บทที่ 14 มารดาคือเครื่องเซ่นไหว้
ชายหนุ่มคนแรกที่ตื่นขึ้นมาและกลายร่างเป็หมาป่าวายุมีฉายาว่าเ้าเบิ้ม ส่วนคนที่อยู่ห้องเดียวกับถังซานมีฉายาว่าเ้าท่อนไม้ และคนที่อยู่ห้องเดียวกับเ้าเบิ้ม มีฉายาว่าเ้าบื้อ
หวังเหยียนเฟิงตั้งชื่อให้พวกเขาอย่างง่าย ๆ คล้ายกับถังซาน โดยเรียกว่า หวังต้า หวังเอ้อร์ และหวังซาน และบอกพวกเขาว่าถ้าวันหน้าสามารถเป็บริวารได้จริง ก็สามารถเปลี่ยนชื่อใหม่ได้ เพราะมีเพียงการเป็บริวารจริง ๆ เท่านั้น จึงจะมีชื่อเป็ของตัวเองและได้รับป้ายชื่อบริวาร จึงจะไม่ถูกสังหารเยี่ยงทาส
หลังอาหารเย็น หวังเหยียนเฟิงก็ให้ทุกคนกลับห้องไปพักผ่อน พรุ่งนี้จึงจะเริ่มสอนพวกเขา
เมื่อถังซานและหวังเอ้อร์กลับถึงห้อง ด้วยความใในตอนกลางวันประกอบกับความอบอุ่นของที่นี่ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทำให้หวังเอ้อร์หลับไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าเขาหลับแล้ว ถังซานจึงค่อย ๆ ลงจากเตียง ตอนนี้ข้างนอกมืดแล้ว เขาย่องผ่านห้องโถงมาที่หน้าประตูห้องอีกฝั่งหนึ่งของชั้นหนึ่ง ยกมือเคาะประตูเบา ๆ
หลิงมู่เสวี่ยอาศัยอยู่ในห้องนี้ ซึ่งอยู่คนละฝั่งของห้องโถงกับห้องผู้ชาย
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของหลิงมู่เสวี่ย
เมื่อเห็นว่าเป็ถังซาน ดวงตาที่บวมแดงของหลิงมู่เสวี่ยก็เริ่มชื้นขึ้นอีกครั้ง
ถังซานพุ่งตัวเข้าไปและปิดประตู
"เ้าเป็อะไรไป" ถังซานถามเสียงเบา สำหรับเด็กสาวที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเป็ครั้งแรกหลังมาถึงโลกนี้ เขายังคงเป็ห่วงมาก ในโลกที่เหมือนวันสิ้นโลกสำหรับมนุษย์แบบนี้ ความอบอุ่นเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
เมื่อได้ยินคำถาม หลิงมู่เสวี่ยก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
"ท่านแม่... ท่านแม่..."
ถังซานชะงัก พยุงร่างที่โงนเงนของนาง ทันใดนั้นเขาก็มีลางสังหรณ์ไม่ดี หายใจลำบากราวกับมีอะไรมารัดคอ
"ท่านแม่ของเ้าเป็อะไรไป" ถังซานถามอย่างร้อนรน
ทว่าหลิงมู่เสวี่ยร้องไห้จนพูดไม่ออก
ถังซานขมวดคิ้ว พยุงนางไปนั่งที่เตียง มือขวาแตะที่แผ่นหลังของนาง ค่อย ๆ ส่งพลังเสวียนเทียนเข้าสู่ร่างของนางเพื่อทำให้อารมณ์สงบลง
เมื่อพลังของเขาเข้าสู่ร่างของหลิงมู่เสวี่ย ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานสีฟ้าอ่อน ๆ ในร่างของนาง เมื่อัักับพลังเสวียนเทียน ดูเหมือนจะมีท่าทีอยากเกาะติด
ถังซานรีบควบคุมพลังกลับมา เขาไม่อยากดูดพลังสายเืหมาป่าวายุออกจากร่างของหลิงมู่เสวี่ยในคราวเดียว หากฟื้นฟูไม่ได้จะทำอย่างไร นั่นจะเป็การทำร้ายนางจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม การส่งพลังเสวียนเทียนเข้าไปครั้งนี้ ทำให้หลิงมู่เสวี่ยรู้สึกถึงความอบอุ่น อารมณ์จึงสงบลงบ้าง
นางมองไปที่ถังซานด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำ "ท่านแม่ ข้าเห็นท่านแม่อยู่บนแท่นนั่น"
"...!" ถังซานรู้สึกว่าสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
แท่นบูชา... แม่...
