ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 เข้าสู่ทะเลอสูร

            บนดาดฟ้าของเรือทองคำมีเหล่ายอดฝีมือจำนวนหนึ่งยืนอยู่เป็นทหารองครักษ์ผิวสีดำเข้มที่ดูแข็งแกร่ง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นทหารองครักษ์ของราชสำนักแห่งราชอาณาจักรเทียนฉางแต่กลับไม่มีคนไหนที่มีระดับสูงกว่าอวิ้นหลิงเลยสักคน

            หลังจากนั้นสักพักด้านหลังก็มีจุดสีดำเพิ่มขึ้นอีกสามจุด

            ลัทธิหมื่นวิญญาณ ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและเผ่าฝูโป

            นี่เป็นครั้งแรกที่หลินหยางได้พบกับขุมอำนาจที่อยู่ในจุดสูงสุดของทวีปชี่อู่แห่งนี้อย่างเป็นทางการ

            ลัทธิหมื่นวิญญาณและราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั้นใช้วิธีเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าในการเดินทางเข้ามาในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นก็คือการร่วมมือกับผู้มีอำนาจในมหาทะเลสาบแดนใต้หยิบยืมเรือโดยสารของพวกเขาเพื่อผ่านเข้ามายังด้านในนี้

            ซึ่งเรือของทั้งสองฝ่ายนี้รวมถึงเรือฉลามทมิฬด้วยล้วนมีร่องรอยความเสียหายหลงเหลือให้เห็นอยู่เต็มเรือ มีรูไหม้สีดำๆ อยู่หลายรูซึ่งเป็นร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางผ่านทะเลอัสนี

            แต่เรือที่เผ่าฝูโปนั่งมานั้นกลับมีลักษณะที่แตกต่างกับลำอื่นอย่างสิ้นเชิง

            มันไม่ใช่เรือธรรมดาทั่วไป แต่ดูเหมือนสัตว์อสูรทะเลตัวหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายเต่ามากกว่า

            เต่าอสูรตัวนี้ขนาดใหญ่โตจนน่าตกใจส่วนหัวมันราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง ขาของมันราวกับเสายักษ์เมื่อมองจากที่ไกลๆ แล้วมันดูเหมือนกับหมู่เกาะขนาดมหึมาที่สามารถเคลื่อนที่บนทะลได้ก็ไม่ปาน ทุกครั้งที่มันว่ายน้ำเพื่อเคลื่อนตัวจะสร้างคลื่นน้ำที่สูงราวสองถึงสามเมตรเลยทีเดียวช่างเป็นภาพที่ดูอลังการเหลือเกิน

            “นั่นคือเทพอสูรผู้พิทักษ์แห่งเผ่าฝูโป”หลานไห่อธิบายให้หลินหยางฟัง “พวกเผ่าฝูโปนั้นถือว่าตัวเองเป็นลูกหลานของเทพสมุทรมาโดยตลอดว่ากันว่าเป็นเผ่าที่รักสงบ และไม่ชอบการฆ่าฟัน...แต่นั่นมันก็แค่เรื่องโกหกไร้สาระทั้งนั้นแหละทุกครั้งที่เดินทางผ่านทะเลอสูรก็ไม่เคยเห็นพวกมันฆ่าสัตว์อสูรน้อยลงสักตัว”

            หลินหยางพยักหน้ารับเบาๆแต่สายตาของเขากลับถูกเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนอยู่บนกระดองเต่าขนาดมหึมานั่นดึงดูดสายตาเอาไว้

            คนผู้นั้นไว้ผมยาวจนปลิวสไวรูปร่างธรรมดาไม่โดดเด่นหากยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนแล้วโดยปกติไม่น่าจะกลายเป็นจุดสนใจได้แต่หลินหยางที่ใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณมองไปที่คนผู้นี้ก็พบว่าภายในร่างกายเขานั้นมีพลังฟ้าดินอันแข็งกล้าซ่อนอยู่เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทรงพลังอย่างมากซึ่งเขาแทบจะไม่เคยเห็นคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อนเลย

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุด!

            ในทวีปชี่อู่นั้นระดับโพ่ห่ายคือระดับพลังที่แทบจะเป็นเหมือนตำนานอันเลื่อนลอยไปแล้วดังนั้นขั้นสูงสุดของระดับอวิ้นหลิงจึงดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของขอบเขตพลังขั้นสูงที่มนุษย์จะสามารถไปถึงได้แล้ว

            โดยปกติแล้วจะมีเพียงยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดของขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นนี้ได้อย่างเช่นฝั่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านี้ มีเพียงเถ้าแก่ใหญ่ดาวเหลือง หวงซางเท่านั้น ที่มีพลังสูงมากพอจะต่อกรกับชายผมยาวคนนั้นได้

            นั่นหรือ...มนุษย์ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปชี่อู่?

            หลินหยางมองดูบุรุษผู้มีสีหน้าท่าทางเรียบสงบคนนั้นโดยที่ภายในใจก็อดที่จะเกิดความรู้สึกแบบหนึ่งขึ้นมาไม่ได้

            หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่ทั่วๆ ไปเมื่อได้พบกับตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างหวงซางหรือชายผมยาวนั่นแล้วเกรงว่าพวกเขาคงจะเกิดแค่ความรู้สึกเคารพนับถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลินหยางกลับแทบไม่รู้สึกปราบปลื้มอะไรเลย

            ระดับอวิ้นหลิงในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นมันอ่อนแอเกินไป

            แม้แต่ระดับโพ่ห่ายที่เป็นถึงตำนานของทวีปชี่อู่นี้ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความแข็งแกร่งขั้นสูงสุดที่แท้จริงเท่านั้น

            ในสถานที่ที่จักรพรรดิฟ้าใช้ชีวิตและต่อสู้อยู่นั้นคนที่นั่นแต่ละคนล้วนมีพลังสูงส่งระดับเปิดฟ้าแหวกปฐพีกันแทบทุกคนเมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่แบบนั้นแล้ว ภพภูมิที่หลินหยางอาศัยอยู่นี้ก็ไม่ต่างอะไรจากโรงเรียนอนุบาลเลย

            ไม่ว่าอย่างไรหลินหยางก็ต้องการที่จะกลับไปยังโลกของผู้แข็งแกร่งนั่นให้ได้

            อีกทั้งหลินหยางยังแอบรู้สึกว่ามารดาที่หายสาบสูญไปของเขานั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่ตอนนี้ท่านจะอาศัยอยู่ในภพภูมิเหล่านั้นไม่เช่นนั้นหลินเฮ่ายวนผู้เป็นบิดาของเขาคงไม่บอกให้หลินหยางไปฝึกพลังของตัวเองให้ไปถึงขั้นโพ่ห่ายให้ได้ก่อนถึงจะยอมบอกความจริงให้หลินหยางฟัง

            ดังนั้น สำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้วการออกผจญภัยสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีครั้งนี้ เขาจะต้องคว้าเอา “เพลิงอัสนีม่วง”มาเพาะสร้างเป็น หั่วหลิงเซิ่งไทเพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตของพลังระดับอวิ้นหลิงให้ได้

            ทันทีที่มีพลังระดับอวิ้นหลิงแล้วเมื่อรวมกับเกราะราชันเงินขาวและไพ่ตายที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้แล้วละก็ต่อให้ต้องปะทะกับเหล่ายอดฝีมือระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายทั้งหลายนี้หลินหยางก็มั่นใจว่าจะสามารถประมือได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

            เพลิงอัสนีม่วง!

            สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเพลิงอัสนีม่วงนี้!!

            ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้หลินหยางกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ซึ่งหลังจากที่ขุมอำนาจทั้งห้ามารวมตัวกันครบแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องบุกฝ่าเข้าไปในทะเลอสูรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภัยอันตรายมากมาย

            แต่ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางต่อนั้น เซวี่ยเทียนที่เป็นตัวแทนของเรือฉลามทมิฬกลับกระโดดขึ้นไปบนเรือทองคำของราชอาณาจักรเทียนฉางแทน

            “นั่น...ไปประชุมหรือ?”หลินหยางหันไปถามหลานไห่

            “ไม่ได้ประชุมอย่างเดียวหรอก”

            หลานไห่ที่ปกติเป็นคนสุขุมเยือกเย็นนั้นตอนนี้กลับสามารถมองเห็นความกังวลเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่จากสีหน้าของเขาได้เหมือนกับว่าเซวี่ยเทียนกำลังจะไปตัดสินใจเรื่องบางอย่างที่สำคัญมากก็ไม่ปาน

            เขาอธิบายต่อว่า “เซวี่ยเทียนกำลังจะไปเจรจาพูดคุยกับขุมอำนาจที่เหลือเรื่องว่าจะจัดกระบวนทัพกันอย่างไรน่ะ”

            หลินหยางเข้าใจความหมายทันทีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เรื่องหนึ่ง

            การจัดแถวเรือโดยปกติแล้วมักจะจัดกันเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยมีหนึ่งลำที่นำหน้าอยู่ตรงกลาง และที่เหลือให้แบ่งเท่ากันเป็นสองฝั่งและขับตามหลังโดยขนาบสองข้างซ้ายขวา

             ซึ่งในการต่อสู้ในทะเลอสูรนั้นใครที่ได้อยู่ตรงหน้าสุดจะถือว่าซวยที่สุดเพราะจำเป็นต้องรับศึกหนักมากที่สุดนั่นเอง

            ซึ่งเรือที่ทำหน้าที่นำกระบวนทัพจะเป็นลำที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีหนักที่สุดกดดันมากที่สุด และความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็มากที่สุดด้วยเช่นกันทำให้จุดนั้นเป็นจุดที่ไม่มีใครอยากไปอยู่มากที่สุด

            ดังนั้นก่อนที่จะบุกเข้าไปในทะเลอสูรทุกครั้งทั้งห้าฝ่ายจะต้องมาประชุมกันเพื่อกำหนดว่าฝ่ายไหนที่จะต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการบุกฝ่าครั้งนั้นๆ

            ซึ่งวิธีกำหนดก็ค่อนข้างจะยุติธรรมนั่นก็คือการจับฉลาก ใครจับโดนก็ต้องไปเป็นหัวหอก ง่ายๆ แค่นั้นเลย

            ในการออกสำรวจเมื่อแปดครั้งก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าค่อนข้างจะดวงดีอยู่ไม่น้อยพวกเขาจับฉลากโดนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เพราะการนำครั้งนั้น ทำให้เถ้าแก่ใหญ่ดาวเขียวที่มีพลังต่อสู้ที่สูงมากของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าบาดเจ็บสาหัสจึงเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนเอาจีหยูยี่มาแทน

            จะเห็นได้ว่าการได้เป็นเรือหัวแถวนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก

            ถ้าหากต้องไปอยู่ในจุดนั้นไม่รู้ว่าเหล่านักรบตรงหน้าทั้งหลายนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถรอดชีวิตออกไปจากพื้นที่ส่วนทะเลอสูรแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย

            บรรยากาศบนเรือ...พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที

            คนทั้งหมดต่างก็ยื่นคอออกไปมองที่เรือทองคำขนาดมหึมาที่จอดอยู่ข้างๆพร้อมกับแอบสวดภาวนาในใจว่า

            ไม่เอาหัวแถว... ไม่เอาหัวแถว....

            แต่ว่าโชคชะตามันก็มักจะไร้ซึ่งความเมตตาเสมอ ดวงของพวกเขาครั้งนี้ดูจะแย่เอามากๆ

            เซวี่ยเทียนกลับมาพร้อมสีหน้าคล้ำเครียด

            เขากลับมาพร้อมกับข่าวที่ชวนให้จิตตกว่า“มารดามันเถอะครั้งนี้จับได้หัวแถวว่ะ”

            บรรยากาศบนเรือฉลามทมิฬพลันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม

            แต่ละคนล้วนหน้าเสียถึงขีดสุดจนมองแทบไม่ได้

            ถึงแม้พวกเขาจะรู้ดีว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องมีคนมารับตำแหน่งหัวแถวนี่อยู่แล้วแต่พอรู้ว่าถึงคราวของตัวเองต้องเป็นฝ่ายไปรับหน้าที่นั้นแล้วแต่ละคนก็รู้สึกเคร่งเครียดจนขาสั่นขึ้นมาทันที

            เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว...

            แต่ในตอนที่กำลังใจของทุกคนกำลังตกต่ำถึงขีดสุดนั่นเองก็มีเงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มคนเขาเดินไปยืนอยู่บริเวณจุดหน้าสุดของหัวเรือ

            เถ้าแก่ใหญ่หวงซาง?

            หวงซางตัวตนอันทรงพลังที่มีพลังระดับจุดสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายคนนี้ เป็นคนจริงจังและไม่ค่อยพูดเท่าไร

            เขาเป็นเหมือนกับขุนเขาขนาดใหญ่ซึ่งคอยแบกรับเอาความกังวลและความลังเลใจของสมาชิกทุกคนในช่วงครึ่งปีมานี้เอาไว้

            เมื่อครั้งก่อนหน้านี้หวงซางเพียงคนเดียวสามารถจัดการกับสัตว์อสูรได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสามตัวเลยทีเดียวเขาไล่ฆ่าจนเลือดของสัตว์อสูรเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวกลายเป็นมนุษย์โลหิตเลยทีเดียว

            และในวันนี้เองตอนที่สมาชิกทุกคนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวที่มีต่อการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ก็เป็นเขาเองที่ออกตัวคนแรก เขาออกมายืนนำหน้าทุกคนราวกับเทพสงครามก็ไม่ปาน

            “ออกเรือเถอะ กัปตันเซวี่ย”

            ไม่มีคำปลุกใจใดๆ ทั้งสิ้นไม่มีคำมั่นสัญญาอะไรมอบให้ หวงซางแค่ออกคำสั่งที่ง่ายที่สุดเพื่อกระตุ้นความใจสู้ของเหล่าสมาชิกทั้งหลายก็เท่านั้น

            แต่แผ่นหลังเขาก็ให้ความรู้สึกราวกับเป็นเหมือนกำแพงเมืองอันแข็งแรงก็ไม่ปานเหมือนกับว่าเขาต้องการจะสื่อว่า “ถ้าข้า หวงซาง ยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะปกป้องทุกคนเพื่อบุกฝ่าทะเลอสูรนี่ไปให้ได้!!”

            “ได้!”

            เซวี่ยเทียนที่ยืนจ้องแผ่นหลังของหวงซางอยู่นานก็กัดฟันพูดขึ้นมาว่า

            “พี่น้องทั้งหลายตั้งสติหน่อย!! ขอแค่เราบุกฝ่าออกไปได้เร็ว ฆ่าได้เยอะ อย่างมากก็ใช้เวลาราวครึ่งวันพวกเราก็สามารถบุกฝ่าไอ้พื้นที่บ้าๆ นี่ไปได้แล้ว!”

            เขาต้องการปลุกใจให้เหล่าพี่น้องโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทั้งหลายของเขากำลังรบหลักบนเรือเหล่านี้ก็คือกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬและเหล่านักรบของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าขอแค่นักสู้สองกลุ่มนี้มีใจจะสู้ขึ้นมาละก็ คนอื่นๆ ที่เหลือย่อมต้องรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาด้วยแน่ๆ

            และเพื่อที่จะกระตุ้นให้เหล่าพวกพ้องฮึกเหิมยิ่งขึ้นกว่าเดิมเซวี่ยเทียนจึงพูดต่อว่า “ข้าขอพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ใครฆ่าสัตว์อสูรตัวไหนได้วัตถุดิบของอสูรตัวนั้นก็เป็นของคนที่ฆ่าได้เลย มารดามันเถอะ แค่ฆ่าอสูรระดับราชันได้สักตัวสองตัวก็สามารถอยู่ฝึกวิชาแบบสบายๆ ไปได้หลายปีแล้วหลังเสร็จภารกิจข้าจะพาพวกเจ้าไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในภาคกลางเองข้าจะเลี้ยงเหล้าที่ดีที่สุด พาเที่ยวผู้หญิงที่สวยที่สุดไปเลย! ฮ่าฮ่า ก็แค่พวกสัตว์เดรัจฉานกลุ่มหนึ่งก็เท่านั้นเอง พี่น้องเอ๋ยไปจัดการพวกมันกันเลย!”

            เล่นมันเลย!!

            คำพูดของเซวี่ยเทียนดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

            เหล่าโจรสลัดทั้งหลายถูกกระตุ้นจนตาแดงก่ำเป็นแถบๆเลือดลมร่างกายเริ่มเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ

            ส่วนเหล่านักรบสังกัดกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็คุกรุ่นไปด้วยจิตต่อสู้ที่ถูกกระตุ้นขึ้นโดยหวงซางแต่ละคนล้วนจับอาวุธในมือตัวเองอย่างแน่นหนาพร้อมกับไปยืนเรียงอยู่ที่ขอบสองฝั่งของเรือเตรียมพร้อมรับศึกหนักที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

            “ออกเดินทาง!!”

            พอเซวี่ยเทียนเห็นว่าบรรยากาศเร่าร้อนได้ที่แล้วก็สะบัดมือสั่งเดินหน้าทันทีเรือฉลามทมิฬก็เดินหน้าออกไปบนผืนน้ำที่ดูเหมือนจะเรียบสงบตรงหน้านี้เป็นลำแรก

            ด้านหลังพวกเขาก็มีทั้งเรือทั้งอสูรยักษ์จากขุมอำนาจทั้งสี่ฝ่ายเคลื่อนที่ตามหลังสองฝั่งซ้ายขวามาติดๆ

            ก็แค่สัตว์อสูร!

