จินหยางรีบกลับไปที่หมู่บ้านอย่างเร่งรีบพบว่าจางหลงและพรรคพวกจัดการสังหารคนของสำนักทลายฟ้าทั้งหมด ตอนนี้ชาวบ้านกลับมาที่หมู่บ้านแล้ว มีชาวบ้านหลายคนช่วยกันขนศพขึ้นเกวียนลากเพื่อนำไปทิ้งในวันพรุ่งนี้ ในระหว่างนั้นจินหยางบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นให้แก่จางหลงฟัง ไม่นานเมื่อทุกอย่างถูกจัดการเสร็จสิ้นทั้งหมดก็เข้านอนอีกครั้ง รุ่งเช้ายามเฉิน เย่หยางทำหน้าที่ขับเกวียนลากที่ขนศพคนจากสำนักทลายฟ้าออกจากหมู่บ้านพร้อมกับพรรคพวก หลังจากจัดการทิ้งศพทั้งหมดก็ออกเดินทางไปที่เมืองหลวงฉงชิ่ง ระหว่างทางพวกเขาพบกับขบวนสินค้าของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งที่กำลังขนสินค้าเป็นผ้าทอและผ้าขนสัตว์มุ่งหน้าไปที่เมืองหลวงฉงชิ่ง จางหลงเข้าไปสอบถามถึงได้รู้ว่าพวกเขาคือคนจากสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้ารับขนส่งสินค้ามาจากเมืองอานฮุยไปส่งที่เมืองหลวงฉงชิ่ง จางหลงจึงขอเข้าร่วมเดินทางกับสำนักคุ้มภัย ผ่านไปสองวันในระหว่างที่ทั้งหมดพักทานอาหารตอนเที่ยงจินหยางก็ตรวจพบกลุ่มคนจำนวนมากมุ่งหน้ามายังที่พวกเขาพักอยู่ ครึ่งชั่วยามทั้งหมดก็ถูกล้อมโดยชายฉกรรจ์ห้าสิบคนพร้อมอาวุธในมือ หัวหน้าคุ้มภัยดาบประกายฟ้านามโซซุนลุกขึ้นเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อหนังสัตว์ถือดาบในมือ
“พวกเจ้าคือคนจากสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้าใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง เป็นเช่นที่ท่านเอ่ยวาจาสอบถาม พวกเราเป็นคนจากสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้า ข้ามีนามว่าโซซุนเป็นหัวหน้าขบวนในครั้งนี้”
“ที่แท้เป็นท่านจอมยุทธ์ดาบประกายฟ้าโซซุน นับถือ นับถือ ข้ามีนามว่าอึ้งคังเป็นหัวหน้าหน่วยทะลวงกองโจรไผ่เขียวที่ดูแลสถานที่แห่งนี้”
“ที่แท้เป็นจอมยุทธ์อึ้งคัง เหตุใดถึงนำกำลังมามากมายเช่นนี้?”
“พวกข้าเพียงเดินทางผ่านมาทางนี้จึงคิดจะเข้ามาทักทาย”
“เป็นเช่นนั้น”
“จริงสิเมื่อหลายวันก่อนหมูที่พวกข้าเลี้ยงเอาไว้หลุดรอดออกไปหลายสิบตัว ทำให้ท่านหัวหน้าเป็นกังวลไม่น้อย”
จินหยางเอื้อมมือขวาจับไปที่กระบี่ด้านหลัง จางหลงเห็นเช่นนั้นรีบแตะไปที่หัวไหล่ขวาของจินหยางพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา
“พวกมันเพียงแค่มารับสินน้ำใจจากสำนักคุ้มภัย ไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือ”
เป็นดั่งที่จางหลงบอกกล่าวแก่จินหยาง โซซุนยกยิ้มล้วงไปที่อกเสื้อนำถุงเงินออกมา
“นี้เป็นสินน้ำใจเล็กน้อยหวังว่าพวกท่านคงจะนำมันไปซื้อหมูพวกนั้นมาทดแทน”
โซซุนโยนถุงเงินให้แก่อึ้งคัง แต่ทว่ากลับมีเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากทางซ้ายมือ ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งจากสำนักคุ้มภัยชักดาบที่พกเอาไว้ด้านหลังสังหารชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่ติดตามอึ้งคังมา โซซุนและอึ้งคังหันไปมองถึงกับสบถออกมาเสียงดังลั่น
“บัดซบ!!”
คนจากสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้าและกลุ่มโจรไผ่เขียวพุ่งทะยานเข้าปะทะ จางหลงรีบเอ่ยวาจาบอกกล่าวแก่คนของเขาและจินหยาง
“อย่าแสดงฝีมือมากเกินไป”
จินหยางพยักหน้าตอบรับก้มลงไปหยิบก้อนหินหลายสิบก้อนมาไว้ในมือ ทันทีที่คนของกลุ่มโจรพุ่งเข้ามาในระยะ เขาก็ดีดก้อนหินในมือออกไป ฟิ้ว! ก้อนหินพุ่งเข้าไปที่ศีรษะอย่างแม่นยำ โพละ! เสียงศีรษะแตกเลือดสีแดงและไขสมองสีเหลืองสาดกระจายเต็มพื้นดิน จางหลงมองไปที่จินหยางได้แต่ส่ายศีรษะไปมา หลังจากนั้นเขาก็สั่งให้คนในกลุ่มพยัคฆ์เหล็กพุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มโจร นานเกือบครึ่งเค่อคนจากสำนักคุ้มภัยถึงกับต้องขมวดคิ้วจ้องมองไปที่กลุ่มคนที่เข้าร่วมพวกเขาสังหารกลุ่มโจรตกตายจนหมดสิ้นโดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดมากกว่าครึ่งตกตายเพราะฝีมือเขา
“ข้าโซซุนในนามของหัวหน้าขบวนสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้าขอขอบใจพวกเจ้าที่ช่วยเหลือหากไม่ได้พวกเจ้าพวกข้าคงแย่แน่”
จางหลงยกยิ้มใช้มือขวาประคองมือโซซุนที่กำลังก้มคารวะ
“ไม่เป็นไรขอรับท่านหัวหน้าโซซุน
อย่าได้เกรงใจเป็นเพราะพวกโจรประมาทจึงถูกสังหารโดยง่าย ว่าแต่คนของท่านได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ให้คนของข้ารักษาเถอะข้ามีหมอติดตามมาด้วย”
สิ้นเสียงกล่าวจางหลงก็ให้ผิงผิงและเฉินจางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้แก่คนจากสำนักคุ้มภัยส่วนที่เหลือที่ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักก็เข้าไปตรวจค้นศพและช่วยกันขนย้ายออกไปทิ้ง ทันทีที่อาการบาดเจ็บของทุกคนเริ่มดีขึ้นทั้งหมดก็เริ่มเดินทางต่อ สามวันขบวนสินค้าก็เข้าเขตเมืองหลวงฉงชิ่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แปลกใจที่ชาวเมืองและทหารที่ประจำอยู่ด้านหน้าของเมืองส่วนใหญ่มีสภาพอิดโรยขอบดวงตาคล้ำดำเหมือนไม่มีเวลานอนพัก ทันทีที่เข้ามาในเมืองกลุ่มของจางหลงก็แยกจากสำนักคุ้มภัยดาบประกายฟ้าเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง เฉินจิน ผิงผิงสอบถามจากเสี่ยวเอ้อก็ไม่มีข่าวใดเพิ่มเติมมากนัก จางหลงพาจินหยาง คงอู๋ หม่าเวยเดินสำรวจที่ตระกูลหยางพบว่าที่ด้านหน้าของตระกูลหยางประตูใหญ่ทางเข้าถูกปิดสนิทไม่มีผู้ใดพบเห็นคนตระกูลหยางออกมาจากตระกูลแม้แต่ผู้เดียว หลังจากสอบถามชาวบ้านใกล้เคียงก็พบว่าตระกูลหยางปิดประตูเงียบตั้งแต่หยางลู่นำกำลังออกไปที่งานหมั้นหมายที่เมืองต้าจู๋และยังไม่กลับมาที่ตระกูลหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งหมดจึงตัดสินใจกลับไปรวมตัวกันที่โรงเตี๊ยมอีกครั้ง จางหลงเอ่ยวาจาออกมาในระหว่างทานอาหารเย็น
“ข้าว่าที่นี่แปลกประหลาดแต่ข้ายังคิดไม่ออกว่าเป็นเพราะเหตุใด เฉินจินเจ้าได้ข่าวอะไรมาบ้าง?”
“เรียนท่านหัวหน้าจากที่สอบถามจากเสี่ยวเอ้อและผู้คนที่เข้ามาในโรงเตี๊ยมไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดขอรับ แม้กระทั่งโรงหมอด้วยเช่นกัน พวกเขารับรู้ถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายแต่ทว่าก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ผู้คนส่วนใหญ่ที่มารักษาที่โรงหมอมีอาการเช่นเดียวกันก็คือ มีสภาพอิดโรยจากการนอนหลับไม่เพียงพอขอรับ”
“หรือว่าจะเป็นฝีมือของสำนักทลายฟ้า เช่นนั้นคืนนี้พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเราจะออกไปสำรวจเมืองกัน ตอนนี้พวกเจ้าแยกย้ายกันเข้าพักเถอะ ยามโฉ่วให้มาพบข้าที่ห้องพักก็แล้วกัน”
หลังจากที่ทุกคนทานอาหารจนอิ่มก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักของแต่ละคน จินหยางจึงนั่งโคจรลมปราณเพื่อรอเวลา”
ย่างเข้ายามโฉ่ว ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องพักของจางหลง แต่ละคนสวมใส่ชุดสีดำเพื่อเตรียมพร้อม ในจังหวะนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงบรรเลงของหร่วนดังแว่วขึ้นมา
“ตรวจพบคลื่นความถี่สูงและต่ำกระจายไปที่บริเวณ เปิดโหมดป้องกันฉุกเฉินเพื่อสกัดกั้นคลื่นเสียง”
จินหยางหันไปมองพวกจางหลงที่ตอนนี้อาการเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงรีบทำการสกัดจุดเคลื่อนไหวจุดปิดกั้นการรับเสียงของแต่ละคน นานเกือบครึ่งเค่อเป็นจางหลงที่เริ่มรู้สึกตัวก่อน
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับข้า?”
“พวกท่านมีอาการเหม่อลอยหลังจากได้ยินเสียงหร่วนบรรเลง หากข้าเดาไม่ผิดคงเป็นฝีมือของหญิงสาวที่ข้าพบเจอเป็นแน่”
จินหยางรีบคลายจุดให้แก่จางหลง ในระหว่างนั้นจินหยางกำลังจะเดินไปคลายจุดให้แก่พวกเฉินจินจางหลงก็เอ่ยวาจาห้ามเอาไว้
“ไม่ต้อง ถึงแม้จะคลายจุดให้พวกเขาแต่หากเมื่อใดที่เสียงหร่วนนั้นบรรเลงขึ้นมาอีกเราทั้งสองจะลำบากหากถูกคนจากสำนักทลายฟ้าถูกโจมตี ตอนนี้ข้าและเจ้าออกไปสำรวจก็พอว่าคนพวกนั้นกำลังทำสิ่งใด”
ทันใดนั้นเองจินหยางก็ตรวจพบบางอย่างที่ประตูหน้าห้องของจางหลง เขายกมือขวาขึ้นและชี้ไปที่ประตู จางหลงพยักหน้าตอบรับก้าวเดินไปเปิดประตูก็พบเห็นเสี่ยวเอ้อสองคนมีสภาพเหม่อลอยพุ่งทะยานเข้ามาจับตัวจางหลงเอาไว้ จินหยางที่แอบอยู่ด้านข้างประตูใช้สันมือขวาฟาดไปที่ท้ายท้อยของเสี่ยวเอ้อทั้งสองคน เปรี้ยง! เปรี้ยง! จางหลงรีบประคองเสี่ยวเอ้อเอาไว้หลังจากนั้นจินหยางก็จี้สกัดจุดเคลื่อนไหวและจุดปิดกั้นการรับเสียง ไม่นานทั้งสองก็ออกมาจากห้อง น่าแปลกใจที่โรงเตี๊ยมที่ผู้คนมากมายพักอยู่ต่างเงียบหายเหมือนไม่มีผู้ใดอยู่ในโรงเตี๊ยม จินหยางแผ่ลมปราณออกจากร่างเพื่อตรวจสอบก็ไม่พบเจอผู้ใดแม้แต่ผู้เดียว
“น่าแปลกเกินไป ผู้คนหายไปไหนกันหมด”