ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๒๙ อันดับหนึ่งบ้านอัคคี (re-edition)

            อุทัยกลับมาถึงที่พักก็อาบน้ำชำระร่างกาย มันนั่งกรรมฐานฝึกสมาธิเดินลมปราณจวบจนตีหนึ่งจึงออกจากสมาธิ .. ร่างกายมันกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมแล้ว

            อุทัยตรงไปหาราชิตเพื่อตรวจดูอาการ และทำการถ่ายทอดปราณ ‘เทวะจริงแท้’ เพื่อรักษาพิษ ‘ทูตวิญญาณล้างเทวา’ ในไขกระดูกสันหลัง พิษฝังลึกมาสิบกว่าปีการรักษาต้องใช้เวลาเพื่อชำระล้าง

            สุขภาพร่างกายของราชิตดีขึ้นมากแทบดูไม่ออกว่าเป็นผู้ถูกพิษ รูปลักษณ์บุคลิกของ ‘จอมเวทมนตราพิสุทธิ์’ ที่สูงส่งแผงภูมิปัญญาได้กลับคืนมาอีกครั้ง

            ตอนนี้ราชิตสามารถใช้พลังปราณจากหกในสิบส่วนแล้ว แต่หากหักโหมใช้มากกว่านี้จะกระทบกับพิษที่ไขกระดูก แต่เพียงเท่านี้มันก็พอใจมากแล้ว

            อุทัยกล่าว “ดีขึ้นหรือไม่ .. ท่านลุง”

            ราชิตตอบ “ดีขึ้นมาก .. ไม่คิดว่าชั่วชีวิตนี้จะระงับพิษร้ายนี้เอาไว้ได้”

            ราชิตกล่าวต่อ “พลังปราณของเจ้าช่างพิสดารนัก สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของร่างกายราวกับโอสถจากสวรรค์”

            อุทัยกล่าว “.. หากรักษาอย่างสม่ำเสมอ ข้าเชื่อว่าท่านต้องหายขาดแน่นอน”

            ราชิตยิ้มแล้วบอกว่า “ขอบใจ .. ขอบใจเจ้ามากอุทัย” มันกล่าวจากใจจริงและยังถามต่อ

            “วิชาหมัดมวยที่ร่างกายเกิดอักขระสีทองของเจ้า เป็นวิชาเยี่ยงไรข้ามิเคยพบเห็น”

            อุทัยกล่าวโดยไม่ปิดบัง “วิชามวย ‘อรุณโรจน์’ อาจารย์ผู้มีพระคุณเป็นผู้ถ่ายทอดให้”

            ราชิครุ่นคิด กล่าวว่า “มิเคยได้ยินมาก่อน .. ภูมิปัญญาของข้าช่างต่ำต้อยนัก” มันไม่กล่าวถามมากไป อาจารย์ของอุทัยคงเป็นสุดยอดปรมาจารย์ยุทธ์ผู้หนึ่งแล้ว

            อุทัยกล่าวบ้าง “ท่านสามารถใช้คาถามนตราได้ด้วย”

            ราชิตตอบ “ถูกต้องแล้ว .. อันที่จริงศักดิ์ฐานะข้าคือ ‘จอมเวทมนตราพิสุทธิ์’ ตั้งแต่ถูกพิษข้าก็เร้นกายหนีมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่”

            อุทัยเอ่ยทวน “.. จอมเวทมนตราพิสุทธิ์” มันไม่รู้เรื่องราวในยุทธภพมากนัก

            ราชิตจึงกล่าวเล่าเรื่องของวิชาเวทมนตร์ของมัน เป็นวิชาจาก ‘คัมภีร์เวทพิสุทธิ์มนตรา’ คัมภีร์เวทโบราณสืบทอดกันมานมนาน มันได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ฝึกวิชาเวทนี้ได้ต้องเป็นคนตระกูล ‘เวทพิสุทธิ์’ ของมันเท่านั้น

            ปกติผู้ฝึกยุทธ์มีอยู่สองประเภทคือ ‘ปราณยุทธ์’ และ ‘เวทยุทธ์’

            .. ที่ว่า ‘ปราณยุทธ์’ ก็คือวิชายุทธ์ที่พบเห็นโดยส่วนใหญ่ เป็นวิชาที่ผสานกระบวนท่ากับความพิสดารของพลังวัตร เฉกเช่น วิชาที่ผสานพลังของธาตุธรรมชาติ หรือพลังวิเศษต่างๆ ก็อยู่ในข่ายนี้ .. มวย ‘อรุณโรจน์’ ของอุทัยก็ถือเป็น ‘ปราณยุทธ์’ เช่นกัน

