เล่มที่ 1 บทที่ 34 ชีวิตที่แตกต่าง
ยอดสนโยกไหว สายลมพัดพลิ้ว กลิ่นอายแสงแดดส่องต้องหลังคาโรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้า อรุณสดใสของเช้าแรกในโรงครัวของหยางอี้เหอ...ในโรงครัวมีผู้คนทั้งสิ้น 8 คน ผู้เฒ่าไป๋เซียงนำอาหารเช้าไปส่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าหานอี้เต้าหยินที่ศาลาเรือนสนแต่เช้าตรู่เช่นเคย ก่อนนำพี่หลินตงลงไปซื้อสิ่งของจำเป็นที่ตลาดในเมือง ก่อนไปสั่งให้เขาเตรียมล้างผักผลไม้ เตรียมเครื่องปรุงให้พร้อม ก่อนตะวันขึ้นตรงศีรษะสองชั่วโมงจะกลับมาทำอาหารมื้อเที่ยงต่อ ส่วนคนอื่นนำอาหารเช้าไปส่งยังศาลาทั้งสี่ พี่อูเสาจื่อไปที่ศาลาธารศิลา พี่จวีหว่านไปที่ศาลากล่อมตะวัน พี่เว่ยช่ายเตาไปศาลายลจันทรา และพี่ซือสุ่ยหูไปศาลาตะวันคล้อย ตอนนี้เหลือเขาและพี่เลี่ยวซื่อที่กำลังท้าวสะเอวอยู่ตรงหน้านี้" หนึ่ง ! เจ้าต้องรู้จักช่วยข้าเก็บถ้วยจาน ชำระล้างเช็ดถูหม้อไห " " สอง ! เจ้าต้องหุงข้าว ทำเป็นหรือไม่ ดูระดับน้ำ ระดับไฟให้ดี ระวังเด็ดขาดอย่าให้ข้าวไหม้ " " สาม ! ผักผลไม้ ของเตรียมทำอาหารเจ้าต้องเตรียมให้พร้อม " " และสี่ เมื่อทำหมดสิ้นเจ้าต้องคอยมารายงานข้าเข้าใจหรือไม่ " " พี่หลินตงเพียงบอกให้ข้าช่วยเตรียมล้างผักผลไม้ เตรียมเครื่องปรุงให้พร้อมเท่านั้น " เขาได้ยินพี่หลินตงบอกเพียงเท่านี้จริงๆ เคร๊ง ! เสียงทัพพีตักข้าวกระทบพื้น ที่ถูกเลี่ยวซื่อขว้างออกไป " เพียงเพิ่งมาอยู่วันแรกถึงกับมีปัญหาคับข้องใจ " เลี่ยวซื่อจ้องหยางอี้เหอเขม็ง " ชิ ข้ามาอยู่ก่อนเจ้านานเท่าใด " เขาเริ่มสาธยายยาว " อยู่โรงครัวมิใช่อยู่ไปวันๆ เพียงล้างผักผลไม้ก็ย่อมทำได้เพียงล้างผักผลไม้ หากทำเป็นหลายอย่างก็เชี่ยวชาญชำนาญหลายอย่าง เหตุผลง่ายๆ เช่นนี้ยังไม่เข้าใจ " หยางอี้เหอโต้ตอบเขากลับไปทันทีว่า" ข้ารู้ในงานหน้าที่รับผิดชอบของข้าเท่านั้น ที่เหลือย่อมเป็นหน้าที่ของพี่เลี่ยวซื่อที่ท่านต้องทำ แต่หากท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลือ ข้าย่อมยินดีช่วยเหลือขอเพียงงานของข้าแล้วเสร็จ " หยางอี้เหอเริ่มรู้ว่าชีวิตต้องเข้มแข็งขึ้น หลังเถ้าแก่เมิงเสียชีวิต อาอู๋ก็จากไป และอาเจ้ใหญ่หมิงของเขาก็เก่งกาจสามารถ เขาจะยอมให้ผู้อื่นมาข่มเหงได้เช่นไร แต่หากเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเขาก็ยินดีกระทำ " เจ้าเด็กน้อย เจ้ากล้าย้อนข้างั้นรึ " เลี่ยวซื่อไม่คิดว่าเด็กที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ อายุเพียงแปดปี สิบปี จะกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งมัน " เจ้ารู้หรือไม่ข้าเป็นใคร ข้ารู้จักท่านจ้าวศาลากล่อมตะวันหูตันเต้าหยิน หากทำให้ข้าไม่พอใจข้าจะให้เขาไล่เจ้าออกจากที่นี้เสีย " หากเขาต้องออกจากที่นี้ อาเจ้ใหญ่หมิงกลับมาจะเป็นเช่นไร เขารับปากนางว่าจะเช็ดกวาดปัดถูที่นั่งไว้รอนางและบิดาของนาง สำหรับหยางอี้เหอที่ผ่านมาเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ แม้รู้สึกว่าเขาต้องเข้มแข็งขึ้น แต่กับหมิงจื่อเป็นความรู้สึกประหลาดมิใช่หวาดกลัวนาง เพียงรู้สึกว่าไม่อยากทำสิ่งใดให้นางรู้สึกเสียใจ" เช่นนั้นข้ายินดีช่วยเหลือท่าน แต่ข้าขอทำงานในหน้าที่ของข้าให้แล้วเสร็จก่อน " " นับว่าเจ้ายังพอรู้ความ เมื่อทำหมดสิ้นเจ้าต้องคอยมารายงานข้าเข้าใจหรือไม่ " เลี่ยวซื่อกล่าวเสร็จก็ทำทีมาเช็ดถูถ้วยชาม เดินดูนั้นนี้ พอเห็นหยางอี้เหอล้างผักผลไม้ เตรียมเครื่องปรุงต่างๆ เรียบร้อย และกำลังจะหุงข้าวให้เขา เลี่ยวซื่อก็แกล้งเดินออกไปข้างนอก สุดท้ายด้านหลังโรงครัวที่ยังพอมีที่ให้เอนกายนอน ก็ได้ยินเสียงกรนดังแว่วมา ขณะที่หยางอี้เหอนำข้าวใส่หม้อแล้วทิ้งไว้รอให้ข้าวสุก มือกำลังจะจับผ้าเช็ดถ้วยชามดินเผาที่ฝุ่นจับอยู่นั้น พลันได้ยินเสียง จิ๊บจั๊บๆๆๆ ตามด้วยเสียง ควั๊กกกกกๆๆๆๆ บนท้องฟ้า หยางอี้เหอเห็นนกที่มีกระดองสีเขียวเข้มตัวเล็กตัวหนึ่งกำลังถูกนกอินทรีย์ภูเขาตัวใหญ่กำลังกางปีกบินถลากางกรงเล็บไล่ตะบบนกน้อยตัวนั้น หยางอี้เหอเห็นนกตัวน้อยนั้นยังเล็กนักกลับนึกถึงตนเอง คำนึงขึ้นในใจว่า ‘ต้องช่วยนกน้อยตัวนั้น’เด็กน้อยไม่รู้จะคว้าอะไร เห็นกระบวยตักข้าวอยู่ใกล้ถึงกลับหยิบฉวยวิ่งตามออกไปข้างนอก ไล่ตามนกคู่นั้นหวังช่วยชีวิตนกตัวน้อย เขาวิ่งตามทิศทางที่นกคู่นั้นบินไปจนหายลับไปจากโรงครัว ผ่านไปชั่วก้านธูปไหม้หม้อข้าวที่ถูกทิ้งไว้ในโรงครัว ข้าวในหม้อก็เริ่มจะแห้ง เสียงหม้อข้าวที่น้ำแห้ง เริ่มดังขึ้นแข่งกับเสียงกรนของเลี่ยวซื่อ ซี่ๆๆ คร๊อกๆๆ ซี่ๆๆ คร๊อกๆๆๆ ซี่ๆๆๆ คร๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆ ........................... อีกด้านหนึ่ง....ชายแดนในทิศเหนือสุดของแดนฟ้าเมฆินทร์หิมะเริ่มตกลงปะปราย ห่างออกจากมณฑลใหญ่อุดรประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นขบวนของชายสิบเอ็ดคนที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองของมณฑลใหญ่อุดร คนกลุ่มนี้จะมีผ้าขาวโพกหรือหมวกปิดศีรษะทุกคนที่เริ่มมีหิมะตกลงมาโปรยซบศีรษะ ในตลอดสิบปีมานี้จะปรากฏกลุ่มบุคคลนี้ที่โพกปิดศีรษะมาสั่งสินค้าจากป้อมปราการยุทธ์มังกรบินทุกปี " องค์ชายรองท่านเพิ่งมาที่นี้เป็นครั้งแรก แม้ไม่มีสิ่งใดที่ต้องเกรงกลัว แต่หากเกิดเรื่องใดขึ้นมา ข้าเกรงว่า.." ชายร่างสูงใหญ่เคราหนา สายตาคมกล้า บุคลิกมั่นคง กล่าวขึ้น " ท่านราชครูเหลา ช่างทำเหมือนเห็นข้าเป็นเพียงเด็กสิบเอ็ดขวบ ถึงกลับนำองครักษ์วังฟ้าบาดาลมาถึงสามคน และท่านยังติดตามมาด้วยตนเองเช่นนี้อีก " " องค์ชายหวิ๋นเซิงสุ่ย มิใช่ข้าวิตกเกินเหตุ เพียงครั้งนี้มีองค์ชายมาด้วยหากเกิดอะไรขึ้น เจ้าวังฟ้าบาดาลไม่ไว้ชีวิตทุกคนที่มาครั้งนี้แน่ " ชายร่างสูงใหญ่เคราหนาด้านหลังมีอาวุธคู่กายเป็นห่วงคู่ที่กำลังกล่าวเตือนชายหนุ่มผู้นี้คือ เหลาชิงหู่ราชครูใหญ่แห่งวังฟ้าบาดาล คนเหล่านี้เดินทางออกจากวังฟ้าบาดาลของแดนพรายฟ้าบาดาลที่อยู่เหนือสุดของโลกแดนฟ้าเมฆินทร์ สันนิฐานว่าบรรพบุรุษของชาวแดนพรายฟ้าบาดาลเป็นเผ่าพันธุ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ใต้ผิวน้ำมาแต่ครั้งบรรพกาล ลูกหลานจึงมีครีบเหงือกที่คล้ายปลาตรงบริเวณด้านหลังของใบหูปรากฏให้เห็น ดังนั้นทุกครั้งที่คนเหล่านี้เดินทางออกจากแดนพรายฟ้าบาดาลมักมีผ้าขาวโพกหรือหมวกปิดศีรษะทุกคน แดนพรายฟ้าบาดาลปกครองด้วยเจ้าวังฟ้าบาดาลหวิ๋ยสุ่ย ในบรรดาบุตรชายทั้งสี่คนของเขา กลับมีคนหนึ่งที่ไม่ว่ารูปลักษณ์ภายนอกกริยาท่าทาง อุปนิสัยใจคอ ปานถอดแบบมาจากเขาทั้งสิ้น แม้นเป็นบุตรคนรอง แต่กลับเป็นบุตรที่เขารักที่สุด คือชายหนุ่มที่เหลาชิงหู่ราชครูใหญ่แห่งวังฟ้าบาดาลกำลังกล่าวเตือนอยู่นี้เอง หวิ๋นเซิงสุ่ยองค์ชายรองแห่งวังฟ้าบาดาลรูปร่างสูงขาว หน้าคม ตาคม หนวดร้ายเรียวแหลม แววตาชั่วร้าย ยโสโอหัง ชื่นชมสะสมเหล่าหญิงงาม " แดนฟ้าเมฆินทร์รึ แผ่นดินแม้กว้างใหญ่แต่มีเพียงสวะที่ใช้การมิได้เพ่นพ่านทั่วแผ่นดิน อีกเพียงไม่กี่ปีหากเราทำอุโมงค์ทอดยาวจนถึงชายแดนและสั่งสมอาวุธเพียงพอแล้ว พระบิดาและข้าจะเหยียบสวะเหล่านี้ให้จมลงดิน หึๆ " ที่ผ่านมาแดนพรายฟ้าบาดาลถูกปิดกั้นจากโลกภายนอก เนื่องจากพายุน้ำแข็งที่พัดกระหน่ำจนผิดธรรมชาติจนเป็นเรื่องยากลำบากที่คนในแดนพรายฟ้าบาดาลจะออกมายังโลกภายนอก แต่หลังจากเจ้าวังฟ้าบาดาลหวิ๋ยสุ่ยเสาะหาไข่มุกมังกรผลึกเย็นในถ้ำโบราณบนเทือกเขาบรรพตผลึกขาวเมื่อ 10 ปีก่อนพบ จึงนำมาหยุดยั้งพายุน้ำแข็งนี้และเริ่มก่อสร้างอุโมงค์ยาวหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อเชื่อมต่อมายังโลกภายนอก รอเพียงสั่งสมอาวุธและกำลังพลให้เพียงพอไม่เกินสองสามปีนี้ ย่อมขยายอาณาบริเวณของแดนพรายฟ้าบาดาลออกไป สักพักหิมะเริ่มโปรยปรายลงมามากขึ้น'' องค์ชายรอง หิมะเริ่มจะตกหนัก เราเร่งเดินทางอีกไม่ไกลจะมีศาลเจ้าร้างข้างหน้า เราสามารถพักที่นั้นได้ ก่อนเดินทางต่อไปยังป้อมปราการยุทธ์มังกรบิน " " ดีงั้นเรารีบไป " หวิ๋นเซิงสุ่ยปัดหิมะที่เริ่มตกลงมา คนทั้งสิบเอ็ดคนที่นำโดยหวิ๋นเซิงสุ่ยที่ขออาสาพระบิดาเดินทางออกสู่โลกภายนอกครั้งแรก จุดประสงค์เพื่อมาติดต่อสั่งซื้ออาวุธ ชุดเกราะและเหล็กแร่ของป้อมปราการยุทธ์มังกรบินที่อยู่ในมณฑลใหญ่อุดรนั้นเอง เมื่อคนเหล่านี้มาถึงศาลเจ้าร้าง หิมะเริ่มจะหยุดลงแต่เนื่องจากทั้งมวลเดินทางมายาวไกล จึงตกลงหยุดพักในศาลเจ้าร้างแห่งนี้ชั่วคราว ศาลเจ้าร้างแห่งนี้ภายในมีพื้นที่กว้างขวางอยู่พอสมควร ประตูไม้ทางเข้าเปิดโล่งที่โค้งสูงมีลวดลวดฉลุไว้ ภายในมีรูปปั้นเทพเหวินซูผูซ่า [เทพเจ้าแห่งปัญญาองค์หนึ่ง]ที่หัตถ์ทางข้างขวาถือไว้ด้วยกระบี่ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการตัดทิ้งความโง่เขลา และหัตถ์ซ้ายประคองถือหนังสือเอาไว้อันแสดงถึงบุญญาบารมี ที่ตั้งตรงผนังด้านในศาลเจ้าร้างอยู่องค์หนึ่ง เมื่อบริวารวิ่งเข้าไปในศาลเจ้าเตรียมพื้นที่เสร็จ องค์ชายรองหวิ๋นเซิงสุ่ย ราชครูใหญ่เหลาชิงหู่ และองครักษ์วังฟ้าบาดาลทั้งสามติดตามเข้าไป กลับพบว่าภายในมีผู้ที่มาพักอยู่ก่อนแล้วเป็นชายชราสามคนที่พิกลพิการราศีขอทานจับ อยู่อีกฟากหนึ่งของศาลเจ้าร้าง เมื่อหวิ๋นเซิงสุ๋ยเข้าไปนั่งตรงที่บริวารจัดไว้ด้านข้าง ทันใดที่เขาพบว่ามีขอทานชราพิกลพิการสามคนอยู่อีกฝั่งของศาลเจ้าร้าง" ถึงกับมีพวกที่ยิ่งกว่าสวะ อยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ "หวิ๋นเซิงสุ๋ยกล่าวเสร็จรีบหันไปด้านอื่นแม้มองเขายังไม่อยากมองพวกขอทานพิการชั้นต่ำพวกนั้น" โจวไฮว่รีบให้บริวารของเราขับไล่พวกมันออกไปเสีย " เขาสั่งองครักษ์คนหนึ่ง ......................................