STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 21 สวนหย่อม

    ท้องฟ้าสีครามกับอากาศอันหนาวเหน็บ เหล่านักดมกลิ่นได้ตามไปถึงชายแดนที่ติดกับภูเขาทอดยาวข้ามไปยังอาณาจักรอาฟ

    “นี่เป็นที่สุดท้ายสินะ? ดูเหมือนพวกเขาจะหนีข้ามไปอาณาจักรอาฟซะแล้ว” ใบหน้าโทรม ๆ ของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการตามตัวพวกซึฮากิ กว่าจะหาเส้นทางที่ถูกต้องได้ก็กินเวลาไปหลายอาทิตย์และมันก็สายเกินไปที่จะจับตัวแล้ว

    “แล้วเราต้องทำยังไงต่อ? กลับไปรายงานท่านจักรพรรดินีก่อนดีไหม” จี้กวาดสายตามองรอบ ๆ หวาดระแวงสถานที่แปลกตาไม่ตัวเองไม่เคยมาเยือน

    “คงต้องเป็นเช่นนั้น การข้ามดินแดนเป็นอะไรที่ยุ่งยากและอาจมีผลพวงในอนาคตด้วย”

    จากนั้นนักดมกลิ่นก็ต้องเดินทางกลับไปเมืองหลวงอีกครั้งไม่ได้พักผ่อนเสียที

    ที่เขตดินแดนของเผ่าภูตกำลังสังสรรค์รื่นเริงที่ผู้นำของตนกลับมาปลอดภัย ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานมีเพียงแค่ชาร์ลอททำหน้าบูดหงุดหงิดจนต้องถอนหายใจ

    “แล้วไงต่อ? คือเมืองเอลโฟเรียฟื้นคืนชีพแถมยังกลืนกินเผ่าออร์คไปแล้ว”

    “ใช่ค่ะท่านชาร์ลอท จู่ ๆ พวกเขาก็โผล่มาฟื้นฟูเมืองเอลโฟเรียและยังทำสนธิสัญญากับทุกเผ่าเพื่อยึดครองพื้นที่ไปมากมาย”

    “หน็อย ! ฉันไม่อยู่แค่แป๊บเดียวดันมีหนูสกปรกเข้ามาซะได้” เธอทุบโต๊ะเสียงดังระบายความโกรธเกรี้ยว

    “เอ่อ...” ผู้ช่วยของเธอไม่กล้าปริปากมากนักเพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่เชื่ออยู่ดี

    “ส่งจดหมายเรียกประชุมผู้นำเผ่าเดี๋ยวนี้ ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น”

    พูดไม่ทันขาดคำโฟลก็เดินทางมาถึงบ้านของเธอแล้ว

    “มีใครอยู่ไหมครับ?”

    ชาร์ลอทเปิดประตูเสียงดังขมวดคิ้วไม่พอใจ “ใครวะ !”

    “ผมโฟลตัวแทนจากเมืองเอลโฟเรีย ผู้นำของเราต้องการเรียกประชุมสำคัญตอนนี้เลยครับ”

    “เฮอะ กำลังอยากเห็นหน้าเจ้านั่นพอดีเลย ต้องไปที่ไหนล่ะฉันจะได้บินไปเลย”

    “ทางเรามีบริการเครื่องบินรับส่งครับ”

    “เครื่องบินเหรอ? มันคืออะไร”

    หลังจากที่ตามโฟลไปสนามบินเฉพาะที่ทุกเผ่าต้องสร้างไว้จึงได้เห็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีผู้นำเผ่าคนอื่นรออยู่ข้างในอยู่

    “นี่มันอะไรวะเนี่ย ! พวกนายโดนนกยักษ์กินไปแล้วเหรอ”

    “ไม่ใช่โว้ย !” คิคิตะโกนสวนกลับทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

    พวกเขาใช้เวลากล่อมอยู่นานเพื่อให้ชาร์ลอทกล้านั่งเครื่องบิน ความแปลกใหม่ที่มาพร้อมกับความหวาดระแวงถือเป็นเรื่องปกติ

    “ละลอยแล้ว” เมื่อเครื่องบินขึ้นสูงชาร์ลอทก็ต้องตกตะลึงนั่งไม่ติดเบาะ เธอพยายามก้มมองลงไปข้างล่างว่าเหมือนวิวทิวทัศน์ที่เธอบินปกติหรือเปล่า

    “สุดยอดไปเลย พวกนายไปเอาเครื่องนี้มาจากไหน?”

    “อืม...เดี๋ยวไปถึงเธอก็รู้” วาเลี่ยมยิ้มอย่างมีเลศนัยตอบกลับราวกับอยากเห็นปฏิกิริยาเมื่อชาร์ลอทรู้ที่มาของเครื่องบิน

    เที่ยวบินวนกลับไปยังเมืองเอลโฟเรียใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็ถึงที่หมายลงจอดได้อย่างปลอดภัย

    “ยินดีต้อนรับคณะผู้นำทุกท่าน” สมาชิกสภาเมืองและหน่วยรักษาความปลอดภัยเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่นจนน่าแปลกใจ

    นี่ใช่เมืองเอลโฟเรียจริง ๆ เหรอ ชาร์ลอทกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่เพียงแค่ตึกรามบ้านช่องแต่ของหลาย ๆ อย่างมันเหมือนกับเมืองแอสต้าไม่มีผิด

    “รีบมาเถอะฉันไม่อยากเสียเวลามากนัก” เสียงของซึฮากิดังขึ้นตรงหน้าทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผมดกดำใบหน้าไม่ค่อยน่าคบเสียเท่าไรแต่ทุกคนในที่แห่งนั้นรู้ว่านั่นเป็นเรื่องปกติของซึฮากิ

    “ทำท่าทางวางมาดต่อหน้าพวกเราเหล่าผู้นำเผ่า แกคงไม่อยากมีหัวอยู่บนบ่าแล้วใช่ไหม?” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงข่มขู่ทันทีที่ได้เห็นเช่นนั้น

    “ชาร์ลอท !” เหล่าผู้นำช่วยกันปิดปากเล็ก ๆ ของชาร์ลอทก่อนจะเงยหน้ามองสายตาอันเยือกเย็นของซึฮากิ

    “ไม่เป็นไรปล่อยเธอไปเถอะ” เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นจึงปล่อยชาร์ลอทออกมา แววตาสงสัยชายตามองพ่อหนุ่มตรงหน้าก็ยิ่งไม่ถูกชะตาจนต้องเบือนหน้าหนี

    “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ ยังมีนโยบายที่ต้องประกาศให้รับรู้อีกหลายข้อ”

    บรรยากาศอันตึงเครียดกับการพบกันครั้งแรกที่ไม่ดีนักแม้เธอจะพูดจาเสียมารยาทแต่ก็ไม่มีท่าทีจะขอโทษเลยสักคำ

    “เจ้าหมอนั่นเหรอที่เป็นผู้นำเอลโฟเรีย หน้าตาไม่รับแขกแถมหยิ่ง ๆ อีกต่างหาก” ขณะที่ซึฮากิกำลังเตรียมตัวอยู่อีกห้องก็ให้เหล่าผู้นำเข้ามานั่งรอก่อน ระหว่างนั้นก็มีอาหารว่าง ขนมและน้ำดื่มเสิร์ฟถึงโต๊ะทำเอาชาร์ลอทเงียบไปครู่หนึ่ง

    “แหม ๆ ใส่ใจเหมือนกันนะเนี่ย” ชาร์ลอทกินขนมยิ้มเริงร่าสบายอกสบายใจจนคนอื่นคิดในใจว่าทำไมถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเร็วอย่างนี้

    “ขอโทษที่ให้รอนาน ผมไปเอาแผนนโยบายใหม่และมือถือมาให้ทุกคน” ซึฮากิแจกเอกสารที่มีข้อมูลนโยบายและก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมแปลกตา

    “อะไรอีกเนี่ยซึฮากิ?” วาเลี่ยมเอ่ยถามทันทีด้วยความสงสัย

    “มันคือหินสื่อสารรูปแบบใหม่ ทุกคนคงรู้จักเลขพื้นฐานกันแล้วนะครับ” ซึฮากิเปิดเอกสารที่มีรายละเอียดของมือถือให้ดู

    “ทุกคนจะสามารถติดต่อหากันได้แต่พวกคุณห้ามใช้หมายเลขหนึ่งนะครับ วิธีใช้ก็ง่าย ๆ ทำได้ด้วยการปล่อยมานาลงไปพร้อมกับกดปุ่มตามหมายเลขที่ต้องการค้างไว้”

    ทันใดนั้นมือถือของพวกเขาก็สั่นไม่หยุดเพราะทุกคนต่างก็ลองโทรไปหมายเลขต่าง ๆ

    “ใช้ยากฉิบ” ชาร์ลอทกระโดดลงจากโต๊ะประชุมและจำแลงกายเป็นมนุษย์ขนาดปกติก่อนจะใช้มือถือโทรไปหาซึฮากิ

    “เวลารับสายจากคนอื่นก็แค่ส่งมานาเข้าไปอีกครั้ง ระบบของมันจะตอบรับกันและกันโดยคนที่โทรต้องเป็นคนวางสาย”

    หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ลองฝึกใช้มือถือเรื่อย ๆ จนชินถึงจะไปเรื่องต่อไปได้

    “ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมของเมืองเอลโฟเรียกำลังเติบโตและ...หนึ่งในปัจจัยสำคัญก็คือการศึกษา ต่อให้ผมสอนงานทุกคนได้แต่ด้วยจำนวนคนงานที่มากขึ้นจึงอาจจะเกิดความล่าช้า”

    “แล้วนั่นมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ?” ชาร์ลอทเอ่ยถามทันที

    “อาจจะไม่และก็อาจจะใช่ ผมจะสร้างโรงเรียนรวมขนาดใหญ่ซึ่งผมอยากให้มันเป็นโรงเรียนศูนย์กลางสำหรับทุกเผ่าพันธุ์ จุดที่ดีที่สุดที่จะสร้างก็คือที่ราบระหว่างเมืองวิทาและเผ่าคนแคระและผมก็อยากให้ทุกเผ่าพันธุ์ร่วมมือกัน”

    “อืม ก็ดีนะ” มาลีน่าตัวแทนเผ่าออร์คเห็นด้วยโดยไม่มีข้อสงสัย ไม่นานนักคนอื่น ๆ ก็ยกมือตอบรับเช่นกัน

    “แล้วเราต้องจ่ายด้วยอะไร? การร่วมมือกันมันก็ดีแต่การสร้างอะไรที่ใหญ่ขนาดนั้นก็ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรค่อนข้างมาก” วาเลี่ยมที่มีความรู้เรื่องพวกนี้จึงต้องถามแทนผู้นำคนอื่นที่มีตำแหน่งเพราะแข็งแกร่งไม่ก็สืบทอดต่อกันมา

    “เพื่อความเท่าเทียมผมก็เลยจะให้ทุกคนจ่ายเป็นทรัพยากรที่ตนเองมีในอาณาเขต พวกคุณคงรู้ตัวกันอยู่แล้วว่าถ้าจ่ายเป็นเงินมันค่อนข้างตีราคาได้ยากและหลาย ๆ เผ่าก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น แต่ทุก ๆ ที่ก็มีทรัพยากรกันทั้งนั้นเพียงแต่พวกคุณยังนำมันไปใช้ไม่เป็นและการนำมันมาจ่ายให้ทางเราก็ถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า”

    “แต่ว่านะ การที่พวกเราจะจ่ายกันอย่างเท่าเทียมทั้ง ๆ เป็นของคนละอย่างกันมันก็ยังไงอยู่”

    “แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เงินที่มีหน่วยชัดเจนก็ไม่มีทางจ่ายได้เท่าเทียมกันแน่ ๆ แต่ผมคำนวณทรัพยากรที่แต่ละเขตมี รวมถึงปริมาณที่ต้องการตามอุปสงค์อุปทานของเผ่านั้น ๆ ว่าถ้าแปลงเป็นเงินจะมีค่าเท่าใด” เอกสารหน้าต่อไปที่ซึฮากิเปิดจะมีรายละเอียดประชากรและทรัพยากรภายในอาณาเขตโดยประมาณแสดงไว้ให้เห็น

    “รายละเอียดครบขัน น่าจะไม่มีปัญหา”

    “อะไรวะเนี่ย ทำไมฉันต้องส่งหินเวทมากขนาดนี้ให้ด้วยล่ะ” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงดัง

    “พวกคุณไม่ได้ใช้อยู่แล้วนี่ แถมยังมีดันเจี้ยนในการปกครองอีกหลายแห่งสามารถหาเพิ่มได้ไม่ยาก”

    “แล้วถ้าฉันไม่จ่ายล่ะ?”

    “เผ่าพันธุ์ของคุณก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าใช้โรงเรียน”

    “ได้ ! พวกฉันเรียนรู้กันเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเรียนอะไรแปลก ๆ พวกนั้นหรอก”

    “ดะเดี๋ยวสิคะท่านชาร์ลอท” ผู้ช่วยของเธอเสียงสั่นเมื่อได้ยินเช่นนั้นและพยายามเกลี้ยกล่อมเต็มที่

    “อะไรเล่า ไปเรียนทำไมเราก็อยู่ของเราได้อยู่แล้ว”

    “ท่านยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ซึฮากิพยายามยกระดับอาณาจักรอาฟให้เทียบเคียงกับอาณาจักรเซียอยู่นะคะ ท่านก็ไปสำรวจอาณาจักรเซียมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าเป็นเช่นไรนะคะ”

    “ก็แค่...เรือบินกับปืน” ภาพในหัวค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ภาพของตึกและอาคารที่ดูแข็งแรงทันสมัย ภาพของเทคโนโลยีแปลกตาที่ช่วยอำนวยความสะดวกหรือแม้แต่การศึกษาที่มีระบบระเบียบของโรงเรียนหลวง

    “เรือบิน? หมายถึงเรือเหาะบนท้องฟ้าใช่ไหมไม่ใช่เรือบนน้ำ” ซึฮากิถามกลับทันทีดูจะสนใจเรื่องที่ชาร์ลอทพูดเป็นพิเศษ

    “ไม่รู้สิ แบบแปลนที่เห็นมันวาดเหมือนกล้วยที่ไม่งอ”

    อาณาจักรเซียสร้างเรือเหาะแล้วสินะ ซึฮากิคิดคำนวณและคาดการณ์ขนาดของมัน

    “แล้วรู้ไหมว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไรถึงสร้างมันขึ้นมา”

    ชาร์ลอทนั่งนึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ “เหมือนจะใช้มันสอดแนมแล้วก็ส่งกำลังรบไปอาณาจักรไอร์”

    ใช้เป็นพาหนะทางการทหารสินะ จะทิ้งระเบิดหรือส่งทหารเข้าไปในเขตศัตรูก็ทำได้ แต่ในโลกนี้ถ้าเป็นจุดสังเกตเห็นก่อนแล้วโดนเวทมนตร์ยิงสกัดก็คงลำบากไม่น้อย

    “จะว่าไป...แล้วทำไมนายต้องสนใจขนาดนั้นด้วยล่ะ?”

    “กิจังมีคนมาหาน่ะ” ฟรานเปิดประตูเข้ากลางคันทำเอาเหล่าผู้นำตกใจมองไปที่เธอพร้อมกัน

    “ขะขอโทษค่ะ” เธอรีบปิดประตูทันทีเมื่อเห็นว่ากำลังประชุมกันอยู่

    “ให้ตายสินี่นายไม่ได้บอกคนของตัวเองหรือยังไง ช่างไร้มารยาทจริง ๆ” ว่าแต่เธอคนนั้นหน้าตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนกันนะ

    “รู้สึกว่าจะนอกเรื่องมาสักพักแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดเรื่องต่อไปนะครับ” ทุกคนต่างก็เงียบขรึมรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

    ฟรานกลับไปยังห้องรับรองที่มีกลุ่มคนแปลกหน้ามาเยือน เธอต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ ชื่นใจ เหล่าสมาชิกในบ้านต่างก็ออกไปทำงานของตัวเองกันหมดเหลือเพียงเธอที่เสมือนคนว่างงานรอซึฮากิกลับมา

    “ดูเหมือนเขาจะยังประชุมไม่เสร็จนะคะ” ฟรานยืนเว้นระยะห่างเพราะแววตาท่าทางเคร่งขรึมพวกนั้นให้อารมณ์เหมือนครูมาเยี่ยมบ้านยังไงชอบกล

    “ไม่เป็นไรพวกเรารอได้” เสียงของหญิงสาวที่ดูมีอายุจากการวางตัวและกิริยาท่าทางแต่ใบหน้าและรูปร่างกลับยังดูสวยสดงดงามแม้จะมีรอยย่นเล็กน้อย

    หลังจากซึฮากิอธิบายนโยบายทั้งหมดครบพร้อมกับถกเถียงกันไปมาโดยมักจะเป็นชาร์ลอทและวาเลี่ยมที่ตั้งคำถาม

    “คุณวาเลี่ยมครับ” ขณะที่คนอื่น ๆ ทยอยออกจากห้องเขาก็เดินตรงไปหาวาเลี่ยม

    “เรื่องการส่งออกสินค้าในอาณาจักรเซีย ผมอยากจะเพิ่มสินค้าตัวใหม่เข้าไปอีกนะครับ”

    “ของใหม่อีกแล้วเหรอ แล้วมันคืออะไร?”

    “ผมแค่วางแผนไว้แต่ยังไม่ได้ทำตัวอย่างออกมา มันคือเครื่องเล่นเสียงหรือที่เรียกว่าเอ็มพีสาม”

    “เครื่องเล่นเสียง...แล้วมันเอาไว้ทำอะไร?” วาเลี่ยมกัดปากคิดตามสงสัยว่ามันคืออะไร

    “อย่าบอกใครนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไปที่เมืองแอสต้ามาแล้วเห็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็เลยเกิดความคิดนี้ขึ้นมา แน่นอนว่ามันใช้แบตเตอรี่เหมือนตู้เย็นที่เราขายแต่จะเป็นขนาดเล็กกว่า”

    “นายแน่ใจนะว่ามันจะขายได้”

    “รอบแรกลองผลิตสักหนึ่งหมื่นเครื่องแล้วปล่อยไปในตลาดของอาณาจักรเซีย ผมจะตามไปเก็บข้อมูลด้วยตัวเองเพราะยังไงก็ต้องไปที่โน่นอยู่แล้ว”

    “หมื่นเครื่องสินะ ถ้าได้ตัวอย่างกับแบบแปลนแล้วก็บอก ถ้าให้ดีก็สอนงานให้คนของฉันหลาย ๆ คนหน่อย”

    ซึฮากิพยักหน้าตอบรับ “แล้วผมจะติดต่อกลับไปอีกที เดินทางปลอดภัยนะครับ”

    หลังจากคุยธุระจบพวกเขาก็ออกจากห้องประชุมเดินผ่านทางเดินไปยังห้องรับแขกขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มคนแปลกหน้านั่งคอยอยู่

    “ออกมาได้สักทีเจ้าลูกชาย”

    เมื่อซึฮากิได้ยินก็ต้องยิ้มอ่อนเดินตรงเข้าไปหาทันที

    “ผมไปเป็นลูกชายคุณตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”

    “แหม ๆ ทำเป็นปากแข็ง ทีตอนนั้นยังให้เรากอดได้เลย” วิกตอเรียผายมือออกไปเป็นสัญญาณให้ซึฮากิสวมกอดแต่เขาก็ทำตัวเฉยชายืนนิ่ง

    “เลิกเล่นได้แล้วครับ แล้วคุณวิกตอเรียมีธุระอะไรถึงมาที่นี่?”

    “ก็แค่จะมาดูว่าเจ้าสบายดีหรือเปล่า ตัวเรากำลังจะเดินทางไปอาณาจักรนอดก็เลยมาบอกลาสักหน่อย”

    “เหรอครับ งั้นโชคดีนะครับ”

    “ว่าแต่เมืองเอลโฟเรียเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะเนี่ย นายเป็นคนทำสินะ”

    “ก็ใช่แต่ก็ต้องขอบคุณความร่วมมือของทุกคนด้วย”

    บรรยากาศแปลก ๆ ที่มีเพียงสองคนจ้องหน้าคุยกันท่ามกลางผู้นำเผ่าและกลุ่มนักเดินทางของวิกตอเรีย สายตาสงสัยจับจ้องไปที่ซึฮากิไม่หยุดอยากรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับวิกตอเรียกันแน่

    “โอ๊ะโอนั่นวาเลี่ยมเหรอ ที่ประชุมหมายถึงพวกผู้นำเผ่านี่เอง”

    “สวัสดีครับท่านวิกตอเรีย” วาเลี่ยมกล่าวทักทายด้วยความนอบน้อมก้มโค้งสี่สิบห้าองศา

    “พวกเจ้าก็ดูสบายดีนี่ เราต้องขอบคุณจริง ๆ ที่อนุญาตให้เข้าดันเจี้ยน ว่าแต่ชาร์ลอทไม่คิดจะเข้าร่วมกับพวกเราจริง ๆ หรือ?”

    “คำตอบยังคงเหมือนเดิมก็คือไม่” ท่าทางขึงขังตอบกลับอย่างไม่มีเยื่อใยทำให้พวกวิกตอเรียยิ้มเยาะชอบใจ

    “ก็นะ เราไม่อยากบังคับใครหรอก เพราะเป้าหมายที่พวกเราทำมันอาจสำเร็จหรือไม่ก็ไร้ความหมายไปเลยก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องการคนที่อยากก้าวข้ามเลเวลเก้าจริง ๆ มาร่วมเดินทางด้วย”

    “ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วผมขอตัวไปทำงานนะครับ” ซึฮากิหาจังหวะที่ทุกคนเงียบกว่าจะพูดแทรกได้แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินจากไปวิกตอเรียก็เข้ามาขวางทางเสียก่อน

    “จะรีบไปไหนมาให้กอดซะดี ๆ” แม้ซึฮากิจะพยายามหลีกหนีเพียงใดแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพละกำลังและความเร็วของวิกตอเรียได้

    “ก็ได้ ๆ ตามใจก็แล้วกัน” ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมสวมกอดวิกตอเรียแต่แทนที่จะรังเกียจหรือผลักไสไล่ส่งเขากลับผ่อนคลายสงบสติอารมณ์ราวกับได้นอนบนปุยเมฆ

    “ว่าแต่แม่หนูนั่นเป็นใครกัน?” สายตาแบบนั้นอย่าบอกนะว่ากำลังหึงไม่ก็หวงอยู่

    “ฟราน เลสเทีย เป็นเพื่อนสนิทของกิจังค่ะ” เธอยื่นมือออกไปข้างหน้าทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรแต่สายตากลับจ้องมองด้วยความหวาดระแวง

    “กิจัง...อ้อ ! กิจังงั้นเหรอ” วิกตอเรียยิ้มอย่างมีเลศนัยเหลือบมองตาชายหนุ่มผู้เย็นชาคนนั้น

    ซึฮากิตบหน้าผากถอนหายใจเหมือนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    “เราขอเรียกฟรานได้หรือไม่?”

    “ค่ะคุณ...วิกตอเรีย”

    แทนที่ทุกคนจะได้กลับแต่วิกตอเรียดันชวนอยู่ต่อเพื่อนั่งพูดคุยเล่าเรื่องต่าง ๆ ดูสนุกสนานกันใหญ่

    “ก็คือกิจังเจรจากับทางอาณาจักรเซียเรียบร้อยแล้วสินะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตาแก่นั่นจะยอมกันง่าย ๆ แค่นี้” หลังจากที่วิกตอเรียรับรู้ชื่อที่สองเธอก็ชอบเรียกซึฮากิด้วยชื่อนั้นบ่อยครั้ง

    “ตอนแรกก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถ้าไม่ได้พลเอกลักซ์กับฟรานก็คงโดยรวบไปแล้ว”

    “เหรอ...แล้วทำไมฟรานถึงมีอิทธิพลกับราชามากนักล่ะ?”

    “น่าจะเพราะหนูเป็นผู้...” ซึฮากิเอามือปิดปากฟรานเสียก่อนจะพูดจบและยังกระซิบข้างหูเล่นเอาฟรานทำตัวไม่ถูก

    “เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?”

    “อ้อ ฟรานเป็นผู้มีผลงานโดดเด่นมากจนทางการยังต้องเกรงใจ” ซึฮากิตอบแทนฟรานทันทียิ่งทำให้วิกตอเรียสงสัยแต่ก็ไม่ถามต่อ

    “แล้วเรื่องอาณาจักรนอด ที่นั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ? ตอนที่เราเข้าไปทำเรื่องขออนุญาตเข้าดันเจี้ยนมันยุ่งยากมากเลยทีเดียว”

    “ด้วยความที่มันมีภูมิประเทศเป็นเขตหนาวส่งผลให้การเดินทางล่าช้าลง แถมตอนนี้พวกเขาก็ยังตามล่าพวกเราอีกทำให้การไปที่นั่นเป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน” ซึฮากิกระดกกาแฟดื่มพลางมองเหล่าลูกทีมของวิกตอเรีย

    “ใครมันกล้ามาทำลูกชายของเรา สงสัยคงต้องไปจัดการอาณาจักรนอดสักหน่อยแล้ว”

    “หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้ ปัญหาของพวกเราก็ต้องให้พวกเราจัดการกันเอง”

    “เอาเถอะน่า ตอนแรกเราก็ชวนแคทเทอรีนมาเหมือนกันแต่เธอก็ปฏิเสธเพราะเรื่องส่วนตัว ในเมื่อเราจะไปแล้วพวกกิจังจะตามติดไปด้วยเลย...หรือไม่?”

    นั่นหมายความว่าจะเป็นเกราะให้เราสินะ แม้จะเห็นเพียงแค่ครู่เดียวแต่สีหน้าจักรพรรดินีก็ดูเศร้าแปลก ๆ รอยยิ้มและสีหน้าที่ทั้งปลอมและฝืนราวกับมีใครกำลังเอาปืนจ่อหลัง

    “ผมอยากคุยกับคุณวิกตอเรียเป็นการส่วนตัวนะครับ” ซึฮากิเหลือบมองหน้าส่งสายตาให้กับทุกคนเป็นสัญญาณให้ออกไปให้หมด

    วิกตอเรียยกมือโบกไปข้างนอกเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ต้องพูดจาสักคำ

    “พูดมาได้เลยเราพร้อมเก็บเป็นความลับ”

    “จริง ๆ จะพูดต่อหน้าทุกคนก็ได้แต่แบบนี้มันสะดวกกว่า คุณสนใจจะกลับไปที่บ้านไหม?”

    “ถามอะไรไร้สาระ ตัวเราหนีออกมาเพื่อพัฒนาตนเองแถมครอบครัวหรืออะไรเทือกนั้นมันเป็นตัวถ่วงเกินไป”

    “นั่นสินะ แล้วจนตอนนี้คุณได้ข้อมูลหรือวิธีการมาบ้างหรือยังครับ?”

    “จะว่ามีก็ได้แต่มันดันไม่ได้ช่วยอะไรเลยเนี่ยสิ”

    “เล่ามาเถอะครับ”

    วิกตอเรียถอนหายใจสั้น ๆ “ดันเจี้ยนบางแห่งจะมีราชาที่พูดภาษามนุษย์ได้และบางตัวก็พูดถึงการมีอยู่ของราชาตนอื่น อย่างกับ...”

    “อย่างกับมีการติดต่อกันและกัน อาจจะมีเครือข่ายข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน หรือการใช้ความจำร่วมหรือการบอกเล่าต่อกันไปเป็นทอด ๆ”

    “เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ดันเจี้ยนที่อยู่ห่างหรือบางแห่งก็อยู่คนละอาณาจักรกลับพูดถึงอีกดันเจี้ยนอีกแห่งได้ เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ยังรู้จักมอนสเตอร์หรือดันเจี้ยนน้อยเกินไป”

    “อาจจะเป็นสิ่งนั้นก็ได้ ดันเจี้ยนระดับสูงสุดที่มีสังคมและระบบระเบียบเหมือนมนุษย์” ซึฮากิตอบกลับทันทีเหมือนเตรียมคำพูดไว้อยู่แล้ว

    “จริงด้วย…ถ้านั่นเป็นเสมือนเมืองหลวงของดันเจี้ยนทั้งหลายก็อาจจะอธิบายเหตุการณ์แปลก ๆ ได้บ้าง ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีมีการสั่งสอนจัดระดับดันเจี้ยนแต่ก็ยังไม่มีใครเคยพบเจอมัน และแน่นอนว่าระดับเวทมนตร์สูงสุดก็ยังไม่มีใครใช้ได้เช่นกัน”

    “ถ้าพูดถึงเรื่องแปลก ๆ ผมก็มีเรื่องจะบอกเหมือนกัน คุณคงเคยเห็นลิงเมฆาแล้วใช่ไหมครับ เธอก็มาจากดันเจี้ยนเหมือนกันและตอนนี้ก็มีคนจากดันเจี้ยนอีกหลายคนรวมทั้งเจ้าปุยด้วย”

    “ตอนแรกเราก็สงสัยเหมือนกันแต่ก็เป็นเพียงแค่การคาดการณ์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงสินะที่พวกเขาสามารถออกจากดันเจี้ยนได้ไม่เหมือนมอนสเตอร์ปกติ”

    “ครับ และยังมีคำให้การจากหนึ่งในคนที่อยู่ในนั้น เขาบอกว่าโดนใครสักคนจับมาขังไว้ให้เป็นเสมือนมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนโดยที่ไม่แก่ลงเลยสักนิด”

    “ใครสักคน...แล้วใครกันที่สามารถทำแบบนั้นได้ ที่สำคัญเขาคนนั้นจะทำไปเพื่ออะไร?”

    “ผมเองก็สงสัยเลยพยายามถามหาข้อมูลจากพวกเขาแต่ก็พากันปิดปากเงียบ เหมือนเตี๊ยมกันมาแล้ว”

    “แหม น่าเสียดายจริง ๆ การเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาไม่ว่าจะด้านสมองหรือเทคนิค” วิกตอเรียยกขานั่งไขว่ห้างกระดิกปลายเท้าคิดไปเรื่อย

    “จะว่าไป...คุณวิกตอเรียสนใจนั่งเครื่องบินไหมครับ มันช่วยให้เดินทางได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่าและยังทำแผนที่ได้ง่ายขึ้นด้วย”

    “เครื่องบิน...คงหมายถึงนกยักษ์นั่นสินะ เราสัมผัสมานาจากมันได้ค่อนข้างบ่อยและหลาย ๆ ครั้งมันก็จะมาหยุดที่เมืองเอลโฟเรีย”

    “นั่นแหละครับ มันสามารถบินได้เหมือนนกและยังพาคนไปได้หลายสิบคน สำหรับกลุ่มนักเดินทางของคุณวิกตอเรียคงไปกันได้หมดไม่มีปัญหา”

    “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยแล้วกัน”

    “ครับถ้าอย่างนั้น...” จู่ ๆ วิกตอเรียก็สวมกอดซึฮากิโดยไม่ทันตั้งตัว

    ความเงียบสงบช่วยให้พวกเขาได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน

    “สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลยนะเจ้าลูกชาย...ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็บอกได้เสมอ”

    “แล้วผมจะบอกยังไงล่ะครับถ้าคุณวิกตอเรียไปที่โน่นที่นี่ตลอด” ซึฮากิตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาทำเอาวิกตอเรียขมวดคิ้ว

    “นั่นมันก็จริง”

    “ถ้าอย่างนั้นผมจะให้เจ้านี่ไว้นะครับ” ซึฮากิยื่นมือถือที่เหลือไม่กี่เครื่องให้วิกตอเรียพร้อมกับสอนวิธีใช้ครบเสร็จสรรพ

    หลังจากนั้นซึฮากิก็พาเหล่าผู้นำเผ่าและกลุ่มนักเดินทางไปยังสนามบิน

    “โฟลจะเป็นคนขับไปส่งผู้นำเผ่า ส่วนผมจะเป็นคนขับไปส่งพวกคุณวิกตอเรียเอง”

    “รับทราบครับ” โฟลตอบรับทันทีพร้อมด้วยผู้ช่วยนักบินเดินขึ้นเครื่องเตรียมตัว

    “ฉันขอไปด้วยสิ” ฟรานส่งสายตาอ้อนวอนซึฮากิจนใจอ่อน

    “พวกคุณไม่ต้องกลัวว่ามันจะตกนะครับ แต่ต่อให้เครื่องบินตกก็คงทำอะไรเหล่าผู้มีเลเวลเก้าไม่ได้...ใช่ไหม?”

    อูเซโร่ทำหน้ามึนพลางนึกในใจว่าเขาจะรอดไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมพวกเขาก็ขึ้นบินทันที

    “พวกเขาไปไหนอีกแล้วเนี่ย?” คำถามที่พูดเหมือนบ่นไปเรื่อยของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขากำลังเปิดร้านขายเสื้อผ้าซึ่งมาตั้งได้ไม่ถึงเดือน ได้เห็นพัฒนาการและความเป็นไปของเมืองเอลโฟเรียอย่างใกล้ชิด

    เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ซึฮากิออกเดินทาง ขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดีก็เกิดระเบิดใจกลางเมืองสร้างความเสียหายในวงกว้างและพบผู้บาดเจ็บหลายราย

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน