14 : ข่าวลือ
โรงเรียนของคุณเคยมีข่าวลือบ้างไหม อย่างวีรกรรมของนักเรียนบางคนที่แก้ผ้าล่อนจ้อนวิ่งรอบโรงเรียน หรือความโหดของอาจารย์บางท่าน ที่สร้างความสยดสยองแก่นักเรียนรุ่นต่อไปให้กลัวเล่น
แต่หากให้พูดแล้วละก็ จะข่าวลือแบบไหนก็ตาม เื่ที่ได้รับความนิยมเป็อันดับ 1 เห็นทีจะไม่พ้นเื่ผีสาง
“นี่ๆ เธอ รู้รึเปล่าว่าโรงเรียนเราผีเฮี้ยนด้วยนะ” เ้าแม่แห่งวงการข่าวลือเ้าเก่าพูดเหมือนจะเป็การตั้งคำถามกับเพื่อนตัวเอง ซึ่งอีกฝ่ายถึงมีท่าทีอิดออดไม่อยากให้เล่าอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนต่อความอยากรู้ไม่ไหว ยอมให้เล่าแต่โดยดี
“่สามสี่วันมานี้ ยามแกเล่าให้ฟังล่ะว่าตอนจะกลับบ้านถูกผีหลอกแทบทุกวันเลย” ถึงตรงนี้น้ำเสียงของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็เสียงเนิบช้าอย่างมีจังหวะดึงอารมณ์คนฟังให้เผลออินไปด้วย
“เขาว่ากันว่า เมื่อสิบปีก่อนมีนักเรียนชายคนนึงถูกเพื่อนเล่นพิเรนท์เอาไฟเผา แต่ไฟกลับลามเร็วจนในที่สุดก็ลุกไปทั่วตัว เด็กนักเรียนคนนั้นกรีดร้องอย่างทรมานวิ่งจนมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ติดอยู่ตรงนั้นแต่ก็ยังไม่ยอมตาย เขาดิ้นพล่านพร้อมกับร้องโหยหวนอยู่หลายนาทีกว่าจะตาย ปกติเด็กคนนั้นก็ไม่ค่อยมีเพื่อนอยู่แล้ว พอตายก็เลยอยากได้เพื่อนไปอยู่ด้วย เพราะงั้นทุกคืน...ทุกคืนเขาจะโผล่มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ และมีลูกไฟิญญาที่เขาได้มาเป็เพื่อนแล้วลอยวนเวียนอยู่ข้างตัว...ใครก็ตามที่ได้เจอพอจะหันหลังเตรียมหนีก็...แฮ่!!”
“ว้ายย!!!”
เสียงร้องด้วยความใดังขึ้น แต่มันกลับไม่ได้ออกมาจากปากของเพื่อนที่เธอ้าแกล้ง ทั้งสองหันไปมองต้นเสียงที่มาจากโต๊ะข้างๆอย่างงงๆ
คนที่ร้องเมื่อกี้ พอรู้ว่าถูกมองก็ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป
“เขาเป็อะไรน่ะเธอ” เพื่อนสาวกระซิบถาม มองโมที่ยิ้มให้อย่างหวาดระแวง เหมือนอีกฝ่ายเป็โรคร้ายติดต่อกันได้
“ไม่รู้สิ ช่างมันเถอะ” ทั้งคู่ที่ยังไม่รู้ตัวว่าโดนแอบฟังอยู่ หันไปคุยกระซิบกระซาบกันต่อ โดยไม่สนใจทางนี้อีกเลย
“สมน้ำหน้า! รู้ว่ากลัวเื่พวกนี้แล้วยังจะฟังอีก” เพียวหันมาด่าเพื่อนตัวเองที่ทำเสียเื่หมด
แน่นอนว่าเพียว ไม่สิแม้แต่เนียร์และเอลก็ฟังอยู่เหมือนกัน เพราะทันทีที่ได้ยินว่าเป็เื่ผี ทั้งหมดก็พร้อมใจกันหยุดพูด แล้วหันไปฟังโต๊ะข้างๆ เล่าแทน
“ก็...ก็มันได้ยินเองนี่ จะทำไงได้เล่า” โมแก้ตัว ทั้งๆ ที่ตอนฟังหูผึ่งเลยด้วยซ้ำ
นี่แหละ พวกที่ไม่กลัวยิ่งเล่าก็ยิ่งสนุก แต่คนที่กลัว ปากบอกไม่เอาๆ อย่าเล่านะตัวเอง เค้ากลัวนะ แต่สุดท้ายพอเริ่มเล่าปุ๊ป ก็กลายเป็พวกตั้งใจฟังมากที่สุด แถมยังอินไปกับเื่ที่เล่า จึงไม่แปลกหากจะเผลอติดกับแผนการแกล้งของคนเล่าเื่
โมที่ยังกลัวไม่หาย พอได้ยินเอลกับเพียวคุยกันแบบเล่นๆว่าคืนนี้จะลองมาพิสูจน์กันที่โรงเรียนก็เอ่ยปากคัดค้านทันที
“ไม่เอาอะ โรงเรียนตอนกลางคืนน่ากลัวจะตายไป ฉันไม่มาด้วยหรอกนะ”
ทว่า...ช่างน่าสงสารซะเหลือเกิน ที่คนเราติดนิสัยยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ทั้งยังบวกความอยากแกล้งเพื่อนอีก มีหรืออีกฝ่ายจะสนใจคำห้าม
เฮือก!
โมรู้สึกหนาวขึ้นเอาดื้อๆ เมื่อถูกสายตาสองคู่จ้องมาเหมือนจะบอกว่า ‘แกเสร็จแน่ ไอ้โมเอ๋ย’
“โมจ๊ะ” ทั้งสองคนส่งยิ้มหวานมาให้ จนโมเหงื่อแตกพลั่กขยับถอย
“อะ..อะไรหรือจ๊ะ” หน้าของเธอเริ่มซีดแล้วตอนนี้
“ในกลุ่มเราน่ะ ถ้าขาดเธอไปสักคน คงจะเงียบเหงาน่าดูเลยนะจ๊ะ”
“ระ..เหรอจ๊ะ” ขณะนี้ใบหน้าของโมซีดจนขาวยิ่งกว่าไปฟอกโอโมแล้ว
“เพราะฉะนั้น...”
“เพราะฉะนั้น?”
“คืนนี้แกต้องมาโรงเรียนกับพวกเราด้วย ห้ามขัดขืน! ห้ามปฏิเสธ! และห้ามมีคำว่าแต่!” จากนางฟ้าอยู่ดีๆก็กลายร่างเป็นางปีศาจร้ายฉับพลัน
โมทำท่าเหมือนจะร้องไห้ขณะทั้งสองคนยืนค้ำหัว จนทำให้โมตัวเล็กลงไปถนัดตา
“แง... อย่าทรมานฉันเลยน้า ขอร้องล่ะ ฉันกลัวผี” เธอพนมมือขอร้อง
“ไม่ได้!!”
โมยิ่งปล่อยโฮออกมาเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง โดยเฉพาะสองสาวที่เป็ต้นเหตุของเื่นี้ พอเจอโมร้องไห้แงแบบไม่อายใครแบบนี้อีก ก็กลัวจนถึงขั้นลุกหนีไปที่อื่นทันทีเหมือนกลัวว่าอีกสักพักโมจะอาละวาดขึ้นมาแน่นอน
“หยุดเลยนะยัยปากมาก ไม่อายรึไง โตจนตัวจะเท่าช้างแมมมอธอยู่แล้วยังจะมากลัวผีอีก” เพียวตวาดใส่
“แล้วเธอก็ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย พวกเราก็ไปด้วยนะ” เอลพูดบ้าง
“ก็มันกลัวนี่นา”
“ไม่ต้องพูดอะไรละ ดูเนียร์สิ ถึงกับพนมมือขอพรให้แกไปกับพวกเราเลยนะ” เพียวชี้หาเนียร์ที่นั่งก้มหน้าก้มตาพนมมือพูดพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมาั้แ่เมื่อกี้แล้ว
“ใช่ๆ ขนาดเนียร์ยัง...เอ๋?” เอลหยุดพูดไป แล้วหันไปมองเนียร์อีกรอบเหมือนได้ยินคำแปลกหู จึงเข้าไปใกล้ๆ อีกสองคนก็เข้าไปฟังด้วย
“ขอให้พระผู้เป็เ้าโปรดช่วยลูกช้างด้วย อย่าให้มีผีมาหลอกมาหลอนลูกช้างเลยเต๊อะ”
โป๊ก!
“โอ๊ย! ทำบ้าอะไรของแกวะเพียว” เนียร์เงยหน้ามาด่า
“โธ่ ไอ้เราก็นึกว่าแกจะขอพรให้ไอ้โมมันไปด้วย แต่แกกลับมาสวดมนตร์ขอร้องอย่าให้ผีมาหลอกเนี่ยนะ”
“ก็เออน่ะสิ ก็มันท่าจะเฮี้ยนน่าดูเลยนี่”
“แล้วแกไปอยู่ศาสนาคริสต์ั้แ่ตอนไหนกันอะ สวดหาพระเ้าเนี่ย” โมที่พอจะหายประสาทเสียถาม ซึ่งคนถูกถามยิ้มระรื่นก่อนจะตอบ
“อ๋อ พอดีลืมไปแล้วว่านะโมท่องยังไง”
โป๊ก!!!
3 โป๊ก 3 หมัด 3 คน 3 สาว
“โอ๊ย!! ฉันพูดอะไรผิดรึไง!”
เอาเป็ว่า จะกลัวอะไรอย่างไร คืนนี้เราก็ได้ผู้กล้าท้าสิ่งเหนือธรรมชาติมาแล้วทั้งสิ้นสี่คน
ถ้าหากตอนนี้เปิดโอกาสให้ด่าใครละก็...เธอก็ขอด่าตัวเองเนี่ยแหละ ที่ทั้งโง่ทั้งซื่อในเื่ไม่เป็เื่แบบนี้
เด็กสาวผมบ็อบสั้นไว้หน้าม้ากับผมที่ยุ่งแทบจะตลอดเวลา อยากจะหาหินก้อนใหญ่มาทุบหัวตัวเองให้สลบไปให้รู้แล้วรู้รอด เผื่อว่ามันจะทำให้ตื่นจากฝันที่ดันพาตัวเองมาถึงโรงเรียนในเวลาดึกดื่นแบบนี้ แทนที่จะแกล้งทำเป็หลับอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องมาตามคำขู่ของเพื่อนตัวเองก็ได้แท้ๆ เธอก็ยังจะบ้าจี้เส้นมาจริงๆ อีก แบบนี้ไม่เรียกว่าตัวเองโง่ แล้วจะเรียกว่าอะไร
โมเดินมารอตรงป้อมยามบริเวณหน้าโรงเรียนพร้อมกับใจที่เต้นตุ้มๆต่อมๆ ชอบกล บรรยากาศตอนกลางคืนในโรงเรียนมันน่าภิรมย์ซะที่ไหน แล้วยิ่งได้ยินข่าวลือแบบนั้นอีก
...นี่เธอแอบแวบกลับบ้านตอนนี้ยังทันรึเปล่านะ
ยังไม่ทันได้ทำตามที่คิด สายตาก็พลันไปเห็นดวงไฟกลมๆ ดวงหนึ่งจากทางตึกเรียนกำลังตรงมาที่เธอ!
โมแทบร้องจ๊าก ไม่อยู่รอดูอะไรอีกแล้ว หากไม่มีเสียงจากทางดวงไฟนั่นดังขึ้นเรียกเธอไว้เสียก่อน
“หนูมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้น่ะ” ชายวัยกลางคนในชุดยามร้องถาม
โมหันไปมองแล้วก็พบกับลุงยามที่ถือไฟฉายนั่นเอง เด็กสาวถอนหายใจ
ดีนะที่อุดปากตัวเองไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นละก็..เธอนี่ละจะกลายเป็ผีสำหรับลุงยามแทน
มันน่าไหมล่ะ จู่ๆ ก็เห็นดวงไฟส่องมาอยู่ไกลๆ ในเวลาแบบนี้ เป็ใครก็ต้องกลัวกันทั้งนั้นละน่า แต่...โมรู้สึกหมดแรงเอาดื้อๆ คิดว่าไม่ไหวแล้ว ขนาดยังไม่เริ่มก็แทบจะหัวใจวายตายอยู่แล้ว ถอนตัวตอนนี้คงยังทันนะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น โมก็ตอบลุงยาม “เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูก็จะกลับบ้านแล้วล่ะค่ะ” ว่าแล้วก็ก้าวถอยหลัง เตรียมเผ่นออกจากโรงเรียนนี้ก่อนที่จะมีใครโผล่มาอีก
ปึก...
โมชะงักกึก เมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับอะไรบางอย่าง แล้วถึงกับยิ้มกระตุกทันทีที่ได้ยินเสียงจากทางด้านหลัง
“แหม ทำไมรีบกลับเร็วจังเลยจ๊ะ ยัยปากมาก”
เฮือก!
เด็กสาวเสียวสันหลังวาบขึ้นทันใดราวกับเจอผีเข้าให้แล้ว ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองทางข้างหลังอย่างช้าๆ
ผู้หญิงสองคน สองสไตล์ที่แตกต่าง ทั้งหวานจ๋อยและเปรี้ยวจี๊ด ยืนจังก้าตั้งเป็กำแพงโอบล้อมเหยื่อชนิดไม่ให้หนีรอดไปไหนได้
โมพยายามยิ้มสู้เสือ ยกมือขึ้นทักทาย “สะ..สวัสดียามเย็นจ้ะ คุณกุ้งแห้ง คุณไอ้ตะเกียบ” ยังอุตส่าห์จะเรียกอย่างสุภาพ
เอลยิ้มหวาน ถามกลับ “เมื่อกี้นี้ไม่ใช่อาการของคนที่เตรียมจะหนีใช่มั้ยจ๊ะ”
“เอ๋ เปล่านี่” โมว่าเสียงสูง
“จริงเร้อ” เพียวถามย้ำ จนคนคิดแหล แหลต่อไม่ได้
นี่มันวันอะไรของเธอเนี่ย! มีแต่โดนต้อนให้จนมุมทุกที
โมได้แต่ก้มหน้ายกธงขาวยอมแพ้แต่โดยดี โดยมีเอลกับเพียวยืนกอดอกค้ำหัวอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้ลุงยามเฝ้ามองดูผลแพ้ชนะอย่างงงๆ ว่าไอ้พวกนี้มันเล่นอะไรกัน
“แล้วนี่...ตกลง พวกหนูมาทำอะไรกันที่โรงเรียนเหรอ” ลุงยามยังไม่ละความพยายามจะเอาคำตอบ
“มาตามล่าหาผีค่ะ” เพียวตอบด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความกลัว ผิดกับลุงยามที่พอได้ยินคำว่าผีปุ๊ป ก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี จะทักท้วงก็ถูกเสียงล้อรถคันหนึ่งดังคั่นซะก่อน
“จะกลับแล้วโทรหาพ่อนะเนียร์ ทินดูแลน้องดีๆ ด้วยล่ะ” เสียงของสันดังออกมาจากในรถ ขณะที่ลูกทั้งสองรับคำแล้วปิดประตูให้ผู้เป็พ่อขับรถกลับบ้านไปก่อน
เด็กสาวและชายร่างสูงผมสองสีพิลึกแต่ดันดูดีเดินเข้ามาหากลุ่มที่รออยู่ก่อน แน่นอนว่าคนหลังนี้ไม่ได้รู้เื่ข่าวลืออะไรกับเขาหรอก แค่เล่าว่าจะมาตามหาผี หูก็กางผึ่ง ขอติดสอยห้อยตามมาด้วยทันทีด้วยความคิดที่ว่าต้องเกิดเื่มันๆ ขึ้นแน่
“พี่ทินมาด้วยเหรอคะ” เอลเลิกสนใจอีกคนไปทันที แล้วปรี่เข้าไปต้อนรับคนเพิ่งมาด้วยหน้าที่บานเป็กระด้ง ถ้าฉีกยิ้มถึงหูได้คงทำไปแล้ว
ทินแจกยิ้มโปรยเสน่ห์ให้สาวๆ ราวกับคิดว่าตัวเองเป็ซุปเปอร์สตาร์อย่างไรอย่างนั้น ...นี่ก็อีกคน ถ้าหากมีคนมาขอลายเซ็น ก็คงจัดให้ไปแล้ว
เอลเห็นรอยยิ้มนั่นทีเดียวก็แทบจะละลายเป็ช็อกโกแลตร้อนหวานเยิ้มแล้ว ส่วนอีกสองคนที่เหลือ...ด้วยตระหนักดีว่านิสัยพี่ชายของเพื่อนตัวเองเป็แบบไหนจึงไม่ได้หลงไปตามท่าทางหลอกสาวนั่น พลางทำหน้าเลี่ยนกัน
เพียวถึงกับทำเสียงอ๊วกออกมาดังๆ ด้วยซ้ำ ส่วนตัวน้องสาวน่ะเหรอ เธอผลักเ้าคนตัวสูงออกไปให้พ้นทาง จนคนถูกผลักถึงกับกระเด็นไปชนกับประตูรั้วโรงเรียนที่ยังเปิดทิ้งไว้อยู่
เป็การแสดงอีกหนึ่งฉากที่คนนอกในบริเวณนั้นดูยังไงก็ไม่เข้าใจว่าเด็กพวกนี้มันเล่นอะไรกัน แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายที่มาโรงเรียนในเวลาแบบนี้ คือการมาตามหาผีนั่นเอง
“ถ้าพวกหนูจะมาหาผีกัน ลุงก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”
ทุกคนหันมาสนใจลุงยาม ฟังจากน้ำเสียงแล้วรู้ได้ทันทีว่าคนพูดไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
“แต่ลุงว่าอย่าเลยจะดีกว่านะ มันอันตราย มันไม่สนุกอย่างที่พวกหนูคิดหรอกหากได้เจอกับตัวจริงๆ”
พอได้ยินแบบนั้น เพียวก็ร้องอ๋อ นึกขึ้นได้ว่ายามในข่าวลือที่พูดถึงกันนั้นคือลุงยามคนนี้นั่นเอง ได้มาคุยกับคนผ่านประสบการณ์จริงๆ แบบนี้ หาได้ง่ายๆ ที่ไหน เพียวจึงถือโอกาสนี้เข้าไปคุยด้วยทันที
“ลุงเป็ยามที่เจอกับลูกไฟพวกนั่นจริงๆใช่มั้ยคะ” เพียวถามอย่างตื่นเต้น
“..........” ลุงยามไม่ตอบ แต่ใช้การพยักหน้าเป็การบอกว่าใช่แทน
“ที่เป็ดวงิญญาของนักเรียนชายคนนึงมาตายตรงประตูรั้วนี่”
“..........”
“แล้วก็จะไม่ยอมไปผุดไปเกิด จนกว่าจะได้เพื่อนไปอยู่ด้วย”
“..........เอ่อ....นี่พวกหนูเอาเื่พวกนั้นมาจากไหนกันเหรอ” คนที่น่าจะเป็คนเริ่มเล่าเื่นี้ถามกลับแบบนั้นทีเดียว ทำเอาคนที่กำลังพูดอย่างตื่นเต้นถึงกับยิ้มค้าง...เหมือนเกิดอาการช็อกไปชั่วขณะ นิ่งค้างซะจนอีกคนที่กังวลเื่พวกนั้นมานานต้องเข้ามาถามแทน
“ลุงไม่ได้เป็คนเล่าว่ามีนักเรียนชายมาตายคาประตูโรงเรียนนี่เหรอคะ”
คนถูกถามรีบส่ายหน้าเต็มพิกัด “เปล่านา ลุงแค่เล่าว่าได้เจอลูกไฟเท่านั้นเอง”
แต่ละคนทำสีหน้าแบบที่อ่านได้ว่ามันต้องร้องว่า ‘อ้าว..เฮ้ย’ อยู่แน่ๆ
“แต่...” เพียวเริ่มกลับมามีสติ ถามต่ออย่างมีความหวัง “แต่ถึงยังไง ลุงก็เจออยู่แทบทุกคืนใช่มั้ยคะ”
ลุงยามพัดมือไปมา “โอย ถ้าเจอทุกคืนแบบนั้น ลุงลาออกไปทำหน้าที่อื่นนานแล้วล่ะ ลุงเจอแค่หนเดียวเอง”
........................................จบข่าว
นิทานเื่นี้สอนให้รู้ว่า อย่าได้เชื่อใจข่าวลือเป็อันขาด เพราะมันบิดพลิ้วจากความจริงไปนิดจนถึงขึ้นเวอร์ฉิบหายวายป่วงเชียวล่ะ
“...เหอะๆ” เนียร์หัวเราะแบบฝืนๆ หันมองหน้าเพื่อนแต่ละคน
เพียวตอนนี้ทำหน้าเหมือนคนอกหัก เอลก็เฉาแบบดอกไม้ที่ไม่ได้รับการรดน้ำ ส่วนทินก็...เบื่อโลกไปเลย จะมีที่ยังระริกระรี้อยู่ก็ยัยตัวผมยุ่งนั่นน่ะแหละ ที่ปรบมือดีใจะโไปมาจนแทบจะเต้นบัลเลต์ได้อยู่แล้ว
นั่นยิ่งทำให้เพียวไม่สบอารมณ์หนักยิ่งขึ้นไปอีก เดินเข้าไปจับกดหัวคนที่เริงร่าจนออกนอกหน้าอย่างแรง
“ไม่ต้องมาทำท่าดีใจแบบนี้เลยนะยัยปากมาก ถึงเื่จริงจะผิดไปจากที่ได้ยินไปหน่อย...”
ไม่หน่อยหรอก มากเลยล่ะ... ทุกคนคิดเหมือนกัน
“แต่ถึงยังไง ก็มีลูกไฟพวกนั้นอยู่จริงๆ แล้วคืนนี้พวกเราก็ต้องค้นหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เข้าใจมั้ย!”
“หา!” โมร้อง “นี่แกยังคิดจะไปหาอีกเหรอ”
“ใช่”
เสียงตอบหนักแน่นแบบไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนได้ง่ายๆ ทำให้โมทำหน้าเหมือนคนใจสลายบ้าง ความหวังว่าจะได้กลับบ้านโดยสวัสดิภาพหลุดลอยไปแล้ว ก่อนถูกอีกฝ่ายลากเข้าไปในโรงเรียน
พอได้ยินว่าจะมีการออกล่า เอ๊ย..ตามหาความจริงอีกครั้ง เอลก็รีบตามเพื่อนทั้งสองคนนั่นไปด้วยท่าทางดีใจ ทินเริ่มกลับมายิ้มแบบกวนส้น...ได้อีก เอามือประสานท้ายทอย เดินผิวปากตามไปอย่างสบายอารมณ์ ส่วนเนียร์...
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใช่ว่าเธอจะกลัวผีหรืออะไรหรอกนะ อาจมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นขนาดโม แต่เธอคิดว่าการตามหาเพราะอยากเจอเข้าจังๆแบบนั้น ก็เหมือนกับกำลังท้าทายพวกเขาอยู่...จะถือว่าเข้าข่ายลบหลู่คนตายไหมนะ
แต่พอคิดสรตะหลายอย่างแล้ว เนียร์ก็พ่นลมหายใจ...ช่างมัน ขนาดคนอย่างเอลยังเอาด้วย ก็คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
เนียร์หันไปทางลุงยามที่ทำท่าเหมือนอยากเรียกพวกที่นำไปก่อนอย่างนึกกังวล คิดในใจว่าถึงอยากเข้าไปห้ามก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะคนพวกนั้นมันไม่ยอมหยุดลงง่ายๆ แน่ ยิ่งตามไปตอแยมากๆ เข้า ดีไม่ดี...ลุงยามนี่ล่ะจะโดนพวกนั้นจับมัดเชือกแล้วเอาถุงเท้ายัดปาก
“ลุงยามจะกลับไปก่อนก็ได้นะคะ เพราะพวกหนูคงจะเดินตรวจทั่วโรงเรียนให้ทุกซอกทุกมุมเองล่ะค่ะ” เนียร์พูด
“เอ๋? แต่....” เขาหันมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปทางกลุ่มนั้นอีกเหมือนยังห่วงๆ อยู่ ในใจตีกันวุ่นระหว่างหน้าที่กับความกลัว
จากนั้นไม่นานก็ยื่นกุญแจที่เขาว่าเป็กุญแจล็อกประตูโรงเรียนให้เนียร์ แต่พอเด็กสาวยื่นมือออกไปรับเขากลับยังไม่ยอมปล่อย แถมยังทำหน้าตาเคร่งเครียดจนน่ากลัวอีก
เนียร์แอบสงสัย แต่ไม่นานลุงยามก็เก็บกุญแจไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขาตามเดิม ก่อนไปหยิบไฟฉายมาเพิ่มอีกสองกระบอกส่งให้กับเนียร์ที่ยังงงๆ อยู่ เดินนำเธอไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาให้คำตอบเด็กสาว
“จะให้ทิ้งหน้าที่ไปก็กระไรอยู่ ลุงจะตามไปด้วยในฐานะผู้ใหญ่และยามของโรงเรียนนี้”
เนียร์ถึงกับอึ้งเล็กน้อยและเกิดนับถือชายตรงหน้าขึ้นมา ทั้งที่รู้ว่าพวกเธอกำลังไปตามหาต้นตอลูกไฟที่เขากลัวแท้ๆ แต่ก็ยังเลือกที่จะตามไปด้วย ทั้งที่มันไม่จำเป็เลยสักนิด เนียร์ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีเพื่อตอบแทนความห่วงใยของเขาที่มีต่อเด็กจากใจจริงแบบนี้ เธอนึกไม่ออกจริงๆ นอกจากคำพูดเพียงสั้นๆ ว่า
“ขอบคุณนะคะ”
ลุงยามส่งยิ้มให้เธอ ตอบกลับมา “ไม่เป็ไรหรอกหนู ถือซะว่ามันเป็หน้าที่ของลุงก็แล้วกัน”
เวลาในนาฬิกายังคงเดินต่อไปไม่มีหยุดจนกว่าถ่านจะหมด เหมือนกับคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดแรงเหมือนก้อนถ่าน และตอนนี้คงใกล้จะหมดเต็มที หลังเดินวนรอบโรงเรียนครบเป็รอบที่สอง
แต่ละคนพากันไปนั่งพักกันตรงโรงอาหาร หัวฟุบไปกับโต๊ะเหมือนเหนื่อยเกินไป ยกเว้นลุงยามกับทินที่ยังมีท่าทีสบายๆ อยู่
“เพียว...ฉันว่าพวกเรากลับบ้านกันเถอะนะ” โมพูดเสียงอู้อี้เพราะเอาหน้าแนบไปกับโต๊ะ หลังจากเดินจนทั่วขนาดนี้แล้วยังไม่เจออะไรสักนิด “แล้วอีกอย่าง นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้วนา ถ้าดึกไปมากกว่านี้พ่อฉันด่าตายเลย”
เพียวทำท่าเหมือนจะเถียงอะไรบางอย่างแต่ก็ยังไม่มีคำใดหลุดออกจากปาก ก่อนหันมองคนอื่นๆ ที่มองเธออยู่เช่นกัน ราวกับกำลังรอฟังคำตอบจากเธออยู่
“ฉัน...” เพียวพูดค้างแค่นั้นเหมือนยังตัดสินใจไม่ได้
“เอางี้มั้ยล่ะ” ทินเสนอความเห็น “พวกเราแบ่งกลุ่มกันออกไปตามหาดีมั้ย เผื่อพวกผีมันเห็นพวกเราไปกันกลุ่มใหญ่ เลยไม่กล้าออกมาหลอก”
เหตุผลรึนั่น... เนียร์มองพี่ชายด้วยสายตาสื่อได้ว่า ‘ช่างกล้าคิดมาได้’
ผีไม่กล้าหลอกเพราะคนเยอะเกินเนี่ยนะ บ้ารึเปล่า แต่ดูก็รู้ มันอ้างไปอย่างนั้นเองแหละ คนอย่างทินน่ะเหรอจะยอมถอยกลับไปง่ายๆ โดยที่ยังไม่เจออะไรเลย ไม่มีทางซะล่ะ
ทว่า...เหมือนเติมเชื้อให้ไฟที่ใกล้มอดดับลุกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง แววตาเพียวเริ่มส่องประกายอีกครั้งอย่างมีหวัง ผิดกับใครอีกคนที่ความหวังเลือนรางลงไปอีกแล้ว
เอลไม่ได้สนใจสีหน้าที่อยากจะร้องไห้ออกมาเต็มทนของโม แล้วรีบเสนอความเห็นทันที
“ถ้าอย่างนั้นไปกันเป็คู่ดีมั้ยคะพี่ทิน” เธอว่าพลางส่งสายตาไปให้เด็กหนุ่มแบบ หากไม่ติดตรงต้องรักษากิริยามารยาทของหญิงไทย คงจะเข้าไปควงแขนเลือกคู่ไปแล้ว
แต่ถึงไม่ทำแบบนั้น แววตาส่อความหมายนั่นก็ออกอาการซะจนเนียร์ที่เห็นเพื่อนรักเป็แบบนั้น ต้องร้องบอกในใจ ‘เอลจ๋า เก็บอาการหน่อยลูก’
ทินกำลังจะอ้าปากตอบตกลงอยู่แล้ว ถ้าเพียวไม่โพล่งออกมาซะก่อนว่าให้ไปกลุ่มละสามคน ก่อนจะลากโมกับเอลไปด้วยทันทีอย่างไม่มีถามความเห็นก่อน ทำให้เนียร์ ทินและลุงยามต้องไปด้วยกันไปโดยปริยาย
“งั้นพวกเราไปดูตรงแถวอาคารเรียนกันเถอะนะ” ลุงยามบอกเด็กที่ต้องไปกับเขา เพราะสามสาวนั่นมุ่งตรงไปยังโรงยิม
เนียร์ไม่ขัดอะไร แต่แล้วทินก็เข้ามากระแซะเธอพร้อมส่งยิ้มหวานเลี่ยนชนิดที่เอียนสุดๆ มาให้
“งั้นพวกเราก็ไปด้วยกันเถอะนะ น้องเนียร์ที่รัก”
เด็กสาวทำหน้าสยองซะยิ่งกว่าตอนถูกผีหลอกซะอีก ผลักอีกฝ่ายเต็มเหนี่ยว แล้วรีบพาลุงยามเดินไปก่อนอย่างรวดเร็ว
“นั่น...พี่ชายของหนูเนียร์ไม่ใช่เหรอ” ลุงยามชี้ไปทางด้านหลังด้วความเป็ห่วง เพราะแรงผลักเมื่อกี้คงไม่ใช่น้อยๆ แน่
“ปล่อยมันไปเถอะค่ะ พวกเรารีบไปสำรวจกันดีกว่า” เนียร์ว่าอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ได้สนเลยว่าคนที่ถูกทิ้งอยู่เื้ัจะเดินตามมาหรือไม่
อีกทางด้านหนึ่งที่กำลังมุ่งตรงไปทางโรงยิม เด็กสาวสองคนที่ถูกฉุดกระชากลากถูให้ตามมาด้วยพากันร้องโวยวายไปตลอดทาง จนมาไกลได้พอควรแล้วเพียงถึงได้ยอมปล่อย
“หวา! จะปล่อยก็บอกกันก่อนบ้างสิ” โมโวยวาย เมื่อถูกปล่อยโดยไม่ทันให้ตั้งตัว จนเกือบล้มไปจูบกับพื้นอยู่แล้ว
เอลโวยบ้าง “เพียว ทำไมไม่ให้ไปกันเป็คู่ล่ะ น่าตื่นเต้นดีออก แล้วที่สำคัญ พี่ทินจะตอบตกลงอยู่แล้วแท้ๆ”
“ก็เพราะงั้นแหละ ฉันถึงต้องรีบพามาไง ฉันไม่ให้เป็ไปตามแผนที่แกคิดไว้หรอก คุณกุ้งแห้ง” เพียวกอดอกจ้องมองอย่างจับผิด
“แผน? แผนอะไร” เอลตีหน้าซื่อ
“ไม่ต้องมาทำเป็ไม่รู้เื่เลยนะ แกคงคิดจะไปกับพี่ทิน แล้วก็ไปจู๋จี๋ดี๋ด๋ากับพี่เขาทันทีที่ลับหลังพวกเราเลยสินะ”
“คะ...ใครว่าล่ะ ฉันก็เป็ผู้หญิงนะ ไม่ทำเื่น่าเกลียดแบบนั้นหรอก” เอลปฏิเสธด้วยใบหน้าแดงแจ๋ เมื่อนึกภาพตาม แค่นึก...เธอก็อายม้วนแล้ว
เพียวเองก็รู้ว่าเพื่อนตัวเองคงไม่ทำแน่ แต่กระนั้น ถึงไม่ทำถึงขั้นนั้นก็อาจจะ...ใกล้เคียงนิดๆ
โมยืนมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนสลับกัน ตอนแรกยังงงๆอยู่ว่าพวกนี้กำลังพูดเื่อะไรกัน แต่หลังๆ พอจับจุดได้แล้ว ก็ถึงกับฉุนขาด เธอกำลังกลัวแทบตาย แต่พวกนี้กลับมาเถียงกันด้วยเื่ไม่เป็เื่เนี่ยนะ
“โว้ย!! พวกเรามาทำอะไรกันก็รีบไปทำๆกันสักทีสิ ทำเสร็จจะได้กลับบ้าน” โมว้ากออกมา ทำเอาทั้งเอลและเพียวหุบปากกันทันที แล้วรีบเดินตามเพื่อนหัวยุ่งไปแต่โดยดี
โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า กำลังมีใครบางคนกำลังจับตามองดูพวกเธออยู่