            .. อีกประเภทหนึ่งคือ ‘เวทยุทธ์’ เป็นการผสานเวทมนตร์อาคมกับพลังปราณโดยไม่ต้องใช้กระบวนท่าใด เพียงท่องมนตร์ก็สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ .. แต่ผู้ที่ฝึก ‘เวทยุทธ์’ นั้นต้องมีกระแสจิตที่เข้มแข็งเป็นอย่างมาก ในจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดพบเจอเพียงหนึ่งในร้อยส่วนเท่านั้น

            .. ทั้งสองประเภทจะมีพลังปราณเป็นพื้นฐาน ผู้ฝึก ‘เวทยุทธ์’ จะสามารถแสดงอานุภาพของพลังปราณออกมาได้มากกว่าผู้ฝึก ‘ปราณยุทธ์’ นับสิบเท่า

            แต่ ‘เวทยุทธ์’ จะมีข้อเสียเปรียบคือพลังปราณที่ปลดปล่อยออกจะอยู่ไม่ได้ยาวนาน ขึ้นอยู่กับสมาธิจิตของผู้ที่ใช้ออกขณะนั้นๆ

            .. ที่เป็นสุดยอดของผู้ฝึกวิชายุทธ์คือ การรวมสุดยอด ‘ปราณยุทธ์’ และสุดยอด ‘เวทยุทธ์’ ไว้ในบุคคลคนเดียวกัน แต่ทั้งสองประเภทเป็นสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

            ทั้งคู่ยังสนทนากันอีกหลายเรื่องราว ทั้งเรื่องของยุทธจักรที่อุทัยสนใจ ความพิสดารของวิชายุทธ์หลากหลายแขนง ต่างถูกเล่าจากปากของราชิต อุทัยนั่งจดจ่อราวเด็กน้อยรับฟังนิทานเรื่องหนึ่งเกิดจินตนาการล่องลอยตามไป ..

             

            วันรุ่งขึ้นเป็นการชกรอบสิบหกคนแล้ว ‘พระยาไกรนรสิงห์’ แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประจำมณฑลอุดรแคว้นอโยธยามานั่งชมอยู่ฝั่งอัฒจันทร์ประธาน

            ผู้คนต่างแปลกใจเนื่องจากอุทัยฟื้นตัวเร็วยิ่ง พักเพียงหนึ่งคืนร่างกายก็กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมแล้ว ระหว่างรอขึ้นชกมีบุคคลผู้หนึ่งเดินมาหามัน

            เป็น ‘ฉลองชัย’ ศิษย์ของสำนักมวยเจ้าทรงศึก หลังจากพ่ายแพ้ให้กับอุทัยในรอบคัดเลือกมันต้องชกอีกสองรอบจึงผ่านเข้ามาจนถึงรอบงานสมโภชพระธาตุหลวง และมันยังชนะผ่านเข้ารอบมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้

            “ฮ่า ฮ่า .. ไม่เบานี้ .. ผ่านเข้ามาจนถึงรอบนี้” ฉลองชัยกล่าวหัวเราะด้วยไมตรี

            “อ่าว .. พี่ฉลองชัย พี่ก็เข้ารอบมาด้วยรือ” อุทัยยิ้มกล่าวทัก

            “แน่นอน ฮ่า ฮ่า .. หากเอ็งผ่านรอบนี้ไปได้คงต้องเจอข้าแล้ว” ฉลองชัยกล่าว

            อุทัยเงยหน้าดูกระดานผังการชก เป็นจริงดังฉลองชัยว่าหากทั้งคู่ชนะในวันนี้จะต้องไปเจอกันในรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบแปดคนสุดท้าย

            “ฮ่า ฮ่า .. ยินดีพี่ ข้าหวังได้ประหมัดกับพี่อีกครั้ง” อุทัยกล่าวมันยอมรับในน้ำใจของนักชกผู้นี้อย่างยิ่ง

            “เช่นกันไอ้น้อง หากได้เจอกันอีก ข้าไม่หลงกลเจ้าแน่นอน .. ระวังตัวไว้หนา .. ฮ้า ฮ้า ฮ้า ..” ทั้งคู่หัวเราะร่วนสนทนากันอย่างถูกคอ มันต่างนับถือน้ำใจของกันและกัน

            วันนี้อุทัยชกเป็นคู่แรก คู่ชกของอุทัยมิใช่ใครอื่นเป็นศิษย์สำนัก ‘ตักสิลา’ บ้านอัคคี มีนามว่า ‘นันตชัย’ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของอาจารย์ชัยยะเจ้าสำนัก นันตชัยมีร่างกายสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาเป็นที่หมายปองของสาวรุ่นทั้งเมือง

            แน่นอน .. อาจารย์ชัยยะก็มาชมดูอยู่ด้วย มันจ้องมองอุทัยแทบไม่วางตา ชัยยะรับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอุทัยยังไม่ตายแถมฝีมือเชิงยุทธ์ยังก้าวล้ำไปอีก หากไม่ติดที่ผู้คนมากมายมันคงหิ้วตัวอุทัยกลับไปสอบสวนแล้ว

            อุทัยก็กล้าท้าทายจ้องมองอาจารย์ชัยยะอย่างไม่เกรงกลัว มันไม่ไว้หน้านายจ้างเก่าแม้แต่น้อย

            “ชิ .. มันคงรำคาญการมีชีวิตอยู่สืบไปแล้ว .. ฮึ ฮึ” อาจารย์ชัยยะสบถในลำคอ

            ผู้คนนับพันต่างเบียดเสียดเข้าชมจนล้นอัฒจันทร์ เสียงพิธีกรควบคุมการชกมวยกล่าว

            “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ การชกมวยประจำปีนี้ได้ดำเนินมาถึงรอบสิบหกคนสุดท้ายแล้ว”

            “วันนี้เมืองเพชรปราการได้รับเกียรติจากแขกผู้ทรงเกียรติแห่งแคว้น ...”

            “ขอต้อนรับ .. ท่าน ‘พระยาไกรนรสิงห์’ แม่ทัพใหญ่ประจำมณฑลอุดร ...”

            เสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง ท่านพระยาไกรนรสิงห์ลุกขึ้นยืนแสดงท่าทางขอบคุณพอเป็นพิธี

            รูปลักษณะของ ‘พระยาไกรนรสิงห์’ ช่างสูงส่ง .. รูปร่างโปร่งสูงท่วงท่ามากบารมีดังจอมทัพผู้หนึ่ง มันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลำลองชุดเรียบง่าย ผมม้วนเกล้าไว้ปักด้วยปิ่นเงินล้ำค่า

            เมื่อเสียงปรบมือซาลงท่านแม่ทัพจึงนั่งลงประจำที่ พิธีกรกล่าวต่อ

            “เพื่อไม่ให้ทุกท่านรอนาน .. การชกคู่แรกจะเริ่มในบัดดล ขอเชิญท่านพบกับ ...”

            “ไอ้หนุ่มหน้าหยกจากสำนักตักสิลา .. นันนน ตาาา ชัยยยยยยย ...”

            “แหละคู่ชกของมัน .. ไอ้โล้นซ่า .. อุ ทัยยยยยย อิ่มมมมมมม โอชาาาาาาา”

            เสียงของพิธีกรยังแนะนำตัวนักชกอย่างเร้าใจเช่นเดิม เสียงโห่ร้องดังกึกก้องอัฒจันทร์แทบแตก

            กรรมการเรียกทั้งสองมาอบรมแจ้งกติกาอย่างเคย ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันไม่มีใครยอมใคร

            หนุ่มหน้าหยก ‘นันตชัย’ มันคือลำดับหนึ่งของศิษย์บ้านอัคคี มีพลังถึงขั้นปลายสุดของระดับมัธยะปราณ .. มันส่งสายตาชิงชังมองดูอุทัยอย่างหยามเหยียด

            “ดูซีว่า .. ขยะเยี่ยงเจ้าจะผ่านยกแรกไปได้หรือไม่ .. หึ หึ” นันตชัยกล่าว

            “เข้ามาเลย .. ข้าไม่กลัวเจ้าดอก .. ดูซีว่า วิชามวยที่แอบลักขโมยเรียน จะสู้ต้นตำรับได้หรือไม่ .. ฮ้าาาา” อุทัยกล่าวล้อเลียนท้าทาย

            แก๊งงงง !!!!! ระฆังบอกสัญญาณดังกังวาน การชกยกแรกเริ่มขึ้นแล้ว

            จากผลการชกรอบที่ผ่านๆ มาของอุทัยทำนันตชัยไม่กล้าประมาท มันเต้นด้วยปลายเท้าค่อยๆ สืบเท้าก้าวเข้าหาปล่อยออกด้วยหมัดพลังธาตุอัคคีเป็นพลังสิบส่วนโดยไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย

            .. อัคคีเผาผลาญ !

            เพียงหมัดแรกนันตชัยก็ปลดปล่อยหมัดขวาออกด้วยเพลิงของอัคคีธาตุทันที มันต้องการชัยชนะอย่างเด็ดขาดเพื่อทวงเกียรติของศิษย์สำนักตักสิลาคืนมาจากอุทัย

            อุทัยยื่นมือซ้ายออกมา มันหลบเลี่ยงอัคคีร้อนแรงคว้าจับถูกท่อนแขนขวาของนันตชัย คนออกแรงบีบแล้วกดกระชากแขนเข้ามาอย่างแรง

            “!!!” นันตชัย มันถูกกระชากเข้าหาอุทัยตามแรงสภาวะ

            “!!!” อาจารย์ชัยยะ

            อุทัยใช้มือซ้ายกดกระชากคนเข้ามา แล้วจึงหมุนกายซีกขวาเหวี่ยงศอกขวาเข้าหน้าอกนันตชัย

            นันตชัยยังว่องไว คนพลาดท่าแต่ไม่ลนลานรั้งแขนซ้ายเข้าป้องศอกของอุทัยศอกนี้

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            สามศอกทำแขนของนันตชัยชาด้าน มันสลัดหลุดพุ่งกายถอยห่างออกมา

            “ดี ดี .. ดีมากกกก ...” เสียงร้องของเจ้าธรรม

            “ไอ้ขี้ครอกกกก ...” อาจารย์ชัยยะตูดดีดเด้งจากฟูกรองนั่ง เห็นบุตรชายเกือบเสียท่า มันโมโหกัดฟันกรอดๆ

            อุทัยสืบเท้าเข้าหาสะบัดสะโพกเตะแข้งขวาเข้าใส่ นันตชัยใช้ท่าร่าง “บาทาวายุ” หลบหลีกอย่างว่องไว นอกจากมันจะฝึกวิชา ‘ธาตุอัคคี’ มันยังมีวิชา ‘ธาตุวายุ’ ด้วย

            นันตชัยตั้งหลักได้แสดงเชิงมวยตักสิลา เบื้องบนเป็นประกายไฟวูบวาบจากหมัดอัคคี เบื้องล่างพลิ้วไหวด้วยท่าร่างวายุ มันเคลื่อนไหวหลอกล่อว่องไว แล้วจึงเข้าโจมตีออกอาวุธอย่างร้อนแรง

            อุทัยปัดป้องหลบหลีกหมัดอัคคีเป็นพัลวันนานครั้งจึงค่อยตอบโต้ นันตชัยยิ่งได้ใจเดินรุกเข้าหา คนปล่อยแม้ไม้ยาวอย่างไม่หยุดยั้งลีลางดงามยิ่งนัก

            .. ป๊าบบบ .. ป๊าบบบ .. ป๊าบบบ !!!

            นันตชัยเตะลากยาวสวยๆ ใส่อุทัยสามสี่ครั้งติดต่อกัน

            “เชิงมวยมิใช่ชั่ว .. ศิษย์ตักศิลาผู้นี้ต้องใจข้ายิ่งนัก ..” พระยาไกรนรสิงห์กล่าวชม ทำอาจารย์ชัยยะยิ้มกริ่มปากแทบฉีกถึงใบหู

            อุทัยหลบหลีกนันตชัยมาถึงขอบลานชกด้านหนึ่ง ร่างกายอุทัยวูบวาบหลบหมัดอัคคีนับสิบหมัด ยังมีลูกเตะวายุนับสิบแข้ง .. ทั้งหมดเพียงฟาดใส่อากาศธาตุไม่ถูกร่างอุทัยแม้ปลายขนคิ้ว

            อุทัยพลันลดแขนป้องกันเปิดช่องว่างทั้งใบหน้าและลำตัว นันตชัยเห็นดังนั้นมิรอช้า เพียงกะพริบตาหมัดขวายาวถูกปลดปล่อยดังลมพายุ

            .. วายุสะบั้นศิลา !!!

            พลังหมัดสุดแกร่งกร้าวรุนแรงด้วยวายุธาตุ พุ่งเข้าหาอุทัยห่างเพียงสามนิ้ว ร่างอุทัยพลันไหววูบเอียงซ้าย

            “!!!” นันตชัย

            อุทัยใช้มือซ้ายจับถูกท่อนแขนนันตชัย มือขวาจับรั้งหัวไหล่ขวาของมันไว้ แล้วสอดแข้งขวาเข้าขัดด้านหลังขาขวาของมันอย่างว่องไว

            .. กร๊อบบบบบบ !!!

            อ๊ากกก !!! นันตชัยถูกจับบิดหมุนแขนซ้ายอย่างแรง ส่วนไหลขวายังถูกยึดไว้แล้วถูกแรงหมุนกดส่งลงพื้น

            ด้วยขาที่ถูกขัดอยู่ทำนันตชัยหงายเงิบทิ้งแผ่นหลังลง สองขาชี้ฟ้ายังไม่ทันร่วงหล่นกลับถูกอุทัยใช้ขาของมันขัดทับไว้

            ตุ๊บบบบ ! นันตชัยหงายหลังลงพื้น มีอุทัยคร่อมกายอยู่ด้านบน

            สภาพเป็นหนึ่งบนหนึ่งล่าง แขนซ้ายของนันตชัยก็ถูกร่างกายของมันทับอยู่ อุทัยฉวยแขนขวาของมันมาขัดไว้ นันตชัยถูกกดทับไม่สามารถสลัดหลุดได้ เป็นอุทัยเรียนแบบมวยของ ‘อ่องตุย’ แล้ว

            “แย่แล้ว!!!” อาจารย์ชัยยะ

            แขนซ้ายของอุทัยยังว่างอยู่ มันระดมหมัดศอกเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาของนันตชัยอย่างไม่ยั้ง

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            นันตชัยถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ราวมันกับอุทัยเคียดแค้นกันมาก่อน อุทัยร่ำร้องภายในใจ

            ‘ตัวเอ็งนั้นไม่ผิด .. แต่ผิดที่เป็นบุตรของมัน ..’

            ด้วยความชิงชัง อุทัยระรัวหมัดใส่ใบหน้านันตชัยไม่หยุด

            .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก .. พลั๊กกก !!!

            ผู้ชมรอบลานชกเงียบกริบ มีเพียงเจ้าธรรมส่งเสียงร้อง “เช่นนั้นแล .. เช่นนั้นแล .. ต่อยมันเข้าไป ...”

            อาจารย์ชัยยะกำหมัดแน่นหน้าแดงก่ำ บุตรชายของมันถูกไอ้เด็กผู้นี้ชกต่อยอย่างไม่ไว้หน้า

            พระยาไกรนรสิงห์ถึงกับตื่นตะลึงกล่าวกับบุรุษมีหนวดด้านข้างว่า “เชิงมวยเด็กผู้นี้ดุดันยิ่งนัก .. ฮ่า ฮ่า”

            บุรุษผู้นั้นแววตาเป็นประกายกล่าวชมตอบ “อื่มมม .. ถึงดูโหดร้ายไปบ้าง .. แต่ก็มีประสิทธิภาพไม่น้อย”

            พระยาไกรนรสิงห์กล่าว “.. มาครานี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”

            บุรุษผู้นั้นนำสองนิ้วลูบหนวด กล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี “มณฑลอุดรกลับมือนักชกเชิงมวยเช่นนี้ .. มิเสียเที่ยว .. มิเสียเที่ยว .. ฮ่า ฮ่า”

            อุทัยระดมต่อยเป็นพายุนับสิบๆ หมัด หน้าตาของนันตชัยบวมบูดฟกช้ำไม่เหลือเค้าความหล่อเหลาอีก

            เลือดกระจายออกทั้งปากจมูก สุดท้ายความอดทนของมันพลันพังทลาย คนร้องบอกว่า

            “.. ยอมแพ้ .. ข้าขอยอมแพ้ .. โอยยยยย ... บิดาช่วยด้วย ...”

            อุทัยจึงคลายการกดทับแล้วลุกขึ้นยืน นันตชัยใช้มือป้องใบหน้าเอาไว้ คนยังกลิ้งไปมาส่งเสียงร้องโอดโอยแสดงถึงความเจ็บปวด

            ผู้ชมนับพันเงียบกริบ นี่คือการชกมวยหรืออันใดกัน ???

            “อุทัย อิ่มโอชา .. เป็นฝ่ายเข้ารอบบบบบบบ ...” เสียงกรรมการประกาศยืนยันผลการชกแล้ว

            เจ้าธรรมกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี “เข้ารอบแปดคนสุดท้าย .. ไอ้ทัยสุดยอดดดด ...”

            ศิษย์สำนักตักสิลาพ่ายแพ้แก่อุทัยอีกคนหนึ่งแล้ว เกียรติของสำนักกลับถูกไอ้โล้นผู้นี้เหยียบย้ำไว้กับฝ่าเท้าของมัน

            .. การชกยุติลง อุทัยได้ผ่านเข้ารอบต่อไป แต่ที่ไม่ยอมยุติคืออาจารย์ชัยยะ .. ภายในอกของมันคุกรุ่นด้วยอัคคีโทสะสุดร้อนแรง แทบแผดเผาจิตใจมันจนไหม้เกรียม

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน