นางทราบ...โยชิอิต้องไม่รั้งรอจะเดินทางไปชิงคัมภีร์ดังนั้นนางไม่เคยเอ่ยเื่นี้ ให้โยชิอิรับทราบ
เนื่องเพราะยามนี้ยังไม่ถึงเวลา วิชาแพทย์ของนางยังมีความหวังนางยังไม่อับจนกระทั่งสิ้นหนทาง
โยชิอิ...หกปีแล้วเช่นกัน...ในจิตใจของนางมีเพียงโยชิอิ...
ทาคาโกะทอดถอนใจ ลูบไรผมนาคามูระ โยชิอิแ่เบา...
...หากท่านหญิงโทโมเอะ ต้องแต่งงานกับอาซาอิ นากามาสะผู้ครองแคว้นโอมิตอนเหนือเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลมิโยชิกับตระกูลอาซาอิ...
...โยชิอิจะต้องเ็ปเพียงไร...อย่าว่าแต่เห็นคนที่ตนรักต้องแต่งงานกับผู้อื่นเพียงแค่ทราบว่าคนที่ตนรัก คิดคำนึงถึงผู้อื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเป็ความรู้สึกเยี่ยงไร นั่นปวดร้าวเพียงไร...
ทาคาโกะทราบกระจ่างแก่ใจ...
แต่...นางจะทำอย่างไรได้ หรือจะให้ทิ้งริวจิ ทิ้งโยชิอิเพื่อกลับไปตระกูลมาเอดะ...
นางไหนเลยกระทำเช่นนั้นได้...
ทว่านางก็ทราบ สักวันหนึ่งท่านพี่โทชิอิเอะ ต้องมาตามตัวนางกลับไปจนได้
อย่าว่าแต่ เวลานี้ตระกูลมาเอดะเข้าร่วมกับโอดะ โนบุนากะแล้วส่วนตระกูลโยชิโอกะสนับสนุนตระกูลมิโยชิ ซึ่งกำลังกุมอำนาจในเกียวโต
วันใดเมื่อโนบุนากะ เคลื่อนทัพเข้าประชิดเกียวโตไม่แน่ว่าวันนั้นท่านพี่โทชิอิเอะกับโยชิอิ อาจต้องพบกันกลางสนามรบ!
ทาคาโกะไม่ทราบ จะเลี่ยงสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร เนื่องเพราะทุก ๆ คนล้วนถูกม้วนเข้าสู่มรสุม ทางการเมืองนี้แต่แรกแล้ว...
แม้ทาคาโกะ มิได้เชื่อถ้อยคำเค็นจิทั้งสิ้น ทว่าหลังนั่งตรึกตรองเื่ราวนางพบว่าเื่ราวทั้งหมด ซึ่งคนผู้นั้นกล่าว ล้วนประสานสอดคล้องสมเหตุสมผลยิ่ง...
สถานการณ์ในเกียวโตเวลานี้ แม้ท่านมิโยชิ โชเค ลุงของท่านหญิงโทโมเอะควบคุมท่านโชกุนไว้เป็หุ่นเชิด สามารถใช้อำนาจบริหารสั่งการทั้งแผ่นดินโดยชอบธรรม
ทว่าในความเป็จริง อำนาจสั่งการนั้นบังเกิดผล เฉพาะเขตเมืองหลวงและแคว้นข้างเคียง ในปกครองของตระกูลมิโยชิเท่านั้น...
บรรดาแคว้นรอบนอก ห่างเมืองหลวงออกไป ทั้งทางทิศตะวันตกและตะวันออกต่างมีไดเมียวผู้เข้มแข็ง แคว้นของตนไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งใดจากเกียวโตทั้งสิ้น
ไดเมียวเ่าั้ ต่างเปิดศึกแย่งชิงดินแดน กรีธาทัพเพื่อขยายอาณาเขตรุกรานกันไม่หยุดหย่อน ก่อไฟแห่งา ลามเลียไปทั่วทั้งแผ่นดินทั้งยังมองไม่เห็นว่ามีหนทางใด สามารถดับเพลิงกาฬนี้ได้
ไดเมียวผู้เหี้ยมหาญ อันได้รับการยอมรับ ในฝีมือรบมากที่สุดทั้งมีกองทัพกล้าแข็งที่สุด และเชี่ยวชาญการศึกที่สุดในขณะนี้ประกอบด้วยสามตระกูลคือ ตระกูลโมริ ตระกูลทาเคดะ และตระกูลอูเอสึกิ
ไดเมียวผู้เหี้ยมหาญเ่าั้ ต่างพร้อมจะกรีธาทัพเข้ายึดเกียวโตแย่งชิงอำนาจการปกครอง จากตระกูลมิโยชิและเหล่าผู้สนับสนุน
ทว่าการจะยกทัพเข้าเกียวโต มิใช่เื่คิดจะกระทำก็ทำได้ต้องมีทั้งความชอบธรรม และเหตุผลอันสมควร ทั้งยังต้องรอโอกาสและจังหวะเวลาอันเหมาะสม…
อีกประการซึ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ไม่ว่าจะเป็ตระกูลโมริ ตระกูลทาเคดะตระกูลอูเอสึกิ ต่างมีจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้ไม่อาจรุกรานเกียวโตในเวลานี้ได้...
ตระกูลโมริ มีฐานอำนาจอยู่ตะวันตกสุดของเกาะฮอนชู ห่างเกียวโตมากเกินไปหากคิดเดินทัพเข้าเกียวโตต้องปราบปรามแคว้นต่าง ๆ ระหว่างทางแม้สุดท้ายอาจมาถึงเกียวโตได้ แต่กองทัพก็ต้องอ่อนแอลงอักโข และหากคิดยกมาทางเรือก็มิแน่ว่าจะได้ชัยชนะ...
ตระกูลทาเคดะซึ่งอยู่ทางตะวันออก ก็มีสภาพคล้ายคลึงกันหากคิดเคลื่อนทัพบุกยึดเกียวโต ต้องผ่านแคว้นต่าง ๆ อาจต้องต่อสู้จนกำลังอ่อนล้า
และประการสำคัญ ตระกูลทาเคดะมีศึกติดพันกับตระกูลอูเอสึกิทั้งสองตระกูลทำา ยืดเยื้อต่อเนื่องหลายปี ไม่อาจรู้ผลแพ้ชนะดังนั้นไม่ว่าใครก็ออกจาก ฐานที่มั่นของตนไม่ได้...
ไดเมียวผู้กล้าแข็ง ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสามารถเป็อันตรายต่อเกียวโตได้ในเวลานี้กลับเป็ โอดะ โนบุนากะ แห่งแคว้นโอวาริ!
เพราะแคว้นโอวาริอยู่ใกล้เกียวโตอย่างยิ่งมีเพียงแคว้นมิโนะและแคว้นโอมิขวางกั้น ดังนั้นหากโอดะ โนบุนากะยึดแคว้นมิโนะได้ทั้งสามารถเป็พันธมิตรกับตระกูลอาซาอิ ผู้ครองแคว้นโอมิตอนเหนือเท่ากับว่ากองทัพของโนบุนากะ เข้ามาถึงหน้าประตูเกียวโตแล้ว!
อย่าว่าแต่หากโอดะ โนบุนากะ สามารถตกลงเป็พันธมิตรกับมัตสึไดระ โมโตยาสึผู้ครองแคว้นมิคาว่าได้จริง นั่นเท่ากับตระกูลโอดะ มีกองทัพตระกูลมัตสึไดระคอยระวังหลังบ้านให้ เท่ากับไม่ต้องคอยกังวลว่า หากยกทัพออกจากแคว้นโอวาริจะมีใครฉวยโอกาสยกทัพเข้าโจมตี
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทาคาโกะต้องลอบทอดถอนใจ...
สิ่งจำเป็อย่างยิ่ง ใน่เวลาแห่งศึกาเช่นนี้คือ ‘พันธมิตร’ จริง ๆ...
หากตระกูลอาซาอิ ผู้ครองแคว้นโอมิตอนเหนือ เข้าเป็ฝ่ายโนบุนากะนั่นเท่ากับกองทัพตระกูลโอดะ ยกมาถึงหน้าประตูเมืองหลวง
แต่หากท่านมิโยชิ ได้ตระกูลอาซาอิไว้เป็พันธมิตรก็เท่ากับมีแคว้นโอมิเป็ป้อมปราการ ต้านยันโนบุนากะไว้ไม่ให้เข้าใกล้เกียวโตมากกว่านี้...
ปมสำคัญของเื่จึงอยู่ที่ ‘อาซาอิ นากามาสะ’ผู้นำตระกูลอาซาอิจะเลือกเข้าข้างใคร...
ทาคาโกะไม่เข้าใจ...
เหตุใดผู้คนจึงไม่ยอมใช้ชีวิต อย่างเรียบง่ายสงบสุข...
เหตุใดต้องแข่งขันแสวงหาอำนาจ เหตุใดต้องเข่นฆ่าแย่งชิง ประหัตปะาเพื่อนมนุษย์เหตุใดจึงต้องมุ่งขยายเขตแคว้น ทรัพยากรกันร่ำไป
เหตุใดคนผู้หนึ่ง จึง้าได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็ผู้เหี้ยมหาญแห่งยุค...
ทั้งที่ประวัติศาสตร์นับพันปี แห่งดินแดนจงหยวนบ่งระบุชัด...
นับั้แ่ฉินสื่อหวงตี้ หลิวปัง ซีฉู่ป้าหวาง หลิวเป้ย เฉาเชา ซุนเฉวียนกระทั่งจ้าวควงอิ้น และจนถึงจูหยวนจาง
บรรดาผู้เหี้ยมหาญแห่งยุคทั้งหลาย ล้วนปืนป่ายซากศพกองกระดูกนับหมื่นนับแสน เพื่อทะยานขึ้นมายืนอยู่บน จุดสูงสุดแห่งอำนาจเฉกเช่นกันทั้งสิ้น...
เหล่าไดเมียวในแดนอาทิตย์อุทัย ล้วนเคยศึกษาประวัติศาสตร์การาของจงหยวน
ไฉนจึงไม่นำมาเป็บทเรียน ไฉนยังกระทำผิดซ้ำซาก ไฉนจึงยังก่อาเข่นฆ่าจนแผ่นดินลุกเป็ไฟ ธารโลหิตเนืองนองเช่นทุกวันนี้...
ไฉนไดเมียวผู้เหี้ยมหาญ จึงแน่ใจนักว่าเมื่อรวมแผ่นดินเป็หนึ่งใต้อำนาจบุคคลเพียงคนเดียว บรรดาชาวบ้าน เหล่าชาวนา พ่อค้า ชาวประมง พระ นักบวชจะมีชีวิตอันเป็สุข...
ความสุขสงบเช่นนั้น จะเกิดขึ้นจากการเข่นฆ่านองเืจริงหรือ...
เสียงไอแ่เบาจากด้านหลัง หยุดความคิดฟุ้งซ่านทั้งมวล ของทาคาโกะไว้เพียงเท่านี้เนื่องเพราะโยชิอิค่อย ๆ ลืมตาฟื้นตื่นแล้ว...
ทันทีที่รู้สึกตัว โยชิอิพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง ทาคาโกะรีบเข้าห้ามปรามให้บุรุษหนุ่มนอนลงตามเดิม
น้ำเสียงอ่อนล้าของโยชิอิเอ่ยถาม
“ที่นี่คือ...”
“กระท่อมร้างเชิงเขา เวลานี้พลบค่ำแล้ว”
บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คาดว่าาแเพียงเท่านี้ทำให้สลบไสลนานถึงเพียงนั้น
ทาคาโกะย่อมทราบ ความคิดบุรุษหนุ่ม รีบอธิบายว่า
“ข้าฝังเข็มให้ท่านหลับสนิท เพื่อให้าแสมานตัวพิษที่ได้รับก็ขจัดสิ้นแล้ว”
โยชิอิพยักหน้า กล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาสำนึกขอบคุณ
“ลำบากเ้าจริง ๆ ...ทุกครั้งที่ข้ารับาเ็ เ้าต้องเหน็ดเหนื่อยอดหลับอดนอนเสมอ”
ทาคาโกะยิ้มรับคำชมนั้น ส่ายหน้าเล็กน้อย แววตาเปี่ยมความปีติยินดี
เนื่องเพราะเท่านี้เองที่นาง้า...
เพียงได้ดูแลโยชิอิ เพียงได้รับคำชมสักประโยค…
เมื่อสติฟื้นคืนบริบูรณ์ โยชิอิไล่เรียงเหตุการณ์ พลันเอะใจได้คิดรีบถามขึ้นว่า
“บุรุษสวมหน้ากากผู้นั้น! เ้าพาข้ามาที่นี่ได้อย่างไร...”
ทาคาโกะทราบ หลังได้สติโยชิอิต้องสอบถามเื่นี้นางเตรียมคำตอบไว้แต่แรกแล้ว
“พวกเราเข้าใจบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นผิดแล้ว...”
นางทอดประโยคเล็กน้อย ชำเลืองแววประหลาดใจ ในดวงตาโยชิอิแวบหนึ่งค่อยกล่าวต่อว่า
“...บุรุษสวมหน้ากากผู้นั้น เพียงผ่านทางมา มันไม่เกี่ยวข้องกับอาเคชิเค็นจิแม้แต่น้อย แต่เพราะได้เห็นการต่อสู้ระหว่างพวกเรากับเหล่ามือสังหารคนผู้นั้นเกิดนึกสนุก อยากประลองกับพวกเราบ้าง...”
ทาคาโกะเว้น่ประโยค สังเกตปฏิกิริยาของโยชิอิเล็กน้อย กล่าวสืบต่อว่า
“...หลังประลองกับท่าน คนผู้นั้นดูเหมือนพึงพอใจอย่างยิ่งหลังข้าพูดจาอธิบายเื่ราว คนผู้นั้นเมื่อเข้าใจก็ควบม้าจากไปข้าจึงพาท่านลัดเลาะเชิงเขามาเรื่อย ๆ จนถึงที่นี่...”
ระหว่างรับฟัง โยชิอิขมวดคิ้วแแ่ หลังประมวลเหตุการณ์ทั้งสิ้นพบว่าหากเื่ราวเป็เช่นที่ทาคาโกะบอกเล่า นั่นนับว่าประจวบเหมาะเกินไปแล้วเนื่องเพราะบุรุษสวมหน้ากาก พลังฝีมือยอดเยี่ยมกล้าแข็ง บุคคลเช่นนั้นมิใช่นักรบพเนจรที่ออกเดินทางท้าประลองพิสูจน์ฝีมือกับผู้คนเป็แน่
วิชาหอกนั่นต้องเป็ของบุคคล ระดับขุนพลกระเดื่องนาม!
ทาคาโกะเห็นดวงตาโยชิอิ ยังฉายแววกังขา จึงเลียบเคียงถามว่า
“ท่านยังติดใจเื่ใดหรือ...”
โยชิอิกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“บุรุษสวมหน้ากากผู้นั้น อาจไม่ใช่พวกเดียวกับเค็นจิแต่...ศักดิ์ศรีแท้จริง ต้องมิใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่างแน่นอนอย่าว่าแต่ปืนไฟกระบอกนั้น มิใช่บุคคลธรรมดาจะซื้อหาได้...”
ทาคาโกะทราบ ไม่ว่าอธิบายอย่างไร โยชิอิไม่อาจคลายข้อสงสัยในใจดังนั้นกล่าวกลบเกลื่อน
“ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร ย่อมไม่ใช่ศัตรูของพวกเราแน่ไม่เช่นนั้นคงไม่จากไปเฉย ๆ เช่นนี้”
โยชิอิครุ่นคิดครู่หนึ่ง ที่สุดจำต้องพยักหน้าเห็นด้วยเพราะขบคิดไม่ออกว่าหากเป็ศัตรู เหตุใดบุรุษสวมหน้ากากจึงยอมจากไปเฉย ๆ นอกเสียจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็เพราะความคึกคะนอง อยากประลองทดสอบฝีมือ ของบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นจริง ๆเื่ราวนี้คล้ายไม่สมเหตุสมผลยิ่ง ทว่าหากมิใช่เช่นนี้ก็ไม่อาจอธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นได้แล้ว
บุรุษหนุ่มยังจมอยู่ในห้วงคำนึง พลันเอ่ยถาม
“เ้าคิดอย่างไรเื่อาเคชิ เค็นจิ”
ทาคาโกะบอกการคาดการณ์ของนาง เกี่ยวกับรายละเอียดแผนของคนทรยศผู้นี้ซึ่งล่อให้โยชิอิและนางมาติดกับที่ชายป่าเชิงเขา ทั้งเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะมีบางจุดที่นางเองก็มิเข้าใจ
“เหตุใดมันต้องหลอก ให้พวกเราเดินทางมาเมืองโคริยาม่าค่อยดำเนินแผนดักซุ่มโจมตี แล้วยังแล่นเรือวกกลับมาลอบทำร้ายพวกเราอีกทำไมมันต้องวางแผนซับซ้อนปานนี้”
โยชิอิแค่นหัวร่อ ฝืนยิ้ม
“นั่นเพราะแผนการธรรมดา ไหนเลยล่อให้พวกเราติดกับได้ก่อนอื่นเค็นจิตั้งใจแยกพวกเรา ออกจากกองกำลังของท่านมิโยชิมันกุข่าวเื่เวลาส่งมอบข้าวอีกเจ็ดวัน เพื่อให้พวกเราคลายใจว่ายังมีเวลาจัดการเื่ราวอีกหลายวัน ทำให้เราไม่คาดคิดว่ามันจะลงมือในคืนแรกที่มาถึงโคริยาม่า ทั้งมันยังไม่มั่นใจว่าเหล่ามือสังหารจะลงมือสำเร็จ ดังนั้นวกเรืออ้อมกลับมา ลงมือจัดการด้วยตัวเองเพราะเหตุนี้มันจึงจำต้องสังหาร กองกำลังทั้งหมดของท่านมิโยชิเพื่อปิดปาก”
ทาคาโกะนิ่งฟัง ครุ่นคิดตามแล้วเห็นพ้อง พลันนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้รีบเดินไปหยิบของสิ่งนั้นจากบนโต๊ะ นำมายื่นส่งให้ตรงหน้าบุรุษหนุ่ม
เพียงเห็นของสิ่งนั้น สีหน้าโยชิอิถึงกับแปรเปลี่ยน เป็ฉงนฉงายยิ่ง
“กล่องใส่ดาบหงส์ฟ้า! เ้าเก็บมันไว้ ในห้องประทุนเรือมิใช่หรือแล้วเหตุใดจึง...”
ทาคาโกะพยักหน้า อธิบายว่า
“ความจริงเป็เช่นนั้น แต่ขณะจะพาท่านออกจากชายป่า ข้ามองย้อนกลับไปยังชายฝั่งอีกครั้งหวังว่าอาจมีเหล่าองครักษ์ของท่านมิโยชิ รอดชีวิตสักคน มิคาดพบกล่องใบนี้ลอยตามน้ำ เกยฝั่งจึงเก็บมันกลับมาด้วย”
นางครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า
“เปลวเพลิงเผาผลาญเรือทั้งลำ คิดไม่ถึงว่ากล่องใบนี้กลับรอดมาได้…”
ทาคาโกะหยุดนิดหนึ่ง สำรวจรอบกล่อง พลางชี้ร่องรอยความเสียหาย
“ท่านดูสิ โชคดีจริง ๆกล่องถูกไฟไหม้เพียงเล็กน้อย...ดูเหมือนไม่มีส่วนใดชำรุด...”
ทันใด โยชิอิกลับสังเกต พบสิ่งผิดปกติหนึ่ง ตรงขอบด้านในของกล่องรีบชี้บอกทาคาโกะ
“นั่นอะไร...”
ทาคาโกะอุทานดังอา นางก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ตรงขอบฝากล่องด้านในคล้ายมีรอยเผยอขึ้นเล็กน้อย นั่นไม่ใช่รอยแตกอย่างแน่นอน แต่คล้ายฝากล่องด้านในมีขอบสองชั้นปรากฏขึ้น
ด้วยความสงสัย นางลองแกะขอบฝากล่อง ดึงอย่างแรงเข้าหาตัว ทันใดฝากล่องหลุดติดมือนางออกมาทาคาโกะอุทานอย่างคาดไม่ถึง
“ที่แท้ฝากล่องมีสองชั้น!”
ฝากล่องชั้นใน เมื่อหลุดติดมือออกมา ทั้งสองจึงพบว่าในฝากล่องนั้นมีช่องลับเล็ก ๆ ภายในบรรจุถุงผ้าไหมขนาดเล็กใบหนึ่งทาคาโกะหยิบถุงคลี่เปิดออกอย่างระมัดระวัง พบว่าถุงผ้าไหมนั้นก็มีสองชั้น
เมื่อคลี่ชั้นในออกพบว่า ภายในเป็ม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าลักษณะคล้ายเป็คัมภีร์เล่มหนึ่ง!
ทาคาโกะรีบยื่นส่งให้โยชิอิ ด้วยความตื่นเต้น บุรุษหนุ่มก็ตื่นเต้นสงสัยระคนงุนงงฉงนฉงายเช่นกัน
คลี่ม้วนกระดาษออก ด้วยความระมัดระวังยิ่ง พบภายในบรรจุตัวอักษรเล็กจิ๋วเต็มความยาวม้วนกระดาษ หมึกแม้ซีดจางด้วยกาลเวลา ทว่ายังอ่านได้อย่างชัดเจน
หลังอ่านคร่าว ๆ ครู่หนึ่ง โยชิอิอุทานดังอา กล่าวด้วยความตื่นเต้น
“นี่เป็วิชาฝีมือแขนงหนึ่ง!”
ทาคาโกะรีบไต่ถามด้วยความปีติยินดีว่า
“เป็วิชาดาบของท่านมินาโมโตะโยชิสึเนะใช่หรือไม่!”