ดันเจี้ยนผีๆ ต้องเจอแม่หมอตัวร้าย

    030 เทพเซียนมาจากไหน

    เพื่อนที่นั่งข้างกันรีบจับแขนเธอแต่เด็กสาวยังเบ้ปากและไม่หันกลับมา

    เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านไหล่ของผู้หญิงคนนั้น

    ผู้ชายคนหนึ่งห้อยหัวอยู่เหนือโต๊ะเรียน

    ลำคอของมันยาวลงมาจากเพดานพับทบผิดรูปอยู่สองช่วงใบหน้ากลับหัวค้างอยู่เหนือกระหม่อมของเด็กสาวไม่ถึงหนึ่งคืบ

    แขนซ้ายของมันยืดลงมาเกาะพนักเก้าอี้นิ้วทั้งห้าครูดอยู่บนขอบพลาสติกจนเกิดรอยดำส่วนมือขวาสอดเข้าไปในเส้นผมของเด็กสาว ลูบตั้งแต่กลางศีรษะลงมาถึงท้ายทอยช้า ๆราวกับกำลังปลอบคนรัก

    ทุกครั้งที่ปลายนิ้วลากผ่านเส้นผมบริเวณนั้นจะติดกันเป็นช่อ ผิวหนังใต้โคนผมซีดลงเล็กน้อยแต่เด็กสาวไม่รู้สึกตัว เธอยังคงเบ้ปากพูดกับเพื่อนข้าง ๆ

    “คนแบบนั้นยังกล้ามาเรียนอีกเนอะถ้าเป็นฉันคงลาออกไปแล้ว”

    ลิ้นสีม่วงคล้ำของผียื่นพ้นริมฝีปากมันไม่ได้เลียลงไปตรง ๆ เพียงกวาดอยู่เหนือกระหม่อมไม่ถึงหนึ่งข้อนิ้วไอสีเทาจางถูกดึงออกจากเส้นผมทีละสาย ก่อนหายเข้าไปในลำคอซึ่งพับทบอยู่เหนือเพดาน

    เสิ่นโม่จิ่นมองอยู่ครู่หนึ่ง

    ถ้าเป็นเพียงผีตามติดทั่วไปมันคงเกาะหลังหรือขี่คอ สูบพลังหยางจากเหยื่อจนร่างกายอ่อนแอแล้วค่อยหายไปแต่ตัวนี้ฝังรอยนิ้วไว้บนพนักเก้าอี้

    รอยเก่ายังซ้อนอยู่ใต้รอยใหม่หลายชั้นแปลว่ามันตามผู้หญิงคนนี้มานานและมักปรากฏในตำแหน่งเดิม

    มันไม่ได้รีบฆ่า

    มันกำลังเล็มสติทีละน้อยรอให้เจ้าของร่างเหนื่อย พูดจาสับสน หงุดหงิดง่ายหรือเริ่มเห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง หลังจากนั้นจะหลอกให้เดินตามไปที่ไหนสักแห่งเอง

    วิธีแบบนี้ไม่ทิ้งรอยมือบนคอ ไม่สร้างแผลและหากเหยื่อตกตึกหรือเดินเข้าไปกลางถนน คนอื่นก็จะสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ

    ‘แดกละเอียดดีนี่’

    เสิ่นโม่จิ่นละสายตาจากผีแล้วมองหาที่นั่งภายในห้องเป็นโต๊ะเรียนแบบขั้นบันได แถวกลางเหลือเก้าอี้ว่างอยู่สองตัว

    ส่วนด้านหลังมีคนวางกระเป๋าจองไว้เกือบหมดนักศึกษาหลายคณะนั่งปะปนกัน บางคนมองเธอแล้วหันไปถามชื่อจากเพื่อนบางคนจำร่างเดิมได้จึงขยับของออกจากเก้าอี้ข้างตัวเหมือนกลัวเธอจะไปนั่งใกล้

    เสิ่นโม่จิ่นเลือกเก้าอี้ว่างแถวกลางซึ่งอยู่เยื้องจากเด็กสาวผมสั้นสองช่วงโต๊ะ

    เมื่อนั่งลง ลำคอของผีก็พาดขวางหน้ากระดานพอดี

    เธอเอนตัวไปทางซ้ายมันขยับตามหญิงสาวและบังไปทางซ้าย

    “........”

