ตอนที่ 35
ภารกิจ
เมื่อแหวนหยกที่ลู่หานสวมใส่อยู่เป็นประกายขึ้นเป็นระยะๆมันเปล่งแสงสัญญาณบ่งบอกว่ามีผู้บุกรุกย่างกายเข้ามาภายในยอดเขาหวนหลง และในตอนที่แสงสว่างนั้นมันสว่างไสวขึ้นมามันจะมีแสงเส้นนึงที่ยาวกว่าเส้นอื่นๆเป็นจุดบ่งบอกทิศทางที่ผู้บุกรุกย่างกายเข้ามา
เส้นที่ยาวที่สุดในยามที่แสงสว่างสีเขียวเปล่งประกายแสงมามันชี้ตรงไปทางทิศเหนือ คิ้วทั้งสองข้างของลู่หานขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย
ทิศทางนั้นโดยทั่วไปแล้วมันคือทิศทางที่จะเดินทางไปสู่ภูเขาอักษรที่เป็นที่ตั้งของสำนักอักษรสวรรค์ ตั้งแต่เขามาอยู่ภายในร่างของลู่หานยังไม่เคยเห็นผู้ใดภายในสำนักคิดจะย่างกายเข้ามาในยอดเขาหวนหลงเลยสักครั้ง
โดยทั่วไปถ้าเป็นศิษย์ขั้นที่ 2 ของสำนักอักษรสวรรค์คนอื่นก็มักจะใช้เส้นทางที่เชื่อมต่อกันของยอดเขาของตนเองแทนที่จะใช้เส้นทางระหว่างส่วนกลางของสำนักเดินทางเข้ามา มันทำให้ลู่หานรู้ว่าผู้ที่ย่างกายเข้ามาภายในยอดเขาหวนหลงของเขามันเป็นศิษย์ขั้นที่หนึ่ง
ถ้าเป็นศิษย์ขั้นที่ 1 คิดจะย่างกายเข้ามาลู่หานเองก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ดูทั่วไปของสำนักอักษรสวรรค์ขั้นที่ 1 จะลงจากยอดเขาอักษรพวกเขามักจะใช้เส้นทางที่เชื่อมต่อกับยอดเขาของเยี่ยหวนที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ
ยอดเขาที่ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักอักษรสวรรค์ดูแลอยู่มันคือภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของสำนักอักษร โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญ่เมื่อคิดจะลงจากสำนักก็มักจะใช้เส้นทางทางทิศเหนือเพราะสถานที่นั้นมันมีทางเชื่อมต่อไปที่ดินแดนต่างๆมากมายไม่ควรจะมาใช้ทางลงทางยอดเขาหวนหลงที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้
ยอดเขาหวนหลงแห่งนี้เมื่อลงไปมันก็มีทางเชื่อมต่อไปเพียงแค่เมืองเล็กๆที่อยู่ตามชายแดนของแคว้นต่างๆก็เท่านั้น แถมทางที่จะเดินทางไปมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นป่าที่ไม่ค่อยมีถนนทางเดินสร้างไว้สักเท่าใด
ลู่หานอดกลั้นความสงสัยของตนเองไม่ไหวเขารีบเคลื่อนกายมุ่งตรงไปทางด้านทิศเหนือที่เป็นทางเข้าของยอดเขาหวนหลงทันที
เมื่อไปถึงสะพานขนาดใหญ่ที่ถูกวางอักขระเอาไว้ก็พบเข้ากับศิษย์ขั้นที่ 1 ผู้หนึ่งที่เขานั้นคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะว่าเคยพบเห็นในตอนที่เข้าร่วมการทดสอบ
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวงามสง่าที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักอักษรสวรรค์ผู้นี้คือผู้ที่ร่วมช่วยท่านผู้อาวุโสดูแลการคุมบททดสอบของสำนักที่เพิ่งจะผ่านพ้นมา
เขาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของลู่หานด้วยท่าทางเป็นมิตรไม่มีพิษภัยอันใด ลู่หานที่ได้พบกับศิษย์ขั้นที่ 1 ผู้นี้เขาก็สงบนิ่งแล้วดูท่าทางของอีกฝ่าย ท่าทางของอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทางบุกรุกหรือเจตนามุ่งร้ายมันทำให้เขาสงบใจแล้วเริ่มสนทนากับศิษย์ผู้นั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
บุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยืนเผชิญหน้ากับศิษย์ที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวเป็นเอกลักษณ์ของสำนักอักษรสวรรค์ด้วยท่าทางสงบโดยฉายความสุขุมออกมาทางใบหน้าหลายส่วน
ศิษย์ผู้นั้นมองลู่หานพร้อมทั้งใช้สายตาประเมินตามคำพูดของผู้อาวุโสสามที่เคยบอกกับเขา เขารู้สึกเช่นเดียวกับคำพูดของผู้อาวุโสสามบรรยากาศรอบกายของลู่หานมันเปลี่ยนไปจริงๆ
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังสนใจเกี่ยวกับบรรยากาศรอบกายของลู่หานที่เปลี่ยนไป แต่ตัวของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มกำลังจ้องมองเข้าไปที่พลังบ่มเพาะรากฐานของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านออกมา
ศิษย์ผู้นี้น่าจะมีพลังบ่มเพาะรากฐานมากกว่าเขาประมาณ 5-6 ขั้นเมื่อมองจากสายตา
“ เจ้าเข้ามาที่ยอดเขาหวนหลงมีเหตุผลอันใดกัน ” ลู่หานเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย คิ้วทั้งสองข้างของเขาเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันให้อีกฝ่ายเห็น
“ ข้ามาที่แห่งนี้เพื่อส่งมอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า ” ศิษย์ที่อยู่เบื้องหน้าของลู่หานใช้มืออีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถือกระบี่ล้วงเข้าไปภายในอาภรณ์ของตนเองเพื่อนำเอาบางอย่างออกมา
มันมีรูปร่างเหมือนกับซองจดหมายสีน้ำตาลลู่หานหรี่ตาทั้งสองข้างเล็กลงเพื่อจ้องมองมันด้วยความฉงน และแล้วสิ่งที่อยู่ในมือของศิษย์ผู้นั้นก็ยื่นเข้ามาให้กับลู่หานที่ยืนอยู่ด้านหน้า
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่ใบหน้ากำลังเต็มไปด้วยความสงสัยก็ยื่นมือไปรับสิ่งนั้นเอาไว้ในมือ มันเป็นเหมือนกับซองจดหมายในยุคที่เขานั้นจากมา
ลู่หานเริ่มเปิดดูสิ่งที่อยู่ด้านในมันคือกระดาษแผ่นสีน้ำตาลเข้มที่มีขนาดไม่ใหญ่แล้วก็ไม่เล็ก เมื่อเปิดดูด้านในแล้วมันก็มีตัวอักษรมากมายถูกเขียนเอาไว้ ดวงตาทั้งสองข้างกวาดมองตัวอักษรเหล่านั้นเพื่ออ่านแล้วทำความเข้าใจ
หลังจากที่อ่านใจความภายในนั้นจบใบหน้าของลู่หานก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัยจนเขานั้นต้องหันไปถามกับศิษย์ขั้นที่หนึ่งที่อยู่ด้านหน้า
“ นี่มันอันใดกัน ”
“ ท่านผู้อาวุโสสามสั่งให้ข้านำมันมามอบให้กับเจ้า ” ศิษย์ผู้นั้นตอบกลับอย่างเรียบเฉย ลู่หานมองดูแล้วก็ไม่คิดว่าเขานั้นจะโกหก
“ ผู้อาวุโสสามงั้นรึ ท่านผู้อาวุโสสามคิดเช่นไรถึงส่งภารกิจของศิษย์ขั้นที่หนึ่งเช่นนี้มาให้กับข้า ” ลู่หานเอ่ยถามสิ่งที่ตนเองสงสัยออกไป
เนื้อความที่อยู่ภายในแผ่นกระดาษมันคือเนื้อความเกี่ยวกับภารกิจในการกำจัด อสูรตะขาบพันปี ที่กำลังรุกรานหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่
“ ท่านอาวุโสสามบอกกับข้าว่าภารกิจนี้มันอยู่ที่หมู่บ้านทางทิศใต้ของสำนักอักษรสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100 ลี้ ”
ลู่หานที่ได้ยินที่ตั้งของหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปทางทิศใต้ของสำนักอักษรประมาณ 100 ลี้เขาก็แปลงมันออกมาเป็นหน่วยในยุคที่เขานั้นจากมา มันจะเทียบเท่ากับประมาณ 50 กิโลเมตร
ถ้ารู้ถึงระยะทางแล้วบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยังคงความสุขุมของตนเองไว้แล้วไม่ตื่นตระหนกตกใจกับระยะทางของมัน แต่เขานั้นก็ยังสงสัยอยู่ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเขาศิษย์ผู้นี้ถึงนำจดหมายฉบับนี้มาให้กับเขา
โดยทั่วไปแล้วภารกิจพวกนี้มันจะถูกส่งมอบให้กับเหล่าศิษย์ขั้นที่ 1 ของสำนักอักษรสวรรค์ เพราะว่าศิษย์ขั้นที่ 2 ของสำนักอักษรสวรรค์ของเขาจะมีหน้าที่ในการรับภารกิจจากท่านมหาปราชญ์แห่งยุคผู้เป็นอาจารย์เพียงเท่านั้น
“ ท่านผู้อาวุโสสามบอกกับข้าไว้ว่าเรื่องนี้มีอยู่ 2 เหตุผล หนึ่งหมู่บ้านแห่งนี้มันอยู่ใกล้กับยอดเขาของเจ้าที่สุดมุ่งตรงไปใช้เวลาการเดินทางไม่นานก็สามารถเดินทางไปถึงได้ ข้อสองตอนนี้เหล่าศิษย์ขั้นที่ 1 ของสำนักอักษรสวรรค์ล้วนแล้วแต่เริ่มฝึกฝนหนักขึ้นเพื่อการประลองเก้าภพที่กำลังจะมาถึงจนไม่มีผู้ที่ว่างพอจะไปทำภารกิจนี้ได้เลยต้องขอร้องให้เจ้าช่วย ” ศิษย์ผู้นั้นอธิบายออกมาตามที่ผู้อาวุโสสามกล่าวกับมันมาอย่างไม่ขาดตกเลยสักนิด
“ การประลองเก้าภพงั้นรึ... ” ลู่หานพึมพำออกมาหลังจากที่ได้ยินชื่อของการประลองเก้าภพจากปากของศิษย์ผู้นั้น
เขาก็คิดได้ว่าตอนนี้มันเข้าสู่ช่วงที่เหล่าศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์เข้าสู่การฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการประลองเก้าภพแล้วสินะ
การประลองเก้าภพมันจะถูกจัดขึ้นหลังจากผ่านพ้นภัยหนาวครั้งใหญ่ครั้งนี้ไปมันจะเป็นอีกบทละครหลักหลังจากที่ศิษย์ทั้งแปดสามารถช่วยสามดินแดนของเผ่ามนุษย์ให้รอดพ้นจากภัยหนาวไปได้
การประลองเก้าภพมันเป็นการประลองที่ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของทั้งเก้าภพจะมาร่วมตัวกันทุกๆ 20 ปีเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนฝีมือและได้แสดงฝีมือของตนเองให้แก่สายตาของผู้ฝึกยุทธทั่วทั้ง 9 ดินแดนได้ประจักษ์ เรียกง่ายๆว่างานที่จะถูกจัดขึ้นนี้มันก็เป็นเพียงแค่งานโอ้อวดฝีมือของตนเองให้กับผู้อื่นได้เห็นเท่านั้น แต่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ลู่หานสนใจในการประลองเก้าภพครั้งนี้
มันคือแร่จักรพรรดินิรันดร์มันคือแร่เหล็กที่มีความแข็งแกร่งและความทนทานมากที่สุดในทั้ง 9 ภพ มันจะเรียกว่าเพียงแค่ความแข็งแแกร่งและความทนทานไม่ได้เพราะพลังของมันเองเมื่อถูกนำมาทำเป็นอาวุธก็มีพลังมากที่สุดเช่นเดียวกัน
แร่จักรพรรดินิรันดร์มันถือกำเนิดขึ้นมาจากการที่ซึมซับพลังบ่มเพาะระดับจักรพรรดินิรันดร์เป็นเวลานานหลายหมื่นหลายแสนปีและผู้ที่ให้กำเนิดมันก็คือราชันย์มังกรดำผู้ที่เป็นผู้ปกครองดินแดนของเผ่าอสูร
ลู่หานปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานั้นต้องการแร่จักรพรรดิทมิฬเพื่อนำมันมาทำเป็นอาวุธคู่กาย แต่เขาก็ต้องหยุดความคิดนั้นลงไปก่อนแล้วกลับมาสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“ ท่านบอกว่าผู้อาวุโสสามอยากจะให้ข้าไปกำจัดตะขาบพันปีใช่หรือไม่ ” ลู่หานย้ำถามออกไปอีกครั้งด้วยใบหน้าที่สุขุม
“ ใช่!!!! ”
ด้วยสติปัญญาของลู่หานพอจะเดาได้ว่าเรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่ศิษย์ผู้นี้กล่าวอ้างขึ้นมาตามคำบอกของผู้อาวุโสสาม ความจริงมันคงจะเป็นว่าผู้อาวุโสสามอยากจะทดสอบบางอย่างเกี่ยวกับตัวของเขาฟังจากที่ได้เห็นเขาแสดงฝีมือไปในการทดสอบของสำนักที่เพิ่งจะผ่านมา
ลู่หานที่ครุ่นคิดอยู่นานก็ได้ยกยิ้มที่มุมปากทำให้บุรุษตรงหน้าของเขายังคอสงสัย
“ ข้าจะไปให้ก็ต่อเมื่อผู้อาวุโสสามยอมจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ” ลู่หานเอ่ยจุดประสงค์ของตนเองออกไปบ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายอยากจะเห็นเขาก็ไม่คิดจะปกปิดแต่ว่าขอเก็บค่าเข้าชมสักหน่อยก็แล้วกัน
“ อันใดกัน??? ” ศิษย์ผู้นั้นมองลู่หานด้วยความฉงน
“ เงินเป็นจำนวน 20000 ตำลึง... ”
“ ว่าอย่างไรนะ!!!!! ” ศิษย์ผู้นั้นถึงกับอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกเมื่อได้ยินข้อเสนอของลู่หาน
เงินจำนวนสองหมื่นตำลึงมันไม่ใช่เงินในน้อยๆจะไม่ให้ศิษย์ผู้นี้ตื่นตระหนกได้เช่นไร ลู่หานเองก็รู้ดีว่างานจำนวน 2 หมื่นตำลึงมันถือว่ามากพอสมควร แต่ถ้าผู้อาวุโสสามอยากจะให้เขาออกแรงก็ต้องยอมจ่าย
เงินจำนวน 2 หมื่นตำลึงเขาจะเอาไปกว้านซื้อสมุนไพรหยางไท่ทั้งหมดเก็บเอาไว้เพื่อที่จะเก็งกำไรในกาลข้างหน้าที่จะเกิดภัยหนาวร้ายแรง ตอนนี้พึงพาเพียงแค่พืชสมุนไพรหยางไท่จากแปลงของเขาอย่างเดียวมันไม่พอแล้ว ถึงแม้ว่าภายใน 3 ดินแดนของเผ่ามนุษย์จะมีผู้คนที่ปลูกสมุนไพรเช่นนี้น้อยแต่อย่างไรมันก็ต้องมีอยู่อย่างแน่นอนถ้าลองไปหาดูดีๆ
“ เชิญเจ้ากลับไปบอกผู้อาวุโสสามเช่นนั้นแล้วในวันพรุ่งนี้ค่อยกลับมาบอกคำตอบกับข้าใหม่ ” ลู่หานเอ่ยจบก็หันหลังเดินกลับไปทันที
จบตอน