การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 103 นี่มัน!!!...

    บทที่ 103 นี่มัน!!!...

    เหล่าทหารยามที่ยืนอยู่ข้างหลังซูหยาง เหมือนอยากจะจู่โจมชาวบ้านพวกนี้เต็มแก่แล้ว เพราะว่าพวกชาวบ้านดูเหมือนจะไม่เกรงกลัวอำนาจของ ท่านจอมมารลำดับที่1 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมมารที่แข็งแกร่งที่สุดเลย แถมพวกมันยังยอมรับคำท้าออกมาตรงๆอีก แต่หารู้ไม่ว่า มีหรือที่พวกชาวบ้านธรรมดาๆแบบนี้ จะรู้จักกับจอมมารลำดับที่1? เนื่องจากเพราะพวกมันยังไม่เคยที่จะได้ออกจากดวงดาวแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ หรือจะให้พูดให้ถูกต้องก็คือ ชาวบ้านเหล่านี้ ยังไม่เคยแม้แต่จะเข้าเมืองหลวงของราชาลำดับที่6 เลยก็ว่าได้
    ซูหยางขำเล็กน้อย ด้วยท่าทางเหมือนกับสาววัยรุ่นธรรมดาๆ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าชักจะชอบพวกเจ้าแล้วหละสิ...เอาหละ ไหนๆก็ไหนๆ ข้าจะบอกเกมที่พวกเจ้าจะเล่นกันเลยก็แล้วกัน นั่นก็คือ การประลองยุทธ์ของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน กับ ทหารของฝั่งเรา หนึ่งต่อหนึ่ง...ข้าจะไม่พูดมาก เอาหละเตรียมตัวให้พร้อม”
    หลังจากกล่าวจบ ซูหยาง ก็ได้แต่มีท่าทางเหม่อลอย นั่นก็เพราะว่า อารมณ์ในตอนนี้ของนาง เหมือนได้ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ตอนที่ยังเดินตามติดพี่สาวของนางอยู่เลย ‘เฮ้อ...ข้าไม่ได้รู้สึกเหมือนดั่งเช่นคนธรรมดาๆมานานแค่ไหนแล้วนะ มันเป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ ข้าพึ่งจะรู้สึกได้ว่า ความแข็งแกร่งบางทีไม่ควรนำมันมาใช้ประโยชน์เช่นนี้ สังหารผู้อ่อนแอ? ยึดครองโลก? เปล่าเลย นี่ข้าเดินทางผิดมาโดยตลอด ข้าต่างกับพี่สาวของข้า ...ข้าขอโทษ ท่านพี่ซูหยิง’ ซูหยางได้ยืนมองเพื่อรอเริ่มสัญญาณการต่อสู้
    ในขณะนี้ ฝั่งของชาวบ้านก็ส่งบุรุษรูปร่างใหญ่โตมาหนึ่งคน ซึ่งดูๆไปแล้วน่าจะอายุราวๆ20ปี แต่ในความเป็นจริง พวกเขานั้นอายุไม่น้อยกว่าหนึ่งพันปีเข้าไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนเดียวกับคนที่รับคำท้าของซูหยาง เหมือนกับว่าเขาเป็นผู้นำหมู่บ้านอย่างไรอย่างนั้น “ข้าพร้อมแล้ว”
    ซูหยางก็ได้มองหาทหารหนึ่งคน เพื่อเข้ามาต่อสู้ด้วย “เจ้า! ออกมา”
    “ขอรับ”
    “ถ้าเกิดทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันแล้ว ถ้าอย่างนั้น ก็เริ่มประลองได้!!!” เสียงดังสนั่นออกจากปากของหญิงสาวนามว่าซูหยาง นางได้ตะโกนเริ่มการประลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    ฟุบ!
    เป็นฝั่งของทหารที่พุ่งเข้าไปจู่โจมก่อน
    ตู้ม~ ตู้ม~ ตุบ ตุบ ตุบ
    ชายหนุ่มใช้แขนข้างเดียวรับเอาไว้ได้ทั้งหมดทุกท่วงท่า
    แต่ที่ชายหนุ่มยังไม่เคลื่อนไหวนั่นไม่ใช่เพราะว่าอะไร แต่เพราะว่าเขาเกรงว่าถ้าเกิดพุ่งเข้าไปจู่โจมแล้วเกิดชนะขึ้นมาในทันที เกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะลงมือทำลายล้างหมู่บ้านก็เป็นได้
    ฝั่งทหารก็ยังโจมตีไม่หยุดหย่อน เหมือนกับว่าเขากำลังโกรธอยู่อย่างไรอย่างนั้น “ไอ้เจ้าขยะ นี่แกอยากจะตายจริงๆใช่ไหม~~~~” ทหารยามตะโกนลั่น และก็ได้พุ่งเข้าไปสุดกำลังของตนเองในทันที
