เฟิ่งหยูรีบเก็บซากแมงมุมแม่ม่ายดำระดับหกไว้โดยทันทีเฟิ่งหยูจัดการกับแมงมุมแม่ม่ายดำระดับห้าและระดับหกได้อย่างง่ายดายพวกมันกระจายกันออกตามหาเฟิ่งหยูดังนั้นเขาจึงสังหารมันได้แม้ว่าบางครั้งจะเจอแมงมุมแม่ม่ายดำอยู่ด้วยกันสองถึงสามตัวเฟิ่งหยูก็สามารถต่อกรกับพวกมันได้
เฟิ่งหยูสังหารแมงมุมแม่ม่ายดำที่ขวางทางเขาตลอดทางเขาเดินทางไปตามแผนที่ตลอดหลายวันมานี้เฟิ่งหยูสามารถสังหารแมงมุมแม่ม่ายดำไปแล้วหลายสิบตัวสร้างความโกรธแค้นให้แก่นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำเป็นอย่างมาก
เฟิ่งหยูเดินทางออกห่างจากกลุ่มของแมงมุมแม่ม่ายดำไปเรื่อย ๆ สามวันหลังจากนั้นเฟิ่งหยูหลุดออกจากอาณาเขตของแมงมุมแม่ม่ายดำตลอดทางเขาได้สังหารแมงมุมแม่ม่ายดำไปแล้วกว่าหกสิบตัวซากทั้งหมดถูกเขาเก็บรวบรวมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เฟิ่งหยูเดินทางไปต่ออีกสองวันจึงเข้าสู่อาณาเขตป่าอสูรแดนใต้อย่างแท้จริงสัตว์อสูรที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้นับเป็นสัตว์อสูรระดับห้าไปจนถึงระดับแปดเลยทีเดียว
“โชคดีที่ตระกูลซูสามารถเอาชีวิตรอดออกไปได้หากพวกเขาอยู่ที่นี่นานคงกลายเป็นอาหารของพวกสัตว์อสูรแทน”เฟิ่งหยูคิดในใจ
ตลอดทางเฟิ่งหยูได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับห้าเป็นจำนวนมากเฟิ่งหยูไม่ได้สังหารสัตว์อสูรเหล่านั้น เขากลับปล่อยสัตว์อสูรเหล่านั้นไป เพราะเฟิ่งหยูคิดว่ากว่าที่สัตว์แต่ละตัวจะฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมาจนถึงขั้นนี้พวกมันต้องอดทนและใช้เวลายาวนานเป็นอย่างมาก
และอีกอย่างสัตว์อสูรพวกนี้เริ่มมีสติปัญญาแล้วบางตัวที่แพ้เฟิ่งหยูก็หลบหนีไปเฟิ่งหยูไม่คิดตามพวกมันทุกชีวิตย่อมรักชีวิตของตัวเอง เฟิ่งหยูคิดแบบนี้มาตลอด
กว่าเฟิ่งหยูจะมาถึงจุดหมายในแผนที่ที่เขาได้รับก็ใช้เวลาไปร่วมสองเดือนเข้าไปแล้วเมื่อเขามาถึงจุดหมายเฟิ่งหยูพลันรู้ทันทีเพราะเขาสังเกตเห็นค่ายกลลวงตาที่ผู้อาวุโสซูได้ติดตั้งไว้ถึงแม้มันจะเป็นค่ายกลเล็ก ๆแต่ว่าหากใครไม่สังเกตให้ดีก็ไม่สามารถพบเจอสถานที่แห่งนี้ได้อย่างแน่นอน
เฟิ่งหยูก้าวเข้าไปในค่ายกลอย่างง่ายดาย เขามองสำรวจไปรอบ ๆพบว่าทางเข้าเป็นหุบเขาที่ล้อมรอบไปด้วยหน้าฝาอันสูงชันแม้ว่าที่แห่งนี้จะถูกปกคลุมไปด้วยหินผาทว่ากลับปลดปล่อยบรรยากาศอันหดหู่และอ้างว้าง เฟิ่งหยูก้าวเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
“ทำไมที่นี่ข้ารับรู้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย” เฟิ่งหยูพึมพำ
เฟิ่งหยูเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆเขาเดินไปจนกระทั่งเกือบจะสุดทางพลันสิ่งที่เขาได้พบเห็นกลับเป็นแท่นบูชาขนาดใหญ่มีเสารูปมังกรสามสิบหกต้นตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้างข้างหน้า
“ทำไมที่นี่ถึงมีลานแท่นบูชาได้”
เฟิ่งหยูเดินตรงเข้าไปยังแท่นบูชาเมื่อไปถึงเฟิ่งหยูมองเห็นบันทึกเล่มหนึ่งวางไว้ตรงกลางแท่นบูชาเฟิ่งหยูมองดูรอบ ๆ อย่างรอบคอบ เขามองไปที่บันทึกที่วางอยู่กลางแท่นบูชาพร้อมกับค่อยๆ ยื่นมือไปเพื่อหยิบบันทึกนั้น
ทันทีที่เฟิ่งหยูแตะบันทึกนั้นแสงสว่างพลันส่องกระจายออกไปทั่วไม่นานพลันปรากฏพลังงานกลุ่มหนึ่งล่องลอยขึ้นมาจากแท่นบูชาหลอมรวมกับพลังฟ้าดินกลายเป็นมังกรตนหนึ่งขึ้นมามันเป็นมังกรที่มีรูปร่างที่ดูยิ่งใหญ่งดงาม ชวนกราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง
“ทำไมเจ้าถึงมีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ไหลเวียนอยู่ในตัวของเจ้า”เสียงทรงพลังมีอำนาจเอ่ยขึ้นมา
“ข้าน้อยได้รับมันมาด้วยความบังเอิญ”เฟิ่งหยูกล่าวตอบพร้อมกับกำลังจะเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้แก่มังกรตนนั้นฟัง
มังกรตนนั้นพลันใช้สายตาจ้องมองเฟิ่งหยูพลันมีลำแสงสีขาวยิงเข้ากลางหน้าผากของเฟิ่งหยูอย่างมิอาจหลบเลี่ยงได้มังกรตนนั้นมองภาพต่างๆ อยู่ไม่นานจากความทรงจำของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว
“อืมมมมยังมีมังกรสายเลือดบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกอย่างนั้นหรือนี่ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”
“ในเมื่อเจ้ามีวาสนาต่อข้า และเจ้าเองก็มิใช่คนไม่ดีเท่าที่ข้าอ่านความทรงจำของเจ้า ตอนแรกข้าก็ว่าจะทดสอบเจ้า แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้วเจ้าสามารถครอบครองของวิเศษทั้งสองชิ้นได้ก็นับว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่ข้าพอจะยอมรับเจ้าได้แล้วข้าจะช่วยเหลือเจ้าให้เจ้าได้พัฒนาฝีมือ และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป”
“จงนำโลหิตมังกรที่เจ้ามีอยู่ หยดไปที่แท่นหินแต่ละแท่นแท่นละหนึ่งหยด ที่เหลือทั้งหมดให้เจ้าหยดลงตรงแท่นบูชานี้”
“ขอรับท่านผู้อาวุโสมังกร” เฟิ่งหยูตอบรับโดยไม่ต้องคิดสิ่งใดเพราะเขาไม่สามารถปกปิดสิ่งใดได้เลยจากมังกรตนนี้
เขาจัดการหยดโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ลงบนเสามังกรแต่ละต้นและนำที่เหลือหยดลงบนแท่นบูชาที่มีบันทึกวางอยู่เมื่อโลหิตมังกรหยดสุดท้ายหยดลงบนแท่นบูชาพลันเกิดพลังงานมหาศาลโพยพุ่งออกมาจากเสามังกรทั้งสามสิบหกต้น มันเป็นพลังฟ้าดินที่หลอมรวมเข้ากับโลหิตมังกรบริสุทธิ์
พวกมันหลอมรวมโพยพุ่งสู่ท้องฟ้าทะลุไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ฟ้าดินทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจนเกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทุกหนแห่งบันทึกเล่มนั้นเริ่มเปิดออกทีละหน้าพร้อมกับเสียงสวดโบราณที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนระยะเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่แท่นบูชาที่เฟิ่งหยูยืนอยู่ใกล้ๆ กลับเริ่มปริแตกออกทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง
“ท่านผู้อาวุโสนี่มันเกิดอะไรขึ้น”
แต่ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆจากมังกรตนนั้นจวบจนแท่นบูชานั้นแตกละเอียดจนหมดสิ้นจึงมีกล่องใบหนึ่งลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเฟิ่งหยูมังกรตนนั้นจึงได้เริ่มเอ่ยขึ้นมา
“เมื่อหนึ่งล้านปีก่อน มีการฝึกฝนและคิดค้นวิชายุทธ์ต่าง ๆ มากมายในยุคต้นกำเนิดของจักวาลแห่งนี้ มีผู้ที่สามารถฝึกฝนเป็นเทพเจ้าได้อย่างแท้จริงซึ่งพวกเขาฝึกฝนจนสามารถเป็นเทพเจ้าสามารถท่องไปในจักรวาลได้อย่างเป็นอิสระยิ่งพวกเขาแข็งแกร่งพวกเขาต่างหยิ่งผยองคิดว่าตนเองเก่งล้ำกว่าใครๆ”
“แต่เมื่อมีคนสามารถฝึกฝนจนเป็นเทพเจ้าได้คนหนึ่ง ก็ย่อมมีคนที่สองคนที่สามตามมาเพียงระยะเวลาไม่กี่แสนปีพวกเขากลับสามารถฝึกฝนตนเองจนเป็นเทพเจ้าได้เป็นจำนวนมากมายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์สัตว์อสูร หรือแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็สามารถฝึกฝนจนกลายเป็นเทพเจ้าได้เจ้าเชื่อไหมในยุคนั้นแม้แต่มารก็ยังสามารถฝึกฝนจนกลายเป็นเทพเจ้าได้”
“มันจะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือท่านผู้อาวุโส”
“ได้ไม่ได้ก็เป็นมาแล้ว เจ้าเคยได้ยินคำว่าเทพอสูรหรือไม่?”
“ดูเหมือนจะเคยได้ยินเหมือนกัน แต่มันเป็นแค่นิยายปรัมปรา เขาว่าเทพอสูรเกิดจากเทพที่พบรักกับอสูรจนเกิดการไม่ยอมรับขึ้นมาเมื่อพวกเขามีบุตรขึ้นมา”
“แล้วเจ้าสงสัยไหมว่าพวกเขาเหล่านั้นหายไปไหน?
“นั่นนะสิ ท่านผู้อาวุโสพอจะทราบหรือไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นหายไปไหน”
“พวกเขาเหล่านั้นต่างทำสงครามกัน”
“ทำสงครามกันอย่างนั้นหรือ ?....ทำไมต้องทำสงครามกันด้วยท่านผู้อาวุโส”
“เหตุผลเพียงข้อเดียวที่พวกเขาทำสงครามกันคือ ใครเก่งกว่ากันเพียงเท่านั้นจึงทำให้เกิดความขัดแย้งและสังหารกันอ่างไม่มีที่สิ้นสุด”
“แต่ก็มีคนเห็นต่างถึงแม้จะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเขายึดมั่นในหลักการของเขาดังนั้นจึงเขาไม่เข้าร่วมรบ เขาเก็บตัวและหลบลี้หนีจากความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวลเขาเป็นคนที่มีความคิดเหมือนกับเจ้าที่ว่าอยู่อย่างไรจึงจะสงบสุขอยู่อย่างไรจึงจะไม่ทำให้บุคคลใกล้ตัวต้องลำบาก”
“แต่ก็เป็นเพียงความคิดของเขาเพียงผู้เดียว เขาหลบลี้หนีหน้าไปหลายปีเมื่อสงครามจบสิ้นเขากลับมาพบว่าคนรู้จัก คนที่เขาสนิทคนที่เขาเคารพนับถือต่างจากเขาไปจนหมดสิ้น”
“ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นสงครามในครั้งนั้นเขาผู้นี้จึงได้ทำการตามล่าและสังหารเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายจนหมดสิ้นและได้สร้างกฎสวรรค์ขึ้นมาหากใครที่ฝึกฝนจนก้าวไปถึงระดับหนึ่งต้องทนกับการทดสอบของสวรรค์ซึ่งเรียกว่ากฎสวรรค์ เขาใช้พลังทั้งหมดสร้างกฎนี้ขึ้นมาเพื่อหวังว่าชนรุ่นหลังจะระลึกได้ว่ากว่าจะฝึกฝนได้ถึงขั้นนั้นต้องลำบากมากเพียงใดหวังเพียงไม่ให้เหตุการณ์เดิม เกิดซ้ำรอยกับคนรุ่นหลัง”
“แล้วทำไมเขาต้องตั้งกฎขึ้นมา เขายอมสูญเสียพลังอำนาจของเขาทำไม ทำไมไม่ยอมอยู่ค้ำฟ้าและคอยดูแลชนรุ่นหลังแทน”
“ก็เพราะว่าเขาคิดไปไกลกว่าพวกเราเขาคิดว่าหากเขาอยู่อย่างนั้นสักวันหนึ่งก็ต้องมีอัจฉริยะเกิดขึ้นมาและสามารถล้มเขาได้ เจ้าลองคิดดูหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาแล้วคนที่ชนะเขาได้เป็นคนไม่ดีเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วท่านผู้อาวุโส..”
“สิ่งที่เจ้าเห็นอยู่ตรงหน้า คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่จากเขาผู้นั้นหรือเรียกง่าย ๆ ว่าสิ่งที่อยู่ต่อหน้าเจ้าตอนนี้คือสิ่งที่เทพเจ้าหลงเหลือเอาไว้”
“มันคือสิ่งใดหรือท่านผู้อาวุโส”
“มันคือเส้นชีพจรลมปราณ เทพมังกร” มันก็คือเส้นชีพจรลมปราณของเทพเจ้ามังกรเทพเจ้าคนสุดท้ายของจักรวาลนี้
“ของล้ำค่านี้ควรจะอยู่กับเผ่าพันธุ์มังกรไม่ใช่หรือท่านผู้อาวุโส น้องชายข้าเองก็เป็นมังกรสายเลือดบริสุทธิ์เขาควรจะได้รับสิ่งนี้”
“ข้ารู้ แต่ว่ากายของเขาไม่อาจจะทนรับไหวข้าตรวจสอบจากความทรงจำของเจ้าแล้ว ตอนนี้สายเลือดมังกรบริสุทธิ์มีอยู่น้อยมาก ถึงเจ้าจะมีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ที่ได้รับมาก็จริงแต่กายของเจ้ากลับเป็นกายเซียนโบราณ ซึ่งสามารถรองรับเส้นชีพจรลมปราณเทพมังกรนี้ได้”
เมื่อกล่องใบนั้นเปิดออก เส้นชีพจรเส้นหนึ่งพลันพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเฟิ่งหยูมันปรากฎเป็นเส้นสายสีทองสว่าง ขยายครอบคลุมทั่วทั้งร่างของเฟิ่งหยูในพริบตา เริ่มจากสองมือ สองขา ใบหน้า ศีรษะ ดวงตาอวัยวะทั้งหมด
“อ๊ากกกก”
เฟิ่งหยูพลันร้องออกมาเสียงดังเหมือนดังถูกเผาไหม้ด้วยไฟที่ร้อนแรงความเจ็บปวดอันลึกล้ำออกมาจากทั่วทุกหนทุกแห่งจากร่างกายของเขาเฟิ่งหยูคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด ทั่วทั้งร่างของเขาสั่นสะท้านกลุ่มพลังที่ยิ่งใหญ่บดขยี้อยู่ภายในร่างกายของเฟิ่งหยู
เส้นชีพจรนี้หลอมรวมเข้ากับเส้นชีพจรของเฟิ่งหยูจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันความทรมานยังคงดำเนินต่อไป มันคือความเจ็บปวดที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ความเจ็บปวดที่ยาวนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เกินกว่าที่คนธรรมดาจะสามารถทนรับไหว
มันใช้เวลาหลอมรวมยาวนานและต่อเนื่องความเร็วในการหลอมรวมช้าเป็นอย่างมากความทรมานอันน่าหวาดกลัวของเฟิ่งหยูส่งผลให้ประสาททั้งหมดในร่างกายของเขาแจ่มชัดขึ้นเขาอดทนจนถึงที่สุดและใช้เวลาในการหลอมรวมเส้นชีพจรลมปราณเทพมังกรนี้ไปถึงสองวันเต็ม
“เฟิ่งหยูรับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่เขาได้รับเพียงแต่ว่าระดับการฝึกฝนของเขากลับลดลงไปเหลือเพียงระดับสวรรค์ขั้นที่เจ็ดเท่านั้น”
“ต่อไปนี้เจ้าจะฝึกฝนได้ช้ากว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัวนักมีทั้งกายเซียน มีทั้งเส้นชีพจรเทพมังกร แต่หากเจ้าสามารถฝึกฝนจนไปถึงจุดสูงสุดเจ้าอาจจะกลายเป็นเทพเจ้าคนแรกของยุคนี้ก็เป็นไปได้”