"ผมรู้จักกายาปราณแห่งมิติครับ"
เปรี้ยง....!!!!!! คำตอบนี้ของจูหงเฟยถึงกับทำให้ท่านปรมาจารย์หลินหยางและท่านนายพลจางเฉินต้องกระโดดตัวลอยขึ้นจากเก้าอี้โซฟาด้วยความดีอกดีใจอย่างเต็มที่กันไปเลยทีเดียว
ท่านปรมาจารย์หลินหยางใช้เวลารวบรวมสติจากความตื่นเต้นดีใจอยู่สักครู่ แล้วเขาก็แบมือข้างขวาออกมา
จากนั้นเขาก็จุดเปลวไฟออร่าแสงสีส้มลูกเล็กๆขนาดประมาณไข่ไก่ขึ้นมาบนผ่ามือ แล้วถามจูหงเฟยว่า "เจ้าหนู.. เจ้ารู้จักสิ่งนี้ไหม"
จูหงเฟยตอบว่า "จากข้อมูลที่ผมรู้ นี่ก็น่าจะเป็นพลังปราณยุทธ์จากกายาปราณแห่งอัคคีครับ"
ท่านปรมาจารย์หลินหยางพึงพอใจกับคำตอบนี้ของจูหงเฟยมาก เขาจึงพยักหน้าช้าๆเป็นการยืนยันว่าคำตอบของจูหงเฟยนั้นถูกต้องแล้ว
จากนั้นท่านปรมาจารย์หลินหยางจึงกล่าวถามคำถามที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาออกมา "เจ้าหนู..เจ้ารู้จักท่านผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติ..หรือไม่.." เมื่อท่านปรมาจารย์หลินหยางถามคำถามออกมาแล้วเขาก็รอคอยคำตอบของจูหงเฟยด้วยใจระทึก จนเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผาก
"อ๋อ.. ลุงเฉินเหรอครับ ผมรู้จักกับลุงเฉินครับ"
"เอ้อ..เจ้าหนู เจ้าลองบอกมาสิว่าชื่อเต็มๆของลุงเฉินของเจ้านั้นมีชื่อว่าอะไร" คราวนี้ท่านปรมาจารย์หลินหยางรีบระล่ำระลักถามออกมาอย่างเร็วรี่
"เฉินไค..ครับ ลุงเฉินมีชื่อเต็มๆว่าเฉินไค หรือก็คือจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคครับ"
คราวนี้ทั้งท่านปรมาจารย์หลินหยางและท่านนายพลจางเฉิน ต่างก็ลืมตัวแล้วกระโดดโผเข้ากอดกันอย่างดีอกดีใจจนน้ำตาไหลพรากออกมา
"จากรูปร่างลักษณะของคุณลุงหลินและจากการที่คุณลุงหลินมีกายาปราณแห่งอัคคี คุณลุงหลินก็คือ *ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยาง* 1 ใน 20 ปรมาจารย์ยุทธ์ที่ข้ามประตูมิติมายังโลกใบนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้วสินะครับ"
"ใช่แล้ว..ข้ามีนามว่าหลินหยาง ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติคงจะบอกเรื่องราวและข้อมูลของพวกข้าทั้ง 20 คนให้กับเจ้าได้รับรู้แล้วสินะ"
"ว่าแต่ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติอยู่ที่ไหนกัน เจ้าพาข้าไปพบกับท่านจักรพรรดิฯได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องโลกสีน้ำเงินใบนี้ที่จะต้องขอคำปรึกษาและขอคำสั่งจากท่านจักรพรรดิฯ" ท่านปรมาจารย์หลินหรือก็คือท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางกล่าวถามจูหงเฟย
"ผมคงพาไปพบไม่ได้หรอกครับ" จากนั้นจูหงเฟยก็เล่าเรื่องราวที่จักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคมายังโลกสีน้ำเงินใบนี้ด้วยร่างปราณจิต ไม่ได้มาในร่างจริง แล้วยังได้รับบาดเจ็บจนปรากฏตัวออกมาในจิตสำนึกของจูหงเฟยบ่อยๆไม่ได้ จักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคต้องพักจิตเพื่อพื้นฟูพลังปราณ
ตุ๊บ..!!! ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยาง คุกเข่าลงทั้งสองข้าง ป้องมือพร้อมกับก้มศีรษะลงทำการคารวะให้กับจูหงเฟยแล้วกล่าวอย่างน้อมน้อมว่า
"ท่านผู้อาวุโสจู..ข้าน้อยต้องขออภัยท่านผู้อาวุโสจูเป็นอย่างยิ่งขอรับ ที่ข้าน้อยบังอาจเรียกท่านอาวุโสจูว่าเจ้าหนู..ขอให้ท่านผู้อาวุโสจูอย่าได้ถือสาในความผิดในครั้งนี้ของข้าน้อยเลยนะขอรับ ข้าน้อยต้องขออภัยท่านผู้อาวุโสจูจริงๆขอรับ.."
งง..งง..งงเป็นไก่ตาแตก ทั้งตัวของจูหงเฟย พ่อกับแม่ของจูหงเฟยและคุณตา รวมถึงท่านนายพลจางเฉิน ต่างก็งงเป็นไก่ตาแตกไปตามๆกัน
จูหงเฟย,พ่อกับแม่และคุณตา เมื่อตั้งสติได้ ต่างก็รีบพากันลุกขึ้นจากเก้าอี้โซฟา แล้วตรงเข้าไปประคองท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางให้ลุกขึ้นมานั่งคุยกันดีๆ
หลังจากจูหงเฟย,พ่อกับแม่และคุณตาทั้งปลอบทั้งขู่ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางอยู่นานพอสมควร ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางจึงยอมลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาแล้วอธิบายให้กับครอบครัวของจูหงเฟยฟังว่า
ในโลกวิถีปราณนั้น ผู้คนจะให้ความเคารพกันที่ความเเข็งแกร่ง หมัดของใครใหญ่กว่าผู้นั้นก็จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่และผู้นั้นก็จะได้เป็นผู้ปกครอง แต่ก็มีส่วนเล็กๆที่ไม่ได้บอกเอาไว้ชัดเจน แต่ก็ถือปฏิบัติกันมา นั่นก็คือบรรดาคนใกล้ชิดของท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็จะได้รับความเคารพไปด้วย เช่นบิดา,มารดา ลูกๆ รวมไปจนถึงลูกศิษย์ของท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น
โดยเฉพาะลูกศิษย์ของท่านผู้ยิ่งใหญ่จะได้รับความเคารพที่สูงมาก เพราะถือได้ว่าเป็นผู้สืบทอดในการฝึกปราณโดยตรงมาจากท่านผู้ยิ่งใหญ่ และในอนาคตก็จะต้องกลายเป็นท่านผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่งได้อย่างแน่นอน ดังนั้นการที่ท่านปรมาจารย์หลินหยางเรียกจูหงเฟยว่า *ท่านผู้อาวุโสจู* จึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วตามธรรมเนียมของชาวโลกวิถีปราณ
[ ประมาณว่าอยู่ต่ำกว่าคนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้า ]
เมื่อจูหงเฟยได้ฟังท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางกล่าวอธิบายแล้ว จูหงเฟยก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุยว่า "แล้วตอนนี้พวกคุณลุงทั้ง 2 คน รู้เรื่องที่พวกอสูรมันจะข้ามประตูมิติยักษ์เข้ามาบุกโลกในตอนห้าทุ่มคืนนี้แล้วรึยังครับ"
เปรี้ยง....!!!!!!!!!!! คำพูดนี้ของจูหงเฟยได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางกับท่านนายพลจางเฉินเป็นอันมาก
เมื่อจูหงเฟยอธิบายเรื่องราว แล้วบอกว่าผู้ที่บอกเรื่องนี้ให้เขารู้ก็คือลุงเฉินของเขา
จากนั้นทั้งท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางและท่านนายพลจางเฉิน ต่างก็รีบเอาเครื่องมือสื่อสารหน้าตาแปลกๆที่คล้ายกับโทรศัพย์มือถือแต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าออกมาติดต่อไปหาคนนั้นคนนี้จนวุ่นวายไปหมด
แต่ที่จูหงเฟยรับรู้ได้อย่างชัดเจนก็คือ ท่านนายพลจางเฉินได้ติดต่อไปพูดคุยกับท่านผู้นำสูงสุดของประเทศจีนา ด้วยสีหน้าที่ซีเรียสจริงจัง
หลังจากที่ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางและท่านนายพลจางเฉินต่างก็พูดคุยโทรศัพย์มือถือหน้าตาแปลกๆนั่นเสร็จแล้ว ท่านนายพลจางเฉินก็กล่าวขึ้นมาว่า "ผมต้องขอเชิญให้ท่านผู้อาวุโสจูและครอบครัวเข้าไปพำนักที่ค่ายทหารของกองพลอิสระที่ 1 เเห่งเขตมณฑลเสฉวนด้วยครับ เพื่อความปลอดภัยของพวกท่าน และจะได้ร่วมกันดำเนินการในการปกป้องโลกของเราครับ"
ครอบครัวของจูหงเฟยย่อมรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ดี พวกเขาจึงไม่ได้ปฏิเสธใดๆ จากนั้นจูหงเฟย,พ่อกับแม่และคุณตาก็สะพายกระเป๋าเป้สนามแบบทหารที่เตรียมเอาไว้กันคนละใบ แล้วไปขึ้นขบวนรถของท่านนายพลจางเฉิน
ส่วนเสบียงอาหารและอุปกรณ์ดำรงค์ชีวิตต่างๆที่เหลืออยู่ในห้องคอนโดฯ พวกเขาก็ทิ้งเอาไว้เเบบนั้น เผื่อเวลาฉุกเฉินจะได้กลับมาเอาไปใช้ได้..