ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 104 คางคกกระดาษ และคาถาติดตามวิญญาณ

    แผนแรกของอาจารย์ในการเรียกวิญญาณล้มเหลวเราไม่สามารถเรียกหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมาได้ ซ้ำยังกลายเป็นเรียกเด็กผีมาแทน

            ตอนนี้เราจึงต้องใช้แผนสอง ออกตามหาวิญญาณของเธอด้วยตัวเอง

            ผมสังเกตเห็นอาจารย์กำลังพับกระดาษเป็นรูปคางคกจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “อาจารย์พับคางคกทำไมครับ”

            อาจารย์ไม่ตอบทันทีแต่หยิบกิ่งไม้จากพื้นขึ้นมาจิ้มลงไปในเถ้าของหุ่นฟาง จากนั้นแตะไปที่ดวงตาสองข้างของคางคกกระดาษเบาๆก่อนจะตอบว่า “นี่เป็นวิชาหนึ่งในศาสตร์กระดาษยันต์ 

            “ในหมู่ผู้ใช้ศาสตร์นี้ มีคำกล่าวว่า ‘พับคนกระดาษอย่าจุดตา จุดแล้วมันจะเห็นหัวใจคน พับคางคกกระดาษอย่ารดลมปราณหากรดลมปราณวิญญาณจะจากไป’

            “มันหมายความว่า ทุกสิ่งที่พับจากกระดาษห้ามจุดดวงตาหรือใส่ลมปราณเข้าไป มิฉะนั้นมันจะมีชีวิตขึ้นมาและย้อนกลับมาทำร้ายคนเป็น แต่หากใช้ถูกวิธีคางคกกระดาษที่ถูกจุดดวงตาและใส่ลมปราณเข้าไปก็สามารถใช้ติดตามวิญญาณได้เช่นกัน

            “วิชานี้เรียกว่า ‘คาถาติดตามวิญญาณด้วยกระดาษ’ซึ่งคางคกเป็นเพียงระดับพื้นฐานที่สุด”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของผมเป็นประกายขึ้นมาทันทีด้วยความตื่นเต้น

            “อาจารย์หมายความว่า คางคกกระดาษนี้จะขยับเองได้และสามารถช่วยเราตามหาวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นได้ใช่ไหมครับ”

            อาจารย์พยักหน้า “ถูกต้อง เถ้าจากหุ่นฟางที่เผาผมและเล็บของเด็กคนนี้รวมเข้ากับกระดาษยันต์ที่ผ่านไฟแล้วเมื่อพับเป็นคางคกแล้วร่ายคาถามันจะสามารถติดตามร่องรอยของเธอภายในรัศมีสามกิโลเมตรได้”

            พูดจบ อาจารย์กัดปลายนิ้วของตัวเองจนมีเลือดซึมออกมาจากนั้นใช้เลือดแตะลงบนหน้าผากของคางคกกระดาษ พร้อมเป่าลมปราณใส่

            เลือดที่ซึมลงไปในกระดาษค่อยๆ ถูกดูดซับเข้าไปดวงตาของคางคกกระดาษที่เคยเป็นเพียงจุดหมึกสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรืองรอง…

            อาจารย์ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดผสานมุทรากระบี่ก่อนเปล่งเสียงร่ายคาถา:

            “ฉัตรปักเหนือหัว ดาราใต้เท้า หกเกราะป้องซ้ายหกดาบป้องขวา เทพเหลืองเบื้องหน้า อาคมสะกดหลัง คาถาติดตามวิญญาณคางคกกระดาษ เร่งรัดดุจโองการสวรรค์!บัญชา!”

            สิ้นเสียงบัญชา อาจารย์ใช้นิ้วชี้สัมผัสที่คางคกกระดาษเบาๆ

            ทันใดนั้นเองคางคกกระดาษก็ขยับราวกับมีชีวิต

            ขาหลังดีดออกจากฝ่ามือของอาจารย์ กระโดดไปข้างหน้าทันที

            เมื่อตกลงสู่พื้น มันกระโดดต่อไปอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่กระโดดจะไปไกลสองถึงสามเมตร

            ภายในพริบตาเดียว คางคกกระดาษก็ลับสายตาไป

            “อาจารย์ เราไม่รีบตามไปหรือครับ”ผมมองตามมันด้วยความสงสัย

            แต่อาจารย์กลับมีท่าทีสงบนิ่ง โบกมือพลางกล่าว “ไม่ต้องรีบใช้นี่ก็ได้แล้ว” ก่อนจะหยิบแผ่นแปดทิศออกมา

            แผ่นแปดทิศนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ และมีเข็มบอกทิศทางสีแดงอยู่ตรงกลาง

            มันแตกต่างจากแผ่นแปดทิศทั่วไปที่ผมเคยเห็น

            เข็มแดงชี้ไปยังทิศทางที่คางคกกระดาษกระโดดไป

            อาจารย์มองแผ่นแปดทิศ ก่อนสั่งว่า “เก็บของ เราจะตามไป!”

            “รับทราบครับ อาจารย์!”

            ผมรีบสะพายถุงเครื่องมือแล้วติดตามอาจารย์ไปยังทิศทางที่คางคกกระดาษหายไป

             

    เนินเขาสิบลี้เต็มไปด้วยสุสานเก่านอกจากจะมีหลุมศพมากมายแล้วยังเป็นแหล่งรวมของวิญญาณเร่ร่อน

            นอกจากนี้ พลังหยินยังหนาแน่นอย่างน่ากลัว

            แม้จะเป็นค่ำคืนในฤดูร้อนแต่บรรยากาศที่นี่กลับหนาวเยือกจนแทรกซึมเข้ากระดูก

            ผมกับอาจารย์เดินฝ่าพงหญ้าที่สูงถึงระดับศีรษะเปลี่ยนทิศทางไปมาหลายครั้ง

            จนกระทั่งเราเดินลึกเข้าไปถึงด้านหลังของเนินเขาสิบลี้

            เมื่อมาถึงบริเวณนี้ ผมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป

            นอกจากจะเย็นยะเยือกและกดดันแล้ว ที่นี่ยังมีต้นไม้แห้งตายอยู่มากมายทำให้บรรยากาศดูอึมครึมและวังเวง

            ไม่ใช่แค่ผม อาจารย์เองก็มีสีหน้าหนักใจ

            เขาพึมพำเบาๆ “ให้ตายสิ…ไม่มาที่นี่แค่ไม่กี่ปีกลับเกิดพลังอาฆาตรุนแรงซะได้!”

            “พลังอาฆาตรุนแรง? อาจารย์หมายความว่ามีวิญญาณอาฆาตอยู่ที่นี่หรือครับ”

            ผมกวาดตามองไปรอบๆนอกจากความรกร้างและความเย็นยะเยือกแล้วก็ไม่พบเงาของผีสักตน

            อาจารย์พยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ “ใช่วิญญาณของเด็กสาวคนนั้นต้องไปพัวพันกับพลังอาฆาตนี้แน่ ไปกันเถอะเราต้องดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้!”

            พูดจบ อาจารย์ถือแผ่นแปดทิศเดินลึกเข้าไปผมก็ตามหลังไปอย่างระมัดระวัง

            เมื่ออาจารย์กล่าวว่ามีวิญญาณอาฆาตอยู่ที่นี่ผมยิ่งระวังตัวมากเป็นพิเศษ…

            พวกเราเดินลึกเข้าไปอีกประมาณสี่ถึงห้าร้อยเมตรจนมาถึงต้นไม้แห้งขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง

            ต้นไม้นี้มีขนาดมหึมา เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร

            ไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไร แต่ดูจากขนาดแล้ว มันต้องเป็นต้นไม้เก่าแก่แน่ๆ

            ต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้กลับยืนต้นตาย น่าเสียดายจริงๆ…

            เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ อาจารย์ก็หยุดฝีเท้าลงทันที

            ผมกวาดมองไปรอบๆ แล้วต้องประหลาดใจ

            คางคกกระดาษสีเหลืองที่อาจารย์พับไว้ก่อนหน้านี้กำลังนอนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้แห้งนั้น

            “อาจารย์ คางคกกระดาษ!”

            ผมชี้ไปที่มันก่อนจะก้มลงหยิบขึ้นมา

            แต่พอได้ถือไว้ในมือ ผมสังเกตเห็นว่ามันมีรอยฉีกขาด

            ผมส่งให้ดูด้วยความสงสัย อาจารย์ไม่ได้รับไว้แค่เหลือบมองแล้วกล่าวว่า “ดูท่าคงเป็นที่นี่!”

            คำพูดของอาจารย์ทำให้ผมงงไปชั่วขณะ

            เพราะนอกจากผมกับอาจารย์ ที่นี่ไม่มีเงาของวิญญาณแม้แต่ดวงเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น

            “อาจารย์แต่ที่นี่ไม่มีร่องรอยของวิญญาณหลี่เสี่ยวหมิ่นเลย หรือเธอจะซ่อนอยู่แถวนี้?”

            อาจารย์แสยะยิ้มเย็นชาก่อนใช้คางชี้ไปที่ต้นไม้แห้งขนาดใหญ่เบื้องหน้า “อยู่ในต้นไม้นั่น!”

            “ในต้นไม้?”

            ผมเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ พลางมองต้นไม้ตรงหน้า

            นอกจากลำต้นที่หนา มันก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากต้นไม้แห้งทั่วไป

            หรือว่า…ต้นไม้นี้กลายเป็นภูต? กังขังวิญญาณไว้ภายใน?

            ในขณะที่ผมกำลังสงสัย อาจารย์ก็เดินตรงเข้าไป

            เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ง้างหมัดแล้วต่อยเข้าที่ลำต้นเต็มแรง

            “ตึง!”

            เสียงกระแทกดังสนั่น

            ลำต้นของต้นไม้แห้งเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่

            มันกลวง! ด้านในของต้นไม้ไม่มีแก่นไม้!

            อาจารย์ไม่รอช้าเขาสอดมือลึกเข้าไปในโพรงราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง

            สองวินาทีต่อมา สีหน้าของอาจารย์เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดีแล้วพูดขึ้นว่า “จับได้แล้ว!”

            จากนั้นเขาออกแรงดึงสุดแรง กระชากเงาดำบางอย่างออกมาจากภายในลำต้นกลวงและโยนมันลงบนพื้น

            เงาดำนั้นเหมือนกลุ่มหมอก แต่ทันทีที่แตะพื้น มันเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของมนุษย์

            เมื่อเห็นดังนั้น ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อย

            แต่ในวินาทีต่อมา รอยยิ้มของผมก็ค้างไปทันที เพราะผมพบว่า เงาดำที่ก่อตัวขึ้นนั้นไม่ใช่หลี่เสี่ยวหมิ่น

            แต่เป็นเฉินเฟิง เพื่อนร่วมชั้นของผมที่เพิ่งเสียชีวิตวันนี้!

            เฉินเฟิงเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ชอบเล่นบาสเกตบอล แต่ตอนนี้เขากลับมีร่างกายผอมแห้ง ใบหน้าว่างเปล่าและยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

            “เฉินเฟิง!” ผมเรียกชื่อเขาเสียงดัง

            ไร้ซึ่งการตอบสนอง...

            เขายังคงยืนจ้องมองไปข้างหน้าราวกับไร้สติ

            อาจารย์เห็นดังนั้นก็นิ่วหน้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ไม่ใช่! เดี๋ยวฉันหาใหม่!”

            พูดจบ อาจารย์ก็สอดมือกลับเข้าไปในต้นไม้กลวงอีกครั้ง

            เขาคลำหาอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกแรงดึงอีกครั้ง

            เงาดำอีกตนหนึ่งถูกดึงออกมา

            เมื่อมันตกลงบนพื้นก็รวมตัวกันเป็นรูปร่างมนุษย์เหมือนกับเฉินเฟิง

            แต่ก็ยังไม่ใช่หลี่เสี่ยวหมิ่น

            เป็นเพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่เสียชีวิตไป

            เช่นเดียวกับเฉินเฟิง ร่างกายของเขาดูผอมแห้ง ดวงตาไร้ชีวิตชีวายืนนิ่งไม่ขยับ

            อาจารย์ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะสอดมือกลับเข้าไปในโพรงของต้นไม้อีกครั้ง

            เขาทำซ้ำแบบนี้เจ็ดแปดครั้ง ดึงวิญญาณออกมาได้เจ็ดแปดดวง

            นอกจากเพื่อนร่วมชั้นที่ตายไปยังมีวิญญาณของคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบมาก่อน

            แต่ไม่มีหลี่เสี่ยวหมิ่นเลยสักคน!

            ขณะที่อาจารย์เริ่มหงุดหงิด สายลมเย็นยะเยือกพลันพัดผ่านบริเวณโดยรอบ ไอเย็นที่หนักอึ้งราวกับกระแสน้ำท่วมทะลักเข้ามา

            ผมกับอาจารย์รู้สึกถึงพลังอาฆาตที่ก่อตัวขึ้นทันที

            และในขณะนั้นเองเสียงแหบแห้งเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง

            “ใครกำลังขโมยเนื้อแห้งของข้า...”


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน