“คุณหนูเจ้าคะ”
“เข้ามา” ซูเจินบอกอนุญาต
“ท่านอ๋องให้มาเชิญคุณหนูไปเดินเล่นที่ตลาดเจ้าค่ะพระองค์จะทรงรออยู่ที่ประตูวัง” นางกำนัลถ่ายทอดคำพูดออกไปอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ซูเจินเลิกคิ้ว แบบนี้ไม่เรียกว่ามัดมือชกหรือ?มีอย่างที่ไหนให้คนอื่นมาชวนแล้วยังบอกจะรอที่หน้าประตู ไม่โรแมนติกเอาเสียเลย
“เข้าใจแล้ว” นางกำนัลย่อตัวแล้วหมุนตัวจากไป
ซูเจินเดินมายังประตูวังก็เห็นชินอ๋องยืนรออยู่ก่อนแล้วซูเจินยิ้มร่าเข้าไปหาทันที
“ท่านจะพาข้าเที่ยวตลาดหรือเจ้าคะ?”ซูเจินเอียงคอถามเสียงใส
“อืม คิดว่าเจ้าคงอยากจะไปเที่ยวบ้าง”ฮุ่ยชินอ๋องบอก ซูเจินหรี่ตามอง
“มีคนแนะนำมาหรือเจ้าคะ”
“...” เขากระแอมไอก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นมีคนแนะนำจริงๆสินะเนี่ย
“แล้วจะไปแค่เราสองคนหรือ?ไม่เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?” ซูเจินถามเมื่อเห็นเขายืนอยู่คนเดียว
“ไปแค่เรา อยู่กับข้ามีสิ่งใดให้ต้องกังวล”ฮุ่ยชินอ๋องพูดแล้วก็ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ซูเจินหลิ่วตามองมุมปากกดลงอย่างอดกลั้นด้วย
“เจ้าค่ะๆ” ซูเจินยิ้มแล้วเข้าไปกอดแขนล่ำๆของเขา
ฮุ่ยชินอ๋องรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มที่แขนก้มมองลำแขนที่ถูกกอดเอาไว้แล้วก็หน้าขึ้นสีสตรีตัวเล็กกว่าเกือบครึ่งยึดเอาไว้อย่างแน่นหนา ดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก
“อยู่เฉยๆสิเจ้าคะ” ซูเจินบอกเจ้าของแขนเบาๆ ฟาดฝ่ามือลงบนแขนแกร่งหนึ่งที
ฮุ่ยชินอ๋องกระแอมไออีกรอบ “เจ้าก็ปล่อยสิ”
“อะไรกัน จับแค่นี้ก็ไม่ได้ หวงตัวจริงพ่อคุณ”ซูเจินบ่นใส่เบาๆ เปลี่ยนจากการกอดแขนเป็นกุมมือใหญ่เอาไว้แทน แล้วเงยหน้าส่งยิ้มแฉ่งให้คนตัวโต“งั้นข้าทำแบบนี้แทนได้ใช่ไหม?”
“...อืม”
“งั้นไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ซูเจินดึงมือที่กุมอยู่ให้เดินตามไปทว่ารู้สึกถึงแรงฉุดเอาไว้เลยหันกลับไปมองอย่างสงสัย
“ก่อนจะไปเจ้าสวมหมวกนี่เอาไว้ก่อน”ฮุ่ยชินอ๋องยื่นมือออกไปทหารนายหนึ่งที่ถือหมวกรออยู่แล้วรีบเดินมาวางมันลงที่มือของชินอ๋อง
ซูเจินทำหน้ายู่ เจ้าหมวกนี่อีกแล้ว
“ข้าไม่ชอบใส่เลย ข้าไม่ใช้ได้ไหม? นะๆๆข้าเป็นชาวยุทธ์ไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ อีกอย่างข้าก็มีท่านอยู่ข้างๆอยู่แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ซูเจินทำสายตาออดอ้อนเต็มที่ มือทั้งสองข้างกุมมือหนาข้างนั้นแกว่งไปมาเบาๆ
“ไม่ได้”น่าเสียดายที่ฮุ่ยอ๋องตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเข้มๆ
ซูเจินเบ้ปาก พยักหน้ายินยอมในที่สุด
ฮุ่ยชินอ๋องยกมือขึ้นวางแปะลงที่ศีรษะสวยซูเจินได้แต่กะพริบตาปริบๆ
“ดีมาก” ฮุ่ยอ๋องพูดแล้วโน้มตัวลงมาสวมหมวกใหญ่ให้นางด้วยตัวเอง
ซูเจินเบิกตากว้างเมื่อชายหนุ่มร่างโตโน้มใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งสายตาของนางกับเขาอยู่ในระดับเดียวกัน เขาจัดม่านบางๆด้านหน้าลงให้อย่างเบามือก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
ซูเจินหัวใจเต้นระรัวแรงขึ้นเรื่อยๆ นางหันหลังทันทีที่เขายืดตัวขึ้นมือข้างหนึ่งวางทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจ อีกข้างกุมแก้มตัวเองไว้ใบหน้าร้อนผ่าวขนาดนี้หน้านางต้องแดงมากแน่ๆ ดีนะที่มีผ้าบางๆนี่ปิดบังเอาไว้อยู่เห็นข้อดีของมันก็วันนี้แหละ
หมับ
“ไปได้แล้ว” ฮุ่ยชินอ๋องคว้ามือเล็กมากุมไว้วินาทีนั้นซูเจินรู้สึกล่องลอย เดินตามเขาไปอย่างไม่รู้ตัว
ทิ้งความตกตะลึงให้เป็นของทหารทั้งสี่นายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูวังรวมถึงองครักษ์และนางกำนัลขันทีที่มาแอบซุ่มดูอยู่รอบๆ ใบหน้าของแต่ละคนตะลึงค้างบางคนถึงกับขยี้ตาตัวเองอยู่หลายรอบ
“เจ้าดูๆๆ ท่านอ๋อง ท่านอ๋องยิ้มด้วย ท่านอ๋องเกี้ยวนางด้วย ท่านอ๋องยังจับมือนางด้วย!”จีขุยสะกิดองครักษ์อีกคนที่จ้องมองตาไม่กะพริบเช่นนั้น
สวรรค์! ท่านอ๋องกำลังสนใจสตรี ท่านอ๋องกำลังเกี้ยวพาโฉมงาม!
เรื่องนี้ต้องขยาย!!
“นั่นเจ้าจะไปไหน?” จีขุยตะโกนถามสหายเมื่ออยู่ๆเขาก็ลุกขึ้นพรวดพราด เขาตอบสั้นๆก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไปวังหลวง!”
“ว่าอย่างไรนะ!”ฮ่องเต้หนุ่มลุกขึ้นอย่างตกใจ “ที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงกำลังเกี้ยวพาสตรีอยู่จริงๆกำนัลขันทีหรือทหารต่างเห็นกันทั่วเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆๆ ในที่สุด ในที่สุดพี่ชายของข้าก็รู้จักสนใจสตรีแล้ว”ฮ่องเต้เงยหน้าหัวเราะอย่างสุขใจเป็นที่สุด
แต่ไหนแต่ไรมาพี่เก้ามักจะมีปมเรื่องรูปร่างของตัวเองอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีความมั่นใจและออกจะติดขลาดกลัวเมื่อต้องใกล้ชิดกับสตรีพอพระองค์ได้เป็นฮ่องเต้แล้วพระองค์ก็พยายามเสาะแสวงหาสตรีดีพร้อมมาให้พี่เก้าเลือกอยู่หลายคนทว่าเขากลับไม่สนใจและปฏิเสธทุกครั้งไป
เสด็จแม่เองก็ร้อนใจนักมักจะมาบ่นอยู่กับพระองค์อยู่บ่อยๆ
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง พี่เก้าถึงกับยิ้มอ่อนโยนให้นางผู้นั้นเลยเชียวหรือ?
“นางเป็นใคร? ข้าชักอย่างจะเห็นเสียแล้วว่าสตรีที่สามารถทำให้พี่เก้าหวั่นไหวได้เป็นคนเช่นไร?”ฮ่องเต้หนุ่มพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“นางแซ่เฉิน นามซูซูเป็นสตรีที่งดงามที่สุดตั้งแต่กระหม่อมเคยเจอมาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“งามกว่าฝูเย่วฟางบุตรีของเสนาบดีฝูอีกหรือ?”ฮ่องเต้หนุ่มถามอย่างแปลกใจ มีแต่คนพูดว่าฝูเย่วฟางเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในแผ่นดินวันนี้ได้ยินว่ามีสตรีที่งามกว่านางจะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร
องครักษ์ผู้นั้นย่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะตอบ “คุณหนูฝูนับว่าด้อยกว่าอยู่สองส่วนพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้” ฮ่องเต้ยิ่งอยากจะเห็นมากขึ้นไปอีก“ตอนนี้นางพักอยู่ที่วังตะวันออกหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องจัดเรือนหยกเมฆาให้คุณหนูเฉินพักส่วนสหายอีกสองคนพักอยู่ที่เรือนฟ้าครามที่อยู่ข้างกัน”
“เรือนหยกเมฆา?” ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นเรือนหยกเมฆาไม่ใช่ว่าเป็นตำหนักสำหรับพระชายาหรอกหรือ?ดูท่าพี่เก้าจะจริงจังกับนางไม่น้อย
“ดี หากมีเรื่องเช่นนี้อีกให้รีบมารายงาน”
“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มตอบกลับอย่างลำบากใจหากท่านอ๋องรู้ว่าเขาเป็นคนคาบข่าวเรื่องนี้มารายงานฮ่องเต้ล่ะก็ โอ๊ยไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ...
