออกมา
“ยอดเลยเรือลมปราณ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าก็เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่เลิกคิดจะกลับไปได้แล้ว มาเตรียมตัวเข้าทดสอบกันดีกว่า ขอเพียงเป็นศิษย์ของนิกายนักบุญ เจ้าก็จะได้กลับไป”
“ทดสอบ?”
“ใช่ เป็นการต่อสู้เอาชีวิตรอดหาผู้ชนะ ท่าทางเจ้าก็ไม่ธรรมดา เป็นคนจากตระกูลใหญ่หรือจากที่ใดกันล่ะ?”
‘ต่อสู้หาผู้ชนะงั้นหรอ เช่นนี้หากข้าแสร้งยอมแพ้ ก็จะได้กลับไปน่ะสิ’เหมาเว่ยเริ่มมีความหวังแววตาเป็นประกาย พลางเอ่ยกลับไปว่า”ข้าไม่ใช่คนจากตระกูลใหญ่หรืออะไรทำนองนั้นหรอก เจ้าเรียกข้าว่าเหมาเว่ยแล้วกัน”
“เหมาเว่ย ได้”
และจากนั้น ทั้งคู่เหมาเว่ยและจินหมิงต่างปรึกษาถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น การทดสอบที่ใกล้เข้ามาว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อการเดินทางกลับไปในยามนี้นับเป็นเรื่องเพ้อฝัน เขาจึงค่อยๆทำใจยอมรับและคิดหาทางอื่นเช่นการยอมแพ้ในการทดสอบ
เหตุการณ์ที่ดำเนินมาเช่นนี้ ความดื้อรั้งของชายหนุ่มนับว่าเปล่าประโยชน์ ต่อให้สามารถใช้เล่ห์กลหรือคิดวิธีหนีรอดไปจากชายชราผู้นั้นได้ อุปสรรคตรงหน้าก็นับว่าใหญ่หลวง คงไม่มีใครกล้ากระโจนลงไปดื้อๆจากความสูงระดับนี้เป็นแน่
“เจ้าว่าอย่างไรนะ มีเรื่องบ้าๆเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”เหมาเว่ยเปล่งเสียงถามด้วยความตกใจ หลังจากที่มีโอกาสได้ฟังรายละเอียดของการทดสอบ
จินหมิงพยักหน้าเบาๆ“ใช่ หากแพ้ต้องตาย เหมือนข้าจะเคยได้ยินมาแบบนั้นนะ”
“มีการทดสอบบ้าๆเช่นนี้จริงๆหรอ อย่างกับว่ามาหาที่ตาย”
“จริงแท้แน่นอน ก็อย่างที่เล่าไป ไม่มีใครถูกบังคับให้ขึ้นเรือตั้งแต่ต้น จะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าเองทีก้าวขึ้นเรือ”
“ก็จริงอยู่ แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่รู้เรื่องการทดสอบด้วยซ้ำ”
“พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เห็นชัดๆว่าเจ้าจงใจกระโดดขึ้นเรือมา ทุกคนที่นี่ก็เห็นกันทั้งนั้น หากขึ้นมาแล้วก็เท่ากับว่ายอมรับเรื่องบ้าๆที่เจ้าว่านั่นแหละ”จินหมิงตบบ่าเหมาเว่ยเบาๆเพื่อคล้ายความกังวล”ข้างหน้านั่น คงจะใกล้ถึงแล้ว”
เหมาเว่ยมองตามนิ้วของชายผมน้ำเงินออกไป ก็พบกับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ใจกลางป่าทึบ ซึ่งบริเวณใกล้ๆยังพบเห็นเทือกเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอีกด้วย
“แล้วถ้าข้าหาโอกาสหนีระหว่างนี้ล่ะ”
“หมดสิทธิ์ เจ้าดูข้างบนซะก่อน ผู้เฒ่าท่านนั้นยืนเฝ้าอยู่บนเสากระโดงมาตั้งสี่วันเต็ม ก็ตั้งแต่ที่เจ้าขึ้นเรือมานั่นแหละนะ”จินหมิงเปลี่ยนทิศทางชี้ขึ้นไปด้านบน
“นี่ข้าไม่มีสิทธิ์เลือกทางในชีวิตตัวเองเลยหรือ เฮ่อออ...!”เหมาเว่ยถอนหายเฮือกใหญ่
“เจ้ากลัวหรอ กลัวตายใช่ไหม?”สุ้มเสียงจากทางด้านหลัง เปล่งตามสายลมตกกระทบเข้าใบหูเหมาเว่ย
“.....”เหมาเว่ยมิได้ตอบโต้ พลางหันกลับไปมองโดยพลัน’เจ้าเด็กนี่เอง ว่าก็ว่าเถอะ ทุกคนที่นี่อย่างต่ำก็มีระดับพลังยุทธสูงๆทั้งนั้น ปรมาจารย์ขั้นสิบเป็นอย่างต่ำ ไม่อยากจะเชื่อเลย พวกมันเทียบเท่าผู้อาวุโสในสำนักพยัคฆ์อัสนี’
“คงไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ หรือสำนักดังสินะเจ้าน่ะ ต่อให้โชคเข้าข้างบ่มเพาะพลังได้จนมาถึงระดับนี้ แต่ความตาขาวก็ยังคงมีติดตัว ต่างกับพวกข้าโดยแท้”เด็กหนุ่มอายุย่างสิบหกปีก้าวเข้าไปทางทั้งสองคน คำพูดเย้ยหยันถูกพ่นออกมาไม่หยุด
“คงจะจริงของเจ้า นี่สินะที่เขาเรียกว่าสวะ!”
เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ปรากฎใกล้เข้ามา อีกหนึ่งเด็กหนุ่มจากตระกูลมีชื่อ เดินตามติดเปิดฉากข่มผู้คนรอบข้างอย่างไร้มารยาท
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริงของเจ้า!!”
“ใช่ๆ ข้าพูดถูกใช่ไหมล่ะ หย่งหนาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เด็กหนุ่มทั้งคู่ที่เดินเข้ามาใหม่ต่างมีอายุไล่เลี่ยกัน พูดจาถูกคอราวกับว่ารู้จักกันมาก่อนในอดีต พวกมันต่างจ้องมองเหมาเว่ยและจินหมิงด้วยสายตาดูถูกอย่างเด่นชัด
“จินหมิงจากสำนักเล็กๆ กับเจ้านี่เหมาะสมเป็นสหายกันดีว่าไหม?”
“เหมาเว่ย อย่าไปถือสาเด็กเลย ไปคุยกันต่อทางด้านโน้นกันเถอะ”
“ได้”เหมาเว่ยพยักหน้าเดินตามไปติดๆ’เจ้าพวกนี้มันอะไรกัน ไว้ถึงการทดสอบข้าจะหาก้านมะยมหวดพวกมันสักป๊าบสองป๊าบ...หึ’
.
.
.
ณ ดินแดนรกร้างใจกลางป่าเขียวขจี สถานที่ซึ่งถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นนิกายอันยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยศิษย์และผู้ที่เกี่ยวข้องมากมายพักอาศัย ใช้ฝึกฝนบ่มเพาะและเรียกรู้การใช้ชีวิตในแบบของผู้ฝึกตน
วูบบบบบ!!
ไม่นานนักเหมาเว่ยก็มาถึงที่หมาย กระโจนลงเรือลมปราณลงบนพื้นที่โล่งกว้าง อันเต็มไปด้วยผู้ที่มารอต้อนรับ และผู้มาเยือนร่วมทดสอบจากที่ต่างๆจำนวนหนึ่ง
‘นั่นเป็นคนจากอาณาจักรอื่นสินะ’เหมาเว่ยกวาดตามองไปโดยรอบ บนลานกว้างก็มิได้มีเพียงเรือเหาะลำเดียวร่อนลงจอด’เข้าใจง่ายดี หากชนะผ่านการทดสอบก็จะได้กลับแล้ว แต่ถ้าหาทางหนีกลับตอนนี้ก็อาจจะกลับไม่ถูก เอาก็เอา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ต่อให้กลับไปตอนนี้คงไม่ทันอยู่ดี’
แท้ที่จริงก่อนการทดสอบที่ถูกจัดขึ้นในแต่ละปีของนิกายนักบุญ เรือลมปราณจะถูกส่งออกไปยังแต่ละอาณาจักรพร้อมกับผู้เฒ่า เพื่อรับผู้ที่สนใจและมีพลังยุทธระดับปรมาจารย์ขั้นสิบเป็นอย่างน้อย กลับเพื่อเข้าทดสอบเป็นศิษย์นิกาย
ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่สนใจผ่านเกณฑ์เบื้องต้นเพียงไม่มากและครั้งนี้ก็เช่นกัน หนุ่มสาวจากหกอาณาจักรที่มาถึงมีเพียงแค่หยิบมือ อีกทั้งการทดสอบที่จะเกิดขึ้นยังเปิดโอกาสให้สามารถเข่นฆ่ากันได้เพื่อชัยชนะ
ณ ที่ลับตาคนใต้ต้นไม้ใหญ่
“เจ้าว่าครั้งนี้จะมีผู้ผ่านการทดสอบศิษย์ใหม่สักกี่คน”
“ข้าว่าคงจะไม่มากเช่นเคย แต่อย่างไรก็ต้องหาทางเพิ่มกำลังคน รับศิษย์ใหม่เข้ากองทัพของเราให้จงได้ เข้าใจไหม!!”
หนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนสังเกตการณ์จากระยะไกล ไม่ต่างจากทางด้านอื่นๆที่มีศิษย์นิกายนักบุญเฝ้ามองผู้ที่มาจากอยู่ไม่ห่าง
“เยว่ฉาน เจ้านั่นดูคุ้นๆไหม?”
‘เหมาเว่ย’