แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 94: ทำโทษที่ไม่เหมือนทำโทษ!

    มณีภัสสรแอบชำเลืองมองไปที่ท่านอาจารย์เห็นชัดเลยว่าใบหน้าของท่านอาจารย์เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเขียวด้วยความอึ้งทึ่ง และขัดใจ ท่านเค้นเสียงต่ำออกมาจากลำคอ

    "เจ้ากระรอก! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรของเจ้า?!"

    เจ้าจ้อยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อยมันยัดไม้เรียวท่อนสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวดัง กร้วม!ก่อนจะเงยหน้าตอบอย่างมีเหตุผลที่สุดในสามโลก

    "อ้าว... ก็ทำตามที่ท่านอาจารย์สั่งไงครับ! ผมมาสายก็ต้อง 'กินไม้เรียว' (โดนทำโทษ)ผมน่ะไม่ใช่พวกหัวช้าเหมือนมณีภัสสรนะ ไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำ ผมก็จัดการลงโทษตัวเองด้วยการกินไม้เรียวไปแล้วตั้งหกอัน...ว่าแต่ท่านอาจารย์ครับ ผมทำตัวว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ มีรางวัลให้มั้ย? เอ๊ะ... ท่านอาจารย์หน้าตาดูไม่ค่อยดีเลยนะ ไม่สบายเหรอครับ? จิบน้ำอุ่นเยอะ ๆ นะ จะได้ดีขึ้น"

    ได้ยินคำพูดนี้เข้าไปท่านอาจารย์ถึงกับหน้าเขียวปั๊ด... กินไม้เรียว... ที่ข้าพูดว่ากินไม้เรียวน่ะข้าหมายถึงจะเอาไม้ตีก้นเจ้าโว้ย! ไอ้กระรอกผีนี่มันไม่เข้าใจจริงๆหรือมันแกล้งโง่กวนประสาทข้ากันแน่?

    ท่านอาจารย์จ้องตาเจ้าจ้อยเขม็งส่วนเจ้าจ้อยก็จ้องกลับด้วยดวงตาแป๋วแหววใสซื่อประหนึ่งผ้าขาวทั้งคู่จ้องตากันอยู่นาน จนสุดท้าย...ท่านอาจารย์ก็เป็นฝ่ายหรี่ตาลงแล้วถอนหายใจยาว

    "ช่างเถอะ... ถือว่าข้าสื่อสารไม่ชัดเจนเองจนเกิดความเข้าใจผิดในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะถือว่าเรื่องที่พวกเจ