บทที่ 66 จงอย่าอวดดี
ดุเดือด!
การต่อสู้ดุเดือดยิ่งนัก
เพลงดาบเสริมพลังแห่งเจตจำนงดาบเฉียบคมเป็นที่สุด แต่วิชากระบี่กายสิทธิ์ที่เสริมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ของฉินชูก็ทรงพลังยิ่งนัก ต่างฝ่ายต่างไม่ตกเป็นรองใคร
พลังการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายพอๆ กัน แต่ฉินชูค้นพบจุดอ่อนของตัวเองแล้ว ซึ่งก็คือความเร็วยังไม่พอ ไม่ใช่ความเร็วของกระบวนท่ากระบี่ แต่ร่างกายยังเคลื่อนที่เร็วไม่พอ ตัวเขาไม่เคยฝึกเคล็ดวิชากายยุทธ์ใดๆ เลย ในขณะที่การเคลื่อนไหวของหลัวจ้านกลับรวดเร็วมีแบบแผนคล้ายผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
ฉินชูตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเองเพียงชั่ววูบ เขาไม่อยากขบคิดต่อให้เสียเวลา ไม่เช่นนั้นเขาจะเสียเปรียบ
ในที่สุด ฉินชูก็ตัดสินใจกำหนดจิตรวมศูนย์เข้าถึงขั้นเจี้ยนหลิง หลังจากตรวจจับจุดบอดของเพลงดาบของหลัวจ้านได้ กระบวนท่ากระบี่ก็เปลี่ยนไป กระบี่ท่าบรรพกายสิทธิ์ถูกสำแดงขึ้น
ฉินชูเอี้ยวตัวหลบเพลงดาบของหลัวจ้าน ก่อนจะพุ่งไปด้านหน้าอีกฝ่าย กระบี่เทพบูรพาส่องแสงเรืองรองก่อนจะแทงเข้าไปด้านหน้าหลัวจ้านทันที
หลัวจ้านอยากหลบ แต่เพลงดาบของเขาแข็งทื่อเกินไป จะให้เปลี่ยนเพลงดาบกะทันหันตอนนี้คงไม่ทันแล้ว
เสียงกระบี่แทงทะลุเนื้อดังสวบ กระบี่เทพบูรพาของฉินชูแทงทะลุหน้าอกของหลัวจ้าน
แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัส แต่หลัวจ้านก็พยายามเค้นแรงเฮือกสุดท้ายฟันดาบเข้าไปที่คอของฉินชู ทว่าคมดาบยังไม่ทันถึงคอ มือของเขาก็ไร้เรี่ยวแรงไปเสียแล้ว ชีวิตของหลัวจ้านถึงคราตายจากอย่างสมบูรณ์
มือซ้ายของฉินชูคว้าจับข้อมือขวาของหลัวจ้าน ออกแรงหัก เสียงดังกร๊อบ ดาบพลันร่วงลงพื้น
“ที่นี่คือสำนักชิงหยุน พวกเจ้าจงอย่าอวดดี ไม่เช่นนั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต” พูดจบ ฉินชูก็เก็บกระบี่เข้าฝัก จากนั้นก็ริบกำไรมิติเก็บของและดาบของหลัวจ้านเป็นของกำนัลหลังต่อสู้
บรรยากาศเงียบสงัดไร้เสียงนกกา หลัวจ้านคือหนึ่งในลูกศิษย์ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักเตาเสวี่ยที่มีชื่อเสียงในแวดวงผู้ฝึกตนวิถีดาบ แต่กลับถูกศิษย์รับใช้ไร้ชื่อเสียงจากสำนักชิงหยุนฆ่าตาย
ขณะเดินกลับ ฉินชูเหลือบมองซูเสวี่ยอีก่อนหยุดถาม “ข้าขอถามเจ้าหน่อย พวกเจ้าไปเอาความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าใครมาจากไหน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาอวดดีอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่สำนักชิงหยุน เอาล่ะ ในเมื่อฉินชูผู้นี้อยู่ตรงนี้แล้ว หากพวกเจ้าคิดจะสู้อีก ข้าก็พร้อมที่จะเล่นกับพวกเจ้าทุกเมื่อ”
องอาจ! ทรงอำนาจ!
แม้คนจากสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกจะจ้องมองอย่างอาฆาตแค้น แต่ฉินชูกลับไร้ทีท่าที่จะหลบสายตาแม้แต่น้อย
“อวดดี!” ได้ยินคำพูดของฉินชู ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากกลุ่มของตำหนักพญาจิ้งจอก ชายหนุ่มในชุดผ้าป่านปักลายสุนัขจิ้งจอก ดวงตาเล็กตี่เจือแววดุร้ายคล้ายสัตว์ป่า
“ยังมีพวกที่ไม่รู้จักเจียมตัวอยู่อีกหรือ ไหน! จงบอกชื่อเจ้ามา” ฉินชูมองไปทางชายหนุ่มที่เดินออกมา
“หลางยู่แห่งตำหนักพญาจิ้งจอก” ดวงตาดุร้ายจ้องมองฉินชูอย่างไม่ละสายตา
“หลัวจ้านคือหนึ่งในลูกศิษย์ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักเตาเสวี่ย ดังนั้นเจ้าคงเป็นอัจฉริยะแห่งตำหนักพญาจิ้งจอกสินะ แต่ข้าไม่ใช่ยอดอัจฉริยะอะไร แต่ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างที่เอาไว้ฆ่าพวกอัจฉริยะจอมอวดดีอย่างพวกเจ้า” พูดจบ ฉินชูก็ชักกระบี่พุ่งเข้าใส่หลางยู่อย่างไม่รีรอ
ใช่ว่าฉินชูชื่นชอบการต่อสู้ แต่เขาเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เพราะหากเขาอ่อนข้อ อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่นอน ในเมื่ออีกฝ่ายมาเพื่อฆ่า ดังนั้นเขาก็ต้องฆ่าให้ตายเช่นกัน
เมื่อเห็นฉินชูชิงเปิดศึก หลางยู่ก็เคลื่อนไหว เขาไม่ใช้ดาบหรือกระบี่ แต่เป็นปลอกเล็บที่แหลมคมแวววาว
แม้กระบวนท่ากระบี่ของฉินชูจะฉับไวดั่งใจนึก แต่กรงเล็บของอีกฝ่ายรวดเร็วยิ่งกว่า ทำเอาวิถีการโจมตีของฉินชูผิดเพี้ยน
“ข้าจะบดสมองเจ้าให้เละ” ฉินชูเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน เป็นเหตุให้หลางยู่ไม่สบอารมณ์ เพราะที่ผ่านมา เขาเป็นฝ่ายเริ่มล่าและเริ่มฆ่าเหยื่อก่อน ไม่เคยมีใครกล้าลงมือกับเขาก่อนเลย
ฉินชูไม่พูดอะไร เอาแต่ระดมโจมตีใส่หลางยู่ไม่ยั้ง
มือทั้งสองข้างของหลางยู่ง้างตะปบ แสงคมเล็บพุ่งตรงเข้าใส่ฉินชู
อานุภาพทำลายล้างของกรงเล็บเป็นที่ประจักษ์ หากใครโดนเข้าไป ร่างกายทะลุกระดูกหักแน่นอน
กระบวนกระบี่ของฉินชูแปรเปลี่ยนฉับไวดั่งสายน้ำไร้การเชื่อมต่อ วิชากระบี่กายสิทธิ์กับวิชากระบี่พื้นฐานหลอมรวม กระบวนท่าหนึ่งลื่นไหลไปอีกกระบวนท่าหนึ่ง อานุภาพกระบี่เรืองฤทธิ์ แม้จะเรียบง่ายแต่ไร้จุดอ่อน
“หลิวเสวี่ย เห็นแล้วหรือยัง นี่เป็นพลังอานุภาพหลังจากบรรลุวิชากระบี่พื้นฐานขั้นสมบูรณ์ ซึ่งแก่นของวิชากระบี่พื้นฐานก็คือ ‘พื้นฐาน’ สมบูรณ์” เหลยอินพูดกับหลิวเสวี่ยที่อยู่ข้างๆ
การต่อสู้ดำเนินมาแล้วสักพัก ฉินชูยิ่งรู้ตัวสึกตัวว่าตัวเองเคลื่อนไหวเร็วไม่พอ ทำเอาเขาหงุดหงิดยิ่งนัก ต่อให้พลังโจมตีของเขารุนแรงแค่ไหน แต่ก็ไม่เป็นผลกับอีกฝ่าย เพราะหลางยู่หลบได้ในทันที
นอกจากฉินชู ผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักชิงหยุนก็มองเห็นปัญหานี้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาฉินชูยังสะสมประสบการณ์มาไม่พอ วิชากระบี่บรรลุแตกฉาน พลังปราณกับกายยุทธ์ยังห่างชั้นจากคู่ต่อสู้ แต่ก็ใช่ว่าหลางยู่จะเอาชนะฉินชูได้ง่ายๆ ต่อให้ฉินชูโจมตีไม่โดนอีกฝ่าย แต่กระบวนท่าป้องกันก็หนาแน่นไร้ช่องโหว่
กำหนดจิตรวมศูนย์ ฉินชูเข้าถึงสภาวะขั้นเจี้ยนหลิง ครั้นเล็งเห็นจุดบอดของการโจมตีอีกฝ่าย กระบวนท่าบรรพกายสิทธิ์ก็สำแดงขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่อาจแทงทะลุหน้าอกหลางยู่ได้ แต่สามารถสะบั้นแขนขวาของอีกฝ่ายได้
ทันทีที่ตัดแขนขวาของหลางยู่ได้ ฉินชูก็พุ่งเข้าประชิดอย่างไม่รีรอ จังหวะที่หลางยู่เสียหลัก กระบี่เทพบูรพาก็สำแดงฤทธิ์อีกครั้ง
ทว่าผู้เฒ่าที่เป็นผู้นำกลุ่มลูกศิษย์จากตำหนักพญาจิ้งจอกครั้งนี้กลับปล่อยหมัดพลังอัดเข้ามาใส่ฉินชู
“หน้าไม่อาย!” เสียงตะโกนดังลั่น หลัวเจินชักกระบี่ออกจากฝัก ปราณกระบี่พลันแผดพุ่งเข้าใส่หมัดพลังอัดจนแหลกสลาย
ในระหว่างนั้น ฉินชูเข้าประชิดหลางยู่ได้แล้ว กระบี่เทพบูรพาพลันเฉือนแขนซ้ายของหลางยู่ ตามด้วยลูกเตะจนหลางยู่กระเด็นไถลพื้น ไม่วายปลายกระบี่พลันยื่นจ่อคอทันที “ตอนที่เจ้าบอกว่าจะบดสมองข้าให้เละ ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะถอนกรงเล็บของเจ้าทิ้งก่อน แล้วค่อยฆ่าเจ้าทิ้ง”
พูดจบ มือขวาของฉินชูก็ขยับ ปลายกระบี่เทพบูรพาแทงทะลุคอหลางยู่ทันที การสังหารเป็นอันสิ้นสุด
ฉินชูริบของกำนัลหลังต่อสู้ตามธรรมเนียม บรรยากาศเงียบสงัดลงอีกครั้ง เพราะฉินชูทรงพลังเกินต้านยิ่งนัก เขาสังหารยอดอัจฉริยะจากสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกทั้งสองคนติดๆ กัน
“สำนักชิงหยุน พวกเจ้าจงส่งตัวเขามาให้พวกเรา แล้วพวกเราจะยอมถอย ไม่เช่นนั้นตำหนักพญาจิ้งจอกกับสำนักเตาเสวี่ยจะจองล้างจองผลาญไม่เลิกรา” ผู้เฒ่าจากตำหนักพญาจิ้งจอกเอ่ยขึ้น หลางยู่คือลูกหลานของเจ้าตำหนักพญาจิ้งจอก การที่ฉินชูฆ่าเขาตายคาสำนักชิงหยุนเช่นนี้คือเรื่องใหญ่
“ส่งตัวเขามาแต่โดยดี ไม่เช่นนั้น พวกเราสำนักเตาเสวี่ยจะประกาศทำสงครามกับสำนักชิงหยุนอย่างเป็นทางการ” ซูเสวี่ยอีพูดขึ้นเช่นกัน ยังไม่ต้องพูดถึงความโกลาหลครั้งใหญ่ที่จะตามมาหลังจากนี้ ตอนนี้นางต้องการฆ่าลูกศิษย์อัจฉริยะของสำนักชิงหยุนให้สิ้นซาก
หลัวเจินหัวเราะลั่น เขาตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะหน้าด้านขอให้สำนักชิงหยุนส่งตัวฉินชูไปให้แบบนี้
ตลกสิ้นดี!
ในเวลานี้ ซูซานเหอก้าวออกมา “ปรมาจารย์หลัว ข้าคิดว่าควรทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก หากทำสงครามขึ้นมา ผลลัพธ์ย่อมไม่ดีต่อทุกฝ่าย”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ” หลัวเจินถลึงตาใส่ซูซานเหอ เขาไม่คิดไม่ฝันว่าซูซานเหอจะพูดจาแบบนี้ออกมาในเวลาแบบนี้
“ไอ้แก่เส็งเคร็ง เจ้าคิดจะส่งตัวข้าให้อีกฝ่าย ทั้งที่ข้าเพิ่งต่อสู้กู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้เหล่าลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนเนี่ยนะ” ฉินชูเลือดขึ้นหน้า คนเราทำตัวหน้าไม่อายได้ แต่ไม่ควรหน้าไม่อายจนถึงขั้นซูซานเหอ