ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 14 ลมปราณแปรปรวน

    เย่วชิงเดินออกจากอารามด้วยจิตใจไม่เป็นสุขอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนเมื่อมีชายชุดดำบุกเข้ามาทำร้ายเอียนซี โฉมสะคราญแห่งเมืองเกียะหยูสำคัญก็คือเย่วชิงไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะลงมือช่วยคุณหนูเอียนไว้ได้

     

                สำคัญก็คือนางเองก็อยู่ในชุดดำไม่ผิดกับคนร้ายมีเหตุผลอะไรในการแต่งตัวเยี่ยงนั้นบุกอารามนางชีในยามวิกาล

     

                จะเอาตัวรอดยังไงละเนี่ยโอย

     

                เย่วชิงได้รับคำบอกกล่าวจากแม่ชีในอารามว่าให้เดินทางไปพบกับคุณหนูเอียนซีทันทีหลังจากเดินพลางคิดพลางก็มาถึงสถานที่นัดหมายคือสวนดอกไม้ แค่ผลักประตูแล้วก้าวเท้าเข้าไปนางก็ได้กลิ่นหอมอวลเตะจมูกดอกเบญจมาศ ต้นเหมย กุหลาบ หรือ โบตั๋น แล้วก็ดอกอะไรต่อมิอะไรคงขึ้นเต็มไปหมดนั่นแหละเพราะนอกจากกองทัพอันเกรียงไกร ดอกไม้งามโฉมสะคราญก็นับว่าเป็นหน้าเป็นตาของเมืองได้เช่นกัน

     

                หากแต่สวนดอกไม้กว้างใหญ่เช่นนี้คงมีคนงานดูแลหลายคนกระมังเย่วชิงคิดในใจเมื่อมองไปโดยรอบ ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ หรือแม้แต่ต้นไผ่ต้นไม้สูงใหญ่หลายชนิด ลำพังแค่ดูแลพรวนดิน รดน้ำ ตบแต่งกิ่ง ก็หนักแล้วไหนยังจะต้องกวาดใบไม้ที่ร่วงกระจายอยู่เต็มพื้นอีกเล่า ดูไปถึงแม้เป็นงานง่ายกว่าในห้องครัวหากแต่ก็ออกจะน่าเบื่อเกินไปสำหรับนาง

     

                เย่วชิงพบว่าตัวเองคิดผิด

     

                คุณหนูเอียนยืนอยู่ตรงหน้าหากแต่นางไม่ได้อยู่ในชุดแต่งงานราวสตรีสูงศักดิ์แต่ใส่เสื้อสีซีดมอผมยาวถูกรวบไว้หลวมๆ ใบหน้าไม่มีเครื่องประทินโฉมใดๆ และในมือของนางถือไม้กวาดด้ามยาวเอาไว้

     

                “มาพอดีเลยอาเฟยมาช่วยข้าหน่อย”

     

                รอยยิ้มของคุณหนูเอียนช่างสดใสมองเห็นเหงื่อผุดตรงจมูก หน้าผาก เย่วชิงนึกในใจว่าทำไมโฉมสะคราญผู้เป็นบุตรสาวของเจ้าเมืองเกียะหยูจะต้องลงมือด้วยตัวเอง

     

                “ข้าให้คนดูแลสวนดอกไม้สองผัวเมียไปพักผ่อนสองวันตอนแรกคิดว่าแค่สวนดอกไม้จะไปยากอะไร แต่ลงมือเข้าจริงๆเหนื่อยมากกว่าที่คิดไว้เยอะ เลยเรียกเจ้ามาไง”

     

                เย่วชิงคว้าไม้กวาดในมือของเอียนซีมาถือไว้เองตอนแรกคิดว่าคงจะต้องโดนสั่งลงโทษ หรือสืบสาวเรื่องราววันปะทะกับชายชุดดำถ้าหากถูกถามสาเหตุของการสวมชุดรัดกุมบุกอารามในยามค่ำคืนจะทำอย่างไรดีหรือความลับจะแตก แต่กลับไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น

     

                “คุณหนูเชิญนั่งพักก่อนอาเฟยจัดการเอง”

     

                เย่วชิเริ่มลงมือกวาดใบไม้ซึ่งร่วงหล่นกอหญ้ารก ไม่กล้าเหลือบมองคนอีกผู้หนึ่งแม้เพียงแวบเดียว ทำงานอย่างนั้นโดยไม่รู้เวลาผ่านไปกี่ชั่วยามแล้วจนกระทั่งมีคนส่งเสียงเรียก

     

                “พักดื่มน้ำชาก่อนเถอะ”

     

                เย่วชิงเดินกลับมายังโต๊ะไม้ใต้ต้นเหมยมองคุณหนูเอียนรินชาลงใส่จอกให้ ยังมีขนมเปี๊ยะ หมั่นโถว วางอยู่คู่กัน

     

                “กินเถอะข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”

     

                ขนมเปี๊ยะยังคาอยู่ในปากเย่วชิงลืมตาโตมองคนพูด นึกในใจว่าความซวยมาเยือนแล้วนางคงวางแผนให้มาเจอกันที่นี่ ไล่คนดูแลสวนดอกไม้ออกไปและอีกสักครู่อาจมีทหารของกองกำลังเมฆขาวมาจับตัวไปก็ได้

     

                “อาเฟยขอบใจเจ้ามากสำหรับเหตุการณ์เมื่อวันก่อน”

     

                เย่วชิงยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มจนหมด

     

                “ท่านพี่หลี่เลือกได้ไม่ผิดคนเลยเจ้าฉลาดและกล้าหาญมาก”

     

                ท่านน้าบอกอะไรอย่างนั้นหรือดวงตาวาววับของโฉมงามจ้องมา รอยยิ้มอ่อนโยนนี่ไม่ใช่จับตัวมาคาดคั้นหาความจริงหรอกหรือ

     

                คุณหนูเอียนเทชาให้ตัวเองแล้วรินใส่จอกให้กับเย่วชิงและยังเลื่อนจานหมั่นโถวให้อีก

     

                “ท่านพี่บอกว่าเจ้าเป็นคนฉลาดหัวไว แถมยังพอมีฝีมือติดตัวอยู่บ้าง นับว่าไม่ผิดความจริงเลย”

     

                เย่วชิงเข้าใจแล้วก่อนออกเดินทางแม่ทัพใหญ่คงพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนางให้คู่หมั้นสาวของตัวเองฟังคงจะไม่คิดสิว่าอาเฟยลอบเข้าเมืองไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงแค่รอการมาถึงของศิษย์พี่เท่านั้นยังมีเรื่องอื่นอีก

     

                “ถ้าอย่างนั้น…” เย่วชิงเอามือลูบคางตัวเอง กล่าวว่า “คนผู้นั้นเป็นใคร”

     

                “ผู้ไม่หวังดี”

     

                “ไม่หวังดีงั้นเหรอ”เย่วชิงทวนคำ ตกลงว่าคุณหนูรู้มาก่อนแล้วว่าจะมีมาลอบสังหารแล้วใครกันหนอกล้าลงมือกับคู่หมั้นของแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาว

     

                “เรื่องราวมันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนเล่าไปเจ้าก็ไม่มีทางรู้หรอกอาเฟย เอาเป็นว่าไม่ต้องเป็นห่วงระหว่างนี้เจ้าติดตามข้ารับรองไม่มีเรื่องใด”

     

                เย่วชิงจะทำอะไรได้นอกจากพยักหน้านี่คุณหนูเอียนซีเข้าใจไปว่า “ท่านน้า” สั่งให้ “อาเฟย” ดูแลคู่หมั้นงั้นสิอยากหัวร่อนัก ใสซื่อ เห็นกาเป็นหงส์เสียอย่างนั้นแหละยอดคนในเกียะหยูช่างอ่อนด้อยนัก

     

                แต่เอาเถอะเอียนซีคนนี้นับว่านิสัยไม่เลวนัก มีน้ำใจกับคนทุกระดับชั้น มีคุณสมบัติพร้อมพรั่งเช่นนี้นี้เล่าจึงมีแต่คนหลงรักแผนการกรีดหน้าให้เสียโฉมพับเก็บไว้ก่อนแล้วกัน

     

                “เรื่องราววันนั้นเจ้าต้องเก็บไว้เป็นความลับอย่าได้แพร่งพรายใดๆออกไป”

     

                เย่วชิงพยักหน้า

     

                เอียนซีพลันปิดปากหัวเราะคิกคักดวงตาเป็นประกายสดใส

     

                “เห็นเจ้าแล้วทำให้ข้านึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาเหมือนกันอย่างบอกไม่ถูก”

     

                เย่วชิงทำตาโตให้ความสนใจอย่างยิ่ง

     

                “เขาเป็นคนซื่อๆอย่างเจ้านี่แหละอาเฟย พูดน้อย มองหาแต่แง่ดีของผู้คนอยู่ใกล้แล้วสบายใจอย่างบอกไม่ถูก”

     

                ฟังจากน้ำเสียงแล้วคล้ายกับว่าคุณหนูเอียนกำลังระบายความรู้สึกภายในออกมาและทำให้คนฟังอดคล้อยตามไม่ได้ความหมั่นไส้ ชิงชังโฉมสะคราญลดน้อยลงไปกว่าเดิม

     

                “เขาคนนั้นเทียบกับแม่ทัพหลี่มู่เป็นอย่างไรขอรับ”

     

                คุณหนูเอียนมองคนถามเห็นลักยิ้มผุดตรงมุมปาก

     

                “ย่อมไม่เหมือนกันท่านพี่หลี่เป็นบุรุษผู้กล้าแกร่ง อุทิศตัวเพื่อปกป้องคนอื่นหากแต่บุคลิกภายนอกคล้ายเย็นชาไปบ้างว่าแต่ว่าเจ้ารู้จักคนที่ข้าพูดถึงหรือยังไงกัน”

     

                เย่วชิงส่ายศีรษะมองไปยังต้นไผ่ซึ่งโยกไหวไปมาตามแรงลมระหว่างกำแพงมั่นคงปกป้องผู้คนให้พ้นภยันตราย กับสายลมอ่อนซึ่งพัดให้ความชื่นบานผ่อนคลาย อย่างไหนมีความสำคัญกว่ากัน

     

                ใครกันยึดครองหัวใจโฉมสะคราญแห่งเกียะหยูไว้ได้

     

    …………………………………………….

               

     

    ดึกสงัดแล้วตอนที่หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อแหงนมองฟ้าเห็นมีดาวส่องประกายวิบวับมองไปรอบบริเวณพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นหญ้าม้าคู่ใจส่งเสียงร้องเรียกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

     

                ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้หวูไว่ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

     

                นับตั้งแต่กลับมายังดินแดนแห่งนี้มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น บางครั้งรู้สึกง่วง มึนงง อ้าปากหาวตลอดเวลาจนต้องทิ้งตัวนอนตามพงหญ้า ป่าเขา หรือริมฝั่งแม่น้ำ

     

                แต่ครั้งนี้กลับผิดแผกไปกว่าเดิมเขานึกไม่ออกว่ามาหลับอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน

     

                เมื่อหลายวันก่อนหวูไว่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือชายผู้หนึ่งซึ่งโดนไล่ล่าจากทหารอัศวินดำและยังได้ปะทะฝีมือกับขุนพลอู๋ซีนับเป็นศึกซึ่งตึงมืออย่างยิ่งอาศัยได้กระบี่อ่อนจากท่านนักพรตจึงเอาชนะได้อย่างหวุดหวิดหลังจากนั้นจึงพาชายผู้นั้นไปยังหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดเพื่อรักษาตัว

     

                ชายผู้นั้นแนะนำตัวว่าชื่อถังมี่เป็นผู้นำแห่งพยัคฆ์ภูเขาซึ่งเป็นหนึ่งในแนวร่วมสหพันธ์นักรบซึ่งมีกองกำลังเมฆขาวเป็นแกนนำสำคัญซึ่งในยามนี้แตกออกเป็นเสี่ยงบางส่วนถอนตัวหรือไม่ก็หันไปเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับกองทัพอัศวินดำ ใครขัดขืนต่อต้านก็จะโดนทำลายล้าง

     

                ถังมี่เป็นผู้นำของกองกำลังนักสู้นับว่าฝีมือไม่ธรรมดาหากแต่โชคร้ายนักต้องโดนไล่ล่าจากอู๋ซีแม่ทัพเอกผู้ร้ายกาจเป็นรองแค่ผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำเท่านั้นแม้หวูไว่ยื่นมือมาช่วยแต่อาการบาดเจ็บไม่เบาเลยหมอในหมู่บ้านมีความสามารถเพียงรักษาอาการบอบช้ำภายนอกเท่านั้นแม้จะหายเป็นปกติได้หากพักผ่อนรอให้สภาพร่างกายฟื้นตัวแต่การฟื้นพลังกลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ต้องมียอดฝีมือผนึกลมปราณช่วยเหลือ

     

                ก่อนออกมาจากหมู่บ้านแห่งนั้นเขาได้ใช้ลมปราณช่วยเหลือผู้นำพยัคฆ์ภูเขาผู้นั้นเองไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้นอาการของถังมี่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจนสามารถออกเดินทางจากหมู่บ้านแห่งนั้นเพื่อกลับไปรักษาตัวต่อ

     

                หลังจากแยกย้ายหวูไว่จำได้ว่าขี่ม้ากลับออกมาทางเดิมมองหาบริเวณอันเงียบสงบเพื่อผนึกลมปราณให้พลังภายในฟื้นคืนดังเดิม

     

                แล้วทำไมหลังจากนั้นเขาจึงจำหลังจากนั้นไม่ได้รู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อฟื้นจากอาการหลับใหลแล้ว

     

                หวูไว่พลันนั่งลงเดินลมปราณโคจรพลังคิดว่าราวหนึ่งชั่วยามจะสามารถฟื้นพลังกลับมาดังเดิมได้แต่ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วยามกลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คล้ายแม่น้ำสงบนิ่ง

     

                ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยราชันน้อยลุกขึ้นยืนเร่งเร้าพลัง กระโดดปราดขึ้นกลางอากาศแล้วใจหายวาบ เมื่อไม่สามารถดีดกายได้ตามใจปรารถนาเหมือนทุกครั้งร่างร่วงหล่นบนพื้นอย่างทุลักทุเล

     

                นับตั้งแต่สามารถหลอมรวมพลังกายมารเข้ากับปราณสว่างไม่เคยเลยสักครั้งที่พลังภายในจะขาดความต่อเนื่องเช่นนี้ว่าไปแล้วการถ่ายทอดพลังให้กับถังมี่ผู้นั้นนับเป็นเศษเสี้ยวของพลังซึ่งสูญเสียไป

     

                หวูไว่รู้สึกมีลางสังหรณ์บางอย่างคำเตือนของท่านนักพรตจางเหลียง และความเปลี่ยนแปลงของสีผม ดวงตาหรือมันจะมีความเกี่ยวข้องกัน

     

                ราชันน้อยไม่กล้าคิดอะไรฟุ้งซ่านมากกว่านั้นทรุดนั่งขัดสมาธิโคจรพลังฝึกปรือ หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมในไม่ช้า