    ฟิ้ว~~~~~~~
    เป็นหมัดที่ทรงพลังมาก แถมอีกฝ่ายก็ยังออมแรงเอาไว้อยู่ เหมือนกับว่าทหารคนนั้นเล็งเรื่องนี้เอาไว้อยู่แล้ว ถ้าเกิดโดนเข้าไปจังๆ ยังไงก็ต้องตาย!!!
    ‘ไม่ทันแล้ว ข้าประมาทไปหรือนี่...ไม่นะ’ หลังจากที่ชาวบ้านคนนั้นรู้สึกตัวมันก็สายไปเสียแล้ว
    ตุบ...
    แต่ทว่าไม่ใช่เสียงของชาวบ้านที่โดนการโจมตี แต่เป็นเสียงของคนผู้หนึ่ง ที่บินตรงเข้ามาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ แถมยังยืนรับหมัดของทหารคนนั้นที่ปล่อยออกมาสุดกำลังอย่างง่ายดายอีกต่างหาก
    ในทันใดนั้นเอง ผู้ที่เข้ามาช่วยก็ได้กล่าวขึ้นมา “คาราวะท่านจอมมาร ท่านพ่อกำลังรอพวกท่านอยู่ที่เมืองหลวงขอรับ...”
    เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้น ก็มีท่าทีที่ตกตะลึงต่างกันออกไป
    ‘จ...จ..จอมมาร!!!!’
    ‘นี่นางอยู่ระดับเดียวกันกับราชาของโลกแห่งนี้เลยอย่างนั้นหรือ!!!’
    ‘นี่มัน!!!...’
    ทุกคนเมื่อรู้ความจริง ก็ต่างก้มคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่รีรออะไรอีก “พวกเราจะต้องขอโทษท่านจอมมารด้วยที่ไม่รู้ว่าเป็นท่าน ได้โปรดอย่าทำลายล้างหมู่บ้านของพวกเราเลย พวกเรานั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด พวกเราขอโทษจากใจจริง...” ถูกต้อง นี่เป็นการขอโทษจากใจจริง (นี่ขนาดยังไม่รู้ว่านางเป็นจอมมารที่แข็งแกร่งที่สุดนะ ขนาดจอมมารของโลกนี้ยังเทียบไม่ติด!!! ถ้ารู้จะตกใจขนาดไหนกัน แฮร่ๆ)
    “เลิกไร้สาระกันได้แล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะมาทำอะไรเช่นนี้เสียหน่อย แต่ไหนๆก็ไหนๆ ข้าจึงคิดจะหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาก็เท่านั้น” ซูหยางกล่าวออกไปอย่างไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่
    และ ซูหยางก็ได้หันมากล่าวกับลูกน้องของตนเองว่า “เอาหละพวกเจ้าก็เตรียมออกเดินทางกันได้แล้ว หนี่กงกำลังรออยู่ไม่เห็นหรืออย่างไร… ชิ!” ในตอนนี้ซูหยางได้ทำท่าทางไม่สบอารมณ์เสียเท่าไหร่นัก เนื่องจาก จะต้องไปขออภัยกับผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่ทว่า นางก็ได้นึกย้อนกลับไปในตอนที่นางยังอ่อนแออยู่ นางก็เคยทำแบบนี้มาแล้วตั้งหลายต่อหลายครั้งเช่นเดียวกัน
    เพียงเวลาไม่นาน หนี่เหยา ที่เป็นคนเดินทางมารับ ก็ได้กล่าวขึ้นมา “ท่านจอมมารได้โปรดตามผู้น้อยมาได้เลยขอรับ...”
    “นี่เจ้าก็อีกคนนึง!!! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เส้นทางอย่างนั้นหรือ นับตั้งแต่ข้าได้ขึ้นเป็นจอมมาร ข้าก็ได้เดินทางไปทั่วทั้งจักรวาลของตนเอง...ชิ! ข้าขอเตือนว่า อย่ามาทำให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้จะดีกว่า” ซูหยางเริ่มคิดในใจแล้วว่า ทำไมวันนี้ถึงได้มีแต่คนกวนใจนางตลอด ไม่มีใครเห็นหัวนางเลยหรืออย่างไรกัน!
    “ขออภัยด้วยขอรับ” หนี่เหยา ถึงกับตัวสั่นเช่นเคย เพราะในเวลานี้ ชิว เหวินเจี้ยน ที่ซูหยางเคารพนักหนา กลับไม่อยู่ ถ้าเกิดว่าไปมีเรื่องกับนางเข้า เผลอๆดวงดาวแห่งนี้อาจจะถูกลบให้หายไปเลยก็เป็นได้...


    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน