เพื่อนที่นั่งข้างกันรีบจับแขนเธอแต่เด็กสาวยังเบ้ปากและไม่หันกลับมา
เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านไหล่ของผู้หญิงคนนั้น
ผู้ชายคนหนึ่งห้อยหัวอยู่เหนือโต๊ะเรียน
ลำคอของมันยาวลงมาจากเพดานพับทบผิดรูปอยู่สองช่วงใบหน้ากลับหัวค้างอยู่เหนือกระหม่อมของเด็กสาวไม่ถึงหนึ่งคืบ
แขนซ้ายของมันยืดลงมาเกาะพนักเก้าอี้นิ้วทั้งห้าครูดอยู่บนขอบพลาสติกจนเกิดรอยดำส่วนมือขวาสอดเข้าไปในเส้นผมของเด็กสาว ลูบตั้งแต่กลางศีรษะลงมาถึงท้ายทอยช้า ๆราวกับกำลังปลอบคนรัก
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วลากผ่านเส้นผมบริเวณนั้นจะติดกันเป็นช่อ ผิวหนังใต้โคนผมซีดลงเล็กน้อยแต่เด็กสาวไม่รู้สึกตัว เธอยังคงเบ้ปากพูดกับเพื่อนข้าง ๆ
“คนแบบนั้นยังกล้ามาเรียนอีกเนอะถ้าเป็นฉันคงลาออกไปแล้ว”
ลิ้นสีม่วงคล้ำของผียื่นพ้นริมฝีปากมันไม่ได้เลียลงไปตรง ๆ เพียงกวาดอยู่เหนือกระหม่อมไม่ถึงหนึ่งข้อนิ้วไอสีเทาจางถูกดึงออกจากเส้นผมทีละสาย ก่อนหายเข้าไปในลำคอซึ่งพับทบอยู่เหนือเพดาน
เสิ่นโม่จิ่นมองอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าเป็นเพียงผีตามติดทั่วไปมันคงเกาะหลังหรือขี่คอ สูบพลังหยางจากเหยื่อจนร่างกายอ่อนแอแล้วค่อยหายไปแต่ตัวนี้ฝังรอยนิ้วไว้บนพนักเก้าอี้
รอยเก่ายังซ้อนอยู่ใต้รอยใหม่หลายชั้นแปลว่ามันตามผู้หญิงคนนี้มานานและมักปรากฏในตำแหน่งเดิม
มันไม่ได้รีบฆ่า
มันกำลังเล็มสติทีละน้อยรอให้เจ้าของร่างเหนื่อย พูดจาสับสน หงุดหงิดง่ายหรือเริ่มเห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง หลังจากนั้นจะหลอกให้เดินตามไปที่ไหนสักแห่งเอง
วิธีแบบนี้ไม่ทิ้งรอยมือบนคอ ไม่สร้างแผลและหากเหยื่อตกตึกหรือเดินเข้าไปกลางถนน คนอื่นก็จะสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ
‘แดกละเอียดดีนี่’
เสิ่นโม่จิ่นละสายตาจากผีแล้วมองหาที่นั่งภายในห้องเป็นโต๊ะเรียนแบบขั้นบันได แถวกลางเหลือเก้าอี้ว่างอยู่สองตัว
ส่วนด้านหลังมีคนวางกระเป๋าจองไว้เกือบหมดนักศึกษาหลายคณะนั่งปะปนกัน บางคนมองเธอแล้วหันไปถามชื่อจากเพื่อนบางคนจำร่างเดิมได้จึงขยับของออกจากเก้าอี้ข้างตัวเหมือนกลัวเธอจะไปนั่งใกล้
เสิ่นโม่จิ่นเลือกเก้าอี้ว่างแถวกลางซึ่งอยู่เยื้องจากเด็กสาวผมสั้นสองช่วงโต๊ะ
เมื่อนั่งลง ลำคอของผีก็พาดขวางหน้ากระดานพอดี
เธอเอนตัวไปทางซ้ายมันขยับตามหญิงสาวและบังไปทางซ้าย
“........”