    เสิ่นโม่จิ่นเปลี่ยนมาทางขวาใบหน้ากลับหัวนั้นแกว่งผ่านสายตาอีกครั้งน้ำสีดำข้นไหลออกจากรูจมูกแล้วหยดหายไปก่อนถึงโต๊ะ

    เจ้าตัวคงรู้แล้วว่ามีคนมองเห็นเพราะริมฝีปากเละ ๆ ค่อย ๆ แยกออกจนเห็นเหงือกซึ่งไม่มีฟันเหลืออยู่หลายซี่แต่มันยังไม่หยุด มือขวากลับสอดลึกเข้าไปในเส้นผมของอดีตแฟนสาวกว่าเดิม

    เด็กสาวยกมือนวดขมับสีหน้าฉุนเฉียวขึ้นโดยไม่มีเหตุ “ฉันพูดผิดตรงไหน หล่อนเป็นคนผลักอวี้ถงเองมีคนเห็นตั้งเยอะ”

    “เบา ๆ หน่อย อาจารย์จะมาแล้ว”เพื่อนข้างตัวเตือน

    “กลัวอะไร ฉันไม่ได้เอ่ยชื่อสักหน่อยใครร้อนตัวก็เรื่องของคนนั้นสิ”

    เธอพูดจบก็หันมาทางเสิ่นโม่จิ่นโดยตรงรอยยิ้มตรงมุมปากแสดงชัดว่าไม่ได้บังเอิญ ทว่าดวงตาของเธอดูพร่ารูม่านตาเคลื่อนไม่พร้อมกันชั่วขณะ ก่อนกลับเป็นปกติเมื่อกะพริบตา

    ผีผู้ชายก้มใบหน้าตามลิ้นซึ่งยาวลงมาถึงหน้าอกลากผ่านโคนผมอีกครั้ง

    เสิ่นโม่จิ่นยังไม่พูด

    ไม่ใช่เพราะอดทนได้หรือเห็นว่าคำพูดพวกนี้ไม่มีค่าแก่การใส่ใจ

    เธอเพียงอยากดูให้ชัดว่ามันผูกตัวเองกับเหยื่อผ่านส่วนไหนหากทำให้ตกใจแล้วปล่อยหลุดหนีไป มันอาจหายกลับเข้าไปในร่างผู้หญิงคนนั้นแทน

    เสียงสัญญาณก่อนเข้าเรียนดังจากลำโพงตรงทางเดินนักศึกษาที่จับกลุ่มอยู่ข้างนอกทยอยเดินเข้ามา

    อาจารย์หญิงวัยกลางคนตามเข้ามาเป็นคนสุดท้ายเธอวางเอกสารลงบนโต๊ะ เปิดเครื่องฉายภาพ แล้วหันมามองรอบห้อง

    “นั่งประจำที่ได้แล้วค่ะวิชานี้มีนักศึกษาหลายคณะ ถ้าใครเข้าผิดห้องให้ตรวจตารางก่อนเริ่มเรียน”

    คนที่ยังยืนอยู่รีบหาที่นั่งเสียงเลื่อนเก้าอี้ดังปะปนกันอยู่พักหนึ่งเสิ่นโม่จิ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเทียบหมายเลขวิชา เธอไม่ได้เข้าผิดเพียงเลือกวิชาได้ไม่ถูกเวลานัก

