ปพนต์พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ เมื่อมารตีหันมองไปที่เขา แม้จะลังเลแต่หัวใจกลับผลักดันนำร่างกายให้ลุกตามไป
ชายหาดเงียบสงบ...ใต้แสงดาว ทรายเย็นใต้ฝ่าเท้าคล้ายบอกให้เธอหยุดคิดและเริ่มรู้สึก
ประภาวี เดินเคียงข้างโดยไม่พูดอะไรเธอเพียงเดินเงียบๆ แล้วหันมามองมารตี ด้วยสายตาอ่อนโยน ใกล้ชิดจนผิวที่แขนแทบัักัน
“ฉันเคยเป็เหมือนคุณนะคะ แต่งงานกับผู้ชายที่แสนดีแต่ไม่มีวันไหนที่รู้สึก ‘เป็ตัวเอง’ เลย”
มารตี เหลือบตามอง “แล้ววันหนึ่งคุณก็ตัดสินใจเดินออกมาเหรอคะ”
“ไม่ค่ะ...วันหนึ่งฉันก็แค่ยอมให้ตัวเองรู้สึกโดยไม่ปฏิเสธอีก”
เธอพูดเบาๆ แล้วหยุดเดิน มือข้างหนึ่งััมือมารตีเบาๆ ก่อนจะคล้องเข้าไปให้แแ่ขึ้นเล็กน้อย
“รู้ไหม...บางครั้งความอ่อนโยนก็เร้าอารมณ์ได้มากกว่าการจู่โจมเสียอีก”
หัวใจของมารตี เต้นผิดจังหวะ เธอไม่ได้ผลักมือประภาวีออกแต่กลับปล่อยให้ัันั้น ค้างอยู่อย่างนั้น…ยาวนาน
หลังจากเดินกลับมาที่วิลล่า ปพนต์ออกไปโทรศัพท์ข้างนอก ปล่อยให้ประภาวีและมารตี อยู่กันตามลำพังใน ห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม โซฟาหนังนิ่มลื่นและไฟวอร์มไวท์นวลตา
ประภาวี หยิบไวน์อีกแก้วมาให้มารตี ก่อนจะนั่งลงใกล้ๆ “ขอโทษนะคะ ถ้าฉันก้าวร้าวไป”
“ไม่ค่ะ…” มารตี ตอบอย่างซื่อตรง“แค่...มันเป็ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกอะไรแบบนี้ กับผู้หญิงด้วยกัน”
ประภาวี ไม่ตอบแต่เลื่อนมือไปแตะที่แก้มของหญิงสาวตรงหน้า นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆจนเธอหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว
ประภาวี โน้มตัวเข้ามาใกล้อีกนิดก่อนจะจูบเบาๆ ที่หน้าผาก แล้วเลื่อนริมฝีปากมาหยุดใกล้ข้างใบหู กระซิบเสียงเบา “ถ้าสักวันคุณอยากรู้ว่าแค่การััก็ทำให้ผู้หญิงอีกคนรู้สึกมีชีวิตขึ้นมาได้ยังไง…ฉันยินดีจะบอกค่ะ”
มารตี ไม่ตอบ แต่แววตาของเธอสั่นไหว...
หญิงสาวนั่งเงียบอยู่ตรงปลายเตียงในวิลล่าเสียงคลื่นที่ซัดฝั่งในระยะไกลและกลิ่นไอทะเลที่ลอยผ่านหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องทั้งห้องคล้ายถูกโอบล้อมด้วยความเงียบงันแต่ทว่าในหัวใจเธอกลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
ประภาวี ไม่ได้อยู่ในห้องแล้วปพนต์เองก็ยังไม่กลับเข้ามาบรรยากาศรอบกายมีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่ดังก้องอยู่ภายใน มารตีวางมือลงบนอกตัวเองััได้ถึงแรงเต้นที่เร่งเร้าขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือบางทีเธออาจรู้…แต่แค่ไม่กล้าจะยอมรับมัน
ในหัวของเธอวนเวียนด้วยภาพจากชายหาด ที่หลายคู่กอดจูบกันอย่างเปิดเผยเสียงกระซิบอ่อนหวาน และััจากปลายนิ้วของประภาวี ที่แตะผิวเธออย่างบางเบาแต่กลับปลุกความร้อนผ่าวให้แล่นไปทั่วร่างจนต้องกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อข่มมันไว้
“ฉันเป็อะไรไปนี่...” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
มารตี เดินเข้าไปในห้องน้ำกว้างของวิลล่าผนังหินธรรมชาติเรียบเย็นตัดกับแสงไฟสีอุ่นที่ทำให้ทุกสิ่งดูนุ่มละมุนตาร่างของเธอในชุดคลุมบางเบาที่ปราศจากชุดชั้นใน ถูกสะท้อนผ่านกระจกเต็มบาน
สาวสวยค่อยๆ ปลดสายคลุมไหล่ลง...ช้าและลังเล...ก่อนจะปล่อยให้ผ้าทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างเงียบงันยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าตัวเอง เธอพินิจมองเนินไหล่ เนินอกอวบอิ่มชูชัน เอวคอดบาง เนินเนื้อนูนที่มีขนละเอียดฟูและต้นขาอวบขาวผ่องของตนเองร่างกายที่เคยถูกัั แต่ไม่เคยรู้สึก ‘ตื่น’
เสียงน้ำจากฝักบัวไหลเบาๆ เมื่อหญิงสาวเปิดมัน หยาดน้ำอุ่นไหลรินผ่านผิวเนียนของเธอล้างกลิ่นเก่า และเหมือนจะพยายามปลุกให้เธอเกิดใหม่อีกครั้ง
ขณะที่หลับตาอยู่ใต้สายฝนเทียม เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกเบาๆ ประภาวี เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้มีความคุกคาม แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน...แต่คุณลืมผ้าเช็ดตัว”
ประภาวี วางผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ไว้บนราวแล้วกำลังจะหันหลังกลับ แต่มารตี กลับเอ่ยชื่อของเธอเบาๆ
“ประภาวี ...”
หญิงสาวหยุดเดิน หันกลับมาพร้อมแววตาที่ราวกับอ่านใจคนได้
“…คุณเคยกลัวที่จะรู้สึกอะไรแบบนี้บ้างไหมคะ?” มารตี ถามเสียงแ่เบา
ประภาวี ไม่ตอบแต่เดินเข้าไปใกล้ ช้าๆ และยกมือขึ้นแตะข้างแก้มเธอใต้สายฝักบัวละอองน้ำชโลมทั้งสองคน ราวกับล้างความลังเล ความกลัว และความผิดบาปออกจากหัวใจ
“เคยค่ะ...และทุกครั้งที่ฉันไม่ปฏิเสธตัวเองฉันได้รู้จักตัวเองชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”
ริมฝีปากทั้งสองแตะกันเพียงแ่เบาใน่วินาทีที่หัวใจหยุดเต้นก่อนจะสอดลิ้นนุ่มให้ัักันไม่ใช่เพราะความ้า แต่เพราะ ‘การยอมรับ’ ที่ปลดล็อกอะไรบางอย่างในหัวใจ
ประภาวี ไม่ดึงเธอไปไกลกว่านั้น…แต่จูบเพียงหนึ่งเดียวก็เพียงพอจะทำให้มารตีรู้ว่า...โลกใบใหม่ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอเคยคิด
หลังจากนั้น...
เมื่อเธอออกจากห้องน้ำ ปพนต์ได้กลับมาแล้ว เขามองมารตี ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและเขาก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแววตาของภรรยาสาวแสนสวย
มารตี ยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไปกุมมือของเขา เธอไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเขานิ่งๆและเอ่ยเพียงประโยคเดียว “รตี...อาจจะลองดูก็ได้ค่ะ”
ปพนต์ไม่ได้ตอบ แต่สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปราวกับโลกที่เขาหวังจะสร้างกับภรรยากำลังจะเริ่มต้นจริงๆ เสียที
ค่ำคืนนั้น… วิลล่าเปิดไฟสลัวๆ กลิ่นหอมอ่อนๆของเทียนอโรมาลอยอยู่ในอากาศ หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนังนุ่มในชุดเดรสสายเดี่ยวเว้าลึกทั้งหน้าและหลังสีครีมที่เผยแผ่นหลังขาวเนียนเกือบหมดด้านหน้าเผยให้เห็นเม็ดเล็กๆ ดันนูนออกมาบอกให้รู้ว่าไม่มีอะไรอยู่ภายใต้ชุดนี้...
นี่เป็ชุดที่ปพนต์เลือกให้ ภรรยาคนสวยสวมใส่...
ตรงข้ามเธอ คือปพนต์ และคู่สามีภรรยาอีกคู่ที่ทั้งสองเคยพบกันมาก่อนระหว่างทริปพักผ่อนพวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่ก็ไม่ใช่คนสนิท เป็แค่"คนที่รู้เื่เดียวกัน" ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้
ปพนต์นั่งอยู่ข้างมารตี มือของเขาวางบนต้นขาเธอเบาๆไม่ใช่เพื่อบีบบังคับ แต่เพื่อเป็สัญญาณว่า “รตีไม่ได้อยู่คนเดียวในคืนนี้”
มารตี หันไปสบตากับสามี เธอไม่ได้พูดแต่หัวใจเธอกำลังกระซิบเสียงดังว่า “ฉันกำลังจะเดินไปยังอีกฝั่งแล้วจริงๆ หรือ?”
บรรยากาศรอบตัวชวนให้หัวใจหวั่นไหว เสียงเพลงเบาๆดังแทรกเข้ามาจากลำโพงในมุมห้อง เพลงแจ๊สบรรเลงไร้เนื้อร้อง พาให้ทั้งห้องตกอยู่ในม่านหมอกของความรู้สึกที่ลื่นไหล
มารตี จิบไวน์แดงช้าๆ ลมหายใจของเธอเริ่มถี่ขึ้น หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นประหลาดที่แล่นไปตามทรวงอกไหลผ่านต่ำลงไปตามช่องท้องสู่เบื้องล่าง
หญิงสาวอีกคนที่ร่วมวงในคืนนี้...
“นิศา” หญิงวัยสามสิบปลายๆ ผิวสีแทน ผมสั้น ดวงตาคมกริบ เธอพูดน้อยแต่มักมองมาทางมารตี ด้วยแววตาเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
“หนาวไหมคะ?” นิศากระซิบเบาๆ พร้อมยื่นผ้าคลุมไหล่ผืนบางให้
มารตี รับไว้ แต่อุณหภูมิจริงๆ ของห้องนั้นอบอุ่นดีอยู่แล้ว...เธอรู้ว่าไม่ได้หนาวจากภายนอก…แต่หนาวจาก"ความสั่นในหัวใจ" ของเธอเอง
หลังจบไวน์แก้วที่สอง ปพนต์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้มารตี อยู่กับนิศาตามลำพัง
“คุณดูเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ยากมาก” นิศาพูดเสียงนุ่มนิ้วมือของเธอขยับมาแตะหลังมือมารตี เบาๆ
มารตี หันไปมอง ไม่ใช่สายตาต่อต้าน แต่เป็สายตาที่เปิดใจอย่างเงียบๆ “ฉัน…กลัวค่ะแต่ก็รู้สึกว่าไม่อยากกลัวอีกต่อไป”
นิศายิ้ม ก่อนจะเอียงตัวเข้ามาใกล้กลิ่นน้ำหอมแนวกลิ่นไม้ลอยมาจากร่างเย้ายวนของเธอ ริมฝีปากของนิศาแตะลงบนแก้มมารตีอย่างแ่เบา...
ไม่เร่าร้อน แต่ชัดเจนว่า นี่คือการขออนุญาตเข้าสู่พื้นที่ของเธอ และมารตีก็ไม่ได้ถอยหนี
เมื่อปพนต์กลับมา
เขากลับเข้ามาในห้อง เห็นทั้งสองสาวนั่งใกล้ชิดกันมากกว่าปกติเห็นแววตาแปลกใหม่ในดวงตาภรรยาของเขา และเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่เคยได้เห็นจากเธอมานานแล้วปพนต์ไม่พูดอะไร เพียงเดินเข้ามานั่งด้านหลังมารตี และโอบเธอไว้จากข้างหลังเบาๆ
“เราจะกลับบ้านก็ได้นะ ถ้ารตียังไม่พร้อม…”