อาคิระนั่งพิงกำแพงหินคริสตัลที่เย็นเฉียบ เขาจ้องมองจิ้งจอกน้อยซึ่งยังคงตัวสั่นอยู่ไม่ไกล โซ่สีดำที่เคยพันธนาการร่างเล็กนั้นถูกทำลายจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเศษชิ้นเล็ก ๆ กระจัดกระจายบนพื้น
“เธอปลอดภัยแล้ว” อาคิระพูดเสียงอ่อนโยน ดาบคู่ที่เขาวางพิงกำแพงไว้ยังคงเปล่งแสงจาง ๆ แต่ในใจของเขายังไม่สงบ
จิ้งจอกตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความขอบคุณ มันคลานเข้ามาใกล้ทีละน้อย ก่อนจะหยุดอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว
“เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” อาคิระถามอีกครั้ง น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาทำให้ความตึงเครียดในดวงตาของอีกฝ่ายคลายลงเล็กน้อย
จิ้งจอกตัวเล็กยังคงลังเล แต่มันพยักหน้าเบา ๆ ราวกับเข้าใจคำถาม
ก่อนที่อาคิระจะพูดอะไรต่อ เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ แสงสีดำที่ลอยออกมาจากเศษโซ่บนพื้นเริ่มรวมตัวกันอีกครั้ง
“นี่มัน…ยังไม่จบเหรอ?” เขาพึมพำ ขณะที่กลุ่มพลังงานสีดำลอยวนในอากาศราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหาหนทางหลบหนี
อาคิระคว้าดาบดำขึ้นมาในทันที ดาบในมือของเขาสั่นไหวเบา ๆ ราวกับตอบสนองต่อพลังงานสีดำที่กำลังก่อตัว
“เ้ากำลังดูดซับมัน…ใช่ไหม?” เขาพูดเบา ๆ สายตาจับจ้องไปที่ดาบดำที่เริ่มเปล่งแสงสีม่วงเข้ม หลอดพลังงานสีดำที่กำไลบนข้อมือของเขาค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น
พลังงานสีดำทั้งหมดถูกดาบดูดซับจนหมดสิ้น แต่แทบจะในทันที ดาบขาวที่วางอยู่ใกล้ ๆ กลับเปล่งแสงสีทองสว่างเจิดจ้า หลอดพลังงานสีดำลดลงเหลือศูนย์ ขณะที่หลอดสีขาวเพิ่มขึ้นในระดับที่เท่ากัน
“พลังของสองดาบนี้…คือความสมดุล” เขาพึมพำด้วยความประหลาดใจ
ทันใดนั้น แสงสีทองจากดาบขาวพุ่งตรงไปยังจิ้งจอกน้อย ร่างเล็ก ๆ ของมันถูกปกคลุมด้วยแสงเจิดจ้าจนต้องยกมือขึ้นบังตา
“อะไรเกิดขึ้นน่ะ!” อาคิระะโ เสียงของเขาสะท้อนไปทั่วห้อง
แสงสว่างจางลงอย่างช้า ๆ เมื่อเขาเอามือลง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้อาคิระแทบลืมหายใจ
จิ้งจอกน้อยไม่ได้เป็เพียงสัตว์ตัวเล็กอีกต่อไป ร่างของเธอเปลี่ยนเป็
เด็กสาวในชุดกิโมโนสีขาวบริสุทธิ์ สะท้อนแสงอ่อนโยนราวกับแสงจันทร์ ตัดกับลวดลายสีส้มทองที่ประณีตและพลิ้วไหวอย่างลงตัว ชุดประดับด้วยสายโซ่และดอกไม้ที่ร้อยเรียงกันอย่างงดงาม สายคาดเอวสีดำประดับตราสัญลักษณ์ดูสง่างาม พร้อมริบบิ้นที่ไหลพลิ้วตามแรงลม หางสีขาวฟูฟ่องทั้งสองของเธอสะท้อนความนุ่มนวลของตัวตน ขณะที่ดวงตาสีทองอร่ามเปล่งประกายความอบอุ่นและความสง่างามในเวลาเดียวกัน
เด็กสาวก้าวเข้ามาหา น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตา ก่อนจะโถมตัวเข้ากอดเขาแน่น
“ขอบคุณ… ขอบคุณที่ช่วยฉัน…” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
อาคิระนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ไม่เป็ไร… เธอปลอดภัยแล้วล่ะ” เขาเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงพูดต่อ “ฉันชื่ออาคิระ ยินดีที่ได้รู้จัก”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองของเธอเป็ประกายเล็กน้อย “อาคิระ…” เธอทวนชื่อเขาเบา ๆ ราวกับ้าจดจำมันเอาไว้
ขณะนั้น อาคิระตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบหัวของเธอเบา ๆ
“ไม่เป็ไร… แต่เธอ…คือใคร?” เขาถาม น้ำเสียงยังคงแฝงความใ
เด็กสาวผละออกจากอ้อมกอดเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มให้เขาอย่างขลาด ๆ “ฉันชื่อ…ยูเอะ ลูเซนเทล ฉันเป็ลูกสาวของจิ้งจอกเก้าหาง ผู้พิทักษ์เซเลสแห่งนี้”
“จิ้งจอกเก้าหาง?” อาคิระทวนคำ พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“ฉันถูกจับตัวมาที่นี่…โดยพวกมนุษย์หมาป่าคาออส” ยูเอะพูด น้ำเสียงของเธอแ่เบา “พวกมัน้าใช้ฉันในพิธีกรรมเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง”
“ฉันกลัวเหลือเกิน…” เธอเอ่ยพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้าตา “แต่แล้วคุณก็เข้ามาช่วย…ฉันคิดว่าฉันคงไม่รอดแล้ว”
อาคิระถอนหายใจ เขายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวอีกแล้ว ตอนนี้เธอปลอดภัย”
ยูเอะมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความศรัทธา เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถาม “คุณ…มาจากที่อื่นใช่ไหม?”
คำถามนั้นทำให้อาคิระชะงัก ก่อนจะพยักหน้า “ใช่ ฉันมาจากโลกที่ไม่ใช่ที่นี่ ทุกอย่างที่นี่ใหม่สำหรับฉัน”
ยูเอะตาเป็ประกายทันที “ฉันขออะไรสักอย่างได้ไหม?”
“อะไรล่ะ?” อาคิระถาม
“ช่วยตามฉันไปพบแม่ของฉันได้ไหม?” เธอพูดเสียงจริงจัง “แม่ของฉันอาจช่วยตอบคำถามหลายอย่างให้คุณได้”
อาคิระนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ได้สิ แต่เธอแน่ใจนะว่าจะพาฉันไปถูกทาง?”
ยูเอะยิ้มกว้าง น้ำเสียงมั่นใจ “ฉันรู้ทาง! ฉันจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง!”
อาคิระยื่นมือให้เธอจับ “งั้นไปกันเถอะ”
ยูเอะจับมือของเขาแน่น ความอบอุ่นจากมือเล็ก ๆ ของเธอทำให้อาคิระรู้สึกถึงความหวังเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัว
ทั้งสองเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่อาจเปิดเผยความลับของโลกใบนี้ เส้นทางข้างหน้าดูยาวไกล แต่ในใจของอาคิระกลับเริ่มเต็มไปด้วยความมั่นใจ