ตอนที่ 161 โด่งดังเกินไป
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในเวลานั้นข่าวการต่อสู้ของเวเนเตอร์แรงค์ S+ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ breaking news ที่ถูกแทรกในทุกช่องทางข่าวสารในประเทศเลยทีเดียว
หากเป็นในยุคสมัยก่อนผู้คนคงจะยกกล้องมือถือขึ้นมาถ่าย
แต่ในเวลานี้กล้องวงจรปิดหรือระบบกล้องดาวเทียมนั้นคมชัดยิ่ง ผู้คนจึงได้เห็นภาพเหตุการณ์กันได้อย่างชัดเจน
เพราะเมืองได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ทางการจึงสั่งอพยพและช่วยเหลือคนอย่างเร่งด่วน
เนื่องจากโลกนี้มีประสบการณ์จากการปรากฏขึ้นของอบิสแล้ว พวกเขาจึงดำเนินการและปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัด
ในยุคสมัยนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าในอดีต การกระทำทุกอย่างต้องเล็งเห็นประโยชน์ของประชาชนมาก่อน
ในเรื่องนี้จึงถูกดูแลเป็นอย่างดี
เมื่อเฟิร์สกลับมาก็พบว่าผู้คนเริ่มอพยพไปจากที่นี่แล้ว ส่วนพ่อของเขาด้วยความเป็นหมอจึงแสดงตัวว่าเป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุนและเข้าทำการช่วยเหลือปฐมพยาบาลคนเจ็บ
ช่วงที่ผู้คนชุลมุนเช่นนี้หากไม่ใช่เวเนเตอร์หรือพนักงานที่เกี่ยวข้อง ทางการล้วนจะกันผู้คนให้ออกห่าง
เฟิร์สปรากฏตัวในที่ลับตา ก่อนจะดีดนิ้วนำชุดเครื่องแบบของนิวโฮปออกมาและสวมใส่มัน
เวลานี้ชุดเครื่องแบบจะทำให้เข้าถึงตัวของพ่อเขาง่ายขึ้น และเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดไร้สาระอธิบายอะไรให้ฟัง
เฟิร์สเดินตรงไปที่พ่อของเขาที่กำลังช่วยเหลือคนเจ็บ
ตลอดทางผู้คนที่เห็นต่างผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยทักทายและแสดงความเคารพ
“ผู้กอง ...”
“ผู้กอง ...”
แม้พวกเขาเหล่านี้จะไม่รู้สึกคุ้นหน้าผู้กองคนนี้ แต่ด้วยยศที่ประดับบนบ่าว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ด ก็เพียงพอแล้วที่พวกเขาจะให้ความเคารพ เพราะอย่างไรก็ตามผู้ที่มาถึงตำแหน่งระดับนี้ได้ย่อมต้องมีการบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าเวเนเตอร์ดาราแดงแน่นอน
เฟิร์สพยักหน้าเพื่อตอบรับคำทักทาย ซึ่งผู้เป็นใหญ่เป็นโตหลายคนล้วนทำเช่นนี้ เมื่อพวกเขาคร้านที่จะทักทายแต่ก็ต้องรักษาน้ำใจผู้น้อยที่เอ่ยทักทายแสดงความเคารพ
ท่าทางของเขาดูเป็นธรรมชาติเป็นอย่างมาก แตกต่างจากรูปร่างที่เหมือนเด็กมัธยมต้นอย่างสิ้นเชิง
เฟิร์สมองพ่อของเขาทำงานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปแตะที่ไหล่และเอ่ย
“พอได้แล้วครับพ่อ ตอนนี้เหตุการณ์เป็นปกติดีแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
คุณหมอสมคิดเมื่อหันไปมองรอบข้างก็เห็นว่าทุกอย่างนั้นเป็นอย่างที่ลูกชายพูด เหล่าเวเนเตอร์และพนักงานของนิวโฮปต่างทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างแข็งขัน
เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะวางมือและความกระวนกระวายใจ
“เชื่อเถอะครับพ่อ ถึงพ่อต้องการจะทำแต่เมื่อพวกเขาเห็นผมมาอยู่กับพ่อ พวกเขาก็จะไม่ให้พ่อทำอีกต่อไป ตอนนี้พวกเรากลับไปพักผ่อนกันเถอะ แล้วผมจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้พ่อฟัง”
เฟิร์สกล่าวคำพูดที่ทำให้คุณหมอสมคิดวางใจ ก่อนที่สองพ่อลูกจะจากไป เพื่อกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
ทางการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมาก เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ปล่อยผู้คนออกมาจากพื้นที่อพยพ เว้นแต่ผู้ที่บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย พวกเขาจะได้รับการชดเชยในภายหลัง
ส่วนเฟิร์สที่กลับมาอยู่กับพ่อที่โรงแรม เขาได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดอย่างสบายๆ เขาไม่ได้สร้างเรื่องโกหกพ่อของเขาเลยแม้แต่คำเดียว รวมถึงการบอกไปตามตรงว่าเขาอาจเป็นเวเนเตอร์ที่ถูกประเมินในแรงค์ SS และได้พบกับผู้นำของกลุ่มเวเนเตอร์ในภาคใต้
คุณหมอสมคิดที่ได้ฟังก็ได้แต่อ้าปากค้างแล้วมองลูกชายของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
ทว่าคุณหมอสมคิดกลับไม่ได้เอ่ยปากถามว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ เพราะเขาเชื่อว่าเฟิร์สนั้นพูดความจริง
หลังจากผ่านวันนั้นไปเฟิร์สก็ไม่ได้รีบกลับในทันที เขายังคงอยู่เที่ยวพักผ่อนกับพ่อของเขาตามกำหนด
แต่ข่าวของเขากลับถูกแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยประเด็นที่ว่า
‘เวเนเตอร์แรงค์ SS ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย ... ตัวตนที่น่าจับตามอง ... ว่าที่แรงค์ SSS คนต่อไป ...’
ข่าวลามออกไปไม่ต่างจากไฟที่ไหม้ฟาง
ไม่เพียงแต่แคลนในประเทศไทยเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นข่าวที่น่าจับตามองของทั่วโลก
เพราะทั่วทั้งโลกนี้มีตัวตนแรงค์ SSS อยู่น้อยมาก และภัยพิบัติครั้งสำคัญๆ ก็ต้องพึ่งพาพวกเขา
ในบางประเทศต้องระดมทุนเพื่อจ้างแรงค์ SSS จากต่างประเทศเพื่อมาเคลียร์อบิสระดับสีน้ำเงินในบ้านของตน
แรงค์ SSS ที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว และผู้ที่จะยินยอมลงอบิสระดับสีน้ำเงินก็มีน้อยตามไปด้วย
ไม่ใช่ว่าแรงค์ SSS ทุกคนจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะลงอบิสระดับสีน้ำเงินกันทุกคน เนื่องจากการลงเทรดอบิสระดับนี้ล้วนมีโอกาสตายมากกว่ารอด อีกทั้งนิสัยของเวเนเตอร์แต่ละคนก็ต่างกัน
ความสำคัญของเวเนเตอร์แรงค์ SSS จึงมากตามไปด้วย และส่วนใหญ่เวเนเตอร์แรงค์ SSS ที่ติดหนึ่งร้อยอันดับแรกก็เป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงเรื่องการช่วยเหลือผู้คนจนเป็นข่าวดัง
ส่วนพวกที่เก็บตัวจะกลายเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS ที่ไม่มีชื่อเสียงก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าประเทศใด เวเนเตอร์แรงค์ SSS ก็เป็นตัวตนที่มีในประเทศจำนวนที่สามารถนับด้วยนิ้วมือได้
อย่างประเทศไทยแห่งนี้ก็มีเพียงสองคนเท่านั้น นั่นก็คือ “บัญชาเมฆ” ผู้ติดร้อยอันดับแรกของโลก และอีกคนก็คือ “มหาเถรปัญโญ” แห่งแคลนธรรมจักร ซึ่งพระสงฆ์ผู้นี้จะลงมือน้อยมากและไม่ได้รับกิจที่ต่างประเทศบ่อยเหมือนบัญชาเมฆ ดังนั้นท่านจึงไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหนึ่งร้อยอันดับแรกของโลกตามที่นิตยสารชื่อดังเป็นผู้จัดอันดับ
หากเฟิร์สสามารถกลายเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS คนที่สามได้ นี่จึงเป็นคลื่นลูกใหญ่อย่างแท้จริง
สายตาของคนทั้งโลกย่อมต้องจับจ้องมาที่เขา
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการเอกชัยนั้นค่อนข้างจะรู้ความ
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเฟิร์สไม่ได้ถูกรบกวนจากคนภายนอกเลย เพราะมีคนของผู้อำนวยการเอกชัยคอยกันเอาไว้
ทำให้การพักผ่อนของเฟิร์สกับพ่อราบรื่นไปด้วยดี
ในวันที่เขาจะกลับ เฟิร์สก็รับรู้ได้ถึงการรวมตัวของผู้คนด้านล่างโรงแรมทันที
แน่นอนว่ามีหลายคนต้องการที่จะพบกับเขา ไม่เพียงแค่คนไทยและยังมีชาวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งตัวตนอย่างแรงค์ SS ของแคลนต่างชาติเข้าร่วมด้วยก็มี
สัมผัสของเฟิร์สเฉียบคมยิ่ง เขาสามารถรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
“พ่อครับ พวกเราไม่สามารถขึ้นเครื่องกลับแบบธรรมดาได้แล้ว” เฟิร์สเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรอ?”
“ข้างล่างมีทั้งนักข่าวและคนที่ต้องการพบผมอยู่เยอะมาก ดูเหมือนว่าผมต้องเช็คเอาว์จากที่นี่แล้ว”
เฟิร์สตัดสินใจโทรหาผู้จัดการโรงแรงในทันที
เขาในตอนนี้โด่งดังเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าผู้คนในโรงแรมย่อมต้องรับรู้การมีอยู่ของเขา เขาจึงรีบขึ้นมาจัดการเป็นธุระให้กับเฟิร์สเป็นอย่างดี
“ไม่ทราบว่าคุณเฟิร์สวันต้องการให้พวกเราจัดเฮลิคอปเตอร์ไปส่งที่สนามบินหรือไม่?” ผู้จัดการโรงแรมคนนั้นกล่าวอย่างนอบน้อม
คนผู้นี้ไม่ว่าจะด้วยชื่อเสียงหรือฐานะทางการเงิน พวกเขาจะต้องทำการบริการเป็นอย่างดี
“ไม่จำเป็นครับ พวกเราจะกลับกันเอง” เฟิร์สเอ่ย ก่อนจะทำมุทราและชี้ไปข้างหน้า สร้างวงแหวนอักขระสีเขียวที่ซับซ้อนออกมา
วงแหวนอักขระใช้เวลาทำงานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปรากฏวังวนขึ้นมาด้านหน้า
ชายผู้เป็นผู้จัดการโรงแรมได้เห็นอะไรแบบนี้ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก
“ประตูมิติ!”
แม้แต่คุณหมอสมคิดก็รู้สึกอึ้งเช่นกัน เขาไม่คิดว่าลูกชายของเขาจะเก่งกาจขนาดนี้ ถึงกับสร้างประตูมิติขึ้นมาได้ นี่ยังเป็นลูกชายของเขาอยู่อีกหรอ?
“ขอตัวก่อนนะครับ” เฟิร์สยิ้มให้ผู้จัดการโรงแรมก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางของเขาและพ่อเดินไปที่วังวน
“ไปกันเถอะครับพ่อ”
คุณหมอสมคิดสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ก็เดินตามเฟิร์สเข้าไปในวังวน
พรึบ! พรึบ!
ทันทีที่ร่างของทั้งสองจมหายไป วังวนนั้นก็ปิดลงอย่างฉับพลัน ซึ่งเฟิร์สไม่ได้ตั้งเวลาหน่วงเอาไว้เหมือนตอนก่อนหน้านี้
ผู้จัดการโรงแรมคนนั้นได้แต่อึ้งอย่างอ้าปากค้าง คางยานจนจะถึงพื้น
เมื่อเขาได้สติขึ้นมา เขาก็รีบปรี่เดินไปที่จุดที่วังวนเคยอยู่
เขาใช้มือปัดป่ายไปมา และก็พบว่าตรงนั้นไม่ได้มีอะไรอยู่อีกแล้ว
“เป็นประตูมิติจริงๆ ด้วย! นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี้ย” เขาถึงกับลงมือหยิกตัวเองแล้วร้องโอ้ยออกมา
มันไม่ใช่ความฝันจริงๆ ด้วย ถ้าอย่างนั้นข่าวลือว่าเฟิร์สวันอาจจะเป็นว่าที่แรงค์ SSS คนต่อไปนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องจริง
ในที่สุดโรงแรมของเขาก็ได้รับเกียรติต้อนรับคนที่จะเป็นแรงค์ SSS ซึ่งนี่จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับโรงแรมของเขาเป็นอย่างมาก