"ในเมื่อพวกเจ้าเป็นลูกหลานของซื่อฉง ข้าจะช่วยเหลือพวกเจ้า"แล้วหันไปกล่าวกับหมอเฉาให้จัดเตรียมที่พัก และจัดการพาตัวภรรยาของซื่อฉง ให้มาพักรักษาตัวพร้อมกันเสียที่นี่เลย แล้วมอบ 100 เหรียญทองให้กับหมอเฉาเป็นค่าหยูกยาสมุนไพร สร้างความปลาบปลื้มให้กับสามพี่น้องเป็นอย่างมาก
จากนั้นเขาจึงไปที่หลุมฝังศพของเฉินเอ้อชานตามคำบอกเล่าของช่างตีเหล็ก เมื่อมาถึงชายป่าหลังหมู่บ้านฉางหานนอกเมืองหลวงทางทิศใต้ ซึ่งเป็นสุสานประจำหมู่บ้าน จึงเห็นเป็นที่ลาดติดเชิงเขามีป้ายหลุมศพมากมายนับพันหลุม
"บ้าเอ๊ย! แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหลุมไหน" เขาจึงใช้ตามังกรดำสำรวจหลุมศพทุกหลุม จนกระทั่งเจอโครงกระดูกไร้ศีรษะ ถึงแม้เสื้อผ้าจะเปื่อยยุ่ยก็ดูออกว่าเป็นชุดนักโทษ ที่สำคัญมีโลหะสีเงินชิ้นหนึ่งตกอยู่ตรงช่วงท้องของซากศพ สร้างความประหลาดใจให้กับหลี่หมิงจึงทะยานเข้าไปใกล้ ใช้พลังลมปราณดึงซากศพนั้นขึ้นมาจากหลุม แล้วหยิบท่อนโลหะสีเงินขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยมาตรวจดู
"ที่แท้โลหะเงินแท่งนี้ มีม้วนกระดาษขนาดเล็กซุกซ่อนอยู่ ท่านพ่อคงจะกลืนกินมันลงท้องก่อนถูกประหาร โชคดีเหลือเกินที่ข้ามาพบเจอคำสั่งเสียสุดท้ายของท่าน" ครั้นเมื่อคลี่กระดาษเปิดอ่าน หลี่หมิงถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเมื่อข้อความที่เห็นนั้น กลับเป็นประวัติชาติกำเนิดของตนนั่นเอง
"หลิงชุนปีที่ 12 เกิดสงครามใหญ่ระหว่างอาณาจักรไป๋ฮู่กับอาณาจักรจิ้นเหลียง ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันยาวนานถึง 3 ปี สุดท้ายจึงทำสัญญาสงบศึก อาณาจักรจิ้นเหลียงได้ส่งอ๋องจิ้นเหยียนจื่อให้เสด็จมาเพื่อลงนาม แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหลังจากลงนามเรียบร้อยแล้ว อ๋องจิ้นเหยียนจื่อกลับถูกลอบสังหาร แม่ทัพจ้าวหล่างจึงส่งทหารเข้าไปตรวจสอบ พบว่าภายในค่ายทหารถูกเพลิงเผาจนราบเรียบ กองทหารหลายพันนายถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กน้อยแรกเกิดร่างกายบอบช้ำใกล้ตาย จึงได้นำทารกนั้นมามอบให้กับแม่ทัพจ้าวหล่าง ท่านแม่ทัพเห็นว่าหากส่งทารกผู้นี้กลับไปเมืองหลวงคงถูกทอดทิ้งให้ตกเป็นทาส ถ้าหากจะส่งกลับคืนให้ฮ่องเต้อาณาจักรจิ้นเหลียง ก็อาจถูกลอบสังหารถอนรากถอนโคน เมื่อคิดถึงบุญคุณที่อ๋องจิ้นเหยียนจื่อเคยช่วยเหลือตนเมื่อครั้งอดีต จึงมอบให้พี่ชายข้าที่เป็นนายกองให้นำทารกผู้นี้ แอบไปเลี้ยงดูอย่างลับๆพร้อมกับมอบ 20 เหรียญทองให้เป็นค่าใช้จ่าย พี่ชายข้าจึงส่งทารกนั้นให้กับข้า นำไปให้พ่อแม่ของข้าในชนบทเป็นผู้เลี้ยงดู โดยได้แต่งเรื่องว่าเด็กทารกเป็นลูกภรรยานอกสมรสของข้า แต่คาดไม่ถึงหลายปีผ่านไป ตัวข้าโชคร้ายติดร่างแหแห่งโชคชะตา ไม่อาจมีชีวิตได้อยู่ดูแลบุตรสาวกำพร้า หวังสำนักเซียนเหลียนปิงจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี เฉินลู่ฟางบิดาคิดถึงเจ้ายิ่งนัก จากเฉินเอ้อชาน"
หลี่หมิงถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวด "ที่แท้ข้าเป็นคนต่างแคว้น เป็นบุตรชายของอ๋องจิ้นเหยี่ยนจื่ออย่างนั้นเหรอ เฮ้อ.เรื่องราวก็พ้นผ่านมาสิบกว่าปี หลักฐานยืนยันตัวตนในฐานะองค์ชายก็ไม่มีสักชิ้น แล้วข้าจะสืบเสาะค้นหาตัวคนร้ายที่เข่นฆ่าครอบครัวของข้าได้อย่างไร"
เขาคิดจนหัวแทบระเบิดว่าจะจัดการอย่างไรในภายภาคหน้า ท่านแม่ของข้าเป็นใครยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว และเพราะเหตุใดจึงนำเด็กทารกมายังสมรภูมิที่ยังคุกรุ่น โดยไม่มีเหตุผลที่สอดคล้องกับสถานการณ์เช่นนี้ หรือบางทีข้าอาจจะไม่ใช่บุตรชายของอ๋องจิ้นเหยียนจื่อ แต่เป็นทารกของทหารหรือชาวบ้านภายในค่าย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
เขานิ่งอยู่นานจนระงับอารมณ์ที่สับสนได้ "แล้วไปเถอะ ข้าควรจะจัดการฝังศพให้ถูกต้องตามประเพณี ไม่ควรให้ผู้มีพระคุณต้องอยู่ในสุสานไร้ญาติเช่นนี้" หลี่หมิงจัดการเผาโครงกระดูกจนเหลือแต่เถ้าถ่าน แล้วกอบเอาเถ้ากระดูกใส่เสื้อคลุมไปที่ร้านฝังศพ จัดแจงสร้างสุสานอย่างดีผ่านไป 3 วันจึงแล้วเสร็จ
เมื่อกลับมายังร้านขายยาของหมอเฉา ได้เห็นซื่อฉงอาการดีขึ้นมากแล้ว ส่วนภรรยาของเขาก็ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี คาดว่าอีกสามเดือนก็สามารถลุกจากเตียงได้แล้ว สร้างความยินดีให้กับหลี่หมิงเป็นอย่างมาก สามพี่น้องต่างคุกเข่ากราบกรานด้วยความซาบซึ้ง และกล่าวขอโทษเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตลาดเมื่อหลายวันก่อน ตัวเขาเองก็หายโกรธนานแล้ว
"พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด ข้าหายโกรธนานแล้วมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้นเอง ข้าต้องขอบคุณบิดาของพวกเจ้าอย่างมาก ที่เสียสละจัดการฝังศพพ่อของข้าอย่างดี จนต้องประสบภัยพาลแขนขาพิการเยี่ยงนี้" แล้วหยิบ 500 เหรียญทองให้กับซื่อฉง สร้างความตื่นเต้นให้กับซื่อเฉิงและซื่อหงเป็นที่สุด แต่ซื่อฉงกลับหน้าตาบึ้งตึงไม่ยอมรับ รีบส่งเงินทั้งหมดคืนให้กับชายหนุ่ม
"คุณชาย ข้าได้รับบุญคุณล้นเหลือจากองครักษ์เฉิน เรื่องที่กระทำล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ข้าไม่ต้องการเงินทองพวกนี้หรอก"
"ข้ามอบเงินจำนวนนี้ให้กับท่านเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ขออภัยที่ข้าต้องล่วงเกิน บัดนี้ร่างกายของท่านไม่อาจทำงานได้อีกแล้ว ส่วนฮูหยินก็เจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอทำงานได้ไม่เต็มที่ นอกจากนี้ท่านจะปล่อยให้ลูกชายหญิง ไปเสี่ยงอันตรายแสดงกายกรรมผาดโผนอยู่กลางเมืองอย่างนั้นเหรอ" คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้ซื่อฉงมือไม้สั่นน้ำตาคลอ เมื่อเหลือบมองภรรยาและลูกๆของเขา หลี่หมิงจึงกล่าวต่ออีกว่า "ท่านอย่าได้ดื้อดึงอีกเลย รับเงินที่ข้ามอบให้เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียนของพวกเด็กๆเถิด พวกท่านลำบากเพราะครอบครัวข้า ได้โปรดให้ข้าได้ตอบแทนน้ำใจของท่านบ้างเถิด"
"ซื่อฉง เจ้าอย่าดื้อรั้นอีกเลยคิดเสียว่าทำเพื่อบุตรชายบุตรสาวของเจ้าเถิด พวกเด็กๆลำบากมามากเกินพอแล้ว" หมอเฉาช่วยพูดอีกแรง ด้วยความสงสารเด็กน้อยทั้ง 3 คน
ซื่อฉงน้ำตานองหน้า ในที่สุดจึงยอมรับความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม หลี่หมิงยิ้มแย้มด้วยความยินดี จากนั้นจึงลาหมอเฉาและครอบครัวของซื่อฉง เพื่อเดินทางไปยังอาณาจักรจิ้นเหลียง