บทที่ 4
ไป๋ซือเหนียง
ตระกูลไป๋แห่งเมืองหลวงเป็ตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งในเมืองหลวงแห่งราชวงศ์เหยียน
ฉือเยียนดูแลพรรคมาร โดยอาณาเขตของพรรคมารของนางอยู่ดินแดนเขตทางใต้ของราชวงศ์เหยียน
แต่นางก็มีสายข่าว ทำให้รู้เกี่ยวกับตระกูลไป๋อยู่บ้าง
เมื่อไม่กี่ปีก่อนนางได้ยินว่า ตระกูลไป๋โดนสังหารล้างตระกูล
ไม่มีผู้ใดเหลือรอดเลยแม้แต่คนเดียวผู้คนในเมืองหลวงไม่มีผู้ใดถามหาความผิด
ไม่นานการตายของตระกูลไป๋ก็ผ่านไป
แต่ฉือเยียนไม่คิดว่าจะมีสองพี่น้องตระกูลไป๋รอดมาได้โดยที่ไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้เกี่ยวกับเื่นี้
แล้วสตรีสองนางที่รอดมาได้เป็สตรีสองนางที่มีฐานะเป็บุตรสาวของผู้นำตระกูลไป๋ด้วย
ฉือเยียนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างของไป๋ซือเหนียง เฝ้ามองเห็นการณ์ทั้งหมดอยู่ในฐานะของผู้ชมในตอนนั้นนางคิดว่ามันแปลกมาก
น่าจะมีบางอย่างมากกว่าเหตุการณ์สังหารล้างตระกูลทั่วไป
ทว่าฉือเยียนในตอนนี้อ่อนแอมาก นางทำอันใดไม่ได้
ทำได้เพียงแค่เป็จิติญญากาฝากมองเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป
เวลาผ่านไป
ทำให้ฉือเยียนได้รู้ว่า พี่สาวของไป๋ซือเหนียง มีนามว่าไป๋เสวี่ยอายุมากกว่านางห้าปีนางดูแลน้องสาวอย่างดีมาตลอดั้แ่ตระกูลเหลือพวกนางเพียงสองคน
สองพี่น้องในตอนนี้ อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนึงชื่อว่าเฟิงอวิ๋น
ชีวิตของสองพี่น้องไม่ดีนัก แน่นอนอยู่แล้วว่าสตรีอายุไม่เท่าไหร่สองคนแต่ว่าด้วยการช่วยเหลือกันสองคนมันก็พอให้พวกนางสองพี่น้องรอดชีวิตไปได้ในแต่ละวัน
ฉือเยียนมองชีวิตของสองพี่น้อง นางไม่ได้หดหู่อันใดนัก
เพราะว่าสำหรับฉือเยียนแล้ว ชีวิตของสองพี่น้องดีกว่านางมาก
ไป๋ซือเหนียงมีไป๋เสวี่ย และไป๋เสวี่ยก็มีไป๋ซือเหนียง
พวกนางมีพี่น้องช่วยเหลือกันและกัน แม้ชีวิตจะลำบากก็อยู่ได้
ทว่าฉือเยียนแตกต่างออกไป ั้แ่นางจำความได้นางก็อยู่ข้างถนนอยู่ในกองขอทาน ไม่มีญาติมิตรไม่มีพ่อแม่
เมื่อหิวก็ได้แต่ต้องแย่งเศษอาหารกับขอทานข้างถนนเมื่อแย่งไม่ได้ก็ต้องทนหิว
หลังจากทนหิวแล้วเมื่อมีเศษอาหารโยนทิ้งก็ต้องแย่งอีกเพื่อให้ได้กินอีก
นางในตอนนั้นนางเป็เด็กเพียงไม่กี่ขวบเท่านั้นแต่ก็ต้องแย่งกินเศษอาหารคนอื่นกินแล้ว
มีครั้งนึงนางจำได้ดี นางต่อนั้นไม่ได้กินข้าวมาห้าวันแล้วร่างของนางเหลือแต่กระดูก แม้แต่คนอื่นก็แยกไม่ออกว่าเป็เด็กหญิงหรือชายนางเดินไปขอเศษอาหารที่ร้านอาหารแห่งนึงที่กำลังจะทิ้งเศษอาหารแต่นางที่มีอายุเพียงไม่กี่ขวบกับโดนไล่และทุบตีจนลุกไม่ได้อยู่หลายวัน
นางในตอนนั้นไม่มีชื่อด้วยซ้ำตอนนั้น
จนเมื่อเวลาผ่านไป นางอาศัยเศษอาหารพวกนั้นเติบโตมาได้นางจึงตั้งชื่อตนเองว่า ฉือเยียน ที่มาจากเปลวเพลิงแดง
เพราะว่าในหน้าหนาวปีหนึ่ง มันหนาวเหน็บจนอยากจะตาย
ฉือเยียนในตอนนั้นเป็เด็กน้อยเพียงอยากได้ความอบอุ่นจากเปลวไฟเท่านั้นแต่มันก็ไม่มีเลย ไม่มีผู้ใดมอบเปลวเพลิงให้กับนาง นางเลยต้องทนหนาวต่อไป
ในเมื่อไม่มีเปลวไฟ นางจึงตั้งชื่อตนเองว่าฉือเยียนหวังว่าตนเองจะเป็ความอบอุ่นของตนเองได้
หลังจากนั้นฉือเยียนก็เติบโตขึ้น
จากการต่อสู้แย่งชิงอาหารในตรอกขอทานก็เปลี่ยนการเป็ต่อสู้แย่งชิงที่ใหญ่ขึ้น
ฉือเยียนในตอนเยาว์ เติบโตจากกองขยะและเศษอาหาร
ฉือเยียนในตอนผ่านวัยเยาว์ไปแล้ว เติบโตกองซากศพและทะเลเื
เพราะแบบนั้นชีวิตของสองพี่น้องอย่าง ไป๋ซือเหนียง ไป๋เสวี่ยในสายตาของฉือเยียนถือว่าดีแล้ว
วันเวลาผ่านไปห้าปี
ไป๋ซือเหนียงจากเด็กหญิงวัยสิบปีบัดนี้กลายเป็หญิงสาววัยแรกรุ่นวัยสิบห้าแล้ว
ชีวิตของสองพี่น้องที่ผ่านมาอยู่ในสายตาของฉือเยียนถือว่าดีขึ้นมากพวกนางปรับตัวได้แล้ว
ในยามนี้ ไป๋ซือเหนียง อายุ สิบห้าแล้วส่วนไป๋เสวี่ยก็อายุยี่สิบแล้ว
และแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งในชีวิตของสองพี่น้องก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ไป๋เสวี่ยกำลังจะแต่งงาน
ใช่แล้วพี่สาวของไป๋ซือเหนียงกำลังจะแต่งงานนางกำลังจะแต่งงานกับผู้ช่วยนายอำเภอของเมืองเฟิงอวิ๋น
อีกฝ่ายชื่อเจิ้งหลงเป็บุรุษผู้หนึ่งที่มีอายุมากกว่าไป๋เสวี่ยห้าปี
ไป๋ซือเหนียงย่อมไม่ขัดขวางในเมื่อพี่สาวของนางรักกับผู้ช่วยนายอำเภอหนุ่มนางย่อมอยากเห็นพี่สาวของนางมีความสุข
การแต่งของทั้งสองถูกจัดขึ้นในเมืองเฟิงอวิ๋นเป็งานแต่งงานที่ไม่เล็กในเมือง
เหล่าเมืองร่วมแสดงความยินดี
ฉือเยียนที่เฝ้ามองเื่ทั้งหมดอยู่ในจิติญญาของไป๋ซือเหนียงก็คลี่ยิ้ม
เวลาห้าปีที่ผ่านมานางเฝ้ามองชีวิตของสองพี่น้องเหมือนเื่ราวเื่หนึ่งเป็เื่ราวที่เฝ้ามองมาตลอดห้าปีย่อมมีความผูกผันอยู่แล้ว
งานแต่งที่มีความสุขเกิดขึ้น
ชีวิตของสองพี่น้องก็ดีขึ้นไปอีกเพราะไป๋เสวี่ยแต่งงานกับผู้ช่วยนายอำเภอหนุ่ม
หลังจากแต่งงานเพียงไม่กี่เดือน ไป๋เสวี่ยก็ตั้งท้องนี่ทำให้ไป๋ซือเหนียงดีใจเป็อย่างมาก
เชื้อสายตระกูลไป๋แห่งเมืองหลวง เหลือเพียงพวกนางสองคนแต่ในตอนนี้มีเพิ่มมาอีกหนึ่งแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน
เด็กน้อยผู้นึงก็ลืมตาดูโลก
เด็กน้อยนั้นเป็เพศหญิง บิดาของเจิ้งหลงและมารดาไป๋เสวี่ยตั้งชื่อให้เด็กน้อยนามของเด็กน้อยนั้นคือ ไป๋เสี่ยวเถา
ฉือเยียนที่อยู่ในจิติญญาของไป๋ซือเหนียงเห็นภาพที่เด็กน้อยใบหน้าบอบบาง ลืมตากลมโตดูโลกแม้แต่นางมารอย่างนางยังต้องคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข
ฉือเยียนคิดว่าชีวิตของสองพี่น้องจะไม่มีอันใดแล้ว
รอนางฟื้นฟูจิติญญาเสร็จ ก็จะออกจากร่างของไป๋ซือเหนียงจากนั้นนางก็จะเฝ้าดูแลความปลอดภัยของพวกนางอย่างลับๆตามสัญญา
ทว่า…
ชีวิตนั้นมันก็ไม่ได้เป็อย่างที่คิดเสมอไป
หลังจากไป๋เสี่ยวเถาลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
ค่ำคืนนึงในเมืองเฟิงอวิ๋น เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงหิมะโปรยปรายลงกระทบหลังคากระเบื้องเก่าเส้นทางหินในตรอกแคบปกคลุมด้วยสีขาวนวลไร้รอยเหยียบย่ำดวงโคมบางเบาแขวนอยู่ตามแนวรั้วเรืองแสงสีส้มอ่อนท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปรายไม่หยุด
ประตูไม้ของเรือนขนาดกลางหลังหนึ่งถูกผลักเปิดออกช้า ๆ
เสียงบานประตูเสียดสีเบาๆ กรีดลงกลางความเงียบสงัด
หญิงสาวในชุดแดงจากการถูกโลหิตย้อมอาบย่างก้าวเข้ามา
ร่างของนางเปื้อนเืั้แ่ปลายผมจรดปลายเท้า
หิมะขาวที่เกาะบนไหล่และปลายชายเสื้อเปื้อนเืจนเปลี่ยนเป็สีชมพูหม่น
ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบ กวาดมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะเหวี่ยงประตูปิดแนบสนิทตามเดิม
นางคือไป๋เสวี่ย
ในห้องโถงไป๋ซือเหนียงอุ้มเด็กน้อยเสี่ยวเถาที่ยังไม่รู้ความอยู่ในโอบแขนเฝ้ารอบิดาและมารดาของนางกลับมา
แต่เมื่อเห็นไป๋เสวี่ยที่ก้าวเข้ามาสภาพของพี่หญิงที่ตอนนี้นางเห็นทำให้ไป๋ซือเหนียงจิตใจสั่นไหว
“ท่านพี่!!!” ไป๋ซือเหนียงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความแตกตื่น
ไป๋เสวี่ยรีบร้อนก้าวเท้าเข้ามา ยัดถุงเงินใส่มือน้องสาวแล้วรีบกล่าวออกมา “รีบหนีไป! เจิ้งหลงตายแล้ว! พวกมันกำลังตามมาแล้ว มัน้าเถาเถาข้าจะนำเอาผ้าห่อแสร้งว่าเป็เถาเถา แล้ววิ่งหนีไปอีกทาง ข้าจะล่อพวกมันไปเ้าต้องพาเถาเถาหนีไป”
คำพูดของไป๋เสวี่ยทั้งรีบร้อนแล้วก็รวดเร็ว
ไป๋ซือเหนียงสับสนงุนงงไม่รู้ว่าเกิดเื่อันใดขึ้นกันแน่?
แต่เมื่อเห็นท่าทางของพี่สาวที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ไป๋ซือเหนียงเด็ดเดี่ยวกว่าที่คิด รับเอาเงินแล้ววิ่งหนีออกไปในทันที
บัดนี้ฉือเยียนในจิติญญาถึงกับต้องขมวดคิ้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้