ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 ภาพอาณาจักรเซียน

            ถ้ำที่เคยคึกคักก่อนหน้านี้กลับเงียบสงัดลงในทันทีที่ชายชราสะบัดมือ

            เงียบมากจนน่ากลัว!

            หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจร่างของจี๋เล่อน้อยเข้ามาถึงที่นี่เป็นคนแรก

            เขายังดูเหมือนมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีไปตลอดกาลหลังจากเข้ามาถึงที่นี่แล้ว หอกเหล็กเนื้อดีที่แทงอยู่บนผนังดึงดูดสายตาของเขาในทันที

            เขาเหาะไปทางหอกเหล็กเนื้อดีที่โผล่ออกมาเพียงส่วนเดียวด้วยความระมัดระวังกลัวว่าอาจเกิดอะไรขึ้นอีก จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วมือสัมผัสหอกนั้นเบาๆแล้วเขาก็ต้องตื่นตกใจเพราะมันยังมีคลื่นพลังจางๆ แผ่กระจายออกมา

            หลังจากสัมผัสได้ถึงพลังภายในหอกเล่มนั้นเขาจึงหันมองไปบนผนังอีกครั้ง และยังพบร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่ที่พื้นด้วยทำให้เขาเข้าใจบางอย่าง

            มีคนเข้ามาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้และเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างดุเดือดแน่นอนว่าคลื่นพลังก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าที่นี่เคยมีคนต่อสู้กัน

            จากคลื่นพลังที่หลงเหลืออยู่ในอากาศอีกฝ่ายต้องมีพลังยุทธ์ขั้นราชันเป็นอย่างต่ำ

            “จบแล้วหรือ”

            ขณะนั้นซูเหยียนวิ่งตามเข้ามาด้วยเหงื่อเต็มหน้า เขามองทุกอย่างที่นี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจ

            ขณะที่ผ่านอาณาเขตวิญญาณเข้ามาถึงที่นี่เขาได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เดิมทีคิดว่าจะได้ส่วนแบ่งอะไรจากที่นี่ไปบ้างคิดไม่ถึงว่าจะมาช้าเกินไป

            “ทุกอย่างหายไปไม่ได้ออกไป”

            จี๋เล่อน้อยหลับตาลงเล็กน้อยกระโดดขึ้นไปกล่าวบนแท่นหิน

            “หายไป?”

            ซูเหยียนกระโดดขึ้นไปบนแท่นหินเช่นกันแล้วเขาก็หมอบลงฟังเสียงลมหายใจบนแท่นหินในการฟังนี้ทำให้เขาพบเจอบางอย่างที่ต่างออกไป

            “ที่นี่มีไอพลังของผู้เฒ่าจี๋เล่อและยังมีกลิ่นของโลงศพอีกด้วย”

            ที่เขาสัมผัสได้ถึงไอพลังของผู้เฒ่าจี๋เล่อเพราะก่อนหน้านี้ราชามารทิศเหนือมอบศาสตราวิเศษให้เขาชิ้นหนึ่ง เป็นศาสตราวุธที่ผู้เฒ่าจี๋เล่อเคยใช้มาก่อนส่วนไอพลังของโลงศพไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย

            จี๋เล่อน้อยไม่ได้กล่าวอะไรแต่เขาลอยตัวขึ้นไปราวเก้าฉื่อเพื่อตามหาร่องรอยของมิติ

            แต่ไม่ว่าเขาจะตามหาอย่างไรก็ไม่เจออะไรเลย

            ทว่าขณะนั้นก็มีคนอีกสามคนเข้ามาถึงที่นี่เมื่อเห็นจี๋เล่อน้อยอยู่ที่นี่ด้วย ต่างคนต่างแสดงสีหน้าระแวดระวังออกมา

            จี๋เล่อน้อยไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใครและยังมีพลังแข็งแกร่งมากพบเจอเขาภายนอกยังต้องเดินผ่านไปอย่างระมัดระวัง พอต้องมาเจอเขาที่นี่ก็ยิ่งแล้วใหญ่

            หากสังหารพวกเขาตายไปทั้งหมดก็ไม่มีใครรู้ถึงรู้แล้วจะทำอะไรได้

            แต่จี๋เล่อน้อยกลับไม่สนใจพวกเขาเลย

            ตราบใดที่คนอื่นไม่หาเรื่องเขาเขาจะไม่โจมตีใครก่อน

             

            เบื้องหน้ามืดมิดไปหมดเสิ่นเสวียนและหุ่นเชิดทั้งสองคนอยู่ในมิติเล็กๆ แห่งหนึ่ง

            เสิ่นเสวียนลองสัมผัสสิ่งของที่อยู่ข้างๆ

            ดำเย็นเฉียบ และทำจากไม้

            “นี่คือโลงศพสีดำหรือ”

            เสิ่นเสวียนกล่าวขึ้น

            “ฉลาดจริงๆ”

            ร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อลอยอยู่ไม่ไกลจากพวกเขากำลังกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ท่านพาข้ามาในนี้ทำไม”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อลึกลับยิ่งกว่าคนชุดดำมากระหว่างที่สะบัดมือส่งเขาเข้ามาในนี้ เขาไม่ทันได้ออกแรงต่อต้านเลย

            “ด้านนอกมีคนข้าจึงพาเจ้ามาอยู่ในโลงจริงๆ ของข้า”

            เสียงของผู้เฒ่าจี๋เล่อดังขึ้นอย่างล่องลอยเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอด

            “โลงศพของจริง?”

            เสิ่นเสวียนเข้าใจแล้วโลงศพก่อนหน้านี้ไม่ใช่โลงศพของเขา โลงศพสีดำนี้เป็นเพียงของปลอมส่วนของจริงซ่อนอยู่ที่อื่น

            “ท่านทิ้งอุบายไว้จริงๆด้วย!”

            “แน่นอนอยู่แล้วข้าเปิดสุสานเพื่อให้พวกเจ้าเข้ามาตามหาของล้ำค่า ข้าต้องเตรียมวางแผนเอาไว้อย่างแน่นอนคนเหล่านี้อยากขุดโลงศพของข้าขึ้นมา ข้าจำเป็นต้องป้องกันไว้”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อกล่าวไม่ผิดคนที่มาถึงที่นี่ต้องการเอาโลงศพของเขาไป หากเจอโลงศพของเขาจริงๆจะต้องเปิดโลงเพื่อแย่งชิงของล้ำค่ากันอย่างแน่นอนหรือกระทั่งอาจเอาร่างไร้วิญญาณของเขาไปด้วยก็ได้เพราะร่างของจอมยุทธ์ขั้นศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งมีมูลค่ามหาศาล

            ตึง!

            เสียงดังขึ้นเหมือนโลงศพสีดำพุ่งเข้าชนบางอย่างทำให้มันหยุดนิ่งลง

            “พวกเราถึงแล้ว”

            เสียงของผู้เฒ่าจี๋เล่อดังออกมาตามมาด้วยเสียงดังแอ๊ด ฝาโลงศพด้านบนค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นบรรยากาศด้านบน

            สิ่งที่มองเห็นก็คือภาพแกะสลักบนเพดานทรงโค้งมีทั้งเซียนล่องลอย หมอกปกคลุมราวกับความฝัน และยังมีบ้านเรือนเรียงรายภูเขาสูงทะลุเมฆ

            “นี่ไม่ใช่อาณาจักรเซียนหรอกหรือ”

            เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่บนเพดานโค้งเสิ่นเสวียนจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

            เขาที่เคยอยู่ในร่างเซียนพเนจรเก้าด่านเคราะห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานหลายพันปีแม้จะไม่เคยเข้าไปในอาณาจักรเซียนมาก่อนแต่เขาเคยเห็นภาพบรรยากาศของอาณาจักรเซียนมาแล้วหลายครั้งจากประตูสวรรค์ทิศใต้ภาพด้านบนนี้ก็คืออาณาจักรเซียน

            “เอ๋? เจ้ารู้ด้วยหรือว่านี่คือที่ไหน”

            ร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อได้ยินคำของเสิ่นเสวียนก็เหาะไปอยู่ข้างตัวเขาทันทีแววตาที่มองเสิ่นเสวียนเปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจ

            “ข้าเคยไปครั้งหนึ่งในความฝัน”

            เสิ่นเสวียนคิดหาเหตุผลก่อนจะกล่าวเขามิอาจบอกอีกฝ่ายได้ว่าตนเองทะลวงมิติมาที่นี่

            “ท่านวาดสิ่งที่ข้าเห็นในฝันได้อย่างไร”

