บทที่ 11
“...อือ”
ในตอนที่เริ่มได้สติ ผมก็รู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมาจนหลุดเสียงฮึดฮัดออกมาทันที แม้จะเกียจคร้านลืมตาตื่นมากสักแค่ไหน แต่เพราะรู้สึกอึดอัดแขนทั้งสองข้างที่ขยับไม่ได้ราวกับว่าร่างของผมถูกอะไรบางอย่างรัดแน่นเอาไว้ ทำให้ต้องจำใจลืมตาขึ้นในที่สุด
เพียงเบิกตาขึ้นเท่านั้น ผมก็สะดุดเข้ากับต้นคออุ่นๆ ของใครบางคน บนต้นคอมีร่องรอยของฟันและเขี้ยวกัดอยู่ รอยลักษณะนี้ยังมีอีกหลายรอยไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณไหล่หนาซึ่งปากของผมจ่อค้างเอาไว้…
“...”
ตัวผมแข็งทื่อด้วยความช็อค... ไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเริ่มรับรู้ได้ว่าเวลานี้ยังหลงเหลือกลิ่นและรสชาติบางอย่างค้างอยู่ในปาก
‘ ชิบหายแล้ว ’
คำว่า ชิบหาย ดังลั่นในสมองผมอย่างกับเสียงระฆังก็ไม่ปาน
อ๊าก… ไม่นะ… นี่ตู..ตบะแตกแล้วใช่ไหม!? ไม่! ไม่! ไม่!
ผมไม่รู้เลยตอนนี้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบไหน… ไม่กล้าแม้จะขยับตัว...
ทำได้เพียงแค่ค่อยๆ เหลือกตาขึ้นมองว่าเป็ใครกันที่กอดรัดร่างผมไว้แน่น แถมยังปล่อยให้ผมละเม่อทั้งกัดทั้งดูดเืไปจนพรุนถึงไหล่ขนาดนี้...
ในขณะที่ผมเหลือบตาขึ้นมองดูว่าคนผู้นี้เป็ใคร.. ทำไมถึงยอมถวายตัวเป็อาหารให้ง่ายๆ แบบนี้ สายตาของผมก็สบเข้ากับั์ตาสีเขียวมรกตที่คุ้นเคย
…ชิบ ...ตื่นอยู่อีกต่างหาก
….แถมหลักฐานคาปาก ...แล้วแบบนี้จะแก้ตัวยังไงเล่า!!!?
อีกฝ่ายเองก็กำลังจ้องมองมาที่ผม ดวงตาเบิกกว้าง ใจนนิ่งค้างไปไม่ต่างกัน ผมที่เตรียมจะชิงขอโทษขอโพยเขาก่อน กลับอ้าปากพูดไม่ทัน โดนดึงเข้ามากอดแน่นกว่าเดิม ใบหน้านั้นซบลงที่ไหล่ของผมทันที ลมหายใจร้อนของเขารดลงบนลำคอทำเอาผมสะดุ้งสุดแรง...
ผมรนรานอยู่พักใหญ่ แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวเลยสักนิด จึงได้แต่จำใจนอนตัวแข็งต่อไปทั้งอย่างงั้น
“คะ.. คุณกุนเทอร์!? ”
ไม่นึกว่าวินาทีต่อมาจู่ๆ ที่ไหล่ของผมก็เปียกชื้นขึ้นมา…
นี่เขาร้องไห้เหรอ? ...หรือเพราะ่ที่ผมไม่มีสติ ดันทำให้เขาได้รับาเ็อย่างอื่นนอกจากโดนกัดอีก? กุนเทอร์เลยเป็ถึงขนาดนี้… เวรเอ๊ย... นี่ผมไปทำอะไรไว้กันแน่!?
“คุณกุนเทอร์ ...ระหว่างที่ผมหลับไป ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำเื่ร้ายแรงอะไรเอาไว้บ้าง… คือว่า ...ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ผมรู้ว่าคุณคงไม่ให้อภัย--”
“...เอสก้า”
พูดยังไม่ทันจบประโยค กุนเทอร์ก็เรียกชื่อผมขึ้นมา น้ำเสียงของเขาค่อนข้างอ่อนล้า ทำให้ผมรู้สึกกังวลหนักกว่าเดิม
“ยังเจ็บตรงไหนอีกไหม? ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือเปล่า? ”
“..ผะ ..ผมสบายดีครับ ไม่เจ็บตรงไหนเลยครับ”
แรงกอดรัดเบาลง จนสุดท้ายเขาก็ปล่อยให้ตัวผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงในที่สุด
กุนเทอร์ที่ลุกขึ้นนั่งบนเตียงตาม ยื่นมือมาััที่หน้าผากของผมอย่างเบามือครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าร่างกายผมไม่มีปัญหาอะไรแล้วเขาพยักหน้าทีหนึ่งก่อนจะถอยห่างออกไปเล็กน้อย
“...นี่ผมหลับไปนานเท่าไหร่แล้วเหรอครับ? ”
ระหว่างถามผมก็ลอบมองสภาพห้องที่อยู่ขณะนี้ ดูเหมือนจะเป็ห้องของพวกขุนนาง เพราะห้องถูกตกแต่งเอาไว้เป็อย่างดี รวมกับคุณภาพเตียงที่นั่งอยู่แล้ว คาดเดาได้ทันทีว่าเป็ห้องพักแบบโรงแรมหรู 4-5 ดาว ถึงจะเป็แบบนั้นแต่ที่พื้นห้องมีอะไรที่ขัดกับสภาพโดยรอบ บนพรมหรูสีน้ำตาลแดงมีหินเวทมนตร์ที่ถูกใช้จนกลายเป็คริสตัสแล้ววางอยู่เกลื่อนไปหมด รวมไปถึงขวดแก้วเปล่ากองรวมอยู่กับลังไม้เปล่าๆ ซึ่งลังไม้นี่เขาจำได้ดี มันเป็ลังที่เอาใส่ยาเสริมพลังเวทย์ หรือก็คือยาเติม MP นั่นแหละ… ผมหน้าซีดทันทีที่คำนวนคร่าวๆ ในหัวเสร็จ… รวมราคาทั้งหมดนี่ไม่ใช่เล่นๆ แน่ๆ เผลอๆ อาจจะซื้อบ้านพร้อมสวนได้สัก 2-3 หลัง...
……..ตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่สบายขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ
“ 3 วัน ยังรู้สึกเพลียอยู่ไหม? ถ้ายังเพลียอยู่ นอนลงก่อนอย่าเพิ่งลุกไปไหน ฉันจะไปตามลาฮันเบลมาตรวจร่างกายนายอีกครั้ง”
นี่เรานอนอืดไป 3 วันเลยเหรอ…
กุนเทอร์พูดเสร็จก็ทำท่าจะรีบลงจากเตียงเพื่อจะหยิบเสื้อของเขาซึ่งอยู่บนพื้นมาใส่
“คุณกุนเทอร์! อย่าเพิ่ง! ”
ผมรีบฉุดแขนเขาไว้ก่อน กุนเทอร์หยุดกิริยาทุกอย่างแล้วหันควับมาหาผมทันที
“...เอสก้า ...เป็อะไรหรือเปล่า? ”
เห็นผมฉุดแขนของเขาค้างไว้ แล้วก้มหน้าไม่พูดไม่จาสักที เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“..ขอโทษจริงๆ นะครับ ผมก่อปัญหาให้คุณอีกแล้ว… ผมสัญญา เมื่อไหร่ที่ผมสร้างตัวสำเร็จแล้วผมจะชดใช้ให้คุณทันทีครับ”
“...”
