จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 วายร้ายตัวจริง

            ถังอีหมิงกำลังหยั่งเชิงก่อนหน้านี้เขาได้แต่ชำเลืองมองฉินอวี่อยู่หลายครั้งอย่างไม่แน่ใจแต่กลับไม่เคยสงสัยฉินอวี่มาก่อนเลย เพราะท้ายที่สุด ฉินอวี่ก็มาพร้อมกับพวกฉู่สยง

            แต่อสูรร้ายตัวนี้บ้าคลั่งและโจมตีฉินอวี่อย่างดุเดือดสิ่งนี้ทำให้ถังอีหมิงสังเกตเห็นความผิดปกติ ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าฉินอวี่คือซิงเฉินคนนั้นหรือไม่

            ฉินอวี่เหมือนจะล่วงรู้ความคิดของถังอีหมิง เขาส่ายหน้า และพูดขึ้นมาทันที“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ถ้าจะว่าไปแล้วอสูรร้ายควรพุ่งเป้าที่เจ้าจึงจะถูก”

            ใบหน้าของถังอีหมิงกระตุกทันที และมองไปทางฉินอวี่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ“ศิษย์น้องหวัง ช่วยถอดหน้ากากและชุดคลุมออกได้หรือไม่?” พูดจบถังอีหมิงก็หรี่ตามองฉู่สยงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

            “ศิษย์พี่ถังหมายความว่าอย่างไร?” ฉินอวี่จ้องถังอีหมิงและกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “ก็ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ทุกคนล้วนเป็นศิษย์ในสำนักการสวมหน้ากากคลุมชุดดำเช่นนี้ดูจะไม่จริงใจสักเท่าไร ดูเหมือนคนมีลับลมคมใน”ถังอีหมิงพูดอย่างเฉยเมย

            “มีลับลมคมใน? เจ้าหมายถึงตัวเจ้าหรือ?” ฉินอวี่เยาะเย้ยในใจ แต่ตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้ง “ข้าคุ้นชินกับมันและอีกอย่าง ข้าก็ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน”

            “ศิษย์น้องถัง เหตุใดเจ้าต้องบังคับศิษย์น้องหวัง? ทุกคนต่างก็มีความลับกันทั้งนั้นในเมื่อศิษย์น้องหวังไม่ต้องการถอดหน้ากาก เจ้าจะยืนกรานบังคับเขาทำไม”ฉู่เยว่ฉานเหลือบมองถังอีหมิง และพูดอย่างเฉยเมย

            นางแน่ใจแล้วว่าฉินอวี่คือร่างอสุนีลึกลับ และในสำนักนางและฉู่สยงเองต่างก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ใดเป็นร่างของอสุนีลึกลับจะเห็นได้ว่าฉินอวี่มีการปกปิดตนเองเป็นอย่างดี ดังนั้นการที่หวังซิงเฉินผู้นี้สวมหน้ากากและสวมชุดดำคลุมไว้ก็เป็นเพราะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของตนเอง

            ถังอีหมิงเหลือบมองฉู่เยว่ฉานอย่างหวาดกลัว จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อไปและดูเหมือนว่าเขาจะเกรงกลัวฉู่เยว่ฉานเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีเหตุผลอื่นๆก่อนหน้านี้หอกศึกของฉินอวี่ได้เปล่งประกายแสงออกมาและยังมีพลังที่ทำให้ถังอีหมิงรู้สึกกดดัน เขาครุ่นคิดเช่นนี้อยู่ครู่หนึ่งในใจจึงคิดได้เช่นกันว่าฉินอวี่คงไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนจริงๆ

            เมื่อฉินอวี่สัมผัสได้ถึงสีหน้าท่าทางของถังอีหมิงเขาก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ถังอีหมิงกล้าขัดขืนฉู่สยงแต่กลับไม่กล้าขัดขืนฉู่เยว่ฉานหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นความกลัวที่อยู่ในดวงตาของเขาคือเรื่องอะไรกันแน่?

            ด้วยสายตาของถังอีหมิงจึงทำให้ฉินอวี่หันไปมองฉู่เยว่ฉานตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉู่เยว่ฉานพูดเพียงน้อยนิด และยังอยู่อย่างนิ่งเงียบตั้งนานหากไม่ใช่เพราะตัวตนและความงามของนาง คงมีไม่กี่คนที่จะสนใจนางแต่อย่างไรก็ตามนางก็เป็นถึงศิษย์อันดับที่สิบแปดในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะดังนั้นเรื่องของนางจึงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องสงสัยอย่างยิ่งคือฉู่เยว่ฉานมีอะไรที่พิเศษกว่าคนทั่วไปกันแน่?

            บางที คงจะได้เห็นอะไรบางอย่างจากเขตต้องห้ามแห่งนี้

            ในตอนนี้ ฉู่สยงได้หันศีรษะมองไปทางฉินอวี่พลางพูดขึ้นว่า “ศิษย์น้องหวังเลือดของอสูรร้ายนี้มอบให้ข้าได้หรือไม่?” ฉู่สยงดูออกว่าอสูรร้ายนี้ไม่ธรรมดาและรู้สึกเสียดายที่ได้มอบเลือดนี้ให้กับฉินอวี่

            ฉินอวี่รู้สึกตกใจ และเหลือบมองไปทางฉู่สยง ก่อนจะพูดอย่างแหบแห้ง“ศิษย์พี่ฉู่ เรื่องนี้คุยกันไว้แล้วมิใช่หรือ?”

            “อสูรร้ายตัวนี้เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ข้าต้องการนำมันกลับไปสำนักเพื่อตรวจสอบให้ละเอียดหากศิษย์น้องสามารถมอบให้ข้าได้ข้ารับรองว่าหลังจากนี้เจ้าสามารถเก็บเลือดอสูรร้ายทั้งหมดที่พบเจอไปได้เลยรวมถึง... อสูรร้ายระดับสูงกว่าที่อยู่ในเขตต้องห้าม”ฉู่สยงกล่าวออกไปอย่างเมินเฉย ตาจ้องตรงไปทางฉินอวี่ ราวกับกำลังตรวจสอบความสงสัยของตนเองว่าฉินอวี่รู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือไม่ว่าอสูรร้ายตัวนี้ไม่ธรรมดา

            “หากศิษย์พี่ฉู่เปลี่ยนใจเช่นนี้ เช่นนั้นก็ถือว่าข้าไม่เคยพูดข้าก็ขอเข้าไปเขตต้องห้ามตามลำพังเถอะ” ฉินอวี่กล่าวอย่างเฉยเมยเหตุผลที่เขามาพร้อมกับพวกฉู่สยง ก็เพียงเพราะเลือดอสูรร้ายตัวนี้เลือดนี้มีสายเลือดของหยาจื้อปะปนอยู่ ฉินอวี่จะยอมมอบเลือดนี้ออกไปหรือ?

            “เจ้ายังจะกล้าเข้าไปเขตต้องห้ามคนเดียวหรือ? ก่อนหน้านี้หากไม่ได้ศิษย์พี่ฉู่เจ้าคงตายอย่างอนาถอยู่ใต้อุ้งเท้าของอสูรร้ายตัวนี้ไปแล้ว”หนึ่งในศิษย์ทั้งเจ็ดที่หายดีแล้วจ้องมาทางฉินอวี่ และพูดอย่างเย้ยหยัน

            “ศิษย์พี่ฉู่ ในเมื่อพวกเราตกลงกันไว้ดีแล้ว เหตุใดต้องกลับคำท่านดูเสร็จหรือยังล่ะ? หากดูเสร็จแล้วข้าก็ต้องการนำกระบี่ของข้าออกมา” ถังอีหมิงกลับช่วยฉินอวี่พูดออกไป และไม่ได้มีเหตุผลอื่นใด นอกเสียจากกังวลว่าฉู่สยงจะนำอสูรร้ายตัวนี้ไปและหากเป็นเช่นนั้น เขาจะนำกระบี่เล่มนั้นของอสูรร้ายมาได้อย่างไร

            ฉู่สยงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาดูไม่ออกว่าอสูรร้ายตัวนี้มีสายเลือดของหยาจื้ออีกทั้งถังอีหมิงก็ยังเน้นย้ำมาตลอดว่านั่นเป็นกระบี่ของเขาและเหตุผลที่ต่างสนใจอสูรร้ายตัวนี้เพราะมันดูเหมือนจะมีร่องรอยของมังกรที่เปลี่ยนแปลงมาอยู่อย่างเลือนรางสิ่งนี้ทำให้ฉู่สยงตกใจและเริ่มสงสัยเกี่ยวกับสายเลือดของอสูรร้ายตัวนี้ว่าคงจะปะปนไปด้วยสายเลือดของมังกร

            แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องการกลับคำเช่นนี้ก็คือ การตอบรับคำของฉินอวี่ไปก่อนหน้านี้หากคืนคำเสียตอนนี้ เขาก็เสียเพียงศักดิ์ศรี ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่อยู่ในอาณาเขตรอบเขตต้องห้าม ยังไม่ได้เข้าไปในส่วนลึกหวังซิงเฉินผู้นี้จึงยังมีประโยชน์ จะปล่อยให้จากไปไหนไม่ได้

            เมื่อคิดถึงความตายของอสูรร้ายตัวนี้ แม้ว่าจะมีสายเลือดของมังกรปะปนอยู่แต่คงจะเหลืออยู่อย่างเบาบางมาก จะต้องไม่ให้เรื่องเพียงเท่านี้สร้างความผิดพลาดให้เรื่องของเขตต้องห้าม หลังจากเกลี้ยกล่อมกันเป็นเวลานานฉู่สยงก็พูดอย่างเฉยเมย “เอาล่ะ ศิษย์น้องถังก็ค้นหาหากระบี่ของเจ้าเถอะ”

            เมื่อถังอีหมิงได้ยินดวงตาก็เปล่งประกาย และวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มการผ่าร่างอสูรร้าย

            ครึ่งชั่วยามต่อมา สีหน้าของถังอีหมิงก็เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ“ไม่น่าใช่นะ ก็เห็นอยู่ว่ามันกลืนเข้าไปแล้ว เหตุใดจึงหากระบี่ของข้าไม่พบ?หรือมันจะสลายไปด้วย”

            ถังอีหมิงผ่าร่างของอสูรร้ายไปทั่วทั้งร่างอย่างไม่พอใจเพื่อทำการค้นหากระบี่มังกร แต่หลังจากพลิกตัวแล้วและใช้มือควานหาแล้วกลับไม่เห็นแม้ร่องรอยของกระบี่มังกร สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ประหลาดใจจริงๆ

            “บางทีมันอาจเป็นเพียงเรื่องตลกหรือ?” ฉู่สยงกล่าวอย่างเฉยเมยมองไปทางซากศพของอสูรร้าย ฉู่สยงกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าจะโกรธแต่สถานะของถังอีหมิงนั้นไม่ธรรมดาเลย เขาจึงไม่กล้าทำอะไรเช่นกัน

            หลังจากถังอีหมิงค้นหาทุกซอกทุกมุมของอสูรร้าย เขาก็ต้องยอมแพ้และถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง “ศิษย์พี่ฉู่ ร่างอสูรตัวนี้ท่านเอากลับไปเถอะ”

            กล้ามเนื้อใบหน้าของฉู่สยงกระตุกขึ้นทันทีการนำร่างกลับไปจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อผ่าจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ทันใดนั้น ฉู่สยงก็พูดอย่างเรียบเฉย “ช่างเถอะ ศิษย์น้องถังเจ้าจะเข้าไปเขตต้องห้ามกับพวกข้าหรือไม่ หรือว่า...”

            “ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเขตต้องห้ามทางตอนเหนือนั้นไม่ธรรมดาในเมื่อมาแล้วข้าก็อยากเข้าไปสักครั้ง เมื่อมีศิษย์พี่ฉู่อยู่ด้วยย่อมลดความเสี่ยงลงไปได้มาก” ถังอีหมิงพูดออกไปราวกับไม่มีเรื่องโต้แย้งที่ตอบโต้กับฉู่สยงก่อนหน้านี้อยู่ในใจ

            “เอาล่ะ มีเวลาไม่มากแล้ว พวกเราเร่งเข้าไปกันเถอะ”ฉู่สยงไม่ปฏิเสธเช่นกันมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนก็มีหลักประกันความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง

            หลังจากศิษย์อีกสองคนฟื้นขึ้นมาทั้งสิบสามคนก็เดินทางตรงเข้าไปยังเขตต้องห้าม ก่อนที่จะเข้าไปฉินอวี่ได้เก็บร่างของอสูรร้ายเข้าในวงแหวนมิติอย่างไม่ลังเลแม้ว่ามันจะถูกถังอี้หมิงผ่าจนไม่เป็นชิ้นดีแต่หากสามารถรวบรวมเนื้อและกระดูกกลับมาได้ ฉินอวี่ก็มั่นใจว่าต้องรวบรวมสายเลือดของหยาจื้อขึ้นมาได้

            ตลอดเส้นทาง ฉินอวี่ได้แต่ครุ่นคิดเรื่องนี้การยอมถอยของฉู่สยงทำให้ฉินอวี่ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ด้วยท่าทางของฉู่สยงเห็นได้ชัดว่าเขารู้ถึงความพิเศษของอสูรร้าย แต่สุดท้ายเขาก็ยอมที่จะอดกลั้นเอาไว้

            ฉินอวี่ไม่คิดว่าฉู่สยงจะยอมถอยเพียงเพื่อรักษาหน้าตาแต่เขาคงต้องการตนเอง เรื่องนี้จึงทำให้ฉินอวี่อดจะครุ่นคิดไม่ได้

            หลังจากครุ่นคิดเรื่องนี้ ฉินอวี่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเหตุผลที่ฉู่สยงยอมถอยนั้นน่าจะเป็นเพราะเขตต้องห้าม บางทีอาจพูดได้ว่าตนเองอาจมีประโยชน์บางอย่างเมื่อเข้าไปในเขตต้องห้าม หากพูดให้ชัดคือเขาต้องการใช้อสุนีลึกลับที่ตนเองมีและสิ่งที่อยู่ในเขตต้องห้ามจะต้องเป็นสิ่งวิเศษมากแน่นอนจึงทำให้ฉู่สยงยอมถอยให้เช่นนี้

            แต่หากทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่คิดไว้เช่นนี้

            เช่นนั้นแล้ว การเลือกที่จะเดินไปกับพวกเขาถือเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย แต่หากไม่ติดตามพวกเขาเข้าไปลำพังแค่กำลังของตนเองคงไม่สามารถเข้าไปยังส่วนลึกของเขตต้องห้ามได้

            หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน ฉินอวี่ก็ตัดสินใจจะติดตามพวกเขาไปเมื่อถึงเวลานั้นค่อยดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง

            “ศิษย์น้องหวังคือร่างอสุนีลึกลับหรือ?” ขณะที่ทุกคนเดินไปข้างหน้าถังอีหมิงก็ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องร่างอสุนีลึกลับของฉินอวี่และเรื่องหอกศึกที่แปลงเป็นสายฟ้าได้ จึงพูดอย่างขึ้นอย่างสงสัย

            “ใช่!” ฉินอวี่ไม่ปฏิเสธ แต่ดวงตาของเขาหยุดมองลงข้างล่างอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่มองเห็นซากศพของอสูรร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งหากมองจากบาดแผลแล้วน่าจะตายมาแล้วไม่เกินหนึ่งเดือน ยิ่งไปกว่านั้นเลือดของอสูรร้ายเหล่านี้ยังเหมือนถูกสูบไปจนว่างเปล่าแล้ว!

            ฉู่สยง ฉู่เยว่ฉาน และคนอื่นๆ ต่างหันศีรษะมาทางฉินอวี่ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกใจพวกเขาทั้งหมดต่างคาดเดากันมาก่อนแล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากฉินอวี่ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษมากขึ้น

            ร่างอสุนีลึกลับมีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่ร่างเท่านั้นที่สามารถเทียบกับร่างแห่งเต๋าได้แม้แต่ฉู่สยงเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา

            “ศิษย์น้องหวังปกปิดไว้ได้ลึกล้ำยิ่งนักก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าคงเป็นคนที่สามารถควบคุมสายฟ้าได้ซึ่งในกลุ่มของคนยุคนี้คงมีเพียงหวังฉี่เท่านั้นนึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องหวังจะมีร่างอสุนีลึกลับที่หาได้ยากยิ่ง”ถังอีหมิงพูดพลางยิ้มอย่างขมขื่น

            “หวังฉี่? เขาก็ควบคุมสายฟ้าได้หรือ?” ฉินอวี่นึกขึ้นถึงศิษย์คนนั้นที่คอยตรวจสอบป้ายคำสั่งตรงหน้าประตูตลาด

            “ใช่ หวังฉี่เป็นคนโชคดี เขาเคยถูกฟ้าผ่าเมื่อตอนยังเล็กไม่เพียงจะไม่ถึงแก่ความตาย แต่กลับได้รับพรอันยิ่งใหญ่และมีร่องรอยของสายฟ้าหลงเหลืออยู่ในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไปเขาจึงควบคุมสายฟ้าได้” ถังอีหมิงถอนหายใจ และเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “เพียงแต่เขาคิดจะสำเร็จเป็นร่างอสุนีลึกลับแต่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใดจะเปรียบเทียบกับศิษย์น้องหวังได้อย่างไร”

            “นี่มันวายร้ายตัวจริงเลยเชียว” ฉินอวี่เยาะเย้ยอยู่ในใจ และไม่ได้ตอบอะไร

            “หากศิษย์น้องหวังยินดีละก็ เมื่อออกจากแดนขัดเกลาข้าจะพาเจ้าไปหาอาจารย์คนหนึ่งเขาเป็นผู้แข็งแกร่งคนเดียวในสำนักที่เรียนรู้วิถีแห่งสายฟ้าหากศิษย์น้องหวังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ การฝึกฝนวิถีแห่งสายฟ้าในอนาคต คงจะยิ่งรวดเร็วแข็งแกร่งดั่งเสือติดปีก”ถังอีหมิงพูดจาอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะผูกมิตรกับฉินอวี่

            ฉินอวี่ยิ้มและพูดอย่างตรงไปตรงมา “ขอบคุณในความหวังดีของศิษย์พี่ถังรอให้ออกไปจากแดนขัดเกลาแล้วค่อยว่ากันเถอะ” พูดจบ เขาก็หันมองฉู่สยง “จริงสิศิษย์พี่ฉู่ ท่านเคยเข้ามาในแดนขัดเกลาแล้วใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่าในแดนขัดเกลามีอะไรหรือ?”

            ฉู่สยงที่อยู่ตรงหน้าผงะไปทันที ลังเลอยู่ครู่หนึ่งและขณะที่เขาดูเหมือนจะพูดอะไร เขาก็แหงนมองไปเบื้องหน้าด้วยท่าทีตกใจ และพูดเบาๆ“เป็นไปได้อย่างไร!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน