จดหมายด่วนจากเสิ่นว่านอวี๋ส่งถึงจวนเจิ้นกั๋วกงในคืนวันเดียวกันนั้นเอง
แม้ลายมือบนกระดาษจะเป็ของบุตรสาว ทว่าท่านกั๋วกงย่อมรู้ดีแก่ใจว่า แหล่งข่าวที่แท้จริงของข้อมูลนี้มาจากผู้ใด
แม่ทัพเฒ่านิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกองครักษ์คู่ใจเข้ามาพบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อีกสามวัน ข้าต้องเดินทางไปตรวจค่ายทหารที่ชานเมืองทางเหนือ เส้นทางขากลับต้องผ่านสะพานหินเก่าแก่ตรงลำธารชิงสุ่ย” แววตาของท่านกั๋วกงฉายประกายลึกล้ำ “เ้าจงไปสำรวจภูมิประเทศแถวนั้นอย่างละเอียด ดูว่าจุดใดที่เหมาะแก่การลอบโจมตีที่สุด แล้วกลับมารายงานข้า”
องครักษ์หนุ่มรับคำสั่ง ทว่าอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเคลือบแคลง “ใต้เท้า... ท่านสงสัยว่าจะมีคนคิดปองร้ายหรือขอรับ?”
เจิ้นกั๋วกงยกยิ้มเ็า แววตาเปี่ยมด้วยประสบการณ์ผ่านโลก “ข้ากรำศึกในสนามรบมาทั้งชีวิต บางครั้งสัญชาตญาณความตายของข้า ก็แม่นยำยิ่งกว่าสายลับที่ฝึกมาเสียอีก... จงเตรียมการทุกอย่างเงียบๆ อย่าให้ผู้ใดไหวตัว ข้าจะแสร้งทำเป็โง่เขลาไม่รู้ความ เพื่อรอต้อนรับ ‘แขกผู้มาเยือน’ กลุ่มนี้!”
——————
“เรียนใต้เท้า สะพานหินเก่าแก่ที่ลำธารชิงสุ่ยคือชัยภูมิอันตรายและเหมาะแก่การซุ่มโจมตีที่สุดในเส้นทางขากลับขอรับ สองข้างทางเป็ป่าที่มีพุ่มไม้หนาทึบพอจะพรางตัว ทางเดิน่นั้นแคบและขรุขระ รถม้าจำเป็ต้องชะลอความเร็ว หากคิดจะลงมือสังหาร ที่นั่นคือจุดที่ลงตัวที่สุด”
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรี “ดีมาก... ในเมื่อพวกมันอยากจัดงานเลี้ยงต้อนรับข้านัก ข้าก็จะจัดงานเลี้ยงตอบแทนพวกมันที่นั่นเช่นกัน”
กั๋วกงสั่งการให้กองกำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งแฝงตัวเข้าไปซุ่มรอในป่ารอบสะพานล่วงหน้าหนึ่งคืน ส่วนขบวนเดินทางในวันจริง จะแสร้งทำเป็ประมาทเลินเล่อ มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน เพื่อล่อให้หนูในรูยอมโผล่หัวออกมา
สามวันให้หลัง ขบวนเดินทางของเจิ้นกั๋วกงเคลื่อนผ่านเส้นทางขากลับจากค่ายทหารตามกำหนดการ
ยามนั้นตะวันรอนคล้อยต่ำ แสงอาทิตย์อัสดงสาดทอสีส้มทองผ่านทิวไม้สองข้างทาง สะพานหินเก่าแก่เหนือลำธารชิงสุ่ยทอดตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยกระทบโขดหินดังก้องแว่วมาเป็ระยะ
รถม้าของเจิ้นกั๋วกงเคลื่อนตัวเข้าใกล้สะพานอย่างเชื่องช้า ภายนอกดูเหมือนขบวนของขุนนางชราที่เดินทางอย่างผ่อนคลาย ไร้การป้องกันที่หนาแน่น มีเพียงองครักษ์ไม่กี่นายคอยอารักขาข้างกาย
ทว่า ทันทีที่ล้อรถม้าเหยียบเข้าสู่กึ่งกลางสะพาน เสียงนกหวีดแหลมสูงพลันกรีดฝ่าความเงียบสงัดขึ้นทันที!
ชายชุดดำสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าร่วมสิบคนกระโจนพรวดออกมาจากพุ่มไม้รกชัฏสองข้างทาง ดาบในมือสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ พวกมันพุ่งเข้าใส่รถม้าอย่างรวดเร็วและเฉียบคมราวกับสายฟ้าแลบ!
“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” หัวหน้ามือสังหารสั่งการเหี้ยมเกรียม
ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า! ไม่มีร่างของขุนนางเฒ่าอยู่ภายในนั้นแม้แต่เงา!
หัวหน้ามือสังหารดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าถอดสีด้วยความตระหนก “แย่แล้ว! นี่มันกับ——”
คำว่า ‘กับดัก’ ยังไม่ทันหลุดพ้นจากปาก เสียงกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทก็ะเิขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ!
จากผืนป่าอันเงียบสงบเมื่อครู่ บัดนี้ทหารองครักษ์ในชุดเกราะเหล็กออกมา ล้อมสะพานหินไว้แ่าราวกับกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีวันทลาย ธนูนับสิบคันถูกน้าวสายจนตึง เล็งเป้าตรงมายังกลุ่มมือสังหารที่อยู่กลางสะพานอย่างไร้ทางหนี
และบนเนินเขาสูงเหนือสะพานหิน เจิ้นกั๋วกงเสิ่นยืนตระหง่านอย่างสง่างามในชุดเกราะเต็มยศ เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสวตามสายลม แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวเฒ่าจ้องมองลงมายังเบื้องล่าง
——————
เมื่อรู้ตัวว่าติดกับดักเข้าเต็มเา กลุ่มมือสังหารก็ไร้ทางเลือก พวกมันรวมตัวกันเป็วงกลมหมายจะตีฝ่าวงล้อมออกไป เสียงศาสตราวุธเข้าปะทะกันดังสนั่นลั่นสะพาน ประกายไฟแลบปลาบจากการฟาดฟัน โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงสู่ผืนน้ำชิงสุ่ยที่เคยใสสะอาด ย้อมสายน้ำให้กลายเป็สีชาด
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เจิ้นกั๋วกงก้าวเดินลงมาจากเนินเขาอย่างมั่นคง หยุดอยู่ข้างศพของหัวหน้ามือสังหาร ก้มตัวลงพลิกข้อมือของมันขึ้นมาตรวจดู... ที่ตรงนั้น มีรอยสักรูปสีดำขนาดเล็กซ่อนอยู่อย่างมิดชิด
กั๋วกงหรี่ตาลง ตาฉายเยือกเย็น... รอยสักนี้คือสัญลักษณ์ของ ‘เงา’ องค์กรนักฆ่าลึกลับที่รับงานเฉพาะกิจให้แก่ผู้มีอิทธิพลระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น
“คุมตัวพวกมันไปสอบสวน ค้นหาตัวผู้บงการเื้ัให้ได้... แต่ข้าคดว่า ต่อให้เค้นคออย่างไรก็คงเจอแต่ทางตัน คนระดับที่สามารถเรียกใช้ ‘เงา’ ได้ ย่อมต้องเตรียมแผนตัดหางปล่อยวัดไว้เป็ทอดๆ อยู่แล้ว”
ทว่าใบหน้าของแม่ทัพเฒ่ากลับไร้ซึ่งความผิดหวัง เพราะในวันนี้ สิ่งที่ได้รับกลับคืนมา ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาชีวิตให้รอดพ้นจากความตาย...
แต่คือ ‘ความแน่ใจ’ อันแจ่มชัด ว่าศัตรูในเงามืดนั้นซ่อนตัวอยู่ที่ใด!
ยามนี้ความจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า มีผู้ทรงอำนาจในราชสำนักปรารถนาจะปลิดชีพเขา — และคนผู้นั้น ย่อมเป็คนเดียวกับที่หวาดเกรงกองกำลังองครักษ์เมืองหลวงในมือเขามากที่สุด...
เจิ้นกั๋วกงกำหมัดแน่นจนข้อกระดูกส่งเสียงลั่น หากมิใช่เพราะคำเตือนอันแปลกประหลาดของหลานสาวตัวน้อยในวันนั้น ขบวนเดินทางที่ ‘แสร้งทำเป็หละหลวม’ ของเขาในวันนี้คงถูกถล่มจนย่อยยับ และตัวเขาเองก็คงต้องนอนทอดร่างเป็ศพเฝ้าสะพานแห่งนี้ โดยไม่มีโอกาสรับรู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใดคือผู้บงการอยู่เื้ั... เฉกเช่นจุดจบอันน่าอนาถในเื่เล่าที่นางล่วงรู้
แก้วตาดวงใจตัวน้อยของตระกูลซ่ง... ได้ช่วยชีวิตเขาไว้อีกคราแล้ว
ร่างสูงใหญ่สง่างามยืนหยัดนิ่งอยู่กึ่งกลางสะพาน สายตาคมปลาบทอดมองกระแสน้ำเชี่ยวที่พัดพาเืสีชาดให้เจือจางและสูญหายไป สายลมสารทฤดูยามสนธยาพัดผ่าน เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสว ในหัวพลันปรากฏภาพใบหน้ากลมแป้นจิ้มลิ้มที่เพิ่งเอื้อมมือน้อย ๆ มาดึงหนวดเขาเล่นเมื่อไม่กี่วันก่อน พลางนึกถึงเสียงในใจอันใสซื่อบริสุทธิ์ที่แสดงความห่วงใยต่อ ‘กองกำลังองครักษ์เมืองหลวง’ ทั้งที่เ้าตัวเล็กยังไม่ประสีประสาและยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากเป็ไปตามชะตากรรมเดิมในเื่เล่านั้น ทันทีที่เขาสิ้นชีพลง ณ สะพานแห่งนี้ กองกำลังทหารในมือย่อมถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้การควบคุมของศัตรู และเมื่อถึงวันที่ตระกูลซ่งต้องเผชิญคราวเคราะห์ถูกล้างบางตระกูล ก็จะไม่มีผู้ใดหลงเหลือมาคอยปกป้องอุ้มชูอีกต่อไป ทว่าในวันนี้... ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาได้ถูกบิดหมุนไปในทิศทางใหม่เสียแล้ว!
เจิ้นกั๋วกงเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง ก่อนจะตวัดตัวขึ้นหลังม้าศึกอย่างสง่างาม "ข้าต้องรีบกลับไปกอดหลานสาวตัวน้อยของข้าเสียหน่อยแล้ว"
——————
ณ จวนซ่ง ร่างจ้ำม่ำของเหยาเหยานอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนเตียงนุ่มด้วยความกระวนกระวายใจ จิตใจของเด็กน้อยไม่เลยตลอดทั้งวัน
‘วันนี้แล้ว... วันที่ท่านตาจะถูกลอบทำร้ายตามเนื้อเื่ในนิยาย!’ เด็กน้อยคิดฟุ้งซ่านด้วยความกังวลใจ ‘ตอนนั้นข้าอุตส่าห์แกล้งละเมอพูดจาเลอะเลือนตอนใกล้หลับเพื่อใบ้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านแม่จะเข้าใจความหมายหรือเปล่า แล้วท่านตาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชไหมนะ’
‘ฮือ... ขอให้ท่านตาปลอดภัยด้วยเถิด! ข้าเพิ่งจะได้พบท่านแท้ ๆ ท่านตาน่ารักที่สุดในโลก ยอมให้ข้าดึงหนวดเล่นตั้งหลายครั้ง ข้าไม่อยากสูญเสียท่านไปเลยจริง ๆ...’
มือน้อย ๆ โอบกอดหมอนข้างใบจิ๋วไว้แน่น ดวงตากลมโตใสแป๋วเริ่มแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ความห่วงใยอันบริสุทธิ์แท้จริงที่เด็กคนหนึ่งมีต่อครอบครัว ช่างเป็ภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเวทนาและเอ็นดูยิ่งนัก
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงพลันได้ยินเสียงร่ำร้องในใจของบุตรสาว หัวใจของความเป็แม่ก็อ่อนยวบด้วยความซาบซึ้ง นางรีบช้อนตัวโอบอุ้มร่างน้อยขึ้นมาแนบอก ลูบหลังปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เหยาเหยาของแม่ไม่ต้องกังวลไปนะลูก ท่านตาของเ้าแข็งแกร่งปานนั้น ย่อมต้องปลอดภัยกลับมาอย่างแน่นอน"
‘ท่านแม่... ขอให้เป็จริงดั่งที่ท่านกล่าวเถิดเ้าค่ะ’ เหยาเหยาซุกใบหน้ากลมแป้นเข้ากับอกอุ่นของมารดาอย่างแสนอ้อน
ราวกับ์เบื้องบนรับรู้ถึงคำอธิษฐาน ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับผู้นำสารที่รีบควบม้าเข้ามาแจ้งข่าวดีถึงจวนตระกูลซ่ง — เจิ้นกั๋วกงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน อีกทั้งยังสามารถสยบและจับกุมกลุ่มมือสังหารได้เกือบทั้งหมด!
ทันทีที่ได้ยินข่าวดี ดวงตาที่คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาของเหยาเหยาก็พลันเบิกกว้าง ทอประกายสดใสขึ้นมาในฉับพลัน
‘ท่านตาปลอดภัยแล้ว! เย้! แผนการลอบสังหารชั่วร้ายนั่นล้มเหลวไม่เป็ท่า!’ เด็กน้อยดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ มือน้อย ๆ ตบเข้าหากันดังแปะ ๆ ‘เห็นไหมล่ะ! โชคชะตาฟ้าลิขิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ! ตามบทท่านตาต้องสิ้นชีพในวันนี้ แต่ยามนี้ท่านยังคงมีชีวิตอยู่! ข้าทำสำเร็จแล้ว! พวกเราสามารถพลิกชะตากรรมของครอบครัวได้อีกครั้ง!’
ติ๊ง——
[ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ช่วยเหลือญาติผู้ใหญ่ให้รอดพ้นจากเคราะห์ภัยถึงแก่ชีวิต มอบแต้มบุญพิเศษ 30 แต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน 152 แต้ม]
‘โอ้โห! ได้แต้มบุญตั้งสามสิบแต้มเชียว!’ ดวงตาของเหยาเหยาเป็ประกายวาววับ ‘การช่วยชีวิตคนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจริงๆ! ยิ่งเป็บุคคลสำคัญที่มีผลต่อชะตากรรม ยิ่งได้แต้มบุญมหาศาล! หากสะสมแต้มบุญเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อีกหน่อยข้าย่อมมีหนทางและเครื่องมือในการปกป้องครอบครัวได้มากยิ่งขึ้นแน่!’
เสิ่นว่านอวี๋กระชับอ้อมกอดร่างบุตรสาวแน่นขึ้น น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มเอ่อคลอสองเบ้าตา บุตรสาวตัวน้อยของนางผู้นี้ หาใช่เพียงแก้วตาดวงใจของตระกูลธรรมดา ๆ เสียแล้ว หากแต่เป็ดั่ง 'เทพธิดาตัวน้อย' ที่์ประทานลงมาเพื่อพลิกผันโชคชะตาอันโหดร้ายอย่างแท้จริง
——————
ทว่า ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงเซิ่งจิง ภายในตำหนักอ๋องรอง บรรยากาศกลับทึบเทาและหนาวเหน็บราวกับถูกปกคลุมด้วยไอเกล็ดหิมะ
เซียวจิ่งหรงเอนกายพิงเก้าอี้ไม้จันทน์หอมสลักลายอย่างสง่างาม นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักวางแขนเป็จังหวะช้า ๆ ทว่าหนักแน่น ใบหน้าหล่อเหลาที่มักฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนยามนี้กลับราบเรียบไร้ความรู้สึก หลงเหลือเพียงแววตาเย็นเยียบดุจคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากอันงดงาม
"เจิ้นกั๋วกงรู้ตัวล่วงหน้า..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงกระแสกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "ขบวนเดินทางที่ดูหละหลวมและประมาทเลินเล่อนั่น แท้จริงกลับเป็ค่ายกลที่ขุดหลุมล่อให้คนของข้าเข้าไปติดกับ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
ขุนนางคนสนิทที่ยืนคอยรับใช้ข้างกายรีบก้มศีรษะลงต่ำด้วยความหวาดเกรง "ทูลอ๋องรอง... หรือว่าจะมีคนทรยศแพร่งพรายแผนการของพวกเราออกไปพ่ะย่ะค่ะ?"
"แผนการนี้มีผู้รู้เห็นเพียงไม่กี่คน โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลนั้นแทบเป็ไปไม่ได้" เซียวจิ่งหรงหรี่เนตรลงจนเป็เส้นตรง "แต่เจิ้นกั๋วกงกลับเตรียมการรับมือได้อย่างรัดกุมราวกับหยั่งรู้ทุกสิ่ง... ประหนึ่งว่ามีใครบางคนสามารถล่วงรู้อนาคตล่วงหน้าได้"
นิ้วเรียวยาวที่เคาะโต๊ะพลันหยุดชะงักลง ดวงตาคู่คมทอประกายวาบด้วยไอสังหาร "ระยะนี้ ทุกครั้งที่แผนการของข้าต้องประสบความล้มเหลว ดูเหมือนจะปรากฏเงาร่างของตระกูลเสิ่นและตระกูลซ่งคอยรังควานอยู่เื้ัเสมอ..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการอย่างเด็ดขาด "สืบเบื้องลึกเื้ัของตระกูลซ่งมาให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ภายในจวนแห่งนั้น มีสิ่งใดหรือผู้ใดที่ผิดแปลกไปจากปกติหรือไม่!"
ขุนนางคนสนิทน้อมรับบัญชาก่อนจะถอยร่นออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
เซียวจิ่งหรงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างสู่ความมืดมิดของราตรี มุมปากหยักลึกยกยิ้มจาง ๆ ทว่าเป็รอยยิ้มที่เย็นยะเยียบจนชวนให้ผู้ที่มองสยดสยองไปถึงขั้วหัวใจ...