บนแท่นบูชานั้นมีสตรีมนุษย์สิบคน บางที... บางทีอาจเป็แม่ของพวกเราทั้งสิบคนที่มีสายเืของหมาป่าวายุ!
แม่ของหลิงมู่เสวี่ย และหญิงมนุษย์ที่ให้กำเนิดข้าในโลกใบนี้…
แม้จะเป็เพียงการพบเจอเพียงชั่วครู่ แทบไม่มีความทรงจำใด ๆ ในห้วงคำนึงของถังซาน แต่นางก็คือผู้ที่นำพาเขามาสู่โลกใบนี้
และเป็เพราะการตัดสินใจของเขาเองที่แสร้งทำเป็ถูกปลุกสายเืหมาป่าวายุ จึงทำให้...
คิดมาถึงตรงนี้ ร่างของถังซานก็สั่นสะท้านขึ้นมา
เขาไม่เคยคิดเลยว่าปีศาจหมาป่าจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ คนอื่นอีกสามคนไม่ทันสังเกตเห็น อาจเป็เพราะเหมือนกับเขา ที่ต้องแยกจากมารดาั้แ่เยาว์วัย จึงจำหน้ามารดาไม่ได้ มีเพียงหลิงมู่เสวี่ยที่เติบโตมาด้วยกันกับมารดา ในตอนนั้น นางอาจใจนสติหลุดลอยไป แต่นางก็ยังจำมารดาของตัวเองได้
ความหวาดกลัวอย่างรุนแรงทำให้นางไม่กล้าส่งเสียงร้อง จึงรอดชีวิตมาได้ แต่เมื่อต้องเห็นมารดาถูกสังหาร หลังจากที่อารมณ์สงบลง นางจะทนความเศร้าโศกได้เยี่ยงไร
"โลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน" ในตอนนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก หวังเหยียนเฟิงและชิวจิ้งเดินเข้ามาจากด้านนอก
ดวงตาของชิวจิ้งแดงก่ำ
ถังซานลุกพรวดขึ้นยืน ในชั่วขณะนั้น เืในร่างของเขาพลันเดือดพล่าน เขาแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แม้จะต้องปลดปล่อยจิตเทพที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เขาก็อยากจะทำลายทุกสิ่งที่นี่
ทว่าในตอนนั้นเอง ชิวจิ้งก็รีบก้าวเข้ามาข้างหน้า มาหยุดตรงหน้าพวกเขา โอบกอดหลิงมู่เสวี่ยเข้าสู่อ้อมอกของนาง พลางปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หวังเหยียนเฟิงหลับตาลงด้วยความเ็ป "ทุกคน พวกเราทุกคนที่เป็บริวารที่รอดชีวิตมาได้ ล้วนเคยเผชิญกับภาพเช่นนี้ นี่คือกฎของเผ่าปีศาจ หญิงมนุษย์ที่ให้กำเนิดผู้ที่มีสายเืของพวกมัน ในสายตาของพวกมันแล้ว ล้วนเป็การลบหลู่บรรพชน จึงต้องถูกนำไปเป็เครื่องบูชาแด่บรรพชน เ้าเห็นกะโหลกมนุษย์มากมายใต้แท่นบูชานั่นหรือไม่ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็ผู้ที่ถูกพวกมันสังหาร"
"ั้แ่ได้พบเ้าทั้งสอง ข้าก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง พวกเ้าล้วนเป็ผู้ที่มีสติปัญญา โดยเฉพาะเ้า แม้ภายนอกจะดูเหมือนคนอื่น แต่ในตอนที่เด็ก ๆ ที่มาทดสอบพร้อมกับพวกเ้าถูกสังหาร ร่างกายของเ้าที่เกร็งขึ้นในชั่วพริบตานั้น ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็ความรู้สึกเตรียมพร้อมต่อสู้
ข้าอยู่ข้าง ๆ เ้า จึงรู้สึกได้ หากข้าเดาไม่ผิด เทพอสูรจำแลงหมาป่าวายุของเ้าตื่นขึ้นมานานแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเ้าไปเรียนรู้มาจากผู้ใด ได้สติปัญญามาได้เยี่ยงไร แต่ข้าต้องบอกให้ว่า ในโลกใบนี้ การมีชีวิตรอดเท่านั้นจึงจะมีโอกาส ความหุนหันพลันแล่นจะนำมาซึ่งความตาย ไม่ใช่แค่เ้า แต่รวมถึงพวกเรา และทุกสิ่งที่นี่
ตามกฎของเผ่าปีศาจ หากบริวารคนหนึ่งทรยศ บริวารทั้งหมดในเมืองจะถูกปะาพร้อมกัน แม้เ้าจะยังเป็เด็ก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดตอนนี้ ข้าควรจับตัวเ้าส่งไป ให้พวกมันสอบสวนว่าเ้าเกิดสติปัญญาได้อย่างไร พวกเ้าทั้งเ้าสองคนเลย เข้าใจหรือไม่"
ความโกรธในดวงตาของถังซานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ความเยือกเย็น ในสายตาที่มองหวังเหยียนเฟิงมีความสงบนิ่งแฝงอยู่ในความเ็า "เช่นนั้นท่านจะส่งตัวพวกข้าไปหรือไม่"
หวังเหยียนเฟิงรู้สึกสะท้านใจขึ้นมาทันที ถึงกับรู้สึกหวาดกลัวสายตาของถังซาน แม้เขาจะเป็เพียงเด็กน้อยที่ยังดูอ่อนแอนักในสายตาเขาก็ตาม
หวังเหยียนเฟิงอดที่จะยิ้มขื่นไม่ได้ "หากข้าจะส่งตัวพวกเ้าไป ในตอนนั้น ข้าจะยืนขวางหน้าเ้าทำไม เด็กน้อย อย่าทำอะไรทั้งนั้น และอย่ายุ่งเื่นี้ เ้าก็ไม่มีทางได้เห็นศพมารดาของเ้าแล้ว พวกมันจัดการไปนานแล้ว หากเ้ามีความตั้งใจจจริง ๆ ก็จงมีชีวิตอยู่ต่อไป พยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้"
ความเยือกเย็นในดวงตาของถังซานค่อย ๆ จางหาย กำปั้นที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออก
หากเขาปลดปล่อยจิตเทพที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอกไป เขาก็มีโอกาสกว่าแปดส่วนที่จะทำลายทุกสิ่งที่นี่ได้ ทว่าในภายหน้า หาก้ากลับมาเป็เทพอีกครั้งภายใต้การกดทับของกฎเกณฑ์โลกใบนี้ โอกาสจะน้อยลงมาก เพราะกฎเกณฑ์ของดาวดวงนี้กดทับรุนแรงเกินไป
ทว่าในดาวดวงนี้ บนมหาพิภพภูตปีศาจแห่งนี้ โศกนาฏกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นแค่ในเมืองหมาป่าวายุหรือ? ไม่ใช่เลย มันเกิดขึ้นทั่วทุกมุม แม้จะถล่มเมืองหมาป่าวายุจนราบเป็หน้ากลอง ก็มิอาจแก้ปัญหาพื้นฐานของมนุษย์ได้
หวังเหยียนเฟิงพูดถูก มีเพียงการเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง จนแข็งแกร่งอย่างแท้จริง จึงจะมีโอกาสแก้ไขทุกสิ่งได้
ในตอนนั้นเอง มือที่อบอุ่นข้างหนึ่งก็กุมมือของเขาไว้
ถังซานหันไปมอง เห็นดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตาของชิวจิ้ง
"เด็กน้อย พวกเราทำอะไรไม่ได้ การมีชีวิตอยู่ต่อไปคือการปลอบประโลมที่ดีที่สุดสำหรับมารดาของเ้า ข้าก็มีบุตร แต่เขาล้มเหลวในการทดสอบปลุกสายเื หากเขาทำสำเร็จ แม้ข้าต้องตาย ข้าก็ยินดี" ชิวจิ้งพูดพร้อมกับดึงถังซานเข้าสู่อ้อมกอด มือข้างหนึ่งกอดเขาและอีกข้างหนึ่งกอดหลิงมู่เสวี่ยไว้พลางร่ำไห้
อ้อมกอดของชิวจิ้งอบอุ่น ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของเขา
หลิงมู่เสวี่ยค่อย ๆ หลับไปท่ามกลางการร่ำไห้ในอ้อมกอดอันอบอุ่น
หวังเหยียนเฟิงพาถังซานกลับห้อง
"นอนพักผ่อนให้สบายเถอะ" หวังเหยียนเฟิงลูบศีรษะเขา