    เด็กสาวแถวหน้ายังไม่หยุด เธอโน้มเข้าไปหาเพื่อนแต่เสียงกลับดังพอให้คนด้านหลังได้ยิน

    “มหาวิทยาลัยก็ตลกนะ ยังไม่พักการเรียนอีกถ้าเกิดหล่อนผลักใครในห้องนี้ขึ้นมาจะทำยังไง”

    ผีตัวนั้นขยับตามการโน้มตัวมือซ้ายซึ่งเกาะพนักเก้าอี้บิดจนพลาสติกยุบเข้าไปเล็กน้อย

    เสิ่นโม่จิ่นมองต้นคอของมันซึ่งพาดบังอยู่กลางกระดานแล้วเลื่อนสายตาไปยังอาจารย์หน้าห้อง อาจารย์กำลังเปิดรายชื่อ ยังไม่เริ่มสอนหากปล่อยไว้อีกหน่อย เธอต้องนั่งมองลิ้นผีแกว่งอยู่เหนือหัวคนตลอดคาบ

    ‘น่ารำคาญ’

    เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้นโดยไม่เพิ่มระดับเสียง

    “จะใส่ไฟกูก็ไม่เป็นไรหรอกแต่ก่อนอื่นมึงช่วยเอาแฟนที่กำลังเลียหัวมึงไปไกล ๆ กูก่อนได้ไหม แม่งบัง”

    เสียงในห้องหยุดลงแทบพร้อมกัน

    เด็กสาวผมสั้นแข็งค้างอยู่ในท่าโน้มตัวเพื่อนข้าง ๆ หันมามองเสิ่นโม่จิ่นด้วยปากที่ยังอ้าอยู่เล็กน้อยนักศึกษาบางคนมองไปบนศีรษะหญิงสาวตามคำพูดแต่สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงอากาศว่างกับหลอดไฟบนเพดาน

    อาจารย์วางปากกาลง “นักศึกษาคนนั้น เมื่อครู่พูดว่าอะไรนะคะ”

    เสิ่นโม่จิ่นยังมองสิ่งที่พาดขวางกระดาน“บอกว่าแฟนเธอบัง”

    เพื่อนของเด็กสาวได้สติก่อนเธอตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น “เสิ่นโม่จิ่น อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ! เธอหาเรื่องคนอื่นไม่พอยังจะแช่งว่ามีผีเกาะอีกเหรอ”

    ชื่อซึ่งถูกตะโกนออกมาทำให้คนที่ไม่รู้จักเสิ่นโม่จิ่นเริ่มหันมองกันบางคนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามีเสียงกระซิบดังจากโต๊ะด้านหลังว่าคนนี้คือคนเดียวกับที่เพิ่งถูกเรียกไปฝ่ายปกครองหรือไม่

    เด็กสาวผมสั้นค่อย ๆ หันกลับมาสีหน้าของเธอขาวกว่าตอนแรกเล็กน้อย แต่ยังฝืนหัวเราะ

    “แฟนฉันไม่อยู่ที่นี่เธออย่าคิดว่าแต่งเรื่องผีแล้วทุกคนจะกลัว”

    “อยู่”

    “แกเห็นหรือไง”

    “อืม”

    คำตอบของเสิ่นโม่จิ่นทำให้เสียงหัวเราะซึ่งอีกฝ่ายเตรียมไว้สะดุดเด็กสาวยกมือแตะเส้นผมตัวเองโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วผ่านตำแหน่งเดียวกับมือของผีแต่ทั้งสองอย่างไม่สัมผัสกัน

    ผีหยุดเลียแล้ว

    ใบหน้ากลับหัวหมุนมาทางเสิ่นโม่จิ่นช้า ๆขณะที่ลำตัวยังติดอยู่กับเพดาน มุมหมุนของศีรษะเกินกว่ากระดูกคอมนุษย์จะทำได้เสียงเอ็นเสียดสีกันดังกรึกเบา ๆ มีเพียงเธอที่ได้ยิน

    เด็กสาวกลับเข้าใจว่าเสิ่นโม่จิ่นกำลังจ้องตัวเองจึงเชิดหน้าขึ้น “ถ้าหมายถึงเมิ่งถง เขาแค่หายไปเอง เราเลิกติดต่อกันตั้งนานแล้วอย่าเอาเขามาพูดมั่ว ๆ”

    ผีเหนือศีรษะยิ้มกว้างขึ้นทันที

    รอยแยกตรงแก้มซ้ายฉีกไปถึงใบหูเนื้อที่ถูกแรงกดจนยุบขยับตามรอยยิ้มน้ำข้นสีดำไหลผ่านสันจมูกกลับหัวเข้าไปในเส้นผมของอดีตแฟนสาว

    “พอได้แล้วค่ะ”

    อาจารย์เดินออกจากหลังโต๊ะ น้ำเสียงเข้มขึ้น“นี่เป็นห้องเรียน ไม่ใช่สถานที่ให้ทะเลาะหรือเอาเรื่องเหนือธรรมชาติมาหลอกกันนักศึกษาเสิ่น ถ้ามีปัญหาส่วนตัวกับเพื่อน ให้ออกไปคุยหลังเลิกเรียน”

    “ฉันไม่ได้มีปัญหากับเธอ”

    “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรพูดว่าเพื่อนมีผีเกาะการสร้างความกลัวแบบนี้อาจทำให้คนอื่นตื่นตระหนก”

    “อาจารย์คะ หล่อนจงใจแกล้งหนูค่ะ”เด็กสาวผมสั้นรีบพูด “เมื่อกี้หนูแค่คุยกับเพื่อน ไม่ได้ทำอะไรหล่อนเลย”

    เสิ่นโม่จิ่นมองผีอีกครั้ง

    มันยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองก่อนแลบลิ้นยาวออกมาเลียปลายนิ้ว ดวงตาดำคล้ำก้มมองเธอด้วยท่าทางเยาะเย้ย

    คงเห็นว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวร่างเล็กสะพายกระเป๋าเก่า และถูกคนทั้งห้องมองเหมือนตัวปัญหาต่อให้มองเห็นมันได้ก็ไม่มีใครเชื่อ

    เมื่อเสิ่นโม่จิ่นดูจนแน่ชัดเห็นว่าผีมันมีเพียงกรรมผูกกันเท่านั้น

    เธอจึงเพียงยักไหล่ สอดมือลงไปในย่าม คลำผ่านของขลังที่ยังไม่จำเป็นก่อนหยิบข้าวสารเสกออกมาสองเม็ด

    พลังที่ค้างอยู่ในเส้นลมปราณยังไม่เต็มดีหากใช้คาถากดวิญญาณเต็มบท เธออาจต้องเสียเวลาพักฟื้นอีก แต่การทำให้มันเผยตัวไม่จำเป็นต้องใช้ของมากกว่านั้น

    อาจารย์เห็นเธอหยิบบางอย่างออกมาก็หยุดอยู่กลางทาง“นักศึกษาเสิ่น เอามือวางบนโต๊ะค่ะ อย่าทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อเพื่อน”

    “ข้าวสาร”

    “ไม่ว่าจะเป็นอะไร...”

    เสิ่นโม่จิ่นคีบเม็ดข้าวไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งไออาคมเส้นเล็กไหลออกจากปลายนิ้ว เคลือบผิวข้าวซึ่งเดิมเป็นสีขาวให้ขึ้นเงาสีทองเพียงวูบเดียว

    เธอท่องเสียงเบา

    “นะขับ โมไล่ พุทไป ธาจาก ยะสูญหาย...”

    เมิ่งถงหุบยิ้ม

    มือซึ่งลูบเส้นผมอดีตแฟนสาวหยุดกึกมันพยายามดึงแขนกลับขึ้นไป แต่รอยนิ้วที่ฝังอยู่บนพนักเก้าอี้กลับรั้งร่างไว้เองผีส่งเสียงขู่ต่ำ ลำคอยาวบิดไปมาเหนือโต๊ะเหมือนเชือกเปียกถูกเหวี่ยง

    เสิ่นโม่จิ่นดีดข้าวเม็ดแรกออกไป

    เม็ดข้าวเล็ก ๆวิ่งผ่านช่องว่างระหว่างนักศึกษาสองคนมันกระแทกอากาศเหนือศีรษะเด็กสาวแล้วหยุดอยู่กลางทางอย่างผิดธรรมชาติ

    ผิวอากาศบริเวณนั้นบุ๋มเข้าไป

    รอยบิดเบี้ยวแผ่ออกจากจุดกระแทกคล้ายเม็ดข้าวกดอยู่บนผิวหนังเปียกชื้นซึ่งซ่อนตัวอยู่ กลิ่นไหม้จาง ๆลอยตามเสียงฉ่าครั้งเดียว ก่อนของเหลวสีดำจะซึมออกมารอบเม็ดข้าว

    นักศึกษาที่อยู่ใกล้ที่สุดเบิกตากว้าง“นั่นอะไรน่ะ”

    เสิ่นโม่จิ่นสะบัดมือส่งข้าวเม็ดที่สองตามไปจุดหมายอยู่เหนือเม็ดแรกประมาณหนึ่งช่วงแขน

    เมิ่งถงปล่อยพนักเก้าอี้แล้วพุ่งหนีแต่ช้าเกินไป ข้าวเม็ดที่สองกระแทกเข้ากับใบหน้าซีกขวา

    “อ๊ากกก” มันส่งเสียงกรีดร้องแหลมจนหลอดไฟเหนือเพดานดับไปหนึ่งดวง

    รูปร่างซึ่งซ่อนอยู่ถูกกระชากออกจากอากาศทีละส่วน

    เริ่มจากมือดำคล้ำที่ฝังอยู่ในเส้นผมตามด้วยแขนบวมซึ่งมีรอยช้ำเป็นวง ลำตัวของมันยังเกาะติดเพดานทั้งแผ่นหลังส่วนลำคอยืดยาวลงมาหลายเมตร พับทบอยู่เหนือโต๊ะเรียน

    ใบหน้ากลับหัวห้อยต่ำจนเกือบชนศีรษะเด็กสาว

    กะโหลกด้านซ้ายยุบเข้าไปถึงเบ้าตาเนื้อแก้มปริแตกและบดติดกับฟันกราม ริมฝีปากฉีกจนปิดไม่สนิทลิ้นสีม่วงยาวถึงอกแกว่งไปตามแรงดิ้น

    ดวงตาข้างที่ยังเหลืออยู่ดำคล้ำทั้งลูกมันไม่ได้จ้องคนที่เปิดโปงตัวเอง แต่กลับหันไปมองอดีตแฟนสาวไม่กะพริบ

    เด็กสาวผมสั้นเงยหน้าขึ้นตามสายตาของคนทั้งห้อง

    เมื่อเห็นใบหน้ากลับหัวอยู่ห่างจากตัวเองไม่ถึงคืบปากของเธอก็สั่นอยู่สองครั้ง

    “เมิ่ง...เมิ่งถง?”

    ผีอ้าปาก รอยยุบตรงกะโหลกขยับตามแรงพยายามพูดทว่ามีเพียงเสียงครูดของกระดูกดังออกจากลำคอ

    ผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องจนเสียงแตกร่างกระตุกถอยหลังทั้งที่ยังนั่งอยู่ขาเก้าอี้เกี่ยวกับกระเป๋าด้านล่างทำให้เธอล้มพร้อมโต๊ะ ศีรษะยังไม่ทันกระแทกพื้นดวงตาก็เหลือกขึ้นและหมดสติไปก่อน

    เพื่อนที่เพิ่งตบโต๊ะปกป้องเธอถอยหนีเป็นคนแรกข้อพับเข่าชนโต๊ะด้านหลังจนล้มทับนักศึกษาอีกคน แต่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะหันไปขอโทษเธอคลานผ่านช่องว่างระหว่างเก้าอี้ พยายามไปให้ห่างจากเมิ่งถงมากที่สุด

    ทั้งห้องแตกออกพร้อมกัน

    เสียงกรีดร้องดังทับเสียงลากโต๊ะนักศึกษาจากแถวหลังกรูกันไปที่ประตูจนคนแรกถูกดันชนวงกบ

    บางคนก้มหลบใต้โต๊ะทั้งที่ผีเกาะอยู่บนเพดานผู้ชายคนหนึ่งพยายามกระโดดข้ามเก้าอี้แต่ปลายรองเท้าเกี่ยวพนักล้มคว่ำจนโทรศัพท์ไถลไปถึงหน้าห้อง

    เมิ่งถงถูกข้าวสารสองเม็ดบังคับให้ถอยออกจากเหยื่อมันหดมือกลับขึ้นไปเกาะหลอดไฟ ลำคอยาวลากผ่านเพดานเป็นรอยดำใบหน้าหันมาทางเสิ่นโม่จิ่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มเหลืออยู่

    มันพุ่งลงมา

    เสิ่นโม่จิ่นยังนั่งอยู่ที่เดิม เธอเลื่อนย่ามขึ้นมาวางบนโต๊ะมือแตะด้ามไม้เรียวด้านใน แต่ยังไม่ดึงออก

    เมิ่งถงหยุดกลางทางก่อนถึงตัวเธอประมาณสองช่วงแขน

    ข้าวสารซึ่งติดอยู่บนใบหน้ากับลำคอสว่างขึ้นเพียงเล็กน้อยทุกครั้งที่มันพยายามเคลื่อนเข้าใกล้ผิวหนังรอบเม็ดข้าวจะยุบลึกลงจนของเหลวสีดำไหลเป็นสาย

    กลิ่นเน่าเหมือนเนื้อสัตว์ถูกทิ้งไว้ในถุงปิดสนิทเริ่มกระจายไปทั่วแถวกลาง

    มันชักคอกลับ ส่งเสียงขู่แล้วคลานถอยไปเกาะมุมเพดานเหนือเครื่องฉายภาพ แขนขายาวผิดส่วนกอดลำตัวไว้แน่นดวงตาดำข้างเดียวไม่ยอมละจากเธอ

    เสิ่นโม่จิ่นปล่อยมือจากด้ามไม้เรียว

    หากตามไปฟาดตอนนี้ เธอทำได้แต่คงต้องใช้คาถาเพิ่มเพื่อไม่ให้มันหนีเข้าไปซ่อนในร่างนักศึกษาคนอื่น

    หลังจากนั้นยังต้องไล่ถามเรื่องศพ สาเหตุการตายและของที่ใช้ผูกวิญญาณกับอดีตแฟนสาว

    งานยาว ของฟรี และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ

    ‘เปลืองของ’

    เธอหยิบโทรศัพท์ซึ่งเกือบตกจากโต๊ะกลับมาวางตรงหน้าปล่อยให้คนอื่นวิ่งกันต่อ

    อาจารย์หญิงยืนแข็งอยู่ข้างกระดานใบหน้าซีดจนสีลิปสติกดูเข้มกว่าเดิม มือที่ถือรายชื่อสั่นแต่เธอยังมีสติพอคว้าโทรศัพท์จากโต๊ะ

    “ทุกคนอย่าผลักกัน!” อาจารย์ตะโกน“คนที่ออกไปแล้วให้ถอยจากประตู อย่ายืนขวางทาง!”

    ไม่มีใครฟังประโยคแรกส่วนประโยคหลังช่วยให้ทางออกโล่งขึ้นเล็กน้อย

    นักศึกษาหลายคนพากันวิ่งออกไปยังทางเดินเสียงตะโกนว่าในห้องมีผีดังลามไปถึงบันได ไม่นานคนจากห้องข้าง ๆ ก็โผล่มาดูก่อนถอยกลับเมื่อเห็นลำคอยาวห้อยอยู่เหนือเครื่องฉายภาพ

    อาจารย์กดหมายเลขด้วยนิ้วที่ผิดตำแหน่งสองครั้งจึงโทรออกสำเร็จ

    “อาคารเรียนรวมสาม ชั้นสี่ ห้องสี่ศูนย์เจ็ดค่ะพบวิญญาณปรากฏตัวชัดเจน...ไม่ใช่ภาพลวง มีนักศึกษาเห็นทั้งห้องผู้ได้รับผลกระทบหมดสติหนึ่งคนขอหน่วยควบคุมดันเจี้ยนกลางกับเจ้าหน้าที่แพทย์ด่วนค่ะ”

    เธอฟังคำถามจากปลายสายแล้วหันมองเมิ่งถงสีหน้ากระตุกเมื่อผีขยับแขน

    “ยังอยู่ในห้องค่ะเกาะอยู่บนเพดาน...ไม่ทราบระดับ นักศึกษาคนหนึ่งใช้ข้าวสารทำให้มันปรากฏตัว”

    สายตาของอาจารย์เลื่อนมาหยุดที่เสิ่นโม่จิ่น

    เมื่อครู่เธอยังตำหนิว่าไม่ควรพูดหลอกเพื่อนเวลานี้กลับไม่รู้ว่าควรถามเรื่องคาถา ขอบคุณ หรือสั่งให้คนตรงหน้าออกจากห้องก่อน

    เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้ช่วยเลือกคำพูดให้เธอลุกขึ้นและสะพายย่ามกลับบนไหล่

    “เธอจะไปไหน” อาจารย์รีบถาม

    “เปลี่ยนที่นั่ง”

    “อย่าเพิ่งออกจากห้องเจ้าหน้าที่ขอให้คนที่ทำให้วิญญาณปรากฏตัวอยู่รอให้ข้อมูลก่อน”

    เสิ่นโม่จิ่นมองประตูซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษายืนอัดกันอยู่ด้านนอกต่อให้เดินออกไปตอนนี้ก็คงต้องตอบคำถามทีละคนอยู่ดีเธอจึงย้ายไปนั่งโต๊ะแถวหลังซึ่งอยู่ไกลจากกลิ่นเน่ากว่าเดิม

    อาจารย์วางสายแล้วรีบเข้าไปดูนักศึกษาที่หมดสติเพื่อนคนอื่นไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สุดท้ายเธอต้องลากร่างเด็กสาวออกจากใต้โต๊ะด้วยตัวเอง

    เมิ่งถงขยับตามทันทีลำคอยาวคลายตัวลงมาครึ่งช่วง

    เสิ่นโม่จิ่นเคาะนิ้วกับโต๊ะหนึ่งครั้ง

    ข้าวสารบนใบหน้ามันร้อนขึ้นอีกคราเมิ่งถงสะดุ้งและถอยกลับไปที่เดิม ไม่ยอมปล่อยสายตาจากอดีตแฟนสาวแต่ก็ไม่กล้าตามลงมา

    “ลากออกไปได้” เธอบอก

    อาจารย์พยักหน้ารวดเร็วคราวนี้ไม่ถามว่าเธอกำลังหลอกใครหรือไม่

    นักศึกษาชายสองคนซึ่งยังกล้ายืนอยู่ใกล้ประตูจึงเข้ามาช่วยพวกเขาจับแขนเด็กสาวคนละข้างและรีบพาออกไปทางเดิน

    เพื่อนที่เคยเถียงแทนยืนหลบอยู่หลังคนอื่นไกลเกือบสิบเมตรไม่แม้แต่จะยื่นมือมารับเพื่อน

    โทรศัพท์ของเสิ่นโม่จิ่นสั่นติดกันหลายครั้ง

    กลุ่มชั้นเรียนซึ่งก่อนหน้านี้ยังพูดถึงข้อความข่มขู่เปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว

    ภาพถ่ายเมิ่งถงเกาะเพดานถูกส่งต่อเข้ามาหลายมุมตามด้วยข้อความถามว่าห้องสี่ศูนย์เจ็ดมีผีจริงหรือไม่ อีกไม่ถึงหนึ่งนาทีข่าวใหม่ก็เลื่อนทับภาพแคปคำด่าของเธอจนหายไปด้านบน

    บางคนยังถามว่าเสิ่นโม่จิ่นทำอะไรแต่ไม่มีใครตอบตรงกัน คนซึ่งเคยดูสตรีมต่างจำได้เพียงว่าเธอเคยเข้าไปในดันเจี้ยน

    ทว่าเมื่อถูกถามว่าเคยเห็นใช้ข้าวสารหรือใช้คาถาแบบนี้หรือไม่กลับไม่มีใครนึกวิธีผ่านด่านหรือรายละเอียดบนใบหน้าของเธอออก

    เสิ่นโม่จิ่นกดปิดการแจ้งเตือน

    อย่างน้อยคนพวกนี้ก็มีเรื่องใหม่ให้พูดข่าวเรื่องผีเกาะหัวน่าจะน่าสนใจกว่าเรื่องเธอใส่รองเท้าแตะมาเรียนอยู่หลายวัน

    ไม่ถึงสิบนาทีเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ก็ดังมาจากปลายทางเดินนักศึกษาที่มุงอยู่หน้าห้องถูกสั่งให้แยกออกจากประตูก่อนเจ้าหน้าที่ในชุดสีดำหกคนจะเข้ามาเป็นแถว

    คนด้านหน้าถืออุปกรณ์ตรวจจับวิญญาณทรงสี่เหลี่ยมหน้าจอมีเส้นสีแดงพุ่งสูงทันทีที่หันเข้าห้อง

    อีกคนสะพายกล่องไม้ซึ่งแปะยันต์ไว้รอบฝาส่วนชายซึ่งเดินตามหลังถือกระจกทองแดงไว้ในมือเขาใช้นิ้วปาดของเหลวใสบนเปลือกตาแล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ

    คนที่เดินนำเข้ามาไม่ได้มองเมิ่งถงก่อน

    สายตาของเขาหยุดที่ย่ามดำบนไหล่เสิ่นโม่จิ่นรอยอาคมซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็นยังไหลวนอยู่รอบปากย่ามแสงบุญบางส่วนติดอยู่ตรงสายสะพายและปลายผมสีทองของเธอ

    จากนั้นเซี่ยจิ้งอันจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ

    กล้ามเนื้อตรงกรามของเขาเกร็งขึ้นเล็กน้อยสีหน้าไม่ได้มีเพียงความระวังของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ามาตามคดีวิญญาณ

    ภาพวันที่น้องสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียงยังคงค้างชัดเกินกว่าจะมองเสิ่นโม่จิ่นเป็นเพียงพยานคนหนึ่งได้

    ชายผู้เปิดตาหยินด้านหลังหันตามสายตาเพื่อน

    เขามองย่ามมองแสงสีทองซึ่งเกาะอยู่รอบตัวเด็กสาว แล้วอ้าปากค้างจนกระจกทองแดงในมือเกือบหลุด

    “แม่เจ้า” เขาพึมพำเบา ๆ“นี่เทพเซียนมาจากไหนวะ”

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยนผีๆ ต้องเจอแม่หมอตัวร้าย ที่คุณอ่าน