เจิ้นเทียนเห็นดังนั้นก็ไม่ประมาท รีบโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนมาที่ดวงตาทันที วินาทีนั้นทุกอย่างก็เริ่มดูช้าลง ภาพที่เห็นคือคนสี่คน กำลังกระโดดลอยตัวพร้อมเงื้อดาบอย่างช้าๆ “ถึงข้าจะเอาชนะนักรบฝึกหัดได้ ก็เป็นเพราะความเร็วและเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยน ที่ทำให้เห็นทุกอย่างช้าลง แต่นั่นก็แค่ชนะคนธรรมดา ที่ยังไม่สร้างปราณ ” “ข้าต้องอาศัยจุดแข็งของข้า นั่นก็คือความเร็ว และถ้าจะเร็วกว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจต้องลองสลับการโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว วิธีนี้อาจทำให้ชนะศึกนี้ได้” เมื่อเห็นทิศทางดาบอย่างชัดเจนแล้ว เจิ้นเทียนก็สลับโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนมาที่เท้าขวา แล้วดีดตัวจากพื้น
“แม้ร่างกายของข้าจะแข็งแกร่งขึ้น แต่มันเสี่ยงเกินไปที่จะรับดาบที่แฝงพลังปราณ ต้องเลือกจู่โจมก่อนที่พวกเขาจะปล่อยกระบวนดาบออกมา ”
ร่างของเขาพุ่งไปด้านหน้าราวกับลูกธนู เพียงพริบตาก็อยู่หลังนักรบคนหนึ่ง นักรบคนนั้นรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งวิ่งผ่านไปด้านข้าง ขณะที่กำลังหันไปมอง ก็โดนเจิ้นเทียนใช้สันมือ สับเข้าที่ต้นคอ จนหมดสติ หล่นร่วงทันที คนที่เหลือตกใจ ขณะที่ลอยตัวอยู่พวกเขาก็รีบย้ายเพลงดาบกวาดมาหาเจิ้นเทียนอีกครั้ง “ดาบทั้งสามเล่มนี้ ดาบของหวังอู่มีอันตรายน้อยที่สุด ข้าต้องจัดการกับกับนักรบทั้งสองคนก่อน” เจิ้นเทียนคิดอย่างรวดเร็ว ขณะที่จัดการนักรบคนแรกได้ ร่างของเจิ้นเทียนก็พุ่งต่อออกจากวงล้อม ดาบทั้งสามเล่ม ตามไล่หลังมา พร้อมปราณดาบสองเล่มที่กำลังจะถูกปล่อยจากดาบ เมื่อเจิ้นเทียนลงสู่พื้น เข้ารีบหันหลังกลับมาทันที เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนโคจรมาที่ดวงตาอีกครั้ง เมื่อเห็นทุกอย่างช้าลง เขาก็เล็งเป้าหมายแรกทันที “หวังอู่อยู่ด้านขวา ส่วนนักรบทางซ้ายและตรงกลางกำลังจะปล่อยปราณดาบออก ข้าต้องหลบปราณดาบนี้ก่อน แล้วฉวยโอกาสตอนที่เขายังไม่ระวังตัว” นักรบทั้งสองมองเห็นร่างของเจิ้นเทียนร่วงลงพื้นแล้วหันกลับมา เร่งปล่อยกระบวนท่าเพลงดาบพายุทะเลทรายที่แฝงปราณดาบออกมาทันที “ ตูม!!!.....” เสียงปราณดาบพุ่งลงจุดที่เจิ้นเทียนยืนอยู่ ระเบิดพื้นดินจนฝุ่นตลบ ร่างของหวังอู่และนักรบทั้งสองลงสู่พื้น มองไปที่จุดระเบิด หวังอู่ที่ดูเสียสติก็ยิ้มและหัวเราะเสียงดัง แม้เขาจะไม่สามารถฟันเจิ้นเทียนได้เพราะอยู่ไกลจากระยะของดาบ แต่ด้วยปราณดาบของนักรบทั้งสองคนก็เพียงพอที่จะสังหารเจิ้นเทียน “ฮ่าๆๆ...ไอ้ขยะอย่างเจ้า ยังไงก็เป็นขยะวันยังค่ำ ไหนเลยจะมาเก่งกว่าข้าหวังอู่” หวังอู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง วินาทีนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้หวังอู่หัวเราะค้าง เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากฝุ่นควัน ตรงมาที่นักรบด้านซ้าย พร้อมปล่อยหมัดเข้าที่กลางหน้าอกทันที
“โครม!!!....” ร่างของนักรบด้านซ้ายที่ไม่ทันระวังตัว เมื่อถูกหมัดก็รู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบ ร่างลอยกระเด็นไปชนต้นไม้เสียงดังลั่น จนกระอักเลือดคำโต ก่อนหมดสติไป เมื่อฝุ่นควันสลายหลังอู่และนักรบที่เหลืออีกหนึ่งคน ก็เห็นชัดเจนว่าเงานั้นคือเจิ้นเทียนที่กำลังยืนอยู่ใกล้ตำแหน่งของนักรบที่ลอยออกไป หวังอู่ที่กำลังหัวเราะ ก็หยุดและอ้าปากค้างด้วยดวงตาเบิกโพรง ที่แท้ในช่วงที่ปราณดาบใกล้ถึงถึงตัวนั้น เจิ้นเทียนโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนที่เท้าขวาอย่างเต็มกำลัง แล้วพุ่งเข้าหาปราณดาบที่ถูกปล่อยออกมา เขารู้ว่านักรบทะเลทรายเป็นเพลงดาบตัดขวาง จึงพุ่งตัวต่ำแล้วหลบปราณดาบอย่างเฉียดฉิว ก่อนเล็งเป้าหมายที่นักรบด้านซ้าย แต่อันตรายของเจิ้นเทียนก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อนักรบที่อยู่ตรงกลางตอบสนองด้วยสัญชาตญาณที่รวดเร็ว ตอนที่เขาเห็นสิ่งผิดปกติที่พุ่งออกมา ก็รีบวาดดาบที่แฝงด้วยพลังปราณออกไปไปทันที ปราณดาบอันรุนแรงนั้น พุ่งเข้ามาที่กลางลำตัว ห่างจากร่างเจิ้นเทียนเพียงหนึ่งคืบ แม้เจิ้นเทียนจะโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนมาที่ดวงตาแล้ว ก็ยังมองเห็นว่าไม่สามารถหลบปราณดาบนี้ได้ทัน “ดาบนี้มาเร็วกว่าที่ข้าคิด หรือข้าจะทดลองรับดาบด้วยร่างกายนี้ดู ไม่สิ....หากข้าประเมินผิด แม้ไม่ตายก็อาจบาดเจ็บสาหัส” เจิ้นเทียนครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ถึงการหลบเลี่ยงอันตรายครั้งนี้
ตอนนี้ปราณดาบห่างจากร่างเจิ้นเทียนแค่ปลายจมูก
“มีวิธีแล้ว แต่ข้าต้องลองเสี่ยงดู” เจิ้นเทียนตัดสินใจโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนที่กระดูกช่วงเอวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สร้างภาพอันตกตะลึงให้กับนักรบที่ปล่อยปราณดาบและหวังอู่ ภาพที่คนทั้งสองเห็นนั้นคือปราณดาบอันรุนแรงวิ่งเข้าไปที่กลางลำตัวของเจิ้นเทียน แต่ขณะที่กำลังจะผ่าตัดด้านขวางนั้น ร่างของเจิ้นเทียนก็หักตัวไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็วจนเป็นมุมฉาก อย่างมหัศจรรย์และเหลือเชื่อ จนเกินความเข้าใจของผู้คน “นี่มัน!!....” หวังอู่ตกตะลึงอีกครั้ง อย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนนักรบที่ปล่อยปราณดาบร่างกายแข็งทื่อราวกับเห็นผีตอนกลางวัน เมื่อปราณดาบผ่านพ้นไป ร่างของเจิ้นเทียนก็หักกลับมาเป็นปกติ แล้วพุ่งตัวปล่อยหมัดเข้าใส่นักรบที่ยืนตัวแข็งผู้นั้นทันที “พลั่ก!!! “ เสียงหมัดปะทะเข้าที่ลำตัวของนักรบผู้นั้นดังลั่น ร่างกายของนักรบผู้โชคร้ายปลิวลอยดังสายป่าน ก่อนตกลงพื้นไกลกว่าห้าจั้ง พร้อมกระอักเลือดด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง “โชคดีที่ข้าเลือกถูก เพราะตอนนี้ข้าควบคุมร่างกายได้แค่เพียงจุดเดียว จึงเลือกกระดูกช่วงเอวเพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยังยืดตัวได้ แต่ก็แลกมากับความเจ็บปวดที่มากเหมือนกัน” เจิ้นเทียนคิดถึงวิกฤติแห่งความตายที่เพิ่งผ่านไป เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก ในช่วงที่ปราณดาบกำลังจะผ่าร่างของเจิ้นเทียนนั้น เขาลังเลและคิดวิธีหลบเลี่ยงนี้ได้ ในวินาทีสุดท้าย แต่เจิ้นเทียนหารู้ไม่ว่า หากร่างกายนี้ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนทุกอณูตั้งแต่แรก การฝืนใช้ร่างกายแบบพิศดารนี้ แม้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอาจจะยืดหยุ่นได้แต่เส้นเลือดของเขาก็อาจจะขาดสะบั้นจนถึงแก่ความตายได้เช่นกัน
เมื่อกำราบนักรบคนสุดท้ายเรียบร้อย ใบหน้าของเจิ้นเทียนก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความคับแค้นที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก รวมเป็นจิตแห่งความอาฆาตที่รุนแรง เขาก้าวเท้าไปที่เบื้องหน้า พร้อมตะโกนเสียงดังราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่า “หวังอู่!!.........” .............................................................................