เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 124 ตระกูลเมิ่ง

                เวลาสามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

               พวกเมิ่งฝานและอีกสองคนก็ได้เดินทางออกจากพื้นที่ราบจงยางมาถึงพรมแดนของอาณาจักรต้าก้านแล้ว และเป็นเพราะที่นี่คือพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างสองอาณาจักรทั้งยังมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้งจึงทำให้พื้นที่นับหมื่นลี้ในระแวกนี้ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงขุนเขาอันกว้างใหญ่ แม้แต่ต้นไม้ก็ยังมีเพียงน้อยนิด

               ท่ามกลางยอดเขามากมายนั้น ขุนเขาขนาดใหญ่ยักษ์ลูกหนึ่งได้ประจักษ์แก่สายตาของเมิ่งฝาน ซึ่งมันดูคล้ายกับฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ปกคลุมผืนฟ้าตั้งตระหง่านไม่ไหวติง

               “ถึงแล้ว ตรงนี้แหละ!” นัยน์ตาของเฉาหลันวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา แต่ถึงกระนั้นก็ยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจปิดบังได้ด้วยเช่นกัน

               เฉาจื่อที่อยู่ข้างกายนางมีท่าทีดีใจก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ดีเลยเจ้าค่ะ เยี่ยมไปเลย มีเรื่องสนุกให้เล่นแล้วแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ!”

               เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เหตุใดที่นี่จึงต่างไปจากที่อื่น ดูเหมือนว่ามันจะถูกดูแลอย่างแน่นหนา!”

               “ใช่แล้วล่ะ”

               เฉาหลันพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เดิมทีที่นี่มีขุนเขาสูงใหญ่กว่าที่ท่านเห็น แต่เพราะสงครามที่ท่านจักรพรรดินีได้ต่อกรกับจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงสามคนในครั้งนั้น อานุภาพอันยิ่งใหญ่จึงทำลายที่นี่และเทือกเขาไป เหมืองแร่ใต้ดินจึงปรากฏขึ้นมา”

               เบื้องหน้านั้นเป็นสถานที่รกร้างเต็มไปด้วยก้อนหิน มีเพียงเทือกเขาที่ถูกตัดขาดเพียงแนวเดียว จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดมันจึงได้รับสมญานามว่าเขาต้าฮวง!

               เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มที่มุมปาก เขาต้องขอบคุณเฉาหลันเพราะยามนี้บริเวณโดยรอบของมันถูกทำลายจนไม่อาจมองเห็นทางเดินได้อีกต่อไป หากไม่ได้ผู้ที่คุ้นเคยกับสถานที่อย่างเฉาหลันเมิ่งฝานคงต้องเสียเวลาหาทางไปยังจุดหมายไม่น้อย

               ดูท่าจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นผู้นี้จะแข็งแกร่งสมดั่งคำเล่าลือ นอกจากจะสังหารจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงของอาณาจักรต้าก้านจนหมดแล้วยังทำให้ขุนเขาราบเป็นหน้ากลองอีกด้วย นี่เป็นศักยภาพที่มากด้วยความสามารถเพียงใดกัน!

               เมื่อเขาครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตนเองต้องลักลอบเข้าไปยังพระราชวังของนางเพื่อขโมยของก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกขนหัวลุก

               “ไปกันเถอะ เข้าไปดูข้างในกัน!”

               เมิ่งฝานกำหมัดแน่นเพื่อข่มหัวใจที่สั่นสะท้าน ในเมื่อเริ่มกระทำการใดก็จะต้องจัดการให้ถึงที่สุด นอกจากตนเองแล้วเขาก็ยังมีไพ่ราชาอย่างรั่วสุ่ยอีให้พึ่งพาได้อีกทางด้วย แต่อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใดเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

               ท่ามกลางทางขึ้นเขาซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพังนั้น เมิ่งฝานและสองสาวพี่น้องย่างก้าวไปบนเส้นทางด้วยความคุ้นเคยโดยมีเฉาหลันเป็นผู้นำทาง เพราะตระกูลเฉามักมาขุดแร่ในบริเวณนี้อยู่บ่อยครั้ง

               ......

               ณ ดินแดนซึ่งห่างจากเขาต้าฮวงออกไปไกลหลายพันเมตร ณ เมืองซ่างจิง บ้านตระกูลเมิ่ง!

               ท่ามกลางสวนดอกไม้ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่งดงามน่าหลงใหล พรมแดงปักลวดลายมังกรที่เก่าแก่ถูกปูเอาไว้บนพื้น ให้ความรู้สึกเก่าแก่โบราณแสดงถึงการข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน

               ในศาลาริมน้ำคือเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่อย่างเงียบงัน เขาเป็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีแดงสง่างามดุจดั่งผู้มากด้วยการศึกษา

               แต่หากมองอย่างสังเกตจะรู้ว่าบริเวณโดยรอบนั้นถูกปกคลุมไปด้วยอุณหภูมิที่สูงจนหาได้มีสิ่งใดมาเปรียบปาน แรงกดดันไร้ซึ่งรูปร่างปกคลุมไปทั่วบริเวณ เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นี้คือจอมยุทธ์ผู้ฝึกบำเพ็ญพลังปราณที่สูงส่ง แม้เขาจะไม่ได้ขยับและทุกสรรพสิ่งจะอยู่ในความเงียบงัน ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง!

               สวนดอกไม้แห่งนี้คือสถานที่อันเก่าแก่และสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนของตระกูลเมิ่ง ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ได้มีเพียงสายเลือดตระกูลเมิ่งที่แท้จริง และบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ก็คือประมุขแห่งตระกูลเมิ่ง...เมิ่งเทียนเซิง!

               เขายกน้ำชาขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะมองไปเบื้องหน้าที่มีคนผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา

               ผู้มาใหม่มีรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายบึกบึนทว่ากลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์ เขาสวมชุดคลุมสีน้ำเงินตัวยาว ใบหน้ามีความห้าวหาญฮึกเหิมซึ่งยากที่จะบดบัง

               หากมีผู้ใดมาเห็นคงต้องตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาผู้นี้มีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งดุจมังกรและราวกับว่าจะผสานเข้ากับบรรยากาศโดยรอบได้อย่างดี บ่งบอกว่าอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียน จวนจะขึ้นสู่ขั้นปราณทะลวง!

               อายุยังน้อยแต่กลับแต่มีศักยภาพในขั้นที่น่าสะพรึง ภายในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้นับได้ว่าเป็นจอมยุทธ์แนวหน้า เป็นเสมือนบุตรแห่งสวรรค์ผู้ภาคภูมิ!

               บุรุษหนุ่มผู้นั้นเดินมาอยู่ข้างกายของเมิ่งเทียนเซิง เขาเก็บความทะนงตนทั้งหมดเอาไว้ทำความเคารพแล้วเอ่ยอย่างยำเกรง “ท่านพ่อ ท่านเรียกหาข้าอย่างนั้นหรือขอรับ?”

               “ใช่แล้ว!”

               เมิ่งเทียนเซิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พยักหน้ารับอย่างภูมิใจ แม้ตระกูลจะสูญเสียทรัพยากรในการบำเพ็ญให้แก่บุตรคนโตผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์อย่างเมิ่งอวี่หุนไปกว่าครึ่ง แต่มันก็ทำให้เขาผู้นี้บำเพ็ญตนได้อย่างรวดเร็วจนถือได้ว่าเป็นจอมยุทธ์ชนรุ่นหลังอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าก้าน และปีนี้เขาก็มีอายุเพียงยี่สิบสามปีเท่านั้น!

               ผู้ที่มีอายุน้อยแต่มีศักยภาพอันน่าสะพรึงเช่นนี้ ต่อให้เป็นประวัติของตระกูลเมิ่งก็ยังถือว่าหาได้ยาก นอกเหนือจากจอมยุทธ์อัจฉริยะที่เพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อหลายปีก่อน!

               เมิ่งเทียนเซิงเอ่ยถามเสียงเรียบ “อวี่หุน การเดินทางไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์ของเจ้าในครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งอวี่หุนก็ย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ข้าได้ทำตามที่ท่านสั่งเรียบร้อยแล้วขอรับ ของขวัญที่มอบให้แก่บรรดาผู้อาวุโสพวกเขาล้วนแต่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ตระกูลเมิ่งของพวกเราจะมีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าเดิม ถึงขั้นที่อาจจะช่วยให้ท่านพ่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้ในเวลาไม่ช้า ข้าอยู่ร่วมกับบรรดาศิษย์ของสำนักชั้นในได้ไม่เลว หลังจากนี้ไม่นานจะมีการประลองเพื่อหาศิษย์สืบทอด และข้าเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับโอกาสนั้น เพียงแต่ว่า...”

               เมื่อเห็นว่าเมิ่งอวี่หุนชะงักงันไปชั่วครู่ เมิ่งเทียนเซิงจึงย่นคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สิ่งใดเล่า?”

               “สตรีผู้มีนามว่ามู่อวี่อินผู้นั้น!”

               เมิ่งอวี่หุนผายมือออกด้วยใบหน้าที่จนปัญญาและร้ายกาจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “นางอวดดียิ่ง ไม่ว่าข้าจะเลิศล้ำมากความสามารถหรือโดดเด่นเพียงใดนางก็ไม่ปรายตามองข้าแม้เพียงน้อยนิด เรื่องที่ท่านพ่อมอบหมายให้ข้าครอบครองหัวใจนางเกรงว่าคงจะไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย ความโชคดีเพียงอย่างเดียวคือยามนี้ในบรรดาชนรุ่นหลังเหล่านั้นก็หาได้มีผู้ใดสามารถใกล้ชิดกับนางไม่!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งเทียนเซิงก็วาวโรจน์ หลังจากนั้นจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาเถอะ ขอเพียงเจ้าได้เป็นศิษย์สืบทอดย่อมมีโอกาสได้เข้าใกล้นางเอง สตรีนั้น...ในบางครั้งก็ต้องใช้ลูกไม้อื่น เช่นวสันตโอสถ”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นรูม่านตาของเมิ่งอวี่หุนก็หดเล็กลง เขาพยักหน้ารับและรู้ดีว่าหากใช้ลูกไม้ดังกล่าวจะต้องระมัดระวังให้มาก เพราะหากพรรคเหมันต์สวรรค์รู้เข้าย่อมเป็นภัยมหันต์

               “หึ หากเจ้าได้แต่งกับนางทรัพยากรในการบำเพ็ญตนของพรรคเหมันต์สวรรค์จะเป็นของผู้ใดอีก เมื่อถึงตอนนั้น...หึหึ!” เมิ่งเทียนเซิงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “อีกอย่าง...เจ้ารู้เรื่องของเมิ่งฝานแล้วหรือไม่ ข้าได้ยินว่าเขามีพันธสัญญาโลหิตสามปีกับมู่อวี่อิน”

               “เมิ่งฝาน!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวี่หุนก็ยกยิ้มอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าเองก็พอจะได้ยินมาบ้างแล้วขอรับ ได้ยินว่าเป็นเด็กอวดดีผู้หนึ่งที่มู่อวี่อินบังเอิญพบที่เมืองเหยียนเฉิง นางเป็นถึงจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่ยามนี้ก็อยู่ในระดับเดียวกันกับข้า แต่กลับมีโอกาสก้าวเข้าสู่ขั้นปราณทะลวงมากกว่าข้า นางมีศักยภาพเพียงนี้หากไปประลองกับเจ้าเด็กผู้นั้นละก็...มันง่ายเสียยิ่งกว่าการสังหารมดตัวหนึ่งเสียอีก!”

               “ดูเหมือนว่า...จะหาใช่เช่นนั้นไม่”

               เมิ่งเทียนเซิงว่าแล้วส่งสารให้แก่บุตรชาย ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจอย่างไม่อาจปิดบัง “ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้น...จะเป็นคนของตระกูลเมิ่ง!”

               เมิ่งอวี่หุนรู้สึกตกตะลึงในหัวใจ เขารับสารมาอ่านอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่จึงได้เงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านพ่อจะบอกว่าเขาคือเด็กคนนั้น ซ้ำยังเป็นคนเดียวกับที่เอาชนะเฟยเอ๋อร์ที่พื้นที่ราบจงยางด้วยหรือขอรับ?”

               “ถูกต้อง!”

               เมิ่งเทียนเซิงกำหมัด ขณะเดียวกับอุณหภูมิโดยรอบเพิ่มขึ้นสูงราวกับมีดวงอาทิตย์อยู่ในศาลาแห่งนี้ก็ไม่ปาน แม้แต่เมิ่งอวี่หุนก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง จากนั้นเมิ่งเทียนเซิงก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “จากข้อมูลที่ข้าสืบมา..เด็กคนนั้นน่าจะเป็นบุตรชายของเขา เขาให้นามแก่เด็กน้อยคนนั้นว่าเมิ่งฝานเพราะหวังว่าบุตรชายจะได้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง ทว่าบุตรชายของเขากลับมีความสามารถไม่น้อย เหมือนกับเขาในตอนนั้นไม่มีผิด ร้ายกาจเด็ดเดี่ยว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้แข็งแกร่งก็ยังไม่ย่อท้อ ทั้งยังกล้าลงนามในพันธสัญญาโลหิตสามปีกับมู่อวี่อินอีกด้วย!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งอวี่หุนก็วาวโรจน์ แสงแห่งความร้ายกาจเปล่งประกายขึ้นที่นัยน์ตาของเขา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ท่านพ่อต้องการให้ข้าทำเช่นไรขอรับ?”

               “แน่นอนว่าต้อง...สังหารเขาเสีย!”

               เมิ่งเทียนเซิงกระตุกยิ้ม จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “แม้จะมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตนที่ไม่เลวแต่กลับไม่รู้จักเก็บซ่อนตนเอง อิทธิพลของตระกูลเมิ่งในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด...หึหึ ยามนั้นหากไม่ใช่เพราะตำแหน่งของข้ายังไม่มั่นคงและยังมีผู้ที่เป็นดั่งมารขวางทางอยู่ละก็ ข้าคงจะถอนรากถอนโคนสองแม่ลูกนั้นไปแล้ว เมื่อเจ้าเด็กคนนั้นปรากฏตัวขึ้นมาข้าได้ส่งผู้อาวุโสเฟิงไปจัดการแล้ว!”

               หนึ่งในเฟิงเหลยหัวซาน ผู้อาวุโสเฟิง!

               สีหน้าของเมิ่งอวี่หุนเปลี่ยนไปเพราะรู้ถึงศักยภาพของผู้อาวุโสเฟิงดี  ตระกูลเมิ่งมีพื้นฐานแห่งพลังอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง ซึ่งผู้ที่มีศักยภาพและอำนาจแข็งแกร่งอย่างสูงสุดก็คือกลุ่มผู้อาวุโสทั้งหลาย และผู้อาวุโสเฟิงเหลยหัวซานก็คือสี่ผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงที่สุด ส่วนขั้นพลังการบำเพ็ญของผู้อาวุโสเฟิงนั้น...

               นัยน์ตาของเมิ่งอวี่หุนฉายแววไม่สบอารมณ์ จากนั้นเขาจึงเอ่ยเสียงเข้ม “เขาก็แค่เด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น จำต้องเป็นใช้ผู้ที่ทรงพลังถึงเพียงนี้เลยหรือขอรับ?”

               “หึ ป้องกันเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า ครั้งนี้ข้าจะต้องสังหารเขาให้จงได้!”

               เมิ่งเทียนเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดุดัน พลังกดดันที่ไร้ซึ่งรูปร่างแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ แม้แต่พื้นเบื้องล่างก็ยังแตกร้าว “เมิ่งฝาน เจ้าสังหารเมิ่งซีบุตรชายของข้า ทำลายแผนการของตระกูลเมิ่ง มีความผิดมหันต์เพียงนี้แล้วคิดว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าไปได้อย่างนั้นหรือ? หึ ครั้งนี้ข้าจะให้พี่น้องผู้น่าสงสารของเจ้าได้เห็นข้าเหยียบย่ำร่างกายบุตรชายของเจ้าให้แหลกละเอียดแล้วป้อนให้สุนัขกิน!”

               เพียงชั่วพริบตาไอสังหารก็ปกคลุมไปทั่วศาลาริมน้ำ

               ..........

               ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปนั้น เมิ่งฝาน เฉาหลัน และเฉาจื่อยังคงเดินไปตามทางบนเขาต้าฮวง โดยรอบมีถ้ำและหน้าผาอยู่มากมายนับไม่ถ้วน หากไม่ใช่เพราะเมิ่งฝานและเฉาหลันมีขั้นการบำเพ็ญตนที่ไม่เลวก็คงยากที่จะเข้าไปภายในเขาต้าฮวงได้

               “หึ นี่มันสถานที่เลวร้ายแบบใดกันเจ้าคะ!”

               เฉาจื่อย่างก้าวไปพลางเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะลูบไปบนเส้นผมสวยของนาง ขณะเดียวกันเขาก็เอ่ยถามกับอีกคนเสียงเรียบ “คุณหนูเฉา ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดหรือ?”

               “คงจะใกล้ถึงแล้วล่ะ!”

               เฉาหลันมองไปรอบกายก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ที่นี่คงจะเป็นส่วนลึกของเหมืองแร่ มีผู้ทรงอิทธิพลมากมายเข้ามาขุดหาแร่อันล้ำค่า ท่านพ่อของข้าเองก็ได้รับบาดเจ็บในส่วนลึกของภูเขาไฟนี้เช่นนั้น ท่านจะต้องระวังให้มากล่ะเมิ่งฝาน!”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็ชี้ออกไปเบื้องหน้า บนยอดเขาที่ไม่ไกลนักมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่หนึ่งแห่ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคือทางเข้าไปในตัวเขาต้าฮวง

               ความมืดมิดนั้นทำให้ไม่อาจมองเห็นได้ว่าภายในมีสิ่งใดอยู่ แต่ถึงกระนั้นก็มีความร้อนระอุอันราวกับว่าสามารถหลอมละลายได้ทุกสิ่งแผ่ซ่านออกมา!

               ที่นี่...ไม่ชอบมาพากล!

               รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง แล้วในวินาทีต่อมาจึงหันหลังกลับไปอย่างฉับพลันเพราะเสียงเอะอะโวยวายที่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อเขามองไปก็พบว่ามีเงาร่างของผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งกลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมานั้นก็เป็นที่น่ายำเกรงไม่น้อย

               เห็นได้ชัดว่าในเขาต้าฮวงแห่งนี้หาได้มีเพียงพวกเขาสามคนไม่ เมิ่งฝานก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาด้วย และที่สำคัญก็คือ..พวกเขามีพลังที่หาได้อ่อนแอไม่!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน