“คุณหนูหวังมาวันนี้มีธุระใดหรือ” จูเกาเซวียนเอ่ยถามเสียงเรียบ
หวังเถียนเถียนละสายตาจากใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างงดงามของพระชายาและฉลองพระองค์ที่เข้าคู่กันของคนบนที่นั่งประธาน ปลายนิ้วที่ประคองไว้อย่างสุภาพของนางสั่นน้อยๆ
ความมั่นใจของนางไหวหวั่น เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นพระชายาฮั่นอ๋องในระยะใกล้
ในเมืองเล่าลือกันว่าพระชายาฮั่นอ๋องสวมใส่อะไรก็งดงาม หาไม่แล้วอาภรณ์ที่นางสวมคงไม่ขายดีเพียงนั้น ทว่าหวังเถียนเถียนยังเคยคิดว่าตนเองก็ไม่แพ้ผู้ใด แม้แต่จางลั่วหลินนางก็เคยเทียบเคียงมาแล้ว จึงมั่นใจว่าหากฮั่นอ๋องได้พบนางเขาจะต้องพึงพอใจในตัวนางมากเช่นกัน
มีคนบอกนางว่าฮั่นอ๋องชมชอบหญิงงาม แม้ภายนอกเขาจะวางตัวห่างเหินแต่ในใจนั้นเร่าร้อน เฉกเช่นพระชายาฮั่นอ๋องที่ไม่เป็นที่พอพระทัยในคราแรกยามนี้กลับเป็นที่รักใคร่ไม่ใช่หรือ?
สตรีผู้นี้แต่งกายเย้ายวน ประทินโฉมราวกับนางจิ้งจอกเช่นนี้เองอย่างไรเล่า ถึงได้มัดใจฮั่นอ๋องได้
น้องขบริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะตอบ
“เริ่มวสันต์ย่างเข้าสู่ปีใหม่ ท่านพ่อเห็นว่าหวางเย่ได้ช่วยเถียนเถียนไว้ในครั้งนั้น จึงได้ให้หม่อมฉันมาคารวะขอบคุณหวางเย่ ขอให้ปีมงคลนี้ หวางเย่พบแต่ความราบรื่น สำเร็จผลดังหวังเพคะ”
สาวใช้ด้านซ้ายเปิดฝากล่องออกเล็กน้อย เผยให้เห็นโสมด้านใน
นางลอบมองสีหน้าเรียบนิ่งของฮั่นอ๋อง เห็นความไม่สงบในแววตาคู่นั้น ความมั่นใจก็เพิ่มพูนขึ้น หากไม่คิดอะไรกับนาง เขาควรจะวางเฉยได้ไม่ใช่หรือ มุมปากของนางยกขึ้นบางๆ เสียงที่เอ่ยต่อมายิ่งอ่อนหวานกว่าเดิม
“นี่คือโสมป่าที่สกุลหวังเก็บสะสมไว้นานมากแล้ว ขอถวายบำรุงพระวรกายหวางเย่เพคะ”
ดวงตาของฮั่นอ๋องเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพยักหน้ายิ้ม “พอดีเลย หวางเฟยชี่พร่องอยู่ ต้องการของบำรุง โสมนี้เหมาะกับนางยิ่งนัก ฝากขอบใจรองแม่ทัพหวังแทนเปิ่นหวางด้วย”
หวังเถียนเถียนชะงัก รอยยิ้มกระด้างขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเขาเอนกายเข้าหาพระชายาราวกับจะเย้าแหย่
สีหน้าลำพองใจของนางเจื่อนลง หวังเถียนเถียนก้มหน้าลงซ่อนรอยริษยาที่ทำให้ดวงตาร้อนผ่าว นางตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“ส่วนชิ้นนี้คือพัดไหมปักมือ...หม่อมฉันตั้งใจปักทีละฝีเข็ม งานออกมาประณีตจนแม้แต่ท่านแม่ยังอยากส่งลงเรือเป็นสินค้าส่งออก แต่ท่านพ่อเห็นว่า สมควรเก็บไว้เป็นของขวัญตอบแทนหวางเย่เพคะ”
หลังจากนางพูดจบก็เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง หวังเถียนเถียนลอบมองสีหน้าของสตรีข้างกายฮั่นอ๋อง ใบหน้าเรียบนิ่งของพระชายาฮั่นอ๋องคล้ายจะเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
นางยิ่งมีความมั่นใจขึ้นมาอีกสามส่วน ข่าวที่ว่าพระชายาเอกผู้นี้ไม่มีฝีมือทางด้านการเย็บปักเห็นจะเป็นเรื่องจริง ผู้ใดจะกล้าเชื่อกัน นางออกแบบอาภรณ์ขายดีมากมายสมควรมีฝีมือด้านนี้จึงจะถูก
หรือว่าแท้จริงแล้ว เสื้อผ้าเหล่านั้นนางไม่ได้เป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง
หึ! คงขโมยผลงานบ่าวในจวนมาเป็นของตนเองสินะ
ยามที่ฮั่นอ๋องหันไปมองภรรยา หวังเถียนเถียนก็ไม่ปกปิดสายตาดูแคลนไว้อีกต่อไป
จูเกาเซวียนมองใบหน้าด้านของซูอันหนิง มุมปากของนางเม้มนิดๆ แววตามองตรงไปเบื้องหน้าราวกับสิงโตตัวเมียหวงอาณาเขตตัวหนึ่ง เขาหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย
รอยยิ้มนี้ของเขากลับทำให้สตรีที่อยู่เบื้องล่างหัวใจเต้นระทึก รอยยิ้มยิ่งกดลึกขึ้น
ซูอันหนิงเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ชัดเต็มสองตา หัวคิ้วกดลงอย่างควบคุมไม่ได้ มือที่วางบนตักกำแน่น แอบกัดฟันด่าคนข้างกายในใจไม่ได้
กล้าอ่อยหญิงต่อหน้าข้าเชียวหรือ?
ทันใดนั้นคนข้างกายก็เอนเข้ามาใกล้ แขนข้างหนึ่งของเขาอ้อมมาด้านหลังรั้งเอวนางเข้าหา ซูอันหนิงไม่ทันตั้งตัวจึงเอนล้มไปซุกที่ซอกไหล่ของเขา นางอุทานเบาๆ เผลอเหวี่ยงฝ่ามือตีไปที่อกกว้างของเขาอย่างลืมตัว
“ท่านทำอะไรน่ะ เรายังอยู่ในโถงหลักนะ”
นางไม่ได้ตั้งใจพูดกำกวมชวนให้คนเข้าใจผิดจริงๆ เพียงรู้สึกว่าเขาทำรุ่มร่ามไม่ดูสถานที่เท่านั้น กระนั้นความไม่ตั้งใจนี้กลับตบหน้าแขกสาวที่อยู่เบื้องล่างจนชาไปทั้งแถบ
จูเกาเซวียนอมยิ้มสายตาจับจ้องเพียงนาง ซูอันหนิงสบตาเขาในระยะใกล้แล้วนิ่งงั้นไปครู่หนึ่ง เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นแววตาเช่นนี้ของเขา
แบบนี้หรือไม่นะ ที่เรียกกันว่า ‘คิ้วดาบตาดวงดาว’ มันพริบพราวราวกับดาวตก
ท่าทางทึ่มทื่อของนางทำให้เขาหัวเราะออกมาเบาๆ สายตาของเขาอ้อยอิ่งอยู่ที่ใบหูเล็กๆ ซึ่งกลายเป็นสีแดงนานแล้ว ขณะที่ปลายนิ้วลูบวนอยู่ที่บั้นเอวนางอย่างอ้อยอิ่งราวจะปลอบใจ ไม่มีใครรู้หรอกว่า ยามนี้เขาต้องบังคับตัวเองให้สำรวม และดึงสายตากลับมาอย่างยากเย็นเพียงใด
พอหันไปมองหวังเถียนเถียน สายตาก็กลับมาเรียบเฉยดังเดิม
“ข้าเป็นนักรบ ไม่ใช่พัด...” ขณะพูดปลายนิ้วข้างหนึ่งก็เขี่ยลายปักบนแขนเสื้อภรรยาอย่างสนิทสนม
คุณหนูหวังผู้นี้คิดจะโจมตีจุดอ่อนภรรยาเปิ่นหวาง ป่านนี้เรื่องที่ฮั่นหวางสวมเสื้อตะเข็บเบี้ยวคงถูกลือออกไปแล้วกระมัง
คนพวกนี้ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก ข้าจะสวมเสื้อที่ภรรยาเย็บให้ก็ต้องรอความเห็นพวกเจ้าด้วยหรือไร?
เขามองหวังเถียนเถียน ยิ้มบางจางทว่าดวงตาคมกริบ “แต่น้ำใจจากผู้อื่นยากจะปฏิเสธ ค่อยเก็บไว้มอบให้เกาเฉินผิงแล้วกัน”
“เปิ่นหวางขอขอบใจคุณหนูหวัง”
หวังเถียนเถียนเม้มริมฝีปากแน่น ละสายตาจากมือใหญ่ที่โผล่ออกมาจากรอบแยกด้านข้างของเสื้อพระชายาด้วยแววตาอิจฉา
นางยอบกายอีกครั้ง แล้วกล่าวคำอำลา “เช่นนั้น...หม่อมฉัน... ทูลลาเพคะ”
ซูอันหนิงมองสตรีที่เดินจากไปด้วยใจที่สั่นไหว ครั้งนี้นางจดจำความฝันได้ จำได้ว่าจูเกาเซวียนมีชายารองที่เปรียบดังท่อน้ำเลี้ยงกองทัพของเขาอยู่นางหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าคือคุณหนูสี่หวังผู้นี้
ฟังคำกล่าวของคุณหนูหวังแล้ว นอกเหนือจากฐานะบุตรสาวรองแม่ทัพ ครอบครัวมารดายังมีกิจการค้าขายใหญ่โตพอที่จะส่งสินค้าลงเรือไปขายต่างแดนได้ ปลายนิ้วซูอันหนิงกระตุกเบาๆ ก่อนที่ฝ่ามืออบอุ่นข้างหนึ่งสอดเข้ามากุมมือนางไว้
“คิดอะไรอยู่หรือ...ข้าเรียกไม่ได้ยิน”
ภาพในฝันเหมือนจะย้อนกลับมากระแทกใจนางอีกครั้ง ในอกมันตื้อไปหมด ทว่ายามนี้นางไม่ใช่พระชายาซูผู้เพียบพร้อม ยอมเป็นภรรยาที่มีคุณธรรมอีกต่อไป
การเป็นสตรีที่อยู่ในกรอบแล้วต้องถูกแย่งทุกอย่างไป สามีต้องโทษ ลูกตายตั้งแต่ยังเล็ก ทารกในครรภ์ไม่มีโอกาสได้คลอด ข้าจะมีคุณธรรมไปเพื่อสิ่งใด!
ดวงตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนจากเลื่อนลอยเป็นแข็งกร้าว
ซูอันหนิงยกมือขึ้นประคองใบหน้าฮั่นอ๋อง ลูบเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าราวกับกำลังค้นทางความจริงบางอย่าง
ในชาติก่อนนั้น ท่านรับสตรีอื่นเข้ามา เพียงเพราะต้องการเสบียงอย่างเดียวจริงหรือ?
ท่านเคยหลวมใจให้นางบ้างหรือไม่?
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว ปล่อยให้นางบีบแก้มเขาตามใจชอบ คิ้วตาของเขาหลอมเหลวราวขี้ผึ้ง ครั้นเห็นแววตาเจ็บปวดหม่นหมองของนาง ในอกของเขาก็บีบรัด กำลังจะเอ่ยปลอบนางสักคำ มือเล็กๆ ที่ประคองแก้มเขาก็ลงน้ำหนักมากขึ้น บีบหนักๆ แล้วเหวียงซ้ายเหวี่ยงขวา จู่ๆ ดวงตาของนางก็ขุ่นขวาง
“ข้าจะรวยให้ท่านดู!”
พูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินจากไป
จูเกาเซวียนลูบแก้ม มองตามเงาหลังที่เดินเร็วจนชายกระโปรงคลี่ออกราวกับบุปผาเบ่งบานด้วยสายตางุนงง
“จะรวยให้ดู?...”
เขามองของขวัญสองชิ้นนั้น แล้วหันไปยังทิศทางที่นางจากไปอีกครั้ง “หรือข้าต้องขยันสร้างผลงานกว่านี้ จะได้มีเงินมาซื้อของหายากให้นางเป็นของกำนัล”
จูเกาเซวียนขยับตัวกำลังจะเดินตามไป หลี่เหวินหมิงก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
แววตาของฮั่นอ๋องหรี่ลง มือยกขึ้นลูบแหวนหยกบนนิ้วโป้งตามความเคยชิน
หลี่เหวินหมิงประสานมือ แววตาบ่งบอกความนัย “หวางเย่”
จูเกาเซวียนพยักหน้าแล้วเดินนำไปทางห้องหนังสือ
ประตูห้องหนังสือปิดลง หลี่เหวินหมิงก็ประคองกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ ฮั่นอ๋องรับมาอ่าน หว่างคิ้วของเขาค่อยๆ กดลงเป็นร่องลึก
ในจดหมายที่เขียนจากกระดาษหยาบซึ่งใช้ในโรงตีเหล็ก มีอักษรเขียนด้วยถ่านดำ
“นักพรตตายแล้ว มียอดฝีมือขัดขวาง ข้อน้อยจำเป็นต้องหลบหนี”
นิ้วที่ถือกระดาษของจูเกาเซวียนเกร็งจนซีด
หลี่เหวินหมิงมองสีหน้าผู้เป็นนายแล้วแอบกลืนน้ำ ประสานมือรายงาน “หวางเย่ เสี่ยวซานอาจตกอยู่ในอันตรายจะให้ส่งคนไปช่วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนขบกรามแน่น พูดเสียงต่ำลึก “ส่งไป! ตอนนี้เบาะแสอยู่ที่หนานกิง ต้องสืบมาให้ได้ บัณฑิตที่ประพันธ์นิยายคนนั้นตายไปก็แค่เบี้ยตัวหนึ่ง ขุนที่แท้จริงอาจอยู่ที่นั่น”
“พ่ะย่ะค่ะ”