เสิ่นโม่จิ่นเปลี่ยนมาทางขวาใบหน้ากลับหัวนั้นแกว่งผ่านสายตาอีกครั้งน้ำสีดำข้นไหลออกจากรูจมูกแล้วหยดหายไปก่อนถึงโต๊ะ
เจ้าตัวคงรู้แล้วว่ามีคนมองเห็นเพราะริมฝีปากเละ ๆ ค่อย ๆ แยกออกจนเห็นเหงือกซึ่งไม่มีฟันเหลืออยู่หลายซี่แต่มันยังไม่หยุด มือขวากลับสอดลึกเข้าไปในเส้นผมของอดีตแฟนสาวกว่าเดิม
เด็กสาวยกมือนวดขมับสีหน้าฉุนเฉียวขึ้นโดยไม่มีเหตุ “ฉันพูดผิดตรงไหน หล่อนเป็นคนผลักอวี้ถงเองมีคนเห็นตั้งเยอะ”
“เบา ๆ หน่อย อาจารย์จะมาแล้ว”เพื่อนข้างตัวเตือน
“กลัวอะไร ฉันไม่ได้เอ่ยชื่อสักหน่อยใครร้อนตัวก็เรื่องของคนนั้นสิ”
เธอพูดจบก็หันมาทางเสิ่นโม่จิ่นโดยตรงรอยยิ้มตรงมุมปากแสดงชัดว่าไม่ได้บังเอิญ ทว่าดวงตาของเธอดูพร่ารูม่านตาเคลื่อนไม่พร้อมกันชั่วขณะ ก่อนกลับเป็นปกติเมื่อกะพริบตา
ผีผู้ชายก้มใบหน้าตามลิ้นซึ่งยาวลงมาถึงหน้าอกลากผ่านโคนผมอีกครั้ง
เสิ่นโม่จิ่นยังไม่พูด
ไม่ใช่เพราะอดทนได้หรือเห็นว่าคำพูดพวกนี้ไม่มีค่าแก่การใส่ใจ
เธอเพียงอยากดูให้ชัดว่ามันผูกตัวเองกับเหยื่อผ่านส่วนไหนหากทำให้ตกใจแล้วปล่อยหลุดหนีไป มันอาจหายกลับเข้าไปในร่างผู้หญิงคนนั้นแทน
เสียงสัญญาณก่อนเข้าเรียนดังจากลำโพงตรงทางเดินนักศึกษาที่จับกลุ่มอยู่ข้างนอกทยอยเดินเข้ามา
อาจารย์หญิงวัยกลางคนตามเข้ามาเป็นคนสุดท้ายเธอวางเอกสารลงบนโต๊ะ เปิดเครื่องฉายภาพ แล้วหันมามองรอบห้อง
“นั่งประจำที่ได้แล้วค่ะวิชานี้มีนักศึกษาหลายคณะ ถ้าใครเข้าผิดห้องให้ตรวจตารางก่อนเริ่มเรียน”
คนที่ยังยืนอยู่รีบหาที่นั่งเสียงเลื่อนเก้าอี้ดังปะปนกันอยู่พักหนึ่งเสิ่นโม่จิ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเทียบหมายเลขวิชา เธอไม่ได้เข้าผิดเพียงเลือกวิชาได้ไม่ถูกเวลานัก
เด็กสาวแถวหน้ายังไม่หยุด เธอโน้มเข้าไปหาเพื่อนแต่เสียงกลับดังพอให้คนด้านหลังได้ยิน
“มหาวิทยาลัยก็ตลกนะ ยังไม่พักการเรียนอีกถ้าเกิดหล่อนผลักใครในห้องนี้ขึ้นมาจะทำยังไง”
ผีตัวนั้นขยับตามการโน้มตัวมือซ้ายซึ่งเกาะพนักเก้าอี้บิดจนพลาสติกยุบเข้าไปเล็กน้อย
เสิ่นโม่จิ่นมองต้นคอของมันซึ่งพาดบังอยู่กลางกระดานแล้วเลื่อนสายตาไปยังอาจารย์หน้าห้อง อาจารย์กำลังเปิดรายชื่อ ยังไม่เริ่มสอนหากปล่อยไว้อีกหน่อย เธอต้องนั่งมองลิ้นผีแกว่งอยู่เหนือหัวคนตลอดคาบ
‘น่ารำคาญ’
เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้นโดยไม่เพิ่มระดับเสียง
“จะใส่ไฟกูก็ไม่เป็นไรหรอกแต่ก่อนอื่นมึงช่วยเอาแฟนที่กำลังเลียหัวมึงไปไกล ๆ กูก่อนได้ไหม แม่งบัง”
เสียงในห้องหยุดลงแทบพร้อมกัน
เด็กสาวผมสั้นแข็งค้างอยู่ในท่าโน้มตัวเพื่อนข้าง ๆ หันมามองเสิ่นโม่จิ่นด้วยปากที่ยังอ้าอยู่เล็กน้อยนักศึกษาบางคนมองไปบนศีรษะหญิงสาวตามคำพูดแต่สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงอากาศว่างกับหลอดไฟบนเพดาน
อาจารย์วางปากกาลง “นักศึกษาคนนั้น เมื่อครู่พูดว่าอะไรนะคะ”
เสิ่นโม่จิ่นยังมองสิ่งที่พาดขวางกระดาน“บอกว่าแฟนเธอบัง”
เพื่อนของเด็กสาวได้สติก่อนเธอตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น “เสิ่นโม่จิ่น อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ! เธอหาเรื่องคนอื่นไม่พอยังจะแช่งว่ามีผีเกาะอีกเหรอ”
ชื่อซึ่งถูกตะโกนออกมาทำให้คนที่ไม่รู้จักเสิ่นโม่จิ่นเริ่มหันมองกันบางคนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามีเสียงกระซิบดังจากโต๊ะด้านหลังว่าคนนี้คือคนเดียวกับที่เพิ่งถูกเรียกไปฝ่ายปกครองหรือไม่
เด็กสาวผมสั้นค่อย ๆ หันกลับมาสีหน้าของเธอขาวกว่าตอนแรกเล็กน้อย แต่ยังฝืนหัวเราะ
“แฟนฉันไม่อยู่ที่นี่เธออย่าคิดว่าแต่งเรื่องผีแล้วทุกคนจะกลัว”
“อยู่”
“แกเห็นหรือไง”
“อืม”
คำตอบของเสิ่นโม่จิ่นทำให้เสียงหัวเราะซึ่งอีกฝ่ายเตรียมไว้สะดุดเด็กสาวยกมือแตะเส้นผมตัวเองโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วผ่านตำแหน่งเดียวกับมือของผีแต่ทั้งสองอย่างไม่สัมผัสกัน
ผีหยุดเลียแล้ว
ใบหน้ากลับหัวหมุนมาทางเสิ่นโม่จิ่นช้า ๆขณะที่ลำตัวยังติดอยู่กับเพดาน มุมหมุนของศีรษะเกินกว่ากระดูกคอมนุษย์จะทำได้เสียงเอ็นเสียดสีกันดังกรึกเบา ๆ มีเพียงเธอที่ได้ยิน
เด็กสาวกลับเข้าใจว่าเสิ่นโม่จิ่นกำลังจ้องตัวเองจึงเชิดหน้าขึ้น “ถ้าหมายถึงเมิ่งถง เขาแค่หายไปเอง เราเลิกติดต่อกันตั้งนานแล้วอย่าเอาเขามาพูดมั่ว ๆ”
ผีเหนือศีรษะยิ้มกว้างขึ้นทันที
รอยแยกตรงแก้มซ้ายฉีกไปถึงใบหูเนื้อที่ถูกแรงกดจนยุบขยับตามรอยยิ้มน้ำข้นสีดำไหลผ่านสันจมูกกลับหัวเข้าไปในเส้นผมของอดีตแฟนสาว
“พอได้แล้วค่ะ”
อาจารย์เดินออกจากหลังโต๊ะ น้ำเสียงเข้มขึ้น“นี่เป็นห้องเรียน ไม่ใช่สถานที่ให้ทะเลาะหรือเอาเรื่องเหนือธรรมชาติมาหลอกกันนักศึกษาเสิ่น ถ้ามีปัญหาส่วนตัวกับเพื่อน ให้ออกไปคุยหลังเลิกเรียน”
“ฉันไม่ได้มีปัญหากับเธอ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรพูดว่าเพื่อนมีผีเกาะการสร้างความกลัวแบบนี้อาจทำให้คนอื่นตื่นตระหนก”
“อาจารย์คะ หล่อนจงใจแกล้งหนูค่ะ”เด็กสาวผมสั้นรีบพูด “เมื่อกี้หนูแค่คุยกับเพื่อน ไม่ได้ทำอะไรหล่อนเลย”
เสิ่นโม่จิ่นมองผีอีกครั้ง
มันยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองก่อนแลบลิ้นยาวออกมาเลียปลายนิ้ว ดวงตาดำคล้ำก้มมองเธอด้วยท่าทางเยาะเย้ย
คงเห็นว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวร่างเล็กสะพายกระเป๋าเก่า และถูกคนทั้งห้องมองเหมือนตัวปัญหาต่อให้มองเห็นมันได้ก็ไม่มีใครเชื่อ
เมื่อเสิ่นโม่จิ่นดูจนแน่ชัดเห็นว่าผีมันมีเพียงกรรมผูกกันเท่านั้น
เธอจึงเพียงยักไหล่ สอดมือลงไปในย่าม คลำผ่านของขลังที่ยังไม่จำเป็นก่อนหยิบข้าวสารเสกออกมาสองเม็ด
พลังที่ค้างอยู่ในเส้นลมปราณยังไม่เต็มดีหากใช้คาถากดวิญญาณเต็มบท เธออาจต้องเสียเวลาพักฟื้นอีก แต่การทำให้มันเผยตัวไม่จำเป็นต้องใช้ของมากกว่านั้น
อาจารย์เห็นเธอหยิบบางอย่างออกมาก็หยุดอยู่กลางทาง“นักศึกษาเสิ่น เอามือวางบนโต๊ะค่ะ อย่าทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อเพื่อน”
“ข้าวสาร”
“ไม่ว่าจะเป็นอะไร...”
เสิ่นโม่จิ่นคีบเม็ดข้าวไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งไออาคมเส้นเล็กไหลออกจากปลายนิ้ว เคลือบผิวข้าวซึ่งเดิมเป็นสีขาวให้ขึ้นเงาสีทองเพียงวูบเดียว
เธอท่องเสียงเบา
“นะขับ โมไล่ พุทไป ธาจาก ยะสูญหาย...”
เมิ่งถงหุบยิ้ม
มือซึ่งลูบเส้นผมอดีตแฟนสาวหยุดกึกมันพยายามดึงแขนกลับขึ้นไป แต่รอยนิ้วที่ฝังอยู่บนพนักเก้าอี้กลับรั้งร่างไว้เองผีส่งเสียงขู่ต่ำ ลำคอยาวบิดไปมาเหนือโต๊ะเหมือนเชือกเปียกถูกเหวี่ยง
เสิ่นโม่จิ่นดีดข้าวเม็ดแรกออกไป
เม็ดข้าวเล็ก ๆวิ่งผ่านช่องว่างระหว่างนักศึกษาสองคนมันกระแทกอากาศเหนือศีรษะเด็กสาวแล้วหยุดอยู่กลางทางอย่างผิดธรรมชาติ
ผิวอากาศบริเวณนั้นบุ๋มเข้าไป
รอยบิดเบี้ยวแผ่ออกจากจุดกระแทกคล้ายเม็ดข้าวกดอยู่บนผิวหนังเปียกชื้นซึ่งซ่อนตัวอยู่ กลิ่นไหม้จาง ๆลอยตามเสียงฉ่าครั้งเดียว ก่อนของเหลวสีดำจะซึมออกมารอบเม็ดข้าว
นักศึกษาที่อยู่ใกล้ที่สุดเบิกตากว้าง“นั่นอะไรน่ะ”
เสิ่นโม่จิ่นสะบัดมือส่งข้าวเม็ดที่สองตามไปจุดหมายอยู่เหนือเม็ดแรกประมาณหนึ่งช่วงแขน
เมิ่งถงปล่อยพนักเก้าอี้แล้วพุ่งหนีแต่ช้าเกินไป ข้าวเม็ดที่สองกระแทกเข้ากับใบหน้าซีกขวา
“อ๊ากกก” มันส่งเสียงกรีดร้องแหลมจนหลอดไฟเหนือเพดานดับไปหนึ่งดวง
รูปร่างซึ่งซ่อนอยู่ถูกกระชากออกจากอากาศทีละส่วน
เริ่มจากมือดำคล้ำที่ฝังอยู่ในเส้นผมตามด้วยแขนบวมซึ่งมีรอยช้ำเป็นวง ลำตัวของมันยังเกาะติดเพดานทั้งแผ่นหลังส่วนลำคอยืดยาวลงมาหลายเมตร พับทบอยู่เหนือโต๊ะเรียน
ใบหน้ากลับหัวห้อยต่ำจนเกือบชนศีรษะเด็กสาว
กะโหลกด้านซ้ายยุบเข้าไปถึงเบ้าตาเนื้อแก้มปริแตกและบดติดกับฟันกราม ริมฝีปากฉีกจนปิดไม่สนิทลิ้นสีม่วงยาวถึงอกแกว่งไปตามแรงดิ้น
ดวงตาข้างที่ยังเหลืออยู่ดำคล้ำทั้งลูกมันไม่ได้จ้องคนที่เปิดโปงตัวเอง แต่กลับหันไปมองอดีตแฟนสาวไม่กะพริบ
เด็กสาวผมสั้นเงยหน้าขึ้นตามสายตาของคนทั้งห้อง
เมื่อเห็นใบหน้ากลับหัวอยู่ห่างจากตัวเองไม่ถึงคืบปากของเธอก็สั่นอยู่สองครั้ง
“เมิ่ง...เมิ่งถง?”
ผีอ้าปาก รอยยุบตรงกะโหลกขยับตามแรงพยายามพูดทว่ามีเพียงเสียงครูดของกระดูกดังออกจากลำคอ
ผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องจนเสียงแตกร่างกระตุกถอยหลังทั้งที่ยังนั่งอยู่ขาเก้าอี้เกี่ยวกับกระเป๋าด้านล่างทำให้เธอล้มพร้อมโต๊ะ ศีรษะยังไม่ทันกระแทกพื้นดวงตาก็เหลือกขึ้นและหมดสติไปก่อน
เพื่อนที่เพิ่งตบโต๊ะปกป้องเธอถอยหนีเป็นคนแรกข้อพับเข่าชนโต๊ะด้านหลังจนล้มทับนักศึกษาอีกคน แต่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะหันไปขอโทษเธอคลานผ่านช่องว่างระหว่างเก้าอี้ พยายามไปให้ห่างจากเมิ่งถงมากที่สุด
ทั้งห้องแตกออกพร้อมกัน
เสียงกรีดร้องดังทับเสียงลากโต๊ะนักศึกษาจากแถวหลังกรูกันไปที่ประตูจนคนแรกถูกดันชนวงกบ
บางคนก้มหลบใต้โต๊ะทั้งที่ผีเกาะอยู่บนเพดานผู้ชายคนหนึ่งพยายามกระโดดข้ามเก้าอี้แต่ปลายรองเท้าเกี่ยวพนักล้มคว่ำจนโทรศัพท์ไถลไปถึงหน้าห้อง
เมิ่งถงถูกข้าวสารสองเม็ดบังคับให้ถอยออกจากเหยื่อมันหดมือกลับขึ้นไปเกาะหลอดไฟ ลำคอยาวลากผ่านเพดานเป็นรอยดำใบหน้าหันมาทางเสิ่นโม่จิ่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มเหลืออยู่
มันพุ่งลงมา
เสิ่นโม่จิ่นยังนั่งอยู่ที่เดิม เธอเลื่อนย่ามขึ้นมาวางบนโต๊ะมือแตะด้ามไม้เรียวด้านใน แต่ยังไม่ดึงออก
เมิ่งถงหยุดกลางทางก่อนถึงตัวเธอประมาณสองช่วงแขน
ข้าวสารซึ่งติดอยู่บนใบหน้ากับลำคอสว่างขึ้นเพียงเล็กน้อยทุกครั้งที่มันพยายามเคลื่อนเข้าใกล้ผิวหนังรอบเม็ดข้าวจะยุบลึกลงจนของเหลวสีดำไหลเป็นสาย
กลิ่นเน่าเหมือนเนื้อสัตว์ถูกทิ้งไว้ในถุงปิดสนิทเริ่มกระจายไปทั่วแถวกลาง
มันชักคอกลับ ส่งเสียงขู่แล้วคลานถอยไปเกาะมุมเพดานเหนือเครื่องฉายภาพ แขนขายาวผิดส่วนกอดลำตัวไว้แน่นดวงตาดำข้างเดียวไม่ยอมละจากเธอ
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยมือจากด้ามไม้เรียว
หากตามไปฟาดตอนนี้ เธอทำได้แต่คงต้องใช้คาถาเพิ่มเพื่อไม่ให้มันหนีเข้าไปซ่อนในร่างนักศึกษาคนอื่น
หลังจากนั้นยังต้องไล่ถามเรื่องศพ สาเหตุการตายและของที่ใช้ผูกวิญญาณกับอดีตแฟนสาว
งานยาว ของฟรี และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ
‘เปลืองของ’
เธอหยิบโทรศัพท์ซึ่งเกือบตกจากโต๊ะกลับมาวางตรงหน้าปล่อยให้คนอื่นวิ่งกันต่อ
อาจารย์หญิงยืนแข็งอยู่ข้างกระดานใบหน้าซีดจนสีลิปสติกดูเข้มกว่าเดิม มือที่ถือรายชื่อสั่นแต่เธอยังมีสติพอคว้าโทรศัพท์จากโต๊ะ
“ทุกคนอย่าผลักกัน!” อาจารย์ตะโกน“คนที่ออกไปแล้วให้ถอยจากประตู อย่ายืนขวางทาง!”
ไม่มีใครฟังประโยคแรกส่วนประโยคหลังช่วยให้ทางออกโล่งขึ้นเล็กน้อย
นักศึกษาหลายคนพากันวิ่งออกไปยังทางเดินเสียงตะโกนว่าในห้องมีผีดังลามไปถึงบันได ไม่นานคนจากห้องข้าง ๆ ก็โผล่มาดูก่อนถอยกลับเมื่อเห็นลำคอยาวห้อยอยู่เหนือเครื่องฉายภาพ
อาจารย์กดหมายเลขด้วยนิ้วที่ผิดตำแหน่งสองครั้งจึงโทรออกสำเร็จ
“อาคารเรียนรวมสาม ชั้นสี่ ห้องสี่ศูนย์เจ็ดค่ะพบวิญญาณปรากฏตัวชัดเจน...ไม่ใช่ภาพลวง มีนักศึกษาเห็นทั้งห้องผู้ได้รับผลกระทบหมดสติหนึ่งคนขอหน่วยควบคุมดันเจี้ยนกลางกับเจ้าหน้าที่แพทย์ด่วนค่ะ”
เธอฟังคำถามจากปลายสายแล้วหันมองเมิ่งถงสีหน้ากระตุกเมื่อผีขยับแขน
“ยังอยู่ในห้องค่ะเกาะอยู่บนเพดาน...ไม่ทราบระดับ นักศึกษาคนหนึ่งใช้ข้าวสารทำให้มันปรากฏตัว”
สายตาของอาจารย์เลื่อนมาหยุดที่เสิ่นโม่จิ่น
เมื่อครู่เธอยังตำหนิว่าไม่ควรพูดหลอกเพื่อนเวลานี้กลับไม่รู้ว่าควรถามเรื่องคาถา ขอบคุณ หรือสั่งให้คนตรงหน้าออกจากห้องก่อน
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้ช่วยเลือกคำพูดให้เธอลุกขึ้นและสะพายย่ามกลับบนไหล่
“เธอจะไปไหน” อาจารย์รีบถาม
“เปลี่ยนที่นั่ง”
“อย่าเพิ่งออกจากห้องเจ้าหน้าที่ขอให้คนที่ทำให้วิญญาณปรากฏตัวอยู่รอให้ข้อมูลก่อน”
เสิ่นโม่จิ่นมองประตูซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษายืนอัดกันอยู่ด้านนอกต่อให้เดินออกไปตอนนี้ก็คงต้องตอบคำถามทีละคนอยู่ดีเธอจึงย้ายไปนั่งโต๊ะแถวหลังซึ่งอยู่ไกลจากกลิ่นเน่ากว่าเดิม
อาจารย์วางสายแล้วรีบเข้าไปดูนักศึกษาที่หมดสติเพื่อนคนอื่นไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สุดท้ายเธอต้องลากร่างเด็กสาวออกจากใต้โต๊ะด้วยตัวเอง
เมิ่งถงขยับตามทันทีลำคอยาวคลายตัวลงมาครึ่งช่วง
เสิ่นโม่จิ่นเคาะนิ้วกับโต๊ะหนึ่งครั้ง
ข้าวสารบนใบหน้ามันร้อนขึ้นอีกคราเมิ่งถงสะดุ้งและถอยกลับไปที่เดิม ไม่ยอมปล่อยสายตาจากอดีตแฟนสาวแต่ก็ไม่กล้าตามลงมา
“ลากออกไปได้” เธอบอก
อาจารย์พยักหน้ารวดเร็วคราวนี้ไม่ถามว่าเธอกำลังหลอกใครหรือไม่
นักศึกษาชายสองคนซึ่งยังกล้ายืนอยู่ใกล้ประตูจึงเข้ามาช่วยพวกเขาจับแขนเด็กสาวคนละข้างและรีบพาออกไปทางเดิน
เพื่อนที่เคยเถียงแทนยืนหลบอยู่หลังคนอื่นไกลเกือบสิบเมตรไม่แม้แต่จะยื่นมือมารับเพื่อน
โทรศัพท์ของเสิ่นโม่จิ่นสั่นติดกันหลายครั้ง
กลุ่มชั้นเรียนซึ่งก่อนหน้านี้ยังพูดถึงข้อความข่มขู่เปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว
ภาพถ่ายเมิ่งถงเกาะเพดานถูกส่งต่อเข้ามาหลายมุมตามด้วยข้อความถามว่าห้องสี่ศูนย์เจ็ดมีผีจริงหรือไม่ อีกไม่ถึงหนึ่งนาทีข่าวใหม่ก็เลื่อนทับภาพแคปคำด่าของเธอจนหายไปด้านบน
บางคนยังถามว่าเสิ่นโม่จิ่นทำอะไรแต่ไม่มีใครตอบตรงกัน คนซึ่งเคยดูสตรีมต่างจำได้เพียงว่าเธอเคยเข้าไปในดันเจี้ยน
ทว่าเมื่อถูกถามว่าเคยเห็นใช้ข้าวสารหรือใช้คาถาแบบนี้หรือไม่กลับไม่มีใครนึกวิธีผ่านด่านหรือรายละเอียดบนใบหน้าของเธอออก
เสิ่นโม่จิ่นกดปิดการแจ้งเตือน
อย่างน้อยคนพวกนี้ก็มีเรื่องใหม่ให้พูดข่าวเรื่องผีเกาะหัวน่าจะน่าสนใจกว่าเรื่องเธอใส่รองเท้าแตะมาเรียนอยู่หลายวัน
ไม่ถึงสิบนาทีเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ก็ดังมาจากปลายทางเดินนักศึกษาที่มุงอยู่หน้าห้องถูกสั่งให้แยกออกจากประตูก่อนเจ้าหน้าที่ในชุดสีดำหกคนจะเข้ามาเป็นแถว
คนด้านหน้าถืออุปกรณ์ตรวจจับวิญญาณทรงสี่เหลี่ยมหน้าจอมีเส้นสีแดงพุ่งสูงทันทีที่หันเข้าห้อง
อีกคนสะพายกล่องไม้ซึ่งแปะยันต์ไว้รอบฝาส่วนชายซึ่งเดินตามหลังถือกระจกทองแดงไว้ในมือเขาใช้นิ้วปาดของเหลวใสบนเปลือกตาแล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ
คนที่เดินนำเข้ามาไม่ได้มองเมิ่งถงก่อน
สายตาของเขาหยุดที่ย่ามดำบนไหล่เสิ่นโม่จิ่นรอยอาคมซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็นยังไหลวนอยู่รอบปากย่ามแสงบุญบางส่วนติดอยู่ตรงสายสะพายและปลายผมสีทองของเธอ
จากนั้นเซี่ยจิ้งอันจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ
กล้ามเนื้อตรงกรามของเขาเกร็งขึ้นเล็กน้อยสีหน้าไม่ได้มีเพียงความระวังของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ามาตามคดีวิญญาณ
ภาพวันที่น้องสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียงยังคงค้างชัดเกินกว่าจะมองเสิ่นโม่จิ่นเป็นเพียงพยานคนหนึ่งได้
ชายผู้เปิดตาหยินด้านหลังหันตามสายตาเพื่อน
เขามองย่ามมองแสงสีทองซึ่งเกาะอยู่รอบตัวเด็กสาว แล้วอ้าปากค้างจนกระจกทองแดงในมือเกือบหลุด
“แม่เจ้า” เขาพึมพำเบา ๆ“นี่เทพเซียนมาจากไหนวะ”