            อย่างนั้นก็บุกฝ่ามันไปเลยก็พอ!!

            ..................................

            ผืนสมุทรอันเงียบสงบที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องจนสะท้อนเป็นประกายแวววับระยิบระยับเป็นจุดๆราวกับดวงดาวที่กระจายอยู่เต็มทะเล

            เสียงที่ลอยเข้าหูก็มีแต่เพียงเสียงลมทะเลที่พัดผ่านไปและเสียงของตัวเรือที่กระทบกับคลื่นน้ำดังซ่าซ่าเท่านั้น

            ตอนนี้ผ่านมาราวครึ่งชั่วยามแล้ว

            ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยสักคนพวกเขาต่างก็รู้ว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะดูเงียบสงบสุดๆ อยู่ก็ตามแต่อีกไม่นานจะต้องเกิดการฆ่าฟันอันรุนแรงปานพายุโลหิตโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างแน่นอน

            หวงซางยังคงยืนอยู่คนเดียวตรงหัวเรือปล่อยให้สายลมโบกพัดเครายาวที่เปลี่ยนเป็นสีขาวไปแล้วของเขา

            ยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งผู้เคยสั่นสะเทือนทั่วทั้งทวีปชี่อู่มาแล้วท่านนี้ในครึ่งปีที่ผ่านมาได้ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันอันโหดเหี้ยมอำมหิตมาแล้วหลายครั้งตัวเขาเองก็รู้ตัวว่า ร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนก่อนแล้วสายเลือดนักสู้อันร้อนแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายเขานั้นกลับสั่งให้เขาไปยืนอยู่หน้าสุดของสนามรบทุกครั้งไป

            ไม่รู้ว่า...อสูรร้ายอันน่าสะพรึงกลัวที่จะโผล่ออกมาเป็นตัวแรกของวันนี้จะเป็นตัวอะไร

            จะเป็นราชันหมึกยักษ์หรือเปล่า?

            หรือจะเป็นไอ้ปูกลืนฟ้าบัดซบนั่น?

            สายตาของหวงซางจับจ้องไปที่ผืนทะเลสีน้ำเงินตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ

            และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆหวงซาง

            “หืม? คุณชายหลิน?”

            หลินหยางวันนี้สวมใส่เสื้อสีเขียวตอนนี้เขากำลังยืนรับลมทะเลอย่างสบายใจ แสดงให้เห็นถึงความอิสระเสรี และไม่กังวลต่อสิ่งใดของเขา

            เขาหันมายิ้มให้กับหวงซางทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า“ตรงนี้วิวสวยขนาดนี้หลินหยางขอชมวิวกับเถ้าแก่ฮว๋างหน่อยแล้วกัน”

            เจ้าหนูนี่...

            หวงซางอ้าปากขึ้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็อดกลั้นเอาไว้

            ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เห็นพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งของหลินหยางเมื่อสวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวไปแล้วก็ตามแต่นั้นมันก็แค่พลังระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นกลางเท่านั้นตามปกติแล้วมันก็คงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก แต่ตอนนี้พวกเขากำลังลอยอยู่ท่ามกลางอสูรทะเลที่อันตรายกว่าปกติหลายเท่ามากระดับพลังเท่านั้นก็ยังเสี่ยงตายอยู่ดี

            แต่รอให้เกิดการปะทะก่อนค่อยให้เขาถอยลงไปก็คงได้

            หวงซางคิดในใจแบบนี้

            ส่วนคนอื่นที่เหลือก็เห็นการกระทำที่เหมือนกำลังอวดเก่ง ของหลินหยางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาต้องการอะไรแต่ก็ไม่มีใครร้องทักอะไรขึ้นมา

            มีเพียงมู่หยงไป๋ที่มาพร้อมกับยอดฝีมือจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าคนเท่านั้นที่กำลังยืนจ้องแผ่นหลังของหลินหยางอย่างเย็นชาอยู่ตรงมุมขอบเรือบนหน้ามีแต่รอยยิ้มเหยียดหยามอย่างเย็นเยือก

            สวะโง่เง่า

            อีกสักพักจะได้เห็นไอ้หลินหยางนั่นถูกซัดลงมาด้วยสภาพสุดอนาถาอย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน