ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    พัดขนนกหยก​ 1

          

          “เชิญท่านต่อไป” เสียงเรียกดังขึ้น คราวนี้เป็นตาของเหลียงจือ เขาลุกขึ้นสะพานกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่ไหล่ข้างซ้าย ซูเจินแอบเห็นมือขวากำแน่น ยังไม่หายประหม่าอีกหรือเจ้าคนผู้นี้

          “ข้า...ข้าไปก่อนนะ” เหลียงจือหันมากล่าว

          “ขอให้โชคดี” ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่ดีใจกับคำอวยพรของนางเอาเสียเลย มารักษาคนยังต้องพึ่งโชคอีกหรือ? หรือขอให้โชคดีเป็นโรคที่รู้จัก โชคดีที่รักษาได้ใช่หรือไม่?

          เหลียงจือคิดไปมาในหัว สองขาก็ก้าวเข้าไปข้างในอย่างงงๆ

          เพราะชายหนุ่มเป็นคนที่พูดไม่หยุด มักจะมีเรื่องเล่าให้ฟังอยู่ตลอด และก็ชอบเล่าอยู่คนเดียวไม่ถามอะไรซูเจินมากนัก ซูเจินที่นั่งฟังเขาเล่าอย่างเพลิดเพลินก็ไม่รู้ตัวเลยว่าจะถึงทีของตนแล้ว พอเขาไปรอบตัวก็เงียบลงทันที นอกจากขันทีนางกำนัลแล้วก็ไม่มีใครอื่น เหลือเพียงพวกนางสี่คนเท่านั้น

          ดูเหมือนว่าเหลียงจือจะทำตามที่พูดเอาไว้จริงๆ เพราะเขาเข้าไปเพียงไม่นานก็เดินคอตก กอดกระเป๋าแนบอกออกมา เงยหน้ามองซูเจินด้วยน้ำตาคลอเบ้า

          “ร้องไห้ทำไม? หรือเสียใจที่รักษาไม่ได้” ซูเจินถามเขา

          “อือ สงสารเขามากๆเลย เจ้าเข้าไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ ชีพจรเขาปั่นป่วนมาก ตัวผอมแห้งอย่างกับมัมมี่เลย ทั้งๆที่กินปรกติ แต่ร่างกายกลับขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ข้าให้กินยาที่จะเพิ่มสารอาหารดูแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งๆที่แค่เม็ดเดียวก็ทำให้คนปกติไม่ต้องกินอาหารได้เป็นอาทิตย์แท้ๆ ยาเม็ดนั้นก็แพงมากเลยด้วย ข้าหลอมมันได้แค่สองเม็ดเอง”

          “หากมีคนรักษาเขาได้ก็คงดีมากๆ เห็นสภาพเขาแล้วข้าสงสารจริงๆ” เหลียงจือกล่าวอย่างรู้สึกเวทนา

          “หากไม่สิ้นวาสนาก็ย่อมหายอยู่แล้ว หากสิ้นบุญวาสนาแล้วต่อให้เทพเซียนลงมารักษาก็ยากจะยื้อ เจ้าก็อย่าใส่ใจนักเลย หมออย่างเราก็ใช่ว่าจะรักษาได้ทุกโรค ช่วยชีวิตได้ทุกคนเสียเมื่อไหร่”

          ชีวิตก่อนซูเจินก็เคยอยากจะเป็นหมอ แต่ความจริงที่ว่าไม่สามารถช่วยได้ทุกคนก็ยังไม่เปลี่ยนไป อีกทั้งต่อให้หมอเก่งกาจเพียงใดก็ยังเป็นคน ยังต้องใช้เครื่องมือและยามากมายในการรักษา ดังนั้นแล้วนางจึงเลือกที่จะเป็นนักวิจัยโรคและยาแทน เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

          หมอวินิจฉัยและรักษา ส่วนนักวิจัยอย่างนางก็ค้นคว้าหาวิธีการและผลิตยา ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนทำเพื่อช่วยชีวิตคนเช่นกัน

          “ถึงตาข้าแล้ว ข้าไปก่อนนะ”

          เหลียงจือได้รับคำปลอบใจแล้วก็เห็นด้วย รู้สึกดีขึ้นมาก “อืม เข้าไปเถอะ”

          เหลียงจือมองตามหลังนางไปจนกระทั่งประตูปิดลงจึงได้หันหลังเดินจากไป เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหัวมองยังประตูครั้งหนึ่ง อาจารย์เฒ่าของเขาก็เคยกล่าวทำนองนี้กับเขาเช่นกัน โชคชะตาและวาสนาเป็นของคู่กัน แม้มีวาสนาแต่ไร้ซึ่งโชคชะตาก็ไร้ประโยชน์ มาถึงโรงหมอแต่หากไม่มีชะตาพบเจอก็ได้แต่รอความตาย เพียงพบเจอก็ถือเป็นโชคชะตาอย่างหนึ่ง หากได้เกี่ยวข้องจึงถือมีวาสนา

          ได้พบเจอนางก็ถือเป็นโชคชะตา แต่จะมีวาสนาหรือไม่นั้นก็คงต้องรอดูต่อไป

          อ่า...จริงอย่างตาเฒ่าว่าข้ายังอ่อนด้อยนัก แต่จะให้เขากลับขึ้นเขาก็ไม่เอาหรอก ไหนๆก็โดนโยนออกมาแล้ว มิสู้ออกเดินทางท่องเที่ยวดูยุทธภพดีกว่า แผ่นพื้นกว้างใหญ่นักข้าควรจะเปิดหูเปิดตาเสียบาง ดรุณีอายุน้อยกว่านางนั้นยังดูเก่งกาจ วาจาฉะฉานท่าทางก็ดูมั่นใจอย่างยิ่ง โลกภายนอกก็คงมีคนเช่นนางอยู่เยอะแยะไปหมดใช่หรือไม่?

