ทว่า เมื่อลองไตร่ตรองให้ดีอวี๋จื่ออวี๋กลับรู้สึกว่าครั้งนี้เขาได้รับผลตอบแทนไม่น้อยเลย
ท้ายที่สุดแล้วอย่างน้อยเขาก็สามารถส่งหมากชั้นดีเข้าสู่ใจกลางขุมกำลังของมนุษย์ได้สำเร็จ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยเรียกแผ่วเบา “ชิงเอ๋อร์ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“อืม...”
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะร่างสีขาวที่พิงต้นไม้อยู่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะบ่นว่า“ฉันขึ้นรถคันหนึ่ง แล้วมันก็โยกไปโยกมาจนถึงตอนนี้ค่ะ”
ชิงเอ๋อร์พูดขึ้นพร้อมกับแสดงความไม่พอใจ“นายท่าน จะต้องควบคุมร่างนี้ตลอดไปจริงๆ เหรอคะ?”
“ใช่แล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะในลำคอน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
แม้แต่เขาเองก็ไม่คาดคิดว่า เหอหลิงเอ๋อร์หญิงสาวคนนั้นจะตื่นรู้พรสวรรค์ธาตุโดยบังเอิญ และเยี่ยนเกาหย่วนผู้นำของคณะสำรวจนี้จะบังเอิญสังเกตเห็นและระบุให้ส่งตัวไปยังหน่วยงานลึกลับแห่งนั้น
และนั่นหมายความว่าอะไร?
หมายความว่าเพียงแค่เขาปลูกฝังชิงเอ๋อร์อย่างเต็มที่หมากชั้นดีก็จะถือกำเนิดขึ้น!
เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะสามารถรับรู้สถานการณ์ต่างๆ ของมนุษย์ได้โดยตรงผ่านทางเธอ
นอกจากนี้เขายังได้ยืนยันกับชิงเอ๋อร์แล้วว่า
ตอนนี้ชิงเอ๋อร์สามารถควบคุมร่างกายนั้นได้นานสิบกว่าชั่วโมง
เมื่อชิงเอ๋อร์ไม่ควบคุมร่างกายนั้นก็จะเข้าสู่สภาวะหลับใหล
ด้วยวิธีนี้ วงจรชีวิตของ‘หลิงเอ๋อร์’ ย่อมเป็นไปเหมือนคนปกติทั่วไป
อวี๋จื่ออวี๋มองชิงเอ๋อร์ที่ดูไม่ค่อยเต็มใจนักเขาก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง
การควบคุมเช่นนี้ย่อมเป็นภาระที่หนักหน่วงสำหรับเธอ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะ“ชิงเอ๋อร์ เพื่อเป็นรางวัล ข้าจะมอบน้ำบำรุงชีวิตให้เจ้าบ่อยๆแล้วกันนะ”
“จริงเหรอคะ?”
ชิงเอ๋อร์เบิกตากว้างพลางร้องอุทานด้วยความดีใจออกมาทันที
“ข้าไม่กลับคำ”
“เย้ ขอบคุณค่ะนายท่าน ขอบคุณมากๆ”
ชิงเอ๋อร์ในชุดกระโปรงสีขาวเต้นรำไปมาอย่างยินดีใบหน้าเผยรอยยิ้มที่มาจากใจ
น้ำบำรุงชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเธอ
มันสามารถเร่งการวิวัฒนาการและบำรุงวิญญาณของเธอ... สามารถพูดได้เลยว่ามันคือสิ่งที่มีแรงดึงดูดต่อเธออย่างมหาศาล
.......
ในขณะที่ชิงเอ๋อร์กำลังเต้นระบำอย่างมีความสุขบนรถหุ้มเกราะที่แล่นอยู่บนถนนโคลนทหารหน่วยรบพิเศษสองนายที่ติดอาวุธครบมือซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง มองหญิงสาวที่จู่ๆก็หลับไปอีกครั้ง พวกเขายิ้มเจื่อนแล้วสบตากัน
“หลิงเอ๋อร์เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นโรคนอนเกินใช่ไหม ทำไมเอาแต่นอนได้ทั้งวันเลยล่ะ”
“นอนยังไม่เท่าไหร่นะแต่ที่เป็นปัญหาคือเธอหลับไปโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยนี่สิ”
“อืม...”
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะทหารหน่วยรบพิเศษทั้งสองยิ้มอย่างจนใจ
แต่ไม่นาน ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ทั้งสองก็สบตากัน และเห็นรอยยิ้มเอ็นดูที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย
หญิงสาวที่ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์เช่นนี้หายากจริงๆ ที่จะได้พบเห็นในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้
นอกจากนี้ ตามที่หัวหน้าเยี่ยนบอกมาหญิงสาวคนนี้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น หากไม่มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นค่ายฝึกอัจฉริยะแห่งนั้นคงจะมี ‘สัตว์ประหลาด’ เพิ่มขึ้นมาอีกตนหนึ่งแล้วก็ได้
“ฉันคิดฉายาให้เธอได้แล้วนะ”
ทหารหน่วยรบพิเศษคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาแก้เบื่อ
“ว่ามาสิ?”
“แม่สาวขี้เซา...”
“เอ่อ... ‘แม่สาวขี้เซา’ฉายานี้มันธรรมดาเกินไปหน่อยไหม ฉันว่าเรียก ‘ชายาเพลิง’ดีกว่า ชื่อนี้ฟังดูเข้ากว่า”
“ชายาเพลิงเหรอ? ชื่อนี้ได้อยู่นะนี่พวก อย่าบอกนะว่า...นายสนใจหลิงเอ๋อร์ใช่ไหมเนี่ย”
ทหารหน่วยรบพิเศษคนนั้นหัวเราะแหะๆและไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่แววตาที่กะพริบสั่นไหวราวกับกำลังบอกเล่าความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้
.......
รัตติกาลมาเยือน อากาศชื้นแฉะหนาวเหน็บ
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่พวกมนุษย์ล่าถอยไป
ในเวลานั้นอวี๋จื่ออวี๋เหมือนสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงจ้องมองไปทิศทางหนึ่ง
เขามองเห็นหมาป่าวายุสีครามมหึมาสี่ตัวเดินกะเผลกออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ
บาดแผลของพวกมันยังมีเลือดไหลซึมบาดแผลเล็กใหญ่ทั่วร่างดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง
ส่วนหมาป่าวายุที่นำหน้าสุดนั้นคาบบางสิ่งคล้ายเหยื่อไว้ในปาก
หากมองดูให้ดีนั่นกลับเป็นฮันนี่แบดเจอร์ตัวหนึ่งที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่า
ทว่าในตอนนี้สภาพของพี่หัวราบตัวนี้กลับดูย่ำแย่ยิ่งนัก
ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะและบางส่วนที่เป็นจุดตายก็มีรอยแผลขนาดเท่ากำปั้น
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือบริเวณท้องคล้ายถูกบางสิ่งทะลุทะลวง เลือดไหลไม่หยุด
“ฮื่อ...”
ฮันนี่แบดเจอร์ส่งเสียงครางแผ่วเบาพยายามดิ้นให้หลุด ดวงตาจ้องมองทิศทางที่มันมาอย่างดุร้าย
“ครั้งนี้ พวกเจ้าเหนื่อยกันมากจริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจ รู้สึกสงสารเล็กน้อย
หมาป่าวายุยังพอทนได้เมื่อเผชิญกับห่ากระสุนปืนของมนุษย์ พวกมันบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ฮันนี่แบดเจอร์ที่เขายั่วยุด้วยภาพลวงตากับเยี่ยนเกาหย่วนคนนั้นสู้กันอย่างดุเดือด
ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อกระสุนของมนุษย์พุ่งเข้ามาตรงๆ สุดท้ายมันก็เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย
ทว่า ถึงแม้จะเจียนตายเพียงใดฮันนี่แบดเจอร์ที่ความเกลียดชังครอบงำก็ยังไม่ยอมจากไปดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
หากไม่ใช่เพราะการปกปิดของม่านหมอกหมาป่าวายุที่มีระดับสติปัญญาสูงคงงับมันไว้ แล้วถอนตัวออกจากสนามรบนานแล้ว
ฮันนี่แบดเจอร์ตัวนี้จะสู้จนตายไปข้าง
“เฮ้อ”
เขาถอนหายใจ แล้วกิ่งก้านมากมายก็ค่อยๆยื่นออกไป
ทันใดนั้นกิ่งก้านจำนวนมากก็ถักทอเป็นมือขนาดใหญ่รับฮันนี่แบดเจอร์จากปากของหมาป่าวายุราวกับกำลังโอบกอดมันไว้ในอ้อมแขน
“ฮื่ออ ฮื่ออ...”
ฮันนี่แบดเจอร์เงยหน้ามองกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋คำรามในลำคอจ้องมองอย่างระแวง พยายามดิ้นรนไม่หยุด
แต่บาดแผลร้ายแรงทำให้เสียงร้องแต่ละครั้งออกมาดูน่าเวทนาเสียงร้องที่ดังขึ้นแต่ละครั้ง ยิ่งฟังแล้วรู้สึกหดหู่
“อยู่นิ่งๆ”
อวี๋จื่ออวี๋ส่งกระแสจิตผ่านกิ่งก้านที่รัดมันเอาไว้ไม่ว่าฮันนี่แบดเจอร์จะเข้าใจหรือไม่ เขาก็ใช้กิ่งก้านรัดตัวมันไว้เป็นชั้นหนา
จากนั้น กิ่งก้านก็คล้ายหนวดว่องไวได้แทรกเข้าไปในบาดแผลของฮันนี่แบดเจอร์
มันครางต่ำฮันนี่แบดเจอร์ยังคำรามราวกับแค้นเคือง
แต่ไม่นานเมื่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเข้าจู่โจม ร่างกายของมันก็เริ่มสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“ทนอีกหน่อยแล้วจะดีขึ้น”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำพลางใช้กิ่งก้านหยิบเศษกระสุนออกจากร่างของฮันนี่แบดเจอร์
เศษกระสุนที่เปื้อนเลือดชิ้นแล้วชิ้นเล่าบางชิ้นถึงกับติดอยู่ในกระดูกของเจ้าตัวน้อยตัวนี้
หากไม่นำออกบาดแผลของฮันนี่แบดเจอร์คงยากที่จะหายสนิท
และนี่ยังดีที่ฮันนี่แบดเจอร์ได้เป็นอสูรกลายพันธุ์
หากเป็นสัตว์ร้ายธรรมดามันคงตายไปตั้งแต่นัดแรกแล้ว