เป็เพราะความลำพองใจของผมแท้ๆ … ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าโลกนี้เป็โลกจริงๆ ไม่ใช่เกม... แต่กลับไม่ระวัง เอานิสัยเวลาเล่นเกมชอบร้อนใจรีบกดใช้สกิลส่งๆ ไปมาใช้ในสถานการณ์จริง ลืมตัวไปว่า ต่อให้ตอนนี้เกิดใหม่เป็แวมไพร์ไปแล้ว ก็ใช่ว่าร่างกายจะไม่ได้รับผลกระทบ...
ยังรอบครอบไม่พอ…
ยังเป็เด็กอย่างที่โดนเรย์ทริสว่าจริงๆ นั้นแหละ…
ผมโค้งตัวลง ก้มหน้ากล่าวขอโทษ... แต่เพราะกุนเทอร์เงียบและไม่ได้ตอบกลับมา ก็เลยคิดว่าเขาคงยังโกรธผมอยู่มากแน่ๆ ตอนที่กำลังจะปล่อยมือออกจากแขนของเขา ผมกลับเป็ฝ่ายถูกฉุดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนนั้นอีกรอบ กอดรอบนี้ไม่เหมือนกอดรัดแน่นที่ทำให้อึดอัดแบบเมื่อครู่ แต่เป็การกอดอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวว่าหากกอดแรงเกินไปจะทำกระดูกผมจะหักได้อะไรแบบนั้น
ณ ตอนนี้ผมคาดเดาเหตุการณ์อะไรไม่ถูก.. ด้วยความที่ผมกลัวว่าจะเผลอไปทำอะไรให้เขาโกรธหนักกว่าเดิม ก็เลยได้นิ่งเงียบและปล่อยให้เขากอดผมไว้แบบนั้นครู่หนึ่ง
ระหว่างนั้นผมมานึกดูก็รู้สึกประหลาดใจตัวเองอยู่เหมือนกัน การที่ยอมให้คนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงเดือนสองเดือนมานั่งกอดแนบชิดขนาดนี้ แถมยังไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรสักนิด…
บางทีผมอาจจะไว้ใจเขามากกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้ซะอีก
“ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าขอโทษ… นายไม่ต้องชดใช้อะไรทั้งนั้น เอสก้า ขอแค่นายไม่เป็อะไรแล้วก็พอ”
กุนเทอร์พูดด้วยเสียงที่แ่เบา แล้วปล่อยผมออกจากอ้อมแขนช้าๆ …
ตอนแรกผมมัวแต่กังวลเื่โน่นเื่นี่จนลืมสังเกตสภาพของคนตรงหน้าให้ดี ถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีสีหน้ายิ้มแย้มดีมาก ไม่มีลักษณะของคนที่โกรธอยู่เลยสักนิด แต่ใบหน้าของเขาดูซูบผอมลง ใต้ตาคลำขึ้น ดวงตาของเขาระเรื่อแดงอยู่นิดหน่อย ถ้าให้สรุปโดยภาพรวมแล้วนี่คือ สภาพของคนที่มีความเครียดและอดนอนเป็วันๆ
“..ผมว่า คนที่ต้องพักผ่อนจริงๆ ควรเป็คุณกุนเทอร์มากกว่าครับ”
ผมพูดออกด้วยสีหน้าที่เป็ห่วง… อย่าบอกนะว่า นอกจากจะนอนกอดผมไว้ยังเป็อาหารให้ นี่เขายังอดนอนอยู่ 3 วัน อีกด้วย… แค่จินตนาการก็รู้สึกผิดจนอยากจะกราบเท้าขอขมาคนตรงหน้าซะตอนนี้เลย
“ไม่ต้องเป็ห่วง นอนรออยู่ในห้องสักเดี๋ยว ฉันจะไปตามเขามา”
กุนเทอร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เพื่อคลายบรรยากาศเมื่อครู่ หลังจากใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากประตูไป
แน่นอนว่าผมเชื่อฟัง…
ซะที่ไหนล่ะ!!!
ผมรีบลุกขึ้นจากเตียงจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเริ่มเก็บกวาดของที่เกลื่อนพื้นอยู่ทันที
ก่อเื่ไว้ขนาดนี้ จะให้นอนต่อได้ยังไงกัน…. ผมกัดปากตัวเองแน่น จัดระเบียบขวดเปล่าที่เดิมทีเป็ของราคาแพงพวกนี้ให้เป็ระเบียบ กวาดหินคริสตัสให้กองรวมกันให้เป็ที่เป็ทาง
ตอนแรกผมอยากหาถุงมาเก็บใส่ไว้ แต่ไม่ว่าจะตู้หรือลิ้นชักไหนในห้องก็ไม่มีถุงผ้าใหญ่ๆ ที่พอจะเก็บกองหินพะเนินเทินทึกเหล่านี้ได้เลย
ระหว่างที่ผมกำลังจะมุดเข้าไปใต้เตียงเพื่อเก็บหินคริสตัสบางชิ้นที่หล่นอยู่ข้างใต้ เสียงประตูเปิดออกก็ดังขึ้นราวกับถูกถีบอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงตำหนิของกุนเทอร์
“เรย์ทริส นี่เป็ที่พักของดยุกคารอลดิส! รักษามารย-!! เอสก้า!! ”
สิ้นเสียงะโของกุนเทอร์ ร่างของผมที่กำลังจะคลานไปใต้เตียงก็ถูกยกลอยขึ้นเหนือพื้นทันที
ถ้าคุณนึกภาพไม่ออก...ให้คุณนึกถึงฉากในเื่การ์ตูนดังเื่หนึ่งที่เกี่ยวกับสิงโต แล้วมันจะมีฉากหนึ่งที่ลูกสิงโตถูกยกชูขึ้นอยู่บนหน้าผา…
ใช่… ตอนนี้กุนเทอร์ทำกับผมไม่ต่างจากฉากนั้นเลยสักนิด…
“เอสก้า! ทำไมนายถึงดื้อขนาดนี้! นอนนิ่งๆ! ...ศาสตราจารย์ลาฮันเบล”
คิ้วของกุนเทอร์ขมวดเป็ปมใหญ่… เขาดุผมเสร็จก็วางผมลงบนเตียงอย่างเบามือพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ผมที่ยอมล้มตัวลงนอนอย่างโดยดี เหลือบตามองคนสองคนที่อยู่ข้างหลังกุนเทอร์
คนหนึ่งอยู่ในท่าทางสบายๆ หน้าตาชื่นบานกับอีกหนึ่งเอลฟ์หน้าหงิกหน้างอยืนกอดแน่นเหมือนพยายามระงับอาการประสาทอยู่…
“เอาล่ะ ท่านเอสก้า ขอรบกวนตรวจสอบแหล่งกำเนิดพลังเวทของท่านอีกครั้งนะครับ”
ดูเหมือนลาฮันเบลจะอารมณ์ดีสุดๆ เขายิ้มหน้าบาน (...แต่เหมือนตัวโกง) มาทางผม แล้วเดินทางที่ข้างเตียง ชายเขาแพะวาดมือลอยอยู่เหนืออกของผมครู่หนึ่ง ไม่นานแสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้นจากมือของเขาก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป... ลาฮันเบลยกมือขึ้นลูบคางตัวเองไปมาแล้วพยักหน้าหงึกหงักเงียบๆ อยู่คนเดียว
“เป็อย่างไรบ้าง? ”
กุนเทอร์ถามขึ้นมาอย่างกังวล
“เหอะ.. มีแรงลุกขึ้นมาเก็บกวาดห้องขนาดนี้ ไอ้เด็กอวดดีนี่ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“เรย์ทริส!! ”
กุนเทอร์มองเรย์ทริสที่สอดปากขึ้นมาตาขวาง ส่วนผมได้แต่ยิ้มพลางหัวเราะแห้งๆ ขณะที่ในใจอยากจะสวนกลับไปมาก ว่าตอนนี้ก็มีแรงพอจะต่อยปากไอ้หูยาวหน้าบูดนี่เหมือนกัน
“ตอนนี้พลังเวทของท่านเอสก้าไม่แปรปรวนแล้ว แต่ปัญหาจริงๆ น่าจะเป็เื่ร่างกาย..”
“ว่าไงนะ? ”
กุนเทอร์หันไปสบตาลาฮันเบลด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมา
“...ร่างกายของท่านเอสก้า ...ค่อนข้างแปลกไปจากแวมไพร์ทั่วไป มองโดยผิวเผินเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่จริงๆ แล้วมีบางอย่างผิดปกติ…”
“...ผิดปกติอย่างไร? ”
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เรย์ทริสถึงสนใจขึ้นมา เขาหลุดถามออกมาอย่างร้อนใจ
“...เวทตรวจสอบที่สมควรจะใช้ได้ แต่กลับใช้ตรวจสอบร่างกายของท่านเอสก้าไม่ได้… นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ได้เจอร่างกายที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นนี้ ราวกับว่ามีพลังบางอย่างปิดกั้นเอาไว้ครับ”
“...แสดงว่าการที่ฉันไม่สามารถเห็นปัญหาอะไรจากร่างกายเ้าเด็กนี้ในตอนนั้นได้ทันที เป็เพราะว่ามีพลังที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าปิดกั้นเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ได้อย่างนั้นสินะ”
“ใช่ครับ และไม่สามารถบอกได้เลยว่าเป็เพราะความพิเศษของร่างกายท่านเอสก้า หรือเป็เพราะมีการร่ายเวทระดับสูงนี้ไว้บนร่างของท่านเอสก้ากันแน่… แต่หากเป็แบบข้อสันนิฐานอย่างหลังยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่...ว่าเจตนาของคนที่ใช้เวทนี้ไว้คืออะไรกันแน่”
“......นั่นสิ หากมีเจตนาร้ายก็ยิ่งไม่ใช่อีก… ถ้าคิดจะทำร้ายก็ต้องใช้คำสาปสิ…? ฉันคิดว่าน่าจะเป็เพราะความพิเศษของร่างกายเอสก้ามากกว่า”
กุนเทอร์พูดพลางนวดขมับตัวเองไปด้วย... เขาดูเพลียมากจริงๆ ...
ผมนอนฟังพวกเขาสนทนาเกี่ยวกับร่างกายผมจนเริ่มรู้สึกวิงเวียน… สรุปแล้วคือ ผมสบายดี? แต่ปัญหาตอนนี้คือลาฮันเบลหรือแม้กระทั้งเรย์ทริสที่มีดวงตามองเห็นความจริง ก็ตรวจสอบร่างกายของผมเชิงลึกไม่ได้? จะว่าไงดี ...แบบนี้อาจจะเป็ผลดีกับผมก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าเวทตรวจสอบที่ว่าตรวจสอบได้ขนาดไหน ถ้าตรวจได้ถึงที่มาที่ไปก่อนที่ผมจะมาอยู่ในร่างนี้ได้ คงไม่ดี... ไม่ว่าอย่างไรตัวผมเองก็ไม่คิดจะเปิดตัวกับพวกเขาอยู่แล้วว่าเป็คนที่มาจากโลกอื่น
“แต่..ท่านเอสก้าไม่ต้องกังวลเื่นี้ จากการตรวจสอบโดยพื้นฐาน ท่านสบายดี ไม่มีการปริแตกของพลังเวทใดๆ แล้ว”
ลาฮันเบลหันมาพูดกับผมพร้อมรอยยิ้มแบบตัวโกงบนหน้าอีกครั้ง
“การปริแตกของพลังเวท? ”
ผมนึกสงสัยจึงเอ่ยถามเขา ถ้าจำไม่ผิดก่อนที่ผมจะกระอักเืสลบไป เหมือนจะมีเสียงบางอย่างในร่างกายแตกขึ้นมาจริงๆ
“จำตอนที่ท่านใช้พลังเวทมากเกินไปได้หรือไม่ ท่านเสียเืเป็จำนวนนั้นเพราะเกิดการปริแตกของพลังเวทส่งผลให้พลังเวทที่แผ่ออกมามีความแปรปรวนสูง… หากให้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายๆ ให้เปรียบร่างกายของท่านเป็เหยือกแก้วใบใหญ่ที่มีน้ำอยู่ด้านในเปรียบดั่งพลังเวทของข้างในร่างท่าน โดยปกติการใช้เวทมนตร์ก็เหมือนกับการรินน้ำออกจากเหยือกแก้วใส่ภาชนะ แต่ที่ท่านทำในวันนั้นไม่ใช่การรินน้ำออก ...ท่านใช้วิธีบีบเหยือกแก้วให้แตกเพื่อใส่น้ำลงภาชนะแทน บอกได้เลยว่าหากไม่ใช่เพราะท่านเป็แวมไพร์ที่ร่างกายสามารถเติมพลังเวทได้ด้วยสัญชาตญาณดิ้นรนเอาตัวรอด ท่านน่าจะตายไปแล้ว”
“สัญชาตญาณ..ดิ้นรนเอาตัวรอด..? ”
ผมหันควับไปมองกุนเทอร์ทันที จำได้ว่าที่ลำคอจนถึงไหล่กุนเทอร์โดนกัดจนพรุน… แค่คิดผมก็หน้าซีดขึ้นมาทันที รีบถามเขาต่อ
“ละ...หลังจากผมสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือครับ? ”
“หึ.. คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้อีกล่ะ? ก็แน่อยู่แล้ว จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาทำท่าจะไล่กัดคนนะซิ! อย่างกับหมาบ้า--”
“เรย์ทริส!! ”
กุนเทอร์หันไปมองค้อนเอลฟ์หน้าบูดผีเจาะปากมาพูดผู้ย้ายก้นตัวเองไปนั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางเกียจคร้านทั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แม้เ้าตัวจะยอมหุบปากแต่ยังทำหน้าทำตาไม่สบอารมณ์เหมือนเดิม
“นายไม่ต้องห่วง เอสก้า ตอนนั้นนายไม่ได้ทำร้ายใคร ฉันจับตัวนายไว้ได้ทันที คนเดียวที่นายดูดเืไปมีแค่ฉันเท่านั้น”
กุนเทอร์พูดพร้อมรอยยิ้มบางๆ พลางเอื้อมมือมาลูบศีรษะของผมอย่างเบามือ ดูจากสายตาของเขาแล้วผมก็รู้ว่าไม่อยากให้ผมเอาเื่นี้เก็บมาคิดมาก… แต่จะให้ผมไม่คิดมากได้ยังไงกัน?
“อย่างไรก็ตาม ….หากท่านเอสก้ายังรั้นใช้เวทมนตร์แบบผิดวิธีนี้ต่อไป ในภายภาคหน้าอาจทำให้เป็อันตรายถึงชีวิตได้ครับ”
ลาฮันเบลหลุบตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ชายเขาแพะใช้มือที่นวดคางอยู่เมื่อครู่ยกขึ้นค้างไว้ตรงหน้า ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดแสงสีฟ้าขาวกรีดผ่านกลางอากาศปล่อยบางสิ่งลงสู่มือของตนอย่างพอดิบพอดี
“หากอยู่ที่สถาบันคงมีของให้ท่านศึกษาได้มากกว่านี้.. นี่เป็หนังสือสอนวิธีการใช้เวทมนตร์เบื้องต้น การจะใช้เวทมนตร์ระดับสูงจำเป็ต้องมีพื้นฐานที่ดีด้วย รบกวนท่านเอสก้าศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้ด้วยครับ”
หนังสือเล่มหนาที่เพิ่งถูกเสกออกมาถูกยื่นมาตรงหน้าผม ตอนนี้ใจผมเต้นแรงมาก! นี่เรากำลังจะได้เรียนการใช้เวทมนตร์แล้วใช่ไหม!? ผมรีบคว้าหนังสือเล่มนี้มาทันทีอย่างกระตือรือร้น แล้วเปิดหน้าหนังสือออกอ่านทันที ภาษาภายในเล่มเป็ภาษามนุษย์ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจ ถ้าเขาดันเอาหนังสือภาษาแวมไพร์มาให้อ่าน เกรงว่าคงอ่านไม่ออกแน่ๆ
เพราะโดนหนังสือดึงดูดความสนใจไป ผมเลยแทบไม่ได้ฟังเลยว่าลาฮันเบลพูดอะไรต่อจากนั้นบ้าง แน่นอนว่าเขาสังเกตได้จึงส่งเสียงเรียกผมทันที
“อะแฮ่ม! ท่านเอสก้าครับ ฟังอยู่หรือไม่? ในฐานะอาจารย์ผมรู้สึกยินดีเป็อย่างมากที่ท่านกระตือรือร้นขนาดนี้ แต่ว่านี้เป็เื่สำคัญครับ ฟังผมให้ดี... ห้ามทดลองใช้เวทมนตร์ด้วยตัวเองเด็ดขาด หากท่านอยากทดลองเมื่อไหร่ ท่านต้องแจ้งผมก่อน เข้าใจไหมครับ? ”
“ครับ! ขอบคุณมากเลยครับคุณลาฮันเบล! ”
ผมพยักหน้ารัวๆ เพราะอดกั้นความดีใจต่อไปไม่ไหว.. ปากยิ้มจนแทบจะฉีก
พอเห็นว่าผมร่าเริงสุดๆ ลาฮันเบลเองก็หลุดยิ้มหน้าบานไม่ต่างกัน
“ถ้าพวกลูกศิษย์ของผมเป็แบบท่านเอสก้ากันทุกคนคงดีมากแน่ๆ ”
เมื่อเช็คสภาพร่างกายผมเรียบร้อยแล้ว ลาฮันเบลก็ขอตัวออกไปจัดการธุระที่ค้างไว้ต่อ
ภายในห้องจึงเหลือแค่เอลฟ์ปากยื่นนั่งพุงอืดกับชายหนุ่มใต้ตาดำเพราะอดนอน...ทั้งคู่ต่างจ้องมองมาทางผมราวกับกำลังคิดอยู่ว่าจะเริ่มพูดอะไรก่อนอะไรหลังดี
“ก่อนอื่น… ฉันจะบอกเื่ที่เอสก้าควรจะรู้ก่อน พวกเราปิดข่าวเื่ทั้งหมดไว้หมดแล้ว คนที่รู้เื่นี้มีแค่พวกทหารในวันนั้นเท่านั้นแน่นอนว่าพวกเขาเองก็จะปิดเื่นี้ไว้เป็ความลับเช่นกัน”
“...แล้ว...คนที่ผมชุบชีวิตขึ้นมาล่ะ? ”
ผมอดถามไม่ได้ จึงถามออกไป
“บางคนยังมีปัญหาทางจิตใจอยู่... แต่ไม่ต้องห่วง พวกเขาจะได้รับการรักษาเป็อย่างดี”
“หึ… ถ้ารักษาไม่หาย มีทางเดียวคือลบความทรงจำนั่นแหละ ปล่อยให้เป็หน้าที่พวกจอมเวทไปเถอะ”
เรย์ทริสเสริมขึ้นมาขณะที่เอนตัวลงแล้วหยิบหมอนขึ้นมาโยนเล่น… สรุปว่ามีเวทมนตร์ลบความทรงจำอยู่จริงๆ สินะ ถ้ามีคนเอาไปใช้ในทางที่ผิดก็แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกันนะนี่….
“เื่ต่อมา… คือเื่ปีศาจ พวกนักเวทที่มากับลาฮันเบลเจอบางสิ่งที่เส้นทางหลบหนี และเส้นทางลับต่างๆ … เอสก้า นายยังจำัที่พวกเราสู้กันได้ใช่ไหม? ที่ศพของมันมีผลึกสีดำอยู่ ที่ประหลาดคือ… ซากโครงกระดูกทหารในอดีตที่หลงเหลืออยู่ทั้งหมด มีผลึกสีดำแบบเดียวกันเกาะอยู่เต็มไปหมด”
“...!? ”
ถ้าจำไม่ผิด กุนเทอร์เคยบอกว่าผลึกรูปแบบนั้นจะพบได้ในซากศพของพวกปีศาจไม่ใช่เหรอ? เื่ศพัยังไม่หาคำตอบไม่ได้… ยังมีโครงกระดูกทหารยุคก่อนเพิ่มขึ้นอีก…
“พวกเราคิดว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล… ผลึกที่ควรอยู่กับซากศพของปีศาจ กลับไปอยู่กับตัวสิ่งมีชีวิตอย่างั ตอนนี้ลามไปถึงโครงกระดูกของมนุษย์…”
กุนเทอร์หันออกไปทางหน้าต่างแล้วพูดต่อ
“ยังสรุปอะไรไม่ได้ก็จริง แต่.. จากที่ฉันคาดเดาด้วยตัวเอง น่าจะมีใครบางคนตั้งใจเอาผลึกสีดำจากศพปีศาจมาใช้ก่อเื่พวกนี้ขึ้นมาก็ได้... อาจจะใช้เวทมนตร์อะไรบางอย่างให้ผลึกจากปีศาจรวมเข้าั ทำให้ัคุ้มคลั่งขึ้นมา.. แล้วตอนนี้ก็ทำแบบเดียวกันกับซากโครงกระดูกมนุษย์..”
“..! คุณกุนเทอร์กำลังจะบอกว่า ….ปีศาจโครงกระดูกเกิดจากผลึกดำรวมเข้ากับโครงกระดูกมนุษย์? ”
“...เป็แค่การคาดเดาน่ะ”
“แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้น…”
ทั้งผมและกุนเทอร์หันไปมองต้นเสียงที่พูดแทรกขึ้นมา เอลฟ์ที่นั่งพุงยื่นเมื่อกี้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาหยุดอยู่ในระยะที่พอให้ได้ยินแค่ 3 คนในห้อง
“เื่นี้อาจจะใหญ่กว่าที่คิด…” เรย์ทริสเหลือบมองไปทางกุนเทอร์ขณะพูด
“หมายความว่ายังไง? ” กุนเทอร์ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ถ้าเป็แบบที่ฉันคิดจริงๆ … ก่อนอื่นเราต้องหาแกรนลิทเชอร์ให้เจอ”
พอพูดถึงแกรนลิทเชอร์ ดวงตาสีเขียวมรกตของกุนเทอร์ก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“...นี่นายคิดว่า…. ไม่ ฉันไม่คิดว่ามันจะไปถึงขั้นนั้น อีกอย่างเขาไม่ใช่คนที่เราจะหาเจอได้ง่ายๆ ”
“เื่นี้คิดเผื่อไว้หน่อยก็ดี… แต่เอาเถอะ ตอนนี้เราจัดการกับปัญหาปัจจุบันก่อนดีกว่า”
ผมหน้าบูดทันทีที่เรย์ทริสหันมามองผมตรงๆ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ? ”
“นายเป็ตัวอะไรกันแน่? ทำไมร่างกายนายถึงปิดบังสายตาของฉันได้”
เ้าเอลฟ์พูดออกมาอย่างไม่พอใจ… ผมคิดว่าเขากำลังหงุดหงิดที่ใช้สกิลดวงตามองเห็นความจริงกับผมแบบทะลุปรุโปร่งไม่ได้
“ผมไม่รู้… แต่อย่างที่คุณเรย์ทริสเห็น… ผมเป็แวมไพร์ไม่น่าจะเป็อย่างอื่นไปได้แล้วล่ะ”
ระหว่างที่ผมพูด เขาก็หรี่ตามองผมไปทั่วร่างแม้แต่เล็บเท้ายังไม่เว้น... มองจนผมอยากจะด่าออกไปว่าไอ้โรคจิต หยุดได้แล้ว! มองจนจะทะลุแล้วโว้ย!
เหมือนกุนเทอร์จะรับรู้ได้ว่าผมอึดอัด เขาเลยตบบ่าเรย์ทริสแล้วบอกให้พอได้แล้ว เ้าตัวออกอาการฮึดฮัดแล้วบ่นพึมพำออกมา
“ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเ้าเด็กนี่ ฉันก็ไม่รู้ด้วยแล้ว นายดูแลเอาเองแล้วกัน”
เหอะ! เ้าเอลฟ์นี่พูดอย่างกับว่าเคยดูแลผมงั้นอย่างแหละ! อีกอย่างดูลงดูแลอะไรกัน? ผมไม่ต้องให้ใครดูแลทั้งนั้นแหละ… ครั้งนี้แค่พลาดไปเท่านั้นเอง... ต่อไปจะไม่พลาดแล้ว! ถ้าผมเริ่มทำธุรกิจของตัวเองจนทำเงินได้เมื่อไหร่ ค่อยดูเถอะ! ผมจะรวยจนเอาเงินมาฟาดหน้าไอ้หูแหลมนี่ให้ดู!
พอเรย์ทริสพล่ามๆ บ่นๆ เื่ความสะเพร่าที่ผมใช้เวทมนตร์ชุบชีวิตโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเสร็จแล้วก็เดินออกจากห้องไปทำธุระที่ค้างไว้ต่อ ภายในห้องตอนนี้จึงกลับมาเหลือผมกับกุนเทอร์เหมือนเดิม ระหว่างที่ผมเหม่อมองหนังสือเล่มหนาในมือและกำลังคิดแผนธุรกิจที่จะทำในอนาคตไปด้วย ก็ได้ยินเสียงน้ำไหลมาจากทางห้องน้ำตามด้วยเสียงเปิดตู้เสื้อผ้า ผมที่เพิ่งหลุดจากภวังค์จึงเงยหน้าขึ้นหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฎว่าเป็กุนเทอร์กำลังถือผ้าขนหนูกำลังย่อตัวลงมาข้างๆ ผม แขนแกร่งสองข้างของเขาช้อนตัวผมขึ้นจากเตียงไม่ทันให้ผมได้ปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น
“อาบน้ำ ฉันจะสระผมให้”
เห็นหน้าเหวอสุดขีดของผม เขาก็อธิบายให้ฟังสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“เดี๋ยวครับ!! ผมอาบเองได้! ”
พอได้ยินว่าจะช่วยอาบให้ผมก็รู้สึกอายขึ้นมา ยังไงก็ไม่ได้! ถึงเคยมีประสบการณ์เปลือยต่อหน้าคุณพยาบาลมาแล้วก็เถอะ! แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เป็อัมพาตแล้วนะ!
ผมพยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนเขาซึ่งเปล่าประโยชน์สุดๆ … ทำไมพลังทางกายภาพของผมมันต่ำขนาดนี้ได้เนี้ย… ต้องโทษที่ตัวเองดันเป็สายซัพพอร์ตใช่ไหม?!
“ไม่ได้ ถึงพลังเวทในตัวนายจะไม่แปรปรวนแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ นายต้องตัวติดฉันไว้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะช่วยนายได้ทัน เข้าใจไหม? ”
กุนเทอร์พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังพร้อมกระชับตัวผมแน่นขึ้นกว่าเดิม… ผมรู้สึกจนปัญญากับคนตรงหน้า... ไม่รู้ว่าควรเถียงยังไงดี เพราะเดิมทีผมก็มีความผิดต่อเขาอยู่1กระทงใหญ่ๆ เลย ไหล่ที่มีรอยฟันกัดจนพรุนกับใต้ตาดำของเขา ทำให้ผมยอมจำนนในที่สุด
“น้ำอุ่นดีนะ? ไม่ร้อนเกินไปใช่ไหม? ”
เขาถามขึ้นขณะที่ผมหย่อนตัวลงไปในอ่างน้ำสีขาวขนาดใหญ่พอให้สัก3-4 คนลงมาแช่ได้ ห้องน้ำห้องนี้กว้างมากสมกับเป็ห้องน้ำของขุนนางเลย อ่า… สบายตัวจัง
ในตอนที่ผมกำลังตอบกลับไปก็ได้ยินเสียงดังจ๋อมขึ้นด้านหลัง ผมจึงหันหลังไปมอง…
ชายหนุ่มเปลือยเปล่ารูปร่างกำยำก้าวขาเข้ามาในอ่างน้ำแล้วนั่งอยู่ข้างหลัง…! ผมใสุดแรงรีบหันหน้ากลับอย่างรวดเร็วจนคอเกือบเคล็ด ….เดี๋ยวก่อน! ทำไมกลายมาเป็อาบด้วยกันล่ะ!? หน้าผมร้อนขึ้นมาเพราะดันไปเห็นกล้ามท้องชวนแสบตาเข้า ...ต้องทำยังไงผมถึงจะมีกล้ามท้องได้แบบนั้นกัน? พอก้มมองดูหน้าท้องตัวเองแล้วรู้สึกหดหู่จัง…
“น้ำอุ่นกำลังดีครับ… ขอบคุณมากครับ คุณกุนเทอร์”
ไม่ลืมที่จะตอบกลับไปแล้วนั่งตัวตรงแหน่ว...ไม่น่ามีอะไรต้องอาย ถูกไหม? ยังไงก็เป็ผู้ชายเหมือนกัน… ทำไมถึงรู้สึกกังวลขึ้นมาล่ะ...
“ฉันจะสระผมให้เลยแล้วกันนะ”
กุนเทอร์หยิบขวดแก้วที่วางเตรียมไว้ขึ้นมา ผมเหลือบตามองดูอย่างสนใจเพราะกลิ่นของน้ำยาหอมเป็อย่างมาก เป็กลิ่นหอมของดอกไม้คล้ายกลิ่นดอกกุหลาบแต่หอมหวานกว่า
เพราะสายตาอยากรู้อยากเห็นของผม กุนเทอร์จึงยิ้มบางแล้วอธิบายให้ฟัง
“น้ำยานี่สกัดจากกลิ่นของดอกไม้ที่ชื่อว่า กราเซีย เป็ดอกไม้ที่ปลุกขึ้นได้แค่ดินในเขตทางใต้เท่านั้น มันเป็ดอกไม้ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีทำให้ราคาค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่มีแต่ขุนนางหรือพวกพ่อค้าที่มีเงินเท่านั้นที่จะใช้กัน”
“ละ...แล้วเราเอาใช้แบบนี้จะดีเหรอครับ? ”
พอได้ยินว่ามีแต่คนมีเงินได้ใช้ก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา..
“ไม่ต้องกังวล ถ้าเอสก้าอยากจะได้กลับใช้ ฉันจะบอกให้ฟรานจัดหามาให้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย พลางใช้มือที่ชะโลมยาสระผมนวดศีรษะของผมอย่างเบามือ
...ผมลืมไปได้ไงว่า กุนเทอร์ก็เป็ขุนนางมีฐานะ... คงเพราะเขาทำตัวติดดินอยู่ตลอดเวลาแถมใส่แต่ชุดเกราะธรรมดาๆ เลยลืมไปซะสนิท… แต่จะให้พึ่งเงินอีกฝ่ายแบบนี้ตลอดคงไม่ไหว ผมรู้สึกเกรงใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
“ผมไม่ได้อยากได้ครับ ไม่เป็ไร”
“......งั้นเหรอ? ถ้าอยากได้อะไรก็บอกฉันนะ ไว้หลังจากนี้ฉันจะพานายไปเดินเล่นในเมือง”
“ขะ ขอบคุณครับ”
จะเปย์เกินไปแล้วนะ กุนเทอร์… ผมลอบถอนหายใจเบาๆ
…นี่เขาจะพาผมเดินเล่นในเมืองงั้นเหรอ? น่าจะมีอะไรน่าสนใจให้ดูนะ ถ้าได้ไปดูร้านค้าต่างๆ ในเมืองอาจได้ไอเดียมาทำธุรกิจอะไรใหม่ๆ ก็ได้ ระหว่างที่คิดอยู่กุนเทอร์ก็สระผมและล้างผมให้จนเสร็จเรียบร้อย
“...? อะไรเหรอ เอสก้า”
กุนเทอร์ถามขึ้นเมื่อผมที่หันหลังอยู่จู่ๆ ก็หันหน้ามา ผมหยิบขวดน้ำยาขึ้นมาแล้วพูดกับเขา
“ผมจะสระผมให้คุณครับ! ”
ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม ไหนๆ แล้วเขาดูแลผมมาตลอด ผมจะดูแลเขากลับบ้างก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จริงไหม? ปรากฏว่ากุนเทอร์จ้องมองมาที่ผม ดวงตาสีเขียวมรกตนั้นเบิกค้างแล้วนิ่งไป
“......! ”

“...? คุณกุนเทอร์ครับ? ”
“....มะ ไม่ต้อง ไม่เป็ไร ฉันสระผมเองได้ นายอาบน้ำเสร็จแล้วก็ไปแต่งตัวเถอะ ฉันวางเสื้อผ้าใหม่ไว้ให้แล้ว …..เดี๋ยวฉันตามออกไปนะ”
“? .....โอเคครับ”
ผมลุกขึ้นจากอ่างน้ำแล้วหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่กุนเทอร์เตรียมไว้ขึ้นมาเช็ดลวกๆ ก่อนพันรอบตัวไว้แล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ… เมื่อกี้กุนเทอร์เป็อะไรไปก็ไม่รู้… เขาทำหน้าแปลกๆ หรือเป็เพราะว่าเขาไม่ชอบให้ใครสระผมให้? ไม่น่าเลย… ต่อไปผมคงต้องระวังให้มากกว่านี้แล้ว จะได้ไม่เผลอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีก
หลังจากผมและกุนเทอร์ออกมาจากห้องพัก พวกเราก็เดินตรงไปยังห้องอาหารโดยมีสาวใช้คอยนำทางให้ บอกเลยว่าที่นี่หรูหราจริงๆ โถงทางเดินมีรูปปั้นแกะสลักต่างๆ ตลอดทางพื้นถูกปูด้วยหินที่ถูกขัดจนมันเงา รู้สึกว่าที่นี่จะเป็บ้านของดยุกที่ชื่อคารอลดิส… ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยแฮะ แต่ให้เดาถ้าเขาไม่ใช่คนรู้จักของกุนเทอร์ก็ต้องเป็คนรู้จักของบรอเดอริค ถึงได้ยอมให้กลุ่มนักผจญภัยที่เป็สามัญชน (ยกเว้นกุนเทอร์) เข้ามาพักในบ้านสุดหรูได้แบบนี้
พอมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ สาวใช้ก็เปิดบานประตูออกให้แล้วเชิญเข้าไป ในห้องนั้นมีโต๊ะหินยาวสีขาวสว่างพร้อมลวดลายแกะสลักสวยงามรูปดอกไม้ที่ขอบและขาของโต๊ะ เก้าอี้สีขาวที่เข้าชุดกันนั้นวางประดับเรียงรายไปตามความยาวของโต๊ะ บนโต๊ะนั้นมีอาหารที่ดูหรูหราวางเรียงรายอยู่ เมื่อมองไปยังหัวโต๊ะมีคนสองคนกำลังนั่งคุยกัน หนึ่งคนคือคนที่เอสก้ารู้จักอยู่แล้ว นั่นคือ เ้าชายบรอเดอริค คนถัดมาเป็ชายร่างสูงที่มีออร่าของชนชั้นสูงผมสีน้ำตาลอ่อนในชุดสูทสีเทาดำพูกเนคไทสีขาว เขาจิบถ้วยชาในมือแล้ววางลงก่อนหันมาทางผู้มาเยือน
“เชิญนั่ง ท่านทั้งสอง”
ชายชนชั้นสูงแปลกเอ่ยขึ้นพลางระบายรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย… ผมมองเห็นดวงตาเขาได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่เขาใช้มองมาค่อนข้างเย่อหยิ่งพอสมควร โชคดีที่ผมชินแล้ว สายตาที่เรย์ทริสใช้มองผมน่าคันเท้ากว่านี้เยอะหลายเท่า
“ขอขอบคุณ ท่านคารอลดิส ที่ช่วยดูแลพวกเรามาตลอด 3 วันนี้ครับ”
กุนเทอร์กล่าวพร้อมโค้งให้อีกฝ่ายอย่างเป็มารยาท แน่นอนว่าผมก็ทำตามเขา แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดวางเอาไว้ ผมนั่งตัวเกร็งไปหมด… ยังไม่เคยเรียนรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกชนชั้นสูงด้วยสิ หวังว่าเขาคงไม่บังคับให้ผมกินอาหารบนโต๊ะนะ… ขอแค่นั่งคุยเฉยๆ ทีเถอะ
“กุนเทอร์ จอมเวทเอสก้า เราดีใจมากจริงๆ ที่พวกท่านไม่เป็อะไร โดยเฉพาะจอมเวทเอสก้า เราได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้ว หากไม่มีท่านอยู่คงไม่อาจกู้วิกฤตครั้งนี้ได้แน่ๆ ต้องขอขอบคุณท่านจริงๆ ”
เ้าชายบรอเดอริคขอบคุณและมองมาทางผมอย่างนับถือ
“ผมยินดีช่วยเหลือครับ อันที่จริงภารกิจครั้งนี้สำเร็จได้เป็เพราะทุกคนร่วมมือกันเป็อย่างดี มุ่งมั่นยืนหยัดต่อสู้กันเต็มกำลังครับ”
ผมพยายามพูดผลักไสให้ผลประโยชน์กับคนอื่น… ยังไงหน้าที่ผมก็แค่ยืนบัพยืนฮิลตลอดทั้งงาน ไม่ได้จับดาบฟันปีศาจสักตัว
บรอเดอริคยิ้มอย่างพอใจ เขาส่งสัญญาณมือเรียกผู้ติดตามของเขา ผมจำได้ว่าเขาชื่อ โยฮัน ชายดังกล่าวก้าวเข้ามายืนข้างผม พร้อมวางกล่องที่ดูจะมีน้ำหนักพอสมควรให้ ข้างในกล่องก็คงเป็ค่าจ้างตามที่ตกลงกันเอาไว้นั่นแหละ ผมกล่าวขอบคุณบรอเดอริคอีกครั้งก่อนเหลือบมองกุนเทอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ผมคิดว่าท่านบรอเดอริคน่าจะรับรายงานเื่ปีศาจจากลาฮันเบลแล้ว พวกเราจะเร่งตรวจสอบเท่าที่จะทำได้ครับ”
“ขอบคุณท่านมาก ...แต่ว่าเรามีเื่สะกิดใจอยู่ เื่หนึ่ง”
“...อะไรหรือครับท่าน? ”
กุนเทอร์ถามกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
“...เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเจอคนลึกลับผู้หนึ่งแต่งกายมิดชิด เขามาตามหาของที่เขาถูกขโมยไป”
“ของที่ถูกขโมยไป? ”
“เราเองก็ไม่ทราบว่าคืออะไร แต่ระหว่างเดินทางมาที่นี่เราสะกิดใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนผู้นั้นเข้า… เขาเป็คนจากเฟย์ราโทเปีย ดูเหมือนจะเข้าพบพี่ชายเราหลายครั้งแล้ว”
เมื่อคำว่า เฟย์ราโทเปีย หลุดออกมาจากปาก ทั้งกุนเทอร์และดยุกคารอลดิสต่างหน้ากระตุกพร้อมกัน
“เรากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น... อย่างที่พวกท่านรู้ พี่ชายเราทำอะไรไม่ค่อยรอบครอบเท่าไหร่ ท่านคารอลดิส… ท่านกุนเทอร์… ในวันสุดท้ายนั้นที่พวกท่านร่วมสู้รบด้วยกันเมื่อ 10 ปีก่อน… ท่านแน่ใจใช่ไหมว่า ชายผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว..”
“...ท่านพูดเช่นนี้หมายความอย่างไร ท่านบรอเดอริค..”
ดยุกคารอลดิสขมวดคิ้ว สีหน้าออกจะดูขุ่นเคืองอยู่บ้างแต่เก็บอาการไว้
“ผมแน่ใจครับ… ผมไม่ได้ตัดหัวเขาก็จริงแต่แทงเข้าหัวใจของเขาพอดี ไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดได้ครับ แน่นอนว่าตอนนั้นท่านคารอลดิสก็เห็นกับตา”
กุนเทอร์พูด ...พอได้ยินเขาพูดว่า ตัดหัวกับแทงเข้าหัวใจ แล้วแอบรู้สึกในิดๆ จริงอยู่ที่ว่ากุนเทอร์เป็ทหารมาก่อนยังไงก็ต้องเคยฆ่าคนอยู่แล้ว แต่ผมนึกภาพเขาฆ่าคนไม่ออกจริงๆ เพราะชายคนนี้เป็คนสุภาพและใจดีที่สุดหากนับจากผมที่รู้จักคนบนโลกนี้ทั้งหมด
“อย่างที่ท่านกุนเทอร์พูด พวกเราไม่ได้เก็บศพเขามาก็จริง แต่ยืนยันได้เขาเสียชีวิต ดาบของกุนเทอร์แทงเข้าจุดตายแน่นอน”
ดยุกคารอลดิสหันไปพยักหน้าให้กุนเทอร์แล้วช่วยเสริมให้อย่างมั่นใจ
“......เช่นนั้นรึ ...แล้วถ้าหากว่ามีคนชุบชีวิตเขาขึ้นมาล่ะ? ”
บรอเดอริคตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าของเขาดูไม่มีความกังวลก็จริง แต่ั์สีฟ้าอ่อนนั้นตาฉายแววสั่นคลอนออกมา
“........นี่ท่านคิดว่า”
ดยุกคารอลดิสสะอึกทันที เขาหันหน้ากลับไปมองกุนเทอร์ที่มีท่าทีไม่ต่างกัน
“นี่ท่านกำลังสงสัย.... ท่านคิดว่าเ้าหญิงจะทำเช่นนั้นไปทำไม? ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด”
ดวงตาของกุนเทอร์ฉายแววโกรธเคืองขึ้นมา… ดูท่าทางเขาจะรู้จักกับเ้าหญิงจริงๆ นั้นแหละ เริ่มสงสัยแล้วสิว่าเขามีความสัมพันธ์แบบไหนกัน? หรือว่ากุนเทอร์เคยเป็องครักษ์ของเ้าหญิงมาก่อนอะไรแบบนั้น?
“ท่านกุนเทอร์… เชื่อเถอะ เราเองก็ไม่อยากคิดเช่นนั้น... เพียงแต่ว่าชายลึกลับที่เราเจอนั้นทำให้เราไม่แน่ใจเื่นี้ขึ้นมา… ดยุกคารอลดิส เราขอให้ท่านช่วยตรวจสอบเกี่ยวกับเื่นี้ได้หรือไม่? ”
บรอเดอริคพูดแล้วก้มหัวให้เชิงขอร้อง พอดยุกเห็นเ้าชายทำเช่นนี้ก็เริ่มลนลานขอให้เ้าชายเงยหน้าขึ้น และรีบรับปากว่าจะช่วยส่งคนไปสืบสวนเื่นี้ให้
ส่วนกุนเทอร์ยังคงนั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ ดูจากสายตาของเขาตอนนี้ ผมว่าเขาน่าจะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ไม่นานเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวบอกลาคนทั้งสอง ยื่นมือไปถือกล่องใส่เงินค่าจ้าง จากนั้นก็จูงมือผมออกมาจากห้องทันที
เหตุการณ์เมื่อครู่รู้สึกว่าผมจะเป็คนนอกโดยสมบรูณ์เลยแฮะ เขาปล่อยให้ผมมานั่งฟังเื่ภายในแบบนี้จะดีเหรอ? เอาเถอะ เท่าที่ฟังมาก็ปะติปะต่ออะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้วด้วย พวกเขาเลยไม่สนใจผมละมั้ง
ผมเหลือบมองชายผู้มีสีหน้าตึงเครียดั้แ่ออกจากห้องมา ใต้ตาดำของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูขุ่นมัวหนักเข้าไปอีก
“คุณกุนเทอร์ได้ทานข้าวหรือยังครับ? ถ้ายังไม่ได้ทาน เราไปหาอะไรทานกันเถอะครับ! หลังจากนั้นค่อยไปพักผ่อนกัน”
ผมบีบมือเขาเบาๆ แล้วเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง เขาหลุดจากภวังค์ทันทีแล้วหันมามองผม สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม
“อืม ไปกันเถอะ”
ในขณะที่เดินออกมาผมก็เหม่อลอยคิดถึงบทสนทนาในห้องอาหารนั้นตลอดทาง เ้าชายบรอเดอริคคิดว่าคนที่กุนเทอร์ฆ่าตายไปแล้วยังมีชีวิตอยู่สินะ… แล้วยังคิดว่าน้องสาวตัวเองเป็คนชุบชีวิตขึ้นมาอีกต่างหาก ทั้งยังบอกว่ามีการเข้าพบพี่ชายของเขาซึ่งเป็าาองค์ปัจจุบันอีกด้วย
ฟังจากน้ำเสียงของพวกเขาดูก็รู้ได้เลยว่าคนที่กุนเทอร์ฆ่าไปเป็ตัวอันตรายแน่นอน ไม่แปลกเลยว่าทำไมบรอเดอริคกังวลเื่นี้จนต้องมาขอให้ดยุกคารอลดิสช่วยสืบหา
พอกุนเทอร์ช่วยเอาเงินรางวัลไปไว้ในห้องพักให้แล้ว พวกเราก็เดินออกจากคฤหาสน์ของดยุกแล้วนั่งรถม้าที่ถูกเตรียมไว้เดินทางเข้าตัวเมือง ผมอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าออกไปมองแล้วสูดกลิ่นของน้ำทะเลที่แทรกอยู่ในอากาศเข้าปอด ณ เวลานี้ ท้องฟ้ามีสีครามยามเย็น มีฝูงนกสีขาวกำลังโผบิน สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของที่นี้มีลักษณะคล้ายกับ่ยุคไบแซนไทน์ อาคารส่วนใหญ่เป็สีขาว ฟ้า และ น้ำเงิน หลังคาเป็รูปแบบครึ่งวงกลม มีดวงไฟหลากสีประดับประดาอยู่ตามอาคาร สองข้างทางมีร้านอาหารและร้านค้าเต็มไปหมด กลุ่มคนมากหน้าหลายตาไม่ว่าจะเป็มนุษย์ เอลฟ์ หรือ มาร์ทรอน ต่างจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก อย่างกับว่ากำลังจัดงานเทศกาลกันอยู่ เอ๋? หรือว่าจะมีงานเทศกาลกันอยู่จริงๆ
“สุดยอดไปเลยนะครับ! ผมไม่นึกว่าจะมีคนเยอะขนาดนี้! ”
“เพราะผ่านวิกฤตครั้งนี้มาได้ ตอนนี้เลยจัดงานฉลองกันอยู่น่ะ เดิมทีเมืองท่าเรือมีนักเดินทางเยอะอยู่แล้ว ยิ่งพอข่าวเื่พวกปีศาจถูกกำจัดไปหมดแล้วแพร่ออกไป ถึงได้มีคนมาท่องเที่ยวเพิ่มขนาดนี้”
กุนเทอร์บอกผมที่ยื่นหัวออกไปด้านหน้าต่างพลางสอดส่องไปทั่ว ในตอนนั้นเองก็มีรถม้าอีกคันขับสวนมา ผมก็ถูกมือหนาที่ยื่นมาจากด้านหลังดึงตัวผมกลับเข้ามาในรถม้าทันที เหมือนกับว่าเขาคอยเฝ้ามองทุกกิริยาอยู่ตลอดเวลา
“ระวัง ยื่นหน้าออกไปแบบนั้นอันตรายนะ”
ชายตรงหน้าผมพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขณะที่คิ้วของเขาขมวดน้อยๆ ไม่รู้ว่ากุนเทอร์เป็อะไรไปอีกหลังจากดึงตัวผมเข้ามา เขาก็โอบเอวของผมค้างไว้แบบนั้น ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าจะพูดยังไงให้เขาปล่อยตัวผมดี กุนเทอร์กลับฝ่ายพูดขึ้นมาเองซะก่อน
“เอสก้า นายเกลียดฉันไหม? ”
เขาสบตาผมแล้วถามขึ้น ั์ตาสีเขียวมรกตของเขาฉายแววเ็ป… ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามคำถามแบบนี้ออกมา เขาไม่เคยทำร้ายหรือทำอะไรไม่ดีกับผมด้วยซ้ำ แต่ผมกลับรู้สึกว่าในแววตาคู่นั้นกำลังอ้อนวอนขอการให้อภัยจากผมอยู่
“.....ถ้าฉันบอกกับนายว่า ฉันพรากชีวิตผู้คนไปเยอะมาก นายจะรังเกียจฉันไหม? ”
ดวงตาของผมเบิกกว้างเมื่อเขาถามออกมา… ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว เขากลัวที่ผมจะรู้เื่ไม่ดีที่เขาเคยทำเอาไว้ในอดีตเข้า และวันนี้ผมก็ดันอยู่ในวงสนทนาที่เขาต้องยอมรับว่าตัวเองได้ฆ่าคนๆ หนึ่งไป แต่ว่าสำหรับผมแล้วเื่นี้... เป็เื่ที่เกิดขึ้นใน่า ขึ้นชื่อว่าาสำหรับทหารที่เป็เบี้ยแล้วมันก็คือการเอาตัวรอด ถ้าสิ่งที่เขาทำลงไปมันคือการเอาชีวิตรอด ผมจะมีสิทธิอะไรไปรังเกียจเขากัน… ผมสะดุดใจเมื่อนึกถึงจุดนี้ ...จริงด้วยเพราะผมเป็แวมไพร์… ในความเป็จริงแล้วผู้คนที่กุนเทอร์ฆ่าไปล้วนแต่เป็เผ่าพันธุ์เดียวกับผมทั้งหมด อาณาจักรพังทลายแทบจะถูกลบออกไปจากแผนที่ อีกทั้งยังถูกมนุษย์เอามาค้าทาสอีก
“....หากผมบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยเกี่ยวกับาคงประหลาด ...แต่ที่แน่ๆ ผมไม่มีทางเกลียดคุณกุนเทอร์แน่นอนครับ”
ผมส่งยิ้มให้เขาแล้วยื่นมือวางบนไหล่ที่มีแต่รอยกัดเ่าั้ ผมร่ายเวทรักษาเสียงเบา ก่อเกิดวงแหวนเวทและแสงสีขาวอีกครั้ง ต้องขอบคุณพลุที่ถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้าพอดี ผู้คนส่วนใหญ่จึงถูกดึงดูดสายตาไปตาเสียงพลุและแสงสีบนท้องฟ้าเลยไม่ทันสังเกตแสงสีขาวที่เล็ดลอดออกมาจากหน้าต่างรถม้า เมื่อแสงสีขาวที่บดบังร่างอยู่จางหายไป เผยให้เห็นว่าที่ไหล่กว้างนั้นไม่เหลือรอยกัดแล้วแม้แต่ใต้ตาที่หมองคล้ำก็ยังหายไปด้วย ผมเห็นแววตาของกุนเทอร์ที่ไหววูบกำลังจับจ้องเข้ามาในดวงตาของผม แขนที่โอบเอวผมเอาไว้เหนี่ยวรั้งแน่นขึ้น
“เอสก้า… ฉัน..”
“คุณผู้ชายถึงที่หมายแล้วขอรับ”
เสียงของคนขับรถม้าดังขึ้นขณะที่กุนเทอร์กำลังพึมพำอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นว่าถึงที่หมายแล้วกุนเทอร์ก็เก็บสายตากลับไปมองสถานที่ตรงหน้า เขาปล่อยผมออกจากอ้อมแขนเปลี่ยนมาจับมือผมแล้วพาเดินลงมารถม้า ขณะที่ผมรอกุนเทอร์คุยกับคนขับรถม้าเื่เวลาที่จะมารับกลับคฤหาสน์ ผมมองร้านที่อยู่ตรงหน้า มันเป็ร้านอาหารขนาดใหญ่ สภาพภายนอกไม่ได้ดูหรูหรามากก็จริง แต่มีผู้คนนั่งรับประทานอาหารและสนทนากันอยู่เต็มไปหมด เพราะผมมองผ่านทางหน้าต่างร้านเลยไม่มั่นใจว่ายังจะพอมีที่ว่างเหลือให้พวกเรานั่งทานข้าวกันหรือเปล่า? พอเงยหน้าขึ้นไปก็พบว่ายังมีชั้นสองอยู่อีก อาจจะยังมีที่พอก็ได้!
เมื่อกุนเทอร์นัดเวลากับคนขับรถม้าเสร็จเดินจูงมือผมเข้าไปในร้าน เพียงแค่ย่างเท้าเข้าไป ก็ได้กินทั้งเหล้าทั้งไวท์ผสมปนเปไปหมด ตามด้วยกลิ่นอาหารที่ชวนยั่วน้ำไหล! นี่มันกลิ่นเนื้อย่างไม่ใช่เหรอ!? ผมหันหน้าไปมองตามกลิ่น ก็พบว่ามีสาวเสริฟคนหนึ่งกำลังเสริฟสเต็กเนื้อชิ้นโตอยู่
“อ๊ะ! เอสก้า! กุนเทอร์! ”
พอผมละสายตาออกมาจากสเต็กเนื้อขึ้นมาก็พบว่ากลุ่มคนที่นั่งกินข้าวดื่มเหล้ากันอยู่คือ สองพี่น้องเกลเซอร์ กับ บารัสและมอร์แกนนี่เอง!

(ภาพคาร์แลคเตอร์ดีไซน์ของศาสตราจารย์ลาฮันเบล)
-------------------------------------------------------------------------------------------------
สวัสดีค่า ไรท์หายไปนานมากๆ เพราะไม่มีเวลาเลยค่ะ T T (ใจจริงอยากมาเขียนต่อสุดๆ) ระหว่างที่ติดทำโปรเจคเกมBLอยู่ จู่ๆก็ได้เข้าร่วมโปรเจคทำอนิเมชั่นให้กับซีรี่ย์วายเื่ WhyRU TheSeries ค่ะ (ออกอากาศทุกวันศุกร์ทางช่องONE กับในLineTV นะคะ เผื่อใครสนใจอยากลองไปดู) เลยกลายเป็ว่าหาเวลามานั่งเขียนนิยายไม่ได้เลย T T
อยากบอกกับนักอ่านทุกคนนะคะว่าไม่ต้องกังวล ไรท์ไม่ทิ้งนิยายแน่นอน (ไรท์วางแผนอะไรกับเื่นี้ไว้เยอะค่ะทิ้งยาก555+)
ท้ายนี้ขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ติดตามอยู่มากๆ เลยนะคะ
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ^^