          เหลียงจือเอากระเป๋ายาออกจากอก สะพายขึ้นหลังแล้วเดินจากไป ในเมื่อฝีมืออ่อนด้อยก็ต้องฝึกฝน หากมีฝีมือแล้วสักวันเขาจะต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ได้ จะต้องไม่มีใครตายต่อหน้าเขาโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เช่นนี้อีก แม้นมีก็ต้องเป็นเพราะเขาได้พยายามช่วยเต็มที่แล้วเท่านั้น!

          

          ซูเจินเข้ามาข้างในแล้ว นางทำเพียงยืนนิ่งมองยังเตียงหลังหนึ่งที่คลุมผ้าโปร่งสีขาวเอาไว้โดยรอบ เห็นเพียงเงาคนนอนอยู่ภายในลางๆ เหล่าข้าราชบริพารต่างยืนนิ่งอยู่รายรอบห้อง ฝั่งซ้ายมีบุรุษสวมชุดขุนนางนั่งอยู่ประปราย คงเป็นขุนนางที่ว่างจากงานราชการแล้วก็มาเข้าเฝ้า เพราะคนก็ไม่ได้เยอะและก็มีแต่คนอายุมากแล้ว

          ฮองเฮาที่นั่งกุมมือสวามีไว้สังเกตได้ถึงความเงียบ พระนางเงยหน้าขึ้นมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ คาดว่าเป็นหมอกลุ่มใหม่ พระนางลุกขึ้นแหวกม่านออกเดินมาหยุดตรงหน้าไม่ไกลจากคนพวกนั้นนัก สตรีสวมผ้าปิดหน้าครึ่งล่างประสานมือโค้งให้เช่นชาวยุทธ์ท่าทีงดงามแต่ไม่อ่อนน้อมเท่าที่ควร คนที่เหลือคำนับตามหลัง

          ฮองเฮาทำเป็นไม่เห็นกิริยาหยาบคายเช่นนั้น ตอนนี้พระนางสนใจเพียงอาการป่วยของสวามี จะทำให้เหล่าหมอรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ พระนางส่งสายตาห้ามปราบไปยังเหล่าขุนนางที่ทำที่มีใจภักดีแต่แท้จริงแล้วมาเฝ้าดู

          “ท่านหมอเหตุใดท่านมาแล้วจึงเอาแต่นิ่งเฉย หรือฝ่าบาทหมดทางเยียวยาแล้ว?” องค์ฮองเฮาถามอย่างร้อนใจ พระนางนั้นรักฮ่องเต้จากใจจริง แม้รู้ว่าราชวงศ์ต้องคำสาปก็หาได้เกรงกลัวไม่ พระนางเพียงหวังจะได้อยู่ด้วยกันกับพระองค์ให้นานขึ้นอีกนิด หากเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่ด้วยกันจนผมกลายเป็นสีดอกเลา

          ที่ผ่านมาพระนางยังคงมีความหวังเมื่อหมอเข้ามาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ ถึงแม้จะเจ็บปวดเสมอเมื่อพวกเขาส่ายหน้าหลังจากหมดหนทาง แต่ไม่มีครั้งใดเลยที่เห็นท่าทีสงบนิ่งเฉยตั้งแต่ก้าวเข้ามา

          ซูเจินเลื่อนสายตาจากฮองเฮามองไปยังเตียง จ้องมองซูซูที่ยืนนิ่งมองอยู่ที่ปลายเตียง นางไม่พูดไม่จา ไม่ทำอะไรเพียงยืนมองเฉยๆ สายตาของนางเต็มไปด้วยระลอกคลื่นอารมณ์มากมาย แต่ไม่มีความแข็งกร้าวเคียดแค้นอย่างที่คิดไว้ มีเพียงความโศกเศร้า ความท้อแท้ ความสับสนและมีหลายครั้งที่สะท้อนความสงสารและเวทนา

          ‘เจ้าจะเอาอย่างไรต่อไป’ ที่ผ่านมาซูซูเพียงเอ่ยว่าอยากมาเจอแต่ไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร เจอแล้วจะถอนคำสาปหรือไม่ หรือแค่มาเจอให้เห็นกับตาเท่านั้น เอาจริงๆแล้วซูเจินเองก็เดาใจของนางไม่ถูก แม้จะพอรู้อยู่บ้างถึงสาเหตุที่ตัวเองมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่...

          อยู่ๆซูเจินก็รู้สึกแน่นอก ความรู้สึกที่รุนแรงของซูซูนั้นคงจะส่งมาถึงนาง มันตีวนอยู่ในความนึกคิดจนนางต้องกลืนก้อนที่จุกอกลงไปอยู่หลายรอบ แต่เพียงไม่นานความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆจางหายไป พร้อมกับที่ซูซูหันมามอง

          สายตาของนางเหมือนคนที่ตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว มีเพียงความเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเล

          ‘ข้าจะช่วยเขา’

          ‘เจ้าจะถอนคำสาปหรือ?’

          ‘ข้า...ข้าไม่ควรทำให้ผู้บริสุทธิ์มาเกี่ยวข้อง เหล่าผู้ที่ทำร้ายข้าล้วนตกตายไปหมดแล้ว คนพวกนี้ไม่ควรต้องมารับกรรม’ ซูซูเอ่ยตอบ ‘ข้าจะปลดปล่อยเขาและชาวเมือง’

          ซูเจินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ‘เจ้าทำถูกต้องแล้ว มาเถอะ...มาปลดปล่อยตัวของเจ้าเอง’