ท้องฟ้าสีครามกับอากาศอันหนาวเหน็บ เหล่านักดมกลิ่นได้ตามไปถึงชายแดนที่ติดกับภูเขาทอดยาวข้ามไปยังอาณาจักรอาฟ
“นี่เป็นที่สุดท้ายสินะ? ดูเหมือนพวกเขาจะหนีข้ามไปอาณาจักรอาฟซะแล้ว” ใบหน้าโทรม ๆ ของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการตามตัวพวกซึฮากิ กว่าจะหาเส้นทางที่ถูกต้องได้ก็กินเวลาไปหลายอาทิตย์และมันก็สายเกินไปที่จะจับตัวแล้ว
“แล้วเราต้องทำยังไงต่อ? กลับไปรายงานท่านจักรพรรดินีก่อนดีไหม” จี้กวาดสายตามองรอบ ๆ หวาดระแวงสถานที่แปลกตาไม่ตัวเองไม่เคยมาเยือน
“คงต้องเป็นเช่นนั้น การข้ามดินแดนเป็นอะไรที่ยุ่งยากและอาจมีผลพวงในอนาคตด้วย”
จากนั้นนักดมกลิ่นก็ต้องเดินทางกลับไปเมืองหลวงอีกครั้งไม่ได้พักผ่อนเสียที
ที่เขตดินแดนของเผ่าภูตกำลังสังสรรค์รื่นเริงที่ผู้นำของตนกลับมาปลอดภัย ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานมีเพียงแค่ชาร์ลอททำหน้าบูดหงุดหงิดจนต้องถอนหายใจ
“แล้วไงต่อ? คือเมืองเอลโฟเรียฟื้นคืนชีพแถมยังกลืนกินเผ่าออร์คไปแล้ว”
“ใช่ค่ะท่านชาร์ลอท จู่ ๆ พวกเขาก็โผล่มาฟื้นฟูเมืองเอลโฟเรียและยังทำสนธิสัญญากับทุกเผ่าเพื่อยึดครองพื้นที่ไปมากมาย”
“หน็อย ! ฉันไม่อยู่แค่แป๊บเดียวดันมีหนูสกปรกเข้ามาซะได้” เธอทุบโต๊ะเสียงดังระบายความโกรธเกรี้ยว
“เอ่อ...” ผู้ช่วยของเธอไม่กล้าปริปากมากนักเพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่เชื่ออยู่ดี
“ส่งจดหมายเรียกประชุมผู้นำเผ่าเดี๋ยวนี้ ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น”
พูดไม่ทันขาดคำโฟลก็เดินทางมาถึงบ้านของเธอแล้ว
“มีใครอยู่ไหมครับ?”
ชาร์ลอทเปิดประตูเสียงดังขมวดคิ้วไม่พอใจ “ใครวะ !”
“ผมโฟลตัวแทนจากเมืองเอลโฟเรีย ผู้นำของเราต้องการเรียกประชุมสำคัญตอนนี้เลยครับ”
“เฮอะ กำลังอยากเห็นหน้าเจ้านั่นพอดีเลย ต้องไปที่ไหนล่ะฉันจะได้บินไปเลย”
“ทางเรามีบริการเครื่องบินรับส่งครับ”
“เครื่องบินเหรอ? มันคืออะไร”
หลังจากที่ตามโฟลไปสนามบินเฉพาะที่ทุกเผ่าต้องสร้างไว้จึงได้เห็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีผู้นำเผ่าคนอื่นรออยู่ข้างในอยู่
“นี่มันอะไรวะเนี่ย ! พวกนายโดนนกยักษ์กินไปแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่โว้ย !” คิคิตะโกนสวนกลับทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
พวกเขาใช้เวลากล่อมอยู่นานเพื่อให้ชาร์ลอทกล้านั่งเครื่องบิน ความแปลกใหม่ที่มาพร้อมกับความหวาดระแวงถือเป็นเรื่องปกติ
“ละลอยแล้ว” เมื่อเครื่องบินขึ้นสูงชาร์ลอทก็ต้องตกตะลึงนั่งไม่ติดเบาะ เธอพยายามก้มมองลงไปข้างล่างว่าเหมือนวิวทิวทัศน์ที่เธอบินปกติหรือเปล่า
“สุดยอดไปเลย พวกนายไปเอาเครื่องนี้มาจากไหน?”
