เสียงโลหะหนักกระแทกพื้นหินดังขึ้นเป็จังหวะต่ำ ๆ ทุกครั้งที่หลัวอวิ๋นก้าวพลาด
ค้อนในมือเขาหนักกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ใช่เพียงเพราะน้ำหนักจริงของมัน แต่เพราะแรงกดบางอย่างที่แฝงอยู่ภายใน ด้ามค้อนสั่นเล็กน้อยทุกครั้งที่เขาออกแรง ราวกับไม่พอใจที่ถูกจับด้วยมือที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ
หลัวอวิ๋นกัดฟัน ฝืนยกมันขึ้นอีกครั้ง กล้ามเนื้อแขนเริ่มชา เส้นเอ็นตึงแน่น ความเจ็บสะสมแล่นขึ้นจากฝ่ามือไปถึงหัวไหล่ แต่เขาไม่กล้าปล่อย หากค้อนหลุดจากมือในตอนนี้ เขารู้ดีว่าโอกาสแบบนี้ยากที่จะเข้ามา
อุโมงค์หินทอดยาวอยู่เบื้องหน้า แสงสลัวจากทางออกยังอยู่ไกล เสียงฝีเท้าด้านหลังดังสะท้อนเป็จังหวะสม่ำเสมอ ไม่เร่ง ไม่ถี่ แต่มั่นคง
คนที่ตามมาไม่ใช่พวกอ่อนแอ พวกมันไม่ะโ ไม่เร่งฝีเท้า เพียงแค่เดินตามอย่างมั่นใจ ราวกับรู้ดีว่า เหยื่อที่แบกของหนักและาเ็ ไม่มีทางหนีไกลได้
หลัวอวิ๋นเร่งฝีเท้า แม้ต้นขาจะเริ่มสั่น รอยแผลที่ยังไม่สมานดีถูกกระทบซ้ำ ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่า แต่เขาไม่หยุด หากหยุดตอนนี้ อาจหมายถึงชีวิตได้ หลัวอวิ๋นฝืนร่างกายวิ่งต่อไป
เขาเลี้ยวเข้าไปในทางแยบแคบด้านขวา ใช้ไหล่กระแทกผนังหินเพื่อทรงตัว เสียงดังสะท้อนกลับไป ทำให้ฝีเท้าด้านหลังหยุดชะงักไปชั่วครู่
หลัวอวิ๋นฉวยจังหวะนั้น สูดลมหายใจลึก ก่อนจะพึมพำถ้อยคำสั้น ๆ ด้วยเสียงต่ำ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ทันทีที่คำสุดท้ายหลุดออกมา ความร้อนอุ่นแล่นผ่านแขนขา กล้ามเนื้อที่กำลังล้าเกร็งแน่นขึ้นชั่วคราว ราวกับมีอะไรบางอย่างค้ำจุนโครงสร้างภายในไว้
มันไม่ใช่ความรู้สึกของพลังที่เพิ่มขึ้น แต่เป็การฝืนร่างกายให้ยังขยับได้ ราคาที่ต้องจ่าย คือความเจ็บที่ทวีคูณอย่างเงียบงัน
เสียงฝีเท้าด้านหลังกลับมาดังอีกครั้ง ใกล้กว่าเดิม พร้อมแรงกดดันจากลมปราณที่แผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“มันอยู่ข้างหน้า!”
“เด็กนี่ใช้วิชาประหลาด ระวัง!”
ในสายตาพวกมัน สิ่งที่เขาใช้ไม่ใช่วิชายุทธ ไม่ใช่เคล็ดสำนัก และไม่อยู่ในระบบที่รู้จัก มันคือสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้ระวังตัว
เขาก้มลงคว้าใบไม้แห้งจากพื้น ขยี้ในฝ่ามือ เืจากแผลที่นิ้วซึมออกมาเล็กน้อย เขาพึมพำอีกครั้ง คราวนี้เร็วและชัดเจน
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ใบไม้แตกกระจาย กลายเป็ฝูงแมลงสีคล้ำพุ่งออกไปในอากาศ เสียงปีกกระพือดังระงม พวกมันไม่พุ่งใส่ศัตรูตรง ๆ แต่กระจายตัว ปิดทัศนวิสัย ทำให้แนวการเคลื่อนไหวด้านหลังปั่นป่วน
“บ้าเอ๊ย นี่มันอะไรกัน!โอ๊ย ปวด”
“หยุดก่อน อย่าเข้าไปใกล้!”
หลัวอวิ๋นไม่หันกลับไปดูผล เขาใช้จังหวะนั้นเร่งฝีเท้าอีกครั้ง ค้อนในมือแกว่งตามแรงวิ่ง เสียงโลหะกระแทกหินดังเป็ระยะ
ปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏแสง เมื่อก้าวพ้นออกมา อากาศเย็นจากภายนอกพัดปะทะใบหน้า ป่าหินผสมไม้เตี้ยทอดยาวออกไป เส้นทางคดเคี้ยว เต็มไปด้วยโขดหิน พุ่มไม้ และซากไม้ล้ม
สถานที่แบบนี้เหมาะกับการหลบซ่อน แต่ก็เหมาะกับการถูกล้อม หลัวอวิ๋นหยุดหลังโขดหินใหญ่ วางค้อนลงกับพื้นชั่วครู่ หอบหายใจแรง หน้าอกกระเพื่อม มือที่จับด้ามค้อนเปื้อนเืจนลื่น
เขาหลับตา ตั้งสติ ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียงต่ำกว่าเดิม
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
ไม่มีแสงไม่มีแรงะเิ เพียงแค่ร่างของเขาดูจางลงเล็กน้อย กลืนไปกับเงาหินและเงาไม้ สายตาของผู้มองเหมือนจะเลื่อนผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต
มันไม่ใช่การหายตัว แค่ทำให้ “ไม่สะดุดตา” เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังผ่านไปไม่ไกล
“มันต้องอยู่แถวนี้!”
“วิชาของมันประหลาด ระวังตัว!”
หลัวอวิ๋นนั่งนิ่ง กดลมหายใจให้ช้าที่สุด หัวใจเต้นแรง แต่จังหวะยังอยู่ในการควบคุม กายโลหิตช่วยปรับการไหลเวียนเืให้ช้าลง ลดสัญญาณที่อาจถูกตรวจจับ
เวลาผ่านไปช้า ๆ ยาวนานจนความเจ็บเริ่มกลับมาเตือนอีกครั้ง ในที่สุด เสียงฝีเท้าก็เริ่มห่างออกไป แต่หลัวอวิ๋นยังไม่ขยับ เขารู้ดีว่าความรีบร้อน คือสิ่งที่ฆ่าคนได้ง่ายที่สุด
หลัวอวิ๋นยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโขดหิน ไม่ขยับแม้แต่น้อย เขารอให้เสียงฝีเท้าเลือนหายไปจนหมด รอให้แรงกดดันจากลมปราณที่แผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบังจางลงอย่างแท้จริง ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เป็ความเงียบที่ยังแฝงด้วยความระแวดระวัง
เมื่อแน่ใจแล้ว เขาจึงค่อย ๆ คลายลมหายใจที่กลั้นไว้ อาการสั่นที่แขนและขาเริ่มปรากฏชัดขึ้นทันที ราวกับร่างกายเพิ่งได้รับอนุญาตให้แสดงความอ่อนล้าออกมา ค้อนยังอยู่ในมือ มันหนัก เย็นและนิ่ง
หลัวอวิ๋นมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับนิ้วกำด้ามแน่นขึ้น รอยเืที่แห้งติดอยู่ทำให้ผิวโลหะด้านจับฝืดเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าค้อนนี้เป็ของแบบไหน ไม่รู้ที่มา ไม่รู้คุณสมบัติใด ๆ นอกจากข้อเดียว มันเป็ต้นเหตุของการไล่ล่า
เขาฝืนลุกขึ้นยืน ่ขาสั่นจนเกือบทรุด ต้องใช้ค้อนเป็จุดพยุงตัว ความเจ็บแล่นขึ้นมาจากฝ่าเท้าไปถึงหลัง แต่เขาไม่แสดงออกทางสีหน้า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาบ่น ไม่ใช่เวลาคิดมาก เขาต้องออกจากพื้นที่นี้ให้ได้ก่อน
หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในป่าหิน เลือกเส้นทางที่เต็มไปด้วยโขดหินและพุ่มไม้หนา แนวทางที่ไม่สะดวก แต่เหมาะกับการหลบซ่อน เขารู้ดีว่าคนที่ตามมา มีประสบการณ์มากกว่าเขา หากเลือกเส้นทางง่าย จะถูกไล่ทันเร็วขึ้น หนามเกี่ยวเสื้อ กิ่งไม้ขีดผิว เืซึมออกมาเพิ่ม แต่เขาไม่สนใจ
เมื่อถึงพื้นที่ลาดต่ำ หลัวอวิ๋นหยุดอีกครั้ง พิงลำต้นไม้แห้งที่ล้มอยู่ หอบหายใจแรง ความร้อนสะสมจากการฝืนร่างกายเริ่มะเิออกมาเป็ความปวดลึก
เขาพึมพำเบา ๆ อีกครั้ง เสียงแทบไม่หลุดจากริมฝีปาก
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแล่นผ่านร่างอีกครั้ง แต่คราวนี้สั้นกว่าเดิมมาก ร่างกายตอบสนองช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเตือนว่าไม่ควรใช้อีกแล้ว หลัวอวิ๋นขมวดคิ้ว เขาเริ่มรับรู้ได้ว่า การฝืนแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะพึ่งพาได้ตลอดไป เขาต้องหยุด ต้องพัก แต่ไม่ใช่ที่นี่
เสียงหินกลิ้งดังขึ้นจาก้าของทางลาด หลัวอวิ๋นชะงักทันที หัวใจเต้นแรง เขากระชับด้ามค้อน เตรียมพร้อม แม้จะรู้ดีว่าหากต้องปะทะตอนนี้ โอกาสรอดแทบไม่มี
เสียงนั้นเงียบไป เพียงกิ่งไม้ที่ถูกสัตว์ป่าชน หลัวอวิ๋นไม่ผ่อนคลาย เขาเลือกเปลี่ยนทิศทางทันที ลัดเลาะออกจากแนวทางหลัก เคลื่อนตัวไปตามเงาไม้ พยายามไม่ทิ้งร่องรอยมากกว่านี้
เมื่อแสงเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มของยามเย็น เขาจึงหยุดอยู่หลังผาหินเตี้ยแห่งหนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่ที่ซ่อนที่ดีนัก แต่เพียงพอให้เขาได้ตั้งหลักชั่วครู่
หลัวอวิ๋นนั่งลง วางค้อนพาดกับพื้นหิน มือสั่นเล็กน้อยจากความอ่อนล้า เขาหลับตา ปรับลมหายใจให้ช้าลง ความเจ็บจากการฝืนร่างกายเริ่มแผ่ซ่านอย่างชัดเจน
นี่คือผลสะสมของการใช้วิชาอาคมโลหิตค้ำร่าง เขาไม่เสียใจ เพราะมันช่วยให้เขายังมีชีวิต
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น มองค้อนอีกครั้ง ความคิดมากมายแล่นผ่าน แต่เขาไม่ปล่อยให้มันรบกวนสมาธิ เขายกมือขึ้นแตะผิวโลหะเบา ๆไม่มีปฏิกิริยา ไม่มีการตอบสนอง มันยังคงเป็เพียงโลหะหนักที่เงียบงัน
“ไม่เป็ไร” เขาคิด “อย่างน้อย… เ้าก็ยังไม่หายไป”
เมื่อความมืดเริ่มปกคลุม หลัวอวิ๋นตัดสินใจใช้วิธีที่ปลอดภัยที่สุด เขาพึมพำคาถาเดิมอีกครั้ง เสียงเบาจนแทบกลืนหายไปกับลม
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
ร่างของเขาจางลงอีกครั้ง แต่เพียงพอให้เงาและแสงกลืนเข้าด้วยกัน เขาขยับตัวให้น้อยที่สุด นั่งนิ่งเหมือนเป็ส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ
คืนแรกของการหลบหนี ผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงสัตว์กลางคืนดังเป็ระยะ ลมพัดผ่านพุ่มไม้ เสียงเ่าั้ทำให้หลัวอวิ๋นไม่อาจหลับสนิท เขาเพียงหลับตาพักสติ ปล่อยให้กายโลหิตค่อย ๆ ซ่อมแซมความเสียหายทีละน้อย
ก่อนรุ่งสาง เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตานั้นนิ่งกว่าเดิม ความอ่อนล้ายังอยู่ แต่สติชัดเจน เขารู้ดีว่าจากวันนี้ไป เขาไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก
โลกนี้ไม่เข้าใจวิชาที่เขาใช้และจะไม่พยายามเข้าใจ มันจะเลือกกำจัดแทน
หลัวอวิ๋นลุกขึ้น คว้าค้อนขึ้นอีกครั้ง แม้แขนจะยังหนัก แต่การยกมันขึ้นครั้งนี้มั่นคงกว่าเดิมเล็กน้อย เขาหันหลังให้ที่ซ่อนชั่วคราว มุ่งหน้าออกจากพื้นที่อย่างระมัดระวัง
ไม่ใช่เพื่อหนีอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เพื่ออยู่รอดและแข็งแกร่งพอ จะไม่ต้องหนีอีก