“แก่นอสูร...ขั้นต่ำต้องเป็สัตว์อสูรระดับสี่ถึงจะมีได้” ตามความทรงจำในจิตใจที่เขาได้รับรู้ แก่นอสูรนั้นมีค่าเป็อย่างยิ่งต้องเป็สัตว์อสูรระดับสี่ถึงจะมีมัน สัตว์อสูรระดับสามลงไปไม่สามารถพบเจอแก่นอสูรได้
“กากา...”
เมื่ออสูรเหยี่ยวั์ถูกอสูรค้างคาวฉีกกระชากหน้าท้องจนเผยแก่นอสูรออกมาทันใดนั้นรอบกายของมันก็เกิดเปลวเพลิงลุกโหมจนน้ำแข็งบนร่างละลายลง จากนั้นอสูรเหยี่ยวั์ก็ใช้ปากที่แหลมคมจิกไปที่าแตรงหน้าท้องของอสูรค้างคาวในทันทีทำให้หน้าท้องของอสูรค้างคาวมีเืไหลทะลักออกมา แล้วลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกที่เปื้อนเืทั้งยังมีแสงสว่างอ่อนๆก็ได้ตกลงไปบนพื้นน้ำแข็ง
“แก่นอสูรอีกแล้ว...”หลู่เส่าโหย่วรู้สึกใเป็อย่างยิ่งสัตว์อสูรระดับสี่นั้นพบหาได้ยากมาก เขาไม่คาดคิดเลยว่าข้างใต้หน้าผาแห่งนี้จะมีถึงสองตัว
“วูวู...” ด้วยความเ็ป อสูรค้างคาวกรีดร้องอย่างโหยหวน ทันใดนั้นมันก็เผยฟันที่แหลมคมและกัดไปยังคอของอสูรเหยี่ยวั์อย่างดุดันจนคอของมันขาดและมีเืสดๆ พุ่งออกมา คราวนี้อสูรเหยี่ยวไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดแล้วอย่างแน่นอน
น้ำแข็งบนผิวน้ำเริ่มละลายอีกครั้งหลู่เส่าโหย่วหนาวจนสั่นไปทั้งตัว ริมฝีปากซีดเผือดจนเป็สีขาว ผิวหน้าม่วงคล้ำทั่วทั้งร่างเกือบจะแข็งหมดแล้ว เขามองดูการต่อสู้ที่เพิ่งจบลงไปของสัตว์อสูรทั้งสองตัวด้วยความรู้สึกราวกับได้รับชมภาพหลอนสามมิติช่างตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
บนผิวน้ำอสูรค้างคาวร่างใหญ่คาบแก่นอสูรทั้งสองไว้ในปากมันกระพือปีกข้ามแม่น้ำเข้ามาใกล้เขาอย่างช้าๆ
“ซวยแล้วไง” หลู่เส่าโหย่วมองดูอสูรค้างคาวที่กำลังใกล้เข้ามาในใจรู้สึกสิ้นหวัง สายตาของมันกำลังจ้องมองมาที่เขา
“จือจือ…” อสูรค้างคาวบินมาถึงข้างกายของหลู่เส่าโหย่ว มันส่งเสียงเอี๊ยดๆอยู่ในลำคอ ด้วยขนาดร่างกายอันใหญ่โต เพียงดวงตาข้างเดียวของมันก็มีขนาดใหญ่กว่าตัวของหลู่เส่าโหย่วเสียอีกแต่ดวงตาของมันกลับไร้ซึ่งความดุร้าย มีเพียงแววตาอ้อนวอนมองมายังหลู่เส่าโหย่วเท่านั้น
ในคราแรกหลู่เส่าโหย่วคิดว่าตัวเองจะต้องตายเป็แน่แต่เมื่อลองมองสัตว์อสูรตรงหน้า เขาพบว่าแววตาของมันนั้นไร้ซึ่งความเหี้ยมโหด ดูแล้วมันคงไม่เข้ามาเพื่อทำร้ายเขา
“แกมีเื่อะไรอยากให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ?” หลู่เส่าโหย่วลองถามออกไปเพราะ หากเป็สัตว์อสูรระดับสูงแล้ว มันจะสามารถเปิดจิติญญา และทำให้เกิดภูมิปัญญาขึ้นมาได้
“จือจือ…” หลังได้ยินคำพูดของหลู่เส่าโหย่ว อสูรค้างคาวก็ส่งเสียงจือๆอย่างร่าเริงในลำคอ มันค่อยๆ พยักหน้า เหมือนกับเป็การตอบกลับ
‘นี่มันเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดจริงๆด้วย’ หลู่เส่าโหย่วนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ หากเป็เมื่อก่อนเขาคงรู้สึกใเป็อย่างมาก แต่หากเป็ในตอนนี้มันคงไม่มีสิ่งใดให้น่าใอีกแล้วในเมื่อตัวเขายังข้ามมิติมาต่างโลกได้ จะยังมีเื่อะไรที่เขายอมรับไม่ได้อีก
“สัตว์อสูรเพื่อนยากเ้าลองมองดูข้าในตอนนี้เสีย แค่เอาตัวเองให้รอดนั้นยังยากเลย ข้าจะช่วยเ้าได้อย่างไร” เมื่อพูดจบหลู่เส่าโหย่วก็มองสัตว์อสูรแล้วยิ้มอย่างขมขื่น
“จือจือ…”
เหมือนว่าอสูรค้างคาวจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดมันก้มหัวลงราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็ส่งเสียงทุ้มต่ำแล้วะโขึ้นไปเหนือน้ำเผยกรงเล็บทั้งสองข้างออกมา แล้วใช้กรงเล็บข้างหนึ่งกดลงไปบนท้องของหลู่เส่าโหย่วจนปากของเขาอ้าออก
“อึกอึก...” หลู่เส่าโหย่วยังไม่ทันได้ตั้งตัวในปากก็ปรากฏลูกบอลสองลูก จากนั้นลูกบอลทั้งสองก็หลอมละลายกลายเป็ของเหลวที่ทั้งเย็นและร้อนของเหลวที่ร้อนนั้นราวกับเปลวเพลิงกำลังหลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขา มันทำให้เขารู้สึกว่าภายในร่างกายกำลังเผาไหม้อย่างรุนแรงส่วนของเหลวที่เย็นจัดนั้นทำให้เขารู้สึกว่าอีกครึ่งร่างของเขากำลังจะกลายเป็น้ำแข็ง
“จือจือ...” หลังจากอสูรค้างคาวส่งเสียงร้องอีกครั้งแววตาของมันก็ดูเศร้าซึมขึ้นมา ทันใดนั้นมันก็กระพือปีกขวาแล้วตรงขนใต้ปีกของมันก็ปรากฏงูน้อยสีเหลืองเข้มที่ยาวประมาณสิบเิเ
“จือจือ!” อสูรค้างคาวส่งเสียงอีกครา งูน้อยตัวนั้นเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่มัน้าทันใดนั้นเอง เ้างูก็เลื้อยขึ้นไปบนตัวของหลู่เส่าโหย่วแล้วมุดจากซอกคอเข้าไปในเสื้อของเขา
เมื่อเห็นงูน้อยเข้าไปในเสื้อของเขาแล้วแววตาของอสูรค้างคาวก็ราวกับได้ปล่อยวางเื่บางอย่างลง ทันใดนั้นสายตาของมันก็กลับมาจับจ้องที่หลู่เส่าโหย่วอีกครั้งในแววตาของมันเปี่ยมไปด้วยความอ้อนวอน
หลู่เส่าโหย่วในยามนี้ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ร่างกายของเขามีทั้งพลังความเย็นและพลังความร้อนสองขุมกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ภายใน ยามที่พลังทั้งสองปะทะกันหลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกทุกข์ทรมานเป็อย่างยิ่ง ความรู้สึกนั้นราวกับได้ขึ้น์และตกนรกในเวลาเดียวกันอยากจะร้องออกมาแต่ก็ร้องไม่ออก
หลังจากนั้นครู่หนึ่งหลู่เส่าโหย่วที่เดิมทีร่างกายยังคงอ่อนล้าอยู่นั้นก็ไม่สามารถฝืนทนได้อีกต่อไป สุดท้ายเขาจึงสลบคาแม่น้ำไปหลู่เส่าโหย่วในตอนนี้ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าแม่น้ำที่อยู่รอบกายของเขานั้น ที่ฝั่งซ้ายกำลังโดนเผาไหม้จนเกิดไอร้อนส่วนฝั่งขวาก็โดนแช่แข็งจนเกิดเป็ไอเย็น บนใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งกลายเป็สีแดงและอีกครึ่งหนึ่งก็กลายเป็สีซีด
“ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ” เมื่อหลู่เส่าโหย่วลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองยังคงลอยนิ่งอยู่ที่เดิมด้านหลังของเขาพิงท่อนไม้ที่ช่วยให้ลอยตัวเอาไว้
“เฮ้...ข้าหายแล้ว” หลู่เส่าโหย่วค่อยๆ ขยับแขนขา และพบว่าทั้งแขนและขาที่เคยหักของเขาได้ฟื้นคืนกลับมาเหมือนว่ามันไม่เคยหักมาก่อน
“เ้าตายหรือยัง... เ้าสัตว์อสูรเพื่อนยาก...ข้าขอบใจเ้ามากนะ” หลู่เส่าโหย่วพบว่าข้างกายของเขานั้นมีร่างสีขาวบริสุทธิ์ของอสูรค้างคาวลอยอยู่บนผิวน้ำลำตัวที่ใหญ่โตหลายร้อยเมตรของมันนั้นราวกับเรือลำใหญ่ลำหนึ่ง
ที่ร่างกายของเขาฟื้นตัวเช่นนี้หลู่เส่าโหย่วคาดว่าคงเป็เพราะแก่นอสูรสองลูกที่อสูรค้างคาวป้อนให้เขาอย่างแน่นอนแก่นอสูรนั้นว่ากันว่ามีค่าหาสิ่งใดเปรียบ แน่นอนว่ามันจะต้องมีความสามารถที่พิเศษอะไรอยู่บ้าง
“ร่างของเ้าใหญ่โตเช่นนี้ข้าคงไร้หนทางที่จะฝังมัน ถือเสียว่าแม่น้ำอันหนาวเย็นแห่งนี้เป็สุสานของเ้าแล้วกัน” หลู่เส่าโหย่วกล่าวกับซากสัตว์อสูรค้างคาวที่ลอยอยู่ในน้ำแล้วค่อยปีนขึ้นไปบนฝั่งจากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ เพื่อหาหนทางที่จะออกไปจากหน้าผาแห่งนี้
ตระกูลหลู่ในเมืองชิงอวิ๋นนั้นนับว่าเป็ตระกูลใหญ่ผู้คนในเมืองชิงอวิ๋นต่างก็รู้ว่าผู้นำคนก่อนของตระกูลหลู่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขุนพลที่แข็งแกร่งสำหรับเมืองชิงอวิ๋นจึงถือได้ว่าเป็บุคคลชั้นสูงและมีอำนาจ
ตระกูลหลู่ไม่ได้เป็เพียงตระกูลผู้ฝึกตนแต่ยังประกอบธุรกิจมากมายทั่วเมืองชิงอวิ๋น ว่ากันว่าธุรกิจที่เมืองอื่นก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ยามราตรีที่อากาศหนาวเหน็บมาเยือนบนท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะล่องลอยไปมา ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืดมิดร่างกายของเขานั้นผอมบาง เสื้อผ้าที่ใส่ก็ทั้งเก่าและขาดรุ่งริ่ง เศษผ้าที่ขาดโบกสะบัดไปตามสายลมอันหนาวเย็นทำให้รู้สึกสิ้นหวังและอ้างว้างมากกว่าเดิม
“ที่นี่คือตระกูลหลู่งั้นหรือ” ชายหนุ่มมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองชิงอวิ๋นจนเมื่อมาถึงที่หน้าคฤหาสน์เขาก็พึมพำออกมา
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาคือหลู่เส่าโหย่วที่ข้ามมิติมายังโลกใบนี้นั่นเอง