“อืม...เดี๋ยวไปถึงเธอก็รู้” วาเลี่ยมยิ้มอย่างมีเลศนัยตอบกลับราวกับอยากเห็นปฏิกิริยาเมื่อชาร์ลอทรู้ที่มาของเครื่องบิน
เที่ยวบินวนกลับไปยังเมืองเอลโฟเรียใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็ถึงที่หมายลงจอดได้อย่างปลอดภัย
“ยินดีต้อนรับคณะผู้นำทุกท่าน” สมาชิกสภาเมืองและหน่วยรักษาความปลอดภัยเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่นจนน่าแปลกใจ
นี่ใช่เมืองเอลโฟเรียจริง ๆ เหรอ ชาร์ลอทกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่เพียงแค่ตึกรามบ้านช่องแต่ของหลาย ๆ อย่างมันเหมือนกับเมืองแอสต้าไม่มีผิด
“รีบมาเถอะฉันไม่อยากเสียเวลามากนัก” เสียงของซึฮากิดังขึ้นตรงหน้าทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผมดกดำใบหน้าไม่ค่อยน่าคบเสียเท่าไรแต่ทุกคนในที่แห่งนั้นรู้ว่านั่นเป็นเรื่องปกติของซึฮากิ
“ทำท่าทางวางมาดต่อหน้าพวกเราเหล่าผู้นำเผ่า แกคงไม่อยากมีหัวอยู่บนบ่าแล้วใช่ไหม?” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงข่มขู่ทันทีที่ได้เห็นเช่นนั้น
“ชาร์ลอท !” เหล่าผู้นำช่วยกันปิดปากเล็ก ๆ ของชาร์ลอทก่อนจะเงยหน้ามองสายตาอันเยือกเย็นของซึฮากิ
“ไม่เป็นไรปล่อยเธอไปเถอะ” เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นจึงปล่อยชาร์ลอทออกมา แววตาสงสัยชายตามองพ่อหนุ่มตรงหน้าก็ยิ่งไม่ถูกชะตาจนต้องเบือนหน้าหนี
“เข้าไปข้างในก่อนเถอะ ยังมีนโยบายที่ต้องประกาศให้รับรู้อีกหลายข้อ”
บรรยากาศอันตึงเครียดกับการพบกันครั้งแรกที่ไม่ดีนักแม้เธอจะพูดจาเสียมารยาทแต่ก็ไม่มีท่าทีจะขอโทษเลยสักคำ
“เจ้าหมอนั่นเหรอที่เป็นผู้นำเอลโฟเรีย หน้าตาไม่รับแขกแถมหยิ่ง ๆ อีกต่างหาก” ขณะที่ซึฮากิกำลังเตรียมตัวอยู่อีกห้องก็ให้เหล่าผู้นำเข้ามานั่งรอก่อน ระหว่างนั้นก็มีอาหารว่าง ขนมและน้ำดื่มเสิร์ฟถึงโต๊ะทำเอาชาร์ลอทเงียบไปครู่หนึ่ง
“แหม ๆ ใส่ใจเหมือนกันนะเนี่ย” ชาร์ลอทกินขนมยิ้มเริงร่าสบายอกสบายใจจนคนอื่นคิดในใจว่าทำไมถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเร็วอย่างนี้
“ขอโทษที่ให้รอนาน ผมไปเอาแผนนโยบายใหม่และมือถือมาให้ทุกคน” ซึฮากิแจกเอกสารที่มีข้อมูลนโยบายและก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมแปลกตา
“อะไรอีกเนี่ยซึฮากิ?” วาเลี่ยมเอ่ยถามทันทีด้วยความสงสัย
“มันคือหินสื่อสารรูปแบบใหม่ ทุกคนคงรู้จักเลขพื้นฐานกันแล้วนะครับ” ซึฮากิเปิดเอกสารที่มีรายละเอียดของมือถือให้ดู
“ทุกคนจะสามารถติดต่อหากันได้แต่พวกคุณห้ามใช้หมายเลขหนึ่งนะครับ วิธีใช้ก็ง่าย ๆ ทำได้ด้วยการปล่อยมานาลงไปพร้อมกับกดปุ่มตามหมายเลขที่ต้องการค้างไว้”
ทันใดนั้นมือถือของพวกเขาก็สั่นไม่หยุดเพราะทุกคนต่างก็ลองโทรไปหมายเลขต่าง ๆ
“ใช้ยากฉิบ” ชาร์ลอทกระโดดลงจากโต๊ะประชุมและจำแลงกายเป็นมนุษย์ขนาดปกติก่อนจะใช้มือถือโทรไปหาซึฮากิ
“เวลารับสายจากคนอื่นก็แค่ส่งมานาเข้าไปอีกครั้ง ระบบของมันจะตอบรับกันและกันโดยคนที่โทรต้องเป็นคนวางสาย”
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ลองฝึกใช้มือถือเรื่อย ๆ จนชินถึงจะไปเรื่องต่อไปได้
“ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมของเมืองเอลโฟเรียกำลังเติบโตและ...หนึ่งในปัจจัยสำคัญก็คือการศึกษา ต่อให้ผมสอนงานทุกคนได้แต่ด้วยจำนวนคนงานที่มากขึ้นจึงอาจจะเกิดความล่าช้า”
“แล้วนั่นมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ?” ชาร์ลอทเอ่ยถามทันที
“อาจจะไม่และก็อาจจะใช่ ผมจะสร้างโรงเรียนรวมขนาดใหญ่ซึ่งผมอยากให้มันเป็นโรงเรียนศูนย์กลางสำหรับทุกเผ่าพันธุ์ จุดที่ดีที่สุดที่จะสร้างก็คือที่ราบระหว่างเมืองวิทาและเผ่าคนแคระและผมก็อยากให้ทุกเผ่าพันธุ์ร่วมมือกัน”
“อืม ก็ดีนะ” มาลีน่าตัวแทนเผ่าออร์คเห็นด้วยโดยไม่มีข้อสงสัย ไม่นานนักคนอื่น ๆ ก็ยกมือตอบรับเช่นกัน
“แล้วเราต้องจ่ายด้วยอะไร? การร่วมมือกันมันก็ดีแต่การสร้างอะไรที่ใหญ่ขนาดนั้นก็ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรค่อนข้างมาก” วาเลี่ยมที่มีความรู้เรื่องพวกนี้จึงต้องถามแทนผู้นำคนอื่นที่มีตำแหน่งเพราะแข็งแกร่งไม่ก็สืบทอดต่อกันมา
“เพื่อความเท่าเทียมผมก็เลยจะให้ทุกคนจ่ายเป็นทรัพยากรที่ตนเองมีในอาณาเขต พวกคุณคงรู้ตัวกันอยู่แล้วว่าถ้าจ่ายเป็นเงินมันค่อนข้างตีราคาได้ยากและหลาย ๆ เผ่าก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น แต่ทุก ๆ ที่ก็มีทรัพยากรกันทั้งนั้นเพียงแต่พวกคุณยังนำมันไปใช้ไม่เป็นและการนำมันมาจ่ายให้ทางเราก็ถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า”
“แต่ว่านะ การที่พวกเราจะจ่ายกันอย่างเท่าเทียมทั้ง ๆ เป็นของคนละอย่างกันมันก็ยังไงอยู่”
“แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เงินที่มีหน่วยชัดเจนก็ไม่มีทางจ่ายได้เท่าเทียมกันแน่ ๆ แต่ผมคำนวณทรัพยากรที่แต่ละเขตมี รวมถึงปริมาณที่ต้องการตามอุปสงค์อุปทานของเผ่านั้น ๆ ว่าถ้าแปลงเป็นเงินจะมีค่าเท่าใด” เอกสารหน้าต่อไปที่ซึฮากิเปิดจะมีรายละเอียดประชากรและทรัพยากรภายในอาณาเขตโดยประมาณแสดงไว้ให้เห็น
“รายละเอียดครบขัน น่าจะไม่มีปัญหา”
“อะไรวะเนี่ย ทำไมฉันต้องส่งหินเวทมากขนาดนี้ให้ด้วยล่ะ” ชาร์ลอทตะเบ็งเสียงดัง
“พวกคุณไม่ได้ใช้อยู่แล้วนี่ แถมยังมีดันเจี้ยนในการปกครองอีกหลายแห่งสามารถหาเพิ่มได้ไม่ยาก”
“แล้วถ้าฉันไม่จ่ายล่ะ?”
“เผ่าพันธุ์ของคุณก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าใช้โรงเรียน”
“ได้ ! พวกฉันเรียนรู้กันเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเรียนอะไรแปลก ๆ พวกนั้นหรอก”
“ดะเดี๋ยวสิคะท่านชาร์ลอท” ผู้ช่วยของเธอเสียงสั่นเมื่อได้ยินเช่นนั้นและพยายามเกลี้ยกล่อมเต็มที่
“อะไรเล่า ไปเรียนทำไมเราก็อยู่ของเราได้อยู่แล้ว”
“ท่านยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ซึฮากิพยายามยกระดับอาณาจักรอาฟให้เทียบเคียงกับอาณาจักรเซียอยู่นะคะ ท่านก็ไปสำรวจอาณาจักรเซียมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าเป็นเช่นไรนะคะ”
“ก็แค่...เรือบินกับปืน” ภาพในหัวค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ภาพของตึกและอาคารที่ดูแข็งแรงทันสมัย ภาพของเทคโนโลยีแปลกตาที่ช่วยอำนวยความสะดวกหรือแม้แต่การศึกษาที่มีระบบระเบียบของโรงเรียนหลวง
“เรือบิน? หมายถึงเรือเหาะบนท้องฟ้าใช่ไหมไม่ใช่เรือบนน้ำ” ซึฮากิถามกลับทันทีดูจะสนใจเรื่องที่ชาร์ลอทพูดเป็นพิเศษ
“ไม่รู้สิ แบบแปลนที่เห็นมันวาดเหมือนกล้วยที่ไม่งอ”
อาณาจักรเซียสร้างเรือเหาะแล้วสินะ ซึฮากิคิดคำนวณและคาดการณ์ขนาดของมัน
“แล้วรู้ไหมว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไรถึงสร้างมันขึ้นมา”
ชาร์ลอทนั่งนึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ “เหมือนจะใช้มันสอดแนมแล้วก็ส่งกำลังรบไปอาณาจักรไอร์”
ใช้เป็นพาหนะทางการทหารสินะ จะทิ้งระเบิดหรือส่งทหารเข้าไปในเขตศัตรูก็ทำได้ แต่ในโลกนี้ถ้าเป็นจุดสังเกตเห็นก่อนแล้วโดนเวทมนตร์ยิงสกัดก็คงลำบากไม่น้อย
“จะว่าไป...แล้วทำไมนายต้องสนใจขนาดนั้นด้วยล่ะ?”
“กิจังมีคนมาหาน่ะ” ฟรานเปิดประตูเข้ากลางคันทำเอาเหล่าผู้นำตกใจมองไปที่เธอพร้อมกัน
“ขะขอโทษค่ะ” เธอรีบปิดประตูทันทีเมื่อเห็นว่ากำลังประชุมกันอยู่
“ให้ตายสินี่นายไม่ได้บอกคนของตัวเองหรือยังไง ช่างไร้มารยาทจริง ๆ” ว่าแต่เธอคนนั้นหน้าตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนกันนะ
“รู้สึกว่าจะนอกเรื่องมาสักพักแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดเรื่องต่อไปนะครับ” ทุกคนต่างก็เงียบขรึมรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
ฟรานกลับไปยังห้องรับรองที่มีกลุ่มคนแปลกหน้ามาเยือน เธอต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ ชื่นใจ เหล่าสมาชิกในบ้านต่างก็ออกไปทำงานของตัวเองกันหมดเหลือเพียงเธอที่เสมือนคนว่างงานรอซึฮากิกลับมา
“ดูเหมือนเขาจะยังประชุมไม่เสร็จนะคะ” ฟรานยืนเว้นระยะห่างเพราะแววตาท่าทางเคร่งขรึมพวกนั้นให้อารมณ์เหมือนครูมาเยี่ยมบ้านยังไงชอบกล
“ไม่เป็นไรพวกเรารอได้” เสียงของหญิงสาวที่ดูมีอายุจากการวางตัวและกิริยาท่าทางแต่ใบหน้าและรูปร่างกลับยังดูสวยสดงดงามแม้จะมีรอยย่นเล็กน้อย
หลังจากซึฮากิอธิบายนโยบายทั้งหมดครบพร้อมกับถกเถียงกันไปมาโดยมักจะเป็นชาร์ลอทและวาเลี่ยมที่ตั้งคำถาม
“คุณวาเลี่ยมครับ” ขณะที่คนอื่น ๆ ทยอยออกจากห้องเขาก็เดินตรงไปหาวาเลี่ยม
“เรื่องการส่งออกสินค้าในอาณาจักรเซีย ผมอยากจะเพิ่มสินค้าตัวใหม่เข้าไปอีกนะครับ”
“ของใหม่อีกแล้วเหรอ แล้วมันคืออะไร?”
“ผมแค่วางแผนไว้แต่ยังไม่ได้ทำตัวอย่างออกมา มันคือเครื่องเล่นเสียงหรือที่เรียกว่าเอ็มพีสาม”
“เครื่องเล่นเสียง...แล้วมันเอาไว้ทำอะไร?” วาเลี่ยมกัดปากคิดตามสงสัยว่ามันคืออะไร
“อย่าบอกใครนะครับ ก่อนหน้านี้ผมไปที่เมืองแอสต้ามาแล้วเห็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็เลยเกิดความคิดนี้ขึ้นมา แน่นอนว่ามันใช้แบตเตอรี่เหมือนตู้เย็นที่เราขายแต่จะเป็นขนาดเล็กกว่า”
“นายแน่ใจนะว่ามันจะขายได้”
“รอบแรกลองผลิตสักหนึ่งหมื่นเครื่องแล้วปล่อยไปในตลาดของอาณาจักรเซีย ผมจะตามไปเก็บข้อมูลด้วยตัวเองเพราะยังไงก็ต้องไปที่โน่นอยู่แล้ว”
“หมื่นเครื่องสินะ ถ้าได้ตัวอย่างกับแบบแปลนแล้วก็บอก ถ้าให้ดีก็สอนงานให้คนของฉันหลาย ๆ คนหน่อย”
ซึฮากิพยักหน้าตอบรับ “แล้วผมจะติดต่อกลับไปอีกที เดินทางปลอดภัยนะครับ”
หลังจากคุยธุระจบพวกเขาก็ออกจากห้องประชุมเดินผ่านทางเดินไปยังห้องรับแขกขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มคนแปลกหน้านั่งคอยอยู่
“ออกมาได้สักทีเจ้าลูกชาย”
เมื่อซึฮากิได้ยินก็ต้องยิ้มอ่อนเดินตรงเข้าไปหาทันที
“ผมไปเป็นลูกชายคุณตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”
“แหม ๆ ทำเป็นปากแข็ง ทีตอนนั้นยังให้เรากอดได้เลย” วิกตอเรียผายมือออกไปเป็นสัญญาณให้ซึฮากิสวมกอดแต่เขาก็ทำตัวเฉยชายืนนิ่ง
“เลิกเล่นได้แล้วครับ แล้วคุณวิกตอเรียมีธุระอะไรถึงมาที่นี่?”
“ก็แค่จะมาดูว่าเจ้าสบายดีหรือเปล่า ตัวเรากำลังจะเดินทางไปอาณาจักรนอดก็เลยมาบอกลาสักหน่อย”
“เหรอครับ งั้นโชคดีนะครับ”
“ว่าแต่เมืองเอลโฟเรียเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะเนี่ย นายเป็นคนทำสินะ”
“ก็ใช่แต่ก็ต้องขอบคุณความร่วมมือของทุกคนด้วย”
บรรยากาศแปลก ๆ ที่มีเพียงสองคนจ้องหน้าคุยกันท่ามกลางผู้นำเผ่าและกลุ่มนักเดินทางของวิกตอเรีย สายตาสงสัยจับจ้องไปที่ซึฮากิไม่หยุดอยากรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับวิกตอเรียกันแน่
“โอ๊ะโอนั่นวาเลี่ยมเหรอ ที่ประชุมหมายถึงพวกผู้นำเผ่านี่เอง”
“สวัสดีครับท่านวิกตอเรีย” วาเลี่ยมกล่าวทักทายด้วยความนอบน้อมก้มโค้งสี่สิบห้าองศา
“พวกเจ้าก็ดูสบายดีนี่ เราต้องขอบคุณจริง ๆ ที่อนุญาตให้เข้าดันเจี้ยน ว่าแต่ชาร์ลอทไม่คิดจะเข้าร่วมกับพวกเราจริง ๆ หรือ?”
“คำตอบยังคงเหมือนเดิมก็คือไม่” ท่าทางขึงขังตอบกลับอย่างไม่มีเยื่อใยทำให้พวกวิกตอเรียยิ้มเยาะชอบใจ
“ก็นะ เราไม่อยากบังคับใครหรอก เพราะเป้าหมายที่พวกเราทำมันอาจสำเร็จหรือไม่ก็ไร้ความหมายไปเลยก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องการคนที่อยากก้าวข้ามเลเวลเก้าจริง ๆ มาร่วมเดินทางด้วย”
“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วผมขอตัวไปทำงานนะครับ” ซึฮากิหาจังหวะที่ทุกคนเงียบกว่าจะพูดแทรกได้แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินจากไปวิกตอเรียก็เข้ามาขวางทางเสียก่อน
“จะรีบไปไหนมาให้กอดซะดี ๆ” แม้ซึฮากิจะพยายามหลีกหนีเพียงใดแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพละกำลังและความเร็วของวิกตอเรียได้
“ก็ได้ ๆ ตามใจก็แล้วกัน” ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมสวมกอดวิกตอเรียแต่แทนที่จะรังเกียจหรือผลักไสไล่ส่งเขากลับผ่อนคลายสงบสติอารมณ์ราวกับได้นอนบนปุยเมฆ
“ว่าแต่แม่หนูนั่นเป็นใครกัน?” สายตาแบบนั้นอย่าบอกนะว่ากำลังหึงไม่ก็หวงอยู่
“ฟราน เลสเทีย เป็นเพื่อนสนิทของกิจังค่ะ” เธอยื่นมือออกไปข้างหน้าทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรแต่สายตากลับจ้องมองด้วยความหวาดระแวง
“กิจัง...อ้อ ! กิจังงั้นเหรอ” วิกตอเรียยิ้มอย่างมีเลศนัยเหลือบมองตาชายหนุ่มผู้เย็นชาคนนั้น
ซึฮากิตบหน้าผากถอนหายใจเหมือนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“เราขอเรียกฟรานได้หรือไม่?”
“ค่ะคุณ...วิกตอเรีย”
แทนที่ทุกคนจะได้กลับแต่วิกตอเรียดันชวนอยู่ต่อเพื่อนั่งพูดคุยเล่าเรื่องต่าง ๆ ดูสนุกสนานกันใหญ่
“ก็คือกิจังเจรจากับทางอาณาจักรเซียเรียบร้อยแล้วสินะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตาแก่นั่นจะยอมกันง่าย ๆ แค่นี้” หลังจากที่วิกตอเรียรับรู้ชื่อที่สองเธอก็ชอบเรียกซึฮากิด้วยชื่อนั้นบ่อยครั้ง
“ตอนแรกก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถ้าไม่ได้พลเอกลักซ์กับฟรานก็คงโดยรวบไปแล้ว”
“เหรอ...แล้วทำไมฟรานถึงมีอิทธิพลกับราชามากนักล่ะ?”
“น่าจะเพราะหนูเป็นผู้...” ซึฮากิเอามือปิดปากฟรานเสียก่อนจะพูดจบและยังกระซิบข้างหูเล่นเอาฟรานทำตัวไม่ถูก
“เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?”
“อ้อ ฟรานเป็นผู้มีผลงานโดดเด่นมากจนทางการยังต้องเกรงใจ” ซึฮากิตอบแทนฟรานทันทียิ่งทำให้วิกตอเรียสงสัยแต่ก็ไม่ถามต่อ
“แล้วเรื่องอาณาจักรนอด ที่นั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ? ตอนที่เราเข้าไปทำเรื่องขออนุญาตเข้าดันเจี้ยนมันยุ่งยากมากเลยทีเดียว”
“ด้วยความที่มันมีภูมิประเทศเป็นเขตหนาวส่งผลให้การเดินทางล่าช้าลง แถมตอนนี้พวกเขาก็ยังตามล่าพวกเราอีกทำให้การไปที่นั่นเป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน” ซึฮากิกระดกกาแฟดื่มพลางมองเหล่าลูกทีมของวิกตอเรีย
“ใครมันกล้ามาทำลูกชายของเรา สงสัยคงต้องไปจัดการอาณาจักรนอดสักหน่อยแล้ว”
“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้ ปัญหาของพวกเราก็ต้องให้พวกเราจัดการกันเอง”
“เอาเถอะน่า ตอนแรกเราก็ชวนแคทเทอรีนมาเหมือนกันแต่เธอก็ปฏิเสธเพราะเรื่องส่วนตัว ในเมื่อเราจะไปแล้วพวกกิจังจะตามติดไปด้วยเลย...หรือไม่?”
นั่นหมายความว่าจะเป็นเกราะให้เราสินะ แม้จะเห็นเพียงแค่ครู่เดียวแต่สีหน้าจักรพรรดินีก็ดูเศร้าแปลก ๆ รอยยิ้มและสีหน้าที่ทั้งปลอมและฝืนราวกับมีใครกำลังเอาปืนจ่อหลัง
“ผมอยากคุยกับคุณวิกตอเรียเป็นการส่วนตัวนะครับ” ซึฮากิเหลือบมองหน้าส่งสายตาให้กับทุกคนเป็นสัญญาณให้ออกไปให้หมด
วิกตอเรียยกมือโบกไปข้างนอกเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ต้องพูดจาสักคำ
“พูดมาได้เลยเราพร้อมเก็บเป็นความลับ”
“จริง ๆ จะพูดต่อหน้าทุกคนก็ได้แต่แบบนี้มันสะดวกกว่า คุณสนใจจะกลับไปที่บ้านไหม?”
“ถามอะไรไร้สาระ ตัวเราหนีออกมาเพื่อพัฒนาตนเองแถมครอบครัวหรืออะไรเทือกนั้นมันเป็นตัวถ่วงเกินไป”
“นั่นสินะ แล้วจนตอนนี้คุณได้ข้อมูลหรือวิธีการมาบ้างหรือยังครับ?”
“จะว่ามีก็ได้แต่มันดันไม่ได้ช่วยอะไรเลยเนี่ยสิ”
“เล่ามาเถอะครับ”
วิกตอเรียถอนหายใจสั้น ๆ “ดันเจี้ยนบางแห่งจะมีราชาที่พูดภาษามนุษย์ได้และบางตัวก็พูดถึงการมีอยู่ของราชาตนอื่น อย่างกับ...”
“อย่างกับมีการติดต่อกันและกัน อาจจะมีเครือข่ายข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน หรือการใช้ความจำร่วมหรือการบอกเล่าต่อกันไปเป็นทอด ๆ”
“เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ดันเจี้ยนที่อยู่ห่างหรือบางแห่งก็อยู่คนละอาณาจักรกลับพูดถึงอีกดันเจี้ยนอีกแห่งได้ เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ยังรู้จักมอนสเตอร์หรือดันเจี้ยนน้อยเกินไป”
“อาจจะเป็นสิ่งนั้นก็ได้ ดันเจี้ยนระดับสูงสุดที่มีสังคมและระบบระเบียบเหมือนมนุษย์” ซึฮากิตอบกลับทันทีเหมือนเตรียมคำพูดไว้อยู่แล้ว
“จริงด้วย…ถ้านั่นเป็นเสมือนเมืองหลวงของดันเจี้ยนทั้งหลายก็อาจจะอธิบายเหตุการณ์แปลก ๆ ได้บ้าง ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีมีการสั่งสอนจัดระดับดันเจี้ยนแต่ก็ยังไม่มีใครเคยพบเจอมัน และแน่นอนว่าระดับเวทมนตร์สูงสุดก็ยังไม่มีใครใช้ได้เช่นกัน”
“ถ้าพูดถึงเรื่องแปลก ๆ ผมก็มีเรื่องจะบอกเหมือนกัน คุณคงเคยเห็นลิงเมฆาแล้วใช่ไหมครับ เธอก็มาจากดันเจี้ยนเหมือนกันและตอนนี้ก็มีคนจากดันเจี้ยนอีกหลายคนรวมทั้งเจ้าปุยด้วย”
“ตอนแรกเราก็สงสัยเหมือนกันแต่ก็เป็นเพียงแค่การคาดการณ์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงสินะที่พวกเขาสามารถออกจากดันเจี้ยนได้ไม่เหมือนมอนสเตอร์ปกติ”
“ครับ และยังมีคำให้การจากหนึ่งในคนที่อยู่ในนั้น เขาบอกว่าโดนใครสักคนจับมาขังไว้ให้เป็นเสมือนมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนโดยที่ไม่แก่ลงเลยสักนิด”
“ใครสักคน...แล้วใครกันที่สามารถทำแบบนั้นได้ ที่สำคัญเขาคนนั้นจะทำไปเพื่ออะไร?”
“ผมเองก็สงสัยเลยพยายามถามหาข้อมูลจากพวกเขาแต่ก็พากันปิดปากเงียบ เหมือนเตี๊ยมกันมาแล้ว”
“แหม น่าเสียดายจริง ๆ การเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาไม่ว่าจะด้านสมองหรือเทคนิค” วิกตอเรียยกขานั่งไขว่ห้างกระดิกปลายเท้าคิดไปเรื่อย
“จะว่าไป...คุณวิกตอเรียสนใจนั่งเครื่องบินไหมครับ มันช่วยให้เดินทางได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่าและยังทำแผนที่ได้ง่ายขึ้นด้วย”
“เครื่องบิน...คงหมายถึงนกยักษ์นั่นสินะ เราสัมผัสมานาจากมันได้ค่อนข้างบ่อยและหลาย ๆ ครั้งมันก็จะมาหยุดที่เมืองเอลโฟเรีย”
“นั่นแหละครับ มันสามารถบินได้เหมือนนกและยังพาคนไปได้หลายสิบคน สำหรับกลุ่มนักเดินทางของคุณวิกตอเรียคงไปกันได้หมดไม่มีปัญหา”
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยแล้วกัน”
“ครับถ้าอย่างนั้น...” จู่ ๆ วิกตอเรียก็สวมกอดซึฮากิโดยไม่ทันตั้งตัว
ความเงียบสงบช่วยให้พวกเขาได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
“สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลยนะเจ้าลูกชาย...ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็บอกได้เสมอ”
“แล้วผมจะบอกยังไงล่ะครับถ้าคุณวิกตอเรียไปที่โน่นที่นี่ตลอด” ซึฮากิตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาทำเอาวิกตอเรียขมวดคิ้ว
“นั่นมันก็จริง”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะให้เจ้านี่ไว้นะครับ” ซึฮากิยื่นมือถือที่เหลือไม่กี่เครื่องให้วิกตอเรียพร้อมกับสอนวิธีใช้ครบเสร็จสรรพ
หลังจากนั้นซึฮากิก็พาเหล่าผู้นำเผ่าและกลุ่มนักเดินทางไปยังสนามบิน
“โฟลจะเป็นคนขับไปส่งผู้นำเผ่า ส่วนผมจะเป็นคนขับไปส่งพวกคุณวิกตอเรียเอง”
“รับทราบครับ” โฟลตอบรับทันทีพร้อมด้วยผู้ช่วยนักบินเดินขึ้นเครื่องเตรียมตัว
“ฉันขอไปด้วยสิ” ฟรานส่งสายตาอ้อนวอนซึฮากิจนใจอ่อน
“พวกคุณไม่ต้องกลัวว่ามันจะตกนะครับ แต่ต่อให้เครื่องบินตกก็คงทำอะไรเหล่าผู้มีเลเวลเก้าไม่ได้...ใช่ไหม?”
อูเซโร่ทำหน้ามึนพลางนึกในใจว่าเขาจะรอดไปถึงฝั่งฝันหรือไม่ เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมพวกเขาก็ขึ้นบินทันที
“พวกเขาไปไหนอีกแล้วเนี่ย?” คำถามที่พูดเหมือนบ่นไปเรื่อยของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขากำลังเปิดร้านขายเสื้อผ้าซึ่งมาตั้งได้ไม่ถึงเดือน ได้เห็นพัฒนาการและความเป็นไปของเมืองเอลโฟเรียอย่างใกล้ชิด
เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ซึฮากิออกเดินทาง ขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดีก็เกิดระเบิดใจกลางเมืองสร้างความเสียหายในวงกว้างและพบผู้บาดเจ็บหลายราย