ฮ่องเต้หนุ่มนั่งยิ้มคนเดียวอยู่นานแม้องครักษ์ของชินอ๋องจะจากไปนานแล้วก่อนจะพยักหน้ากับตัวเองอยู่หลายที เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวครุ่นคิด จนกระทั่งทนเก็บเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหวจริงๆพระองค์ก้าวเท้ายาวๆออกจากห้องทรงงานไป ขันทีคนสนิทที่โดนไล่ให้มารออยู่หน้าตำหนักในตอนที่องครักษ์มาขอเข้าเฝ้ามองตามอย่างงุนงงก่อนจะรีบตามเสด็จให้ทัน
ไม่ได้ เรื่องนี้ต้องถึงเสด็จแม่!
ซูเจินบอกได้เลยว่าการมาเที่ยวตลาดครั้งนี้นางหุบยิ้มไม่ได้เลยพ่อยักษ์ของนางกลายร่างเป็นลูกเสือตัวโต ที่ขยันอ้อน ขยันยิ้มสุดๆซูเจินรู้สึกใจบางขั้นสุด ยิ่งตอนที่เขาเขินตอนพยายามทำบางสิ่งที่ไม่เคยทำให้นางด้วยแล้วยิ่งทำเอากลั้นยิ้มไม่อยู่
ตลาดอยู่ไม่ไกลมานักฮุ่ยอ๋องเลยชวนให้นางเดินมาเพื่อดูบรรยากาศรอบๆไปด้วยตลอดทางเขาจับมือนางเอาไว้ไม่ปล่อยเลย ลำพังชินอ๋องของแคว้นปรากฏตัวก็ทำให้ชาวบ้านมองอย่างแปลกใจแล้วแต่ชินอ๋องที่เด่นสะดุดตาที่กำลังกุมมือสตรีน้อยนางหนึ่งไว้ตลอดทางเป็นจุดสนใจยิ่งกว่าซูเจินรู้สึกทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์เช่นนี้จริงๆ
ความทรงจำสองชาติของนางมีคนรักเพียงคนเดียวซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ทำให้นางมีความทรงจำสุดแสนเศร้า เรื่องนี้นับว่านางอ่อนประสบการณ์จริงๆ
โอ๊ย! ทำไมพอเป็นเขาทำแบบนี้แล้วนางเขินเล่าตอนนางทำยังไม่เห็นจะเขินขนาดนี้เลย
“อยากได้อะไรหรือไม่?”ฮุ่ยชินอ๋องก้มหน้าลงมาถามสตรีที่เอาแต่เงียบตั้งแต่ออกจากวังมาทำเอาทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ
ซูเจินส่ายหน้าแทนคำตอบสายตาเหลือบไปเห็นโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมโชยตามมาทีหลัง ซูเจินกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วกระตุกมือที่ถูกกุมอยู่เบาๆ
“ท่านอ๋อง เราเข้าไปกินอาหารร้านนั้นกันเถอะ”
ฮุ่ยชินอ๋องมองตามทิศทางที่นางชี้ส่ายหัวและยิ้มน้อยๆ นางช่างเด็กน้อยนัก “ได้สิ”
“เย้” ซูเจินร้องขึ้นอย่างดีใจ ไม่ได้ต้องออดอ้อนไว้ก่อน
สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านในตอนที่ซูเจินเงยหน้าขึ้นพอดีผ้าโปร่งบางๆพัดไสว เผยให้เห็นรอยยิ้มกว้างของนาง ฮุ่ยชินอ๋องมองรอยยิ้มนั้นอย่างหลงใหลรอยยิ้มปรากฏขึ้นตามอย่างไม่รู้ตัว