            เสิ่นเสวียนถามอีกฝ่ายกลับไป

            “ฝัน...”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อมองเสิ่นเสวียนอย่างไม่อยากเชื่อนี่เป็นเรื่องที่จะฝันเห็นได้อย่างนั้นหรือ เขาฝึกฝนมานานขนาดนี้แล้วสุดท้ายต้องทะลวงผ่านขีดจำกัดของตนเองออกมา จึงมองเห็นภาพนี้เลือนรางเมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งเขาก็วาดมันขึ้นมาทันที

            อาณาเขตนั้นภาพวาดนั้น คือความเป็นไปในโลกอย่างแท้จริงทว่าเขาเพิ่งเคยได้ยินคำว่าอาณาจักรเซียนเป็นครั้งแรก

            “นี่คือภาพที่ข้าได้เห็นหลังจากทะลวงเลื่อนขั้นในตอนนั้นมันน่าจะมีอยู่จริงแต่ห่างไกลจากที่นี่มาก ข้ามิอาจไปถึงได้”ผู้เฒ่าจี๋เล่อกล่าวพลางมองตรงไป เขาอยากไปที่นั่นมากแม้เป็นเพียงความฝันก็ตาม

            “อยู่ห่างไกลมากไปไม่ได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพึมพำตามเบาๆ

            ดูเหมือนที่นี่จะต่างจากโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมากอย่างน้อยที่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็อยู่ใกล้กับอาณาจักรเซียนแต่ที่นี่เหมือนจะห่างไกลมาก

            “อย่างนั้นท่านตายแล้วหรือยัง”

            เสิ่นเสวียนถามผู้เฒ่าจี๋เล่ออีกครั้ง

            “นับว่าตายไปแล้วกระมังร่างเนื้อของข้าไร้พลังชีวิตแล้ว เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์เหลือเพียงร่างจิตวิญญาณร่างนี้ก็นับว่าไม่เลว”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจเขาสามารถเก็บรักษาร่างจิตวิญญาณในทวีปหลิงโซ่วได้นานนับพันปีเช่นนี้นับว่าหาได้ยากมากแล้ว

            เสิ่นเสวียนเข้าใจอีกฝ่ายเช่นกันที่นี่ไม่ได้เน้นการฝึกฝนจิตวิญญาณจิตวิญญาณของอีกฝ่ายอยู่ในระดับนี้ได้นับว่าน่าอัศจรรย์มากแล้วหากอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรร่างจิตวิญญาณขั้นหยวนก่อกำเนิดจะเก็บรักษาไว้ได้หลายร้อยปีโดยไม่แตกสลายไปแต่เพราะโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีจอมยุทธ์ชั่วร้ายเป็นจำนวนมากเมื่อพบเจอร่างจิตวิญญาณไร้เจ้าของอาจโดนจับไปใช้ประโยชน์ได้

            “เจ้าบอกข้าได้ไหมว่าเจ้าฝันถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อยังคงซักไซ้เสิ่นเสวียนต่อไป

            “ข้าจำไม่ค่อยได้แล้วข้าเคยฝันถึงตอนที่ข้ายังเด็กมากๆ หลังจากนั้นข้าก็ไม่เคยฝันถึงอีกเลยอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้”

            “บังเอิญ...อาจเป็นไปได้ ข้าเคยฝันถึงอยู่หลายครั้ง ได้เห็นถึงความอัศจรรย์ของสถานที่แห่งนี้”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่เสิ่นเสวียนบอกเล่าเพราะต่อให้เด็กคนหนึ่งแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งได้เท่าเขา

            “ท่านมาหาข้าคงไม่ใช่แค่หารือเรื่องนี้หรอกใช่ไหม”

            เสิ่นเสวียนกล่าวเข้าประเด็นทันที

            “แน่นอนว่าไม่ใช่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อปรายตามองเสิ่นเสวียนจากนั้นจึงเหาะไปด้านข้าง กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            “ข้าต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์หากเจ้ายินยอม ข้าสามารถช่วยให้เจ้าเลื่อนไปถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้”

            เสียงของเขาเบามากทว่ากลับส่งผลอย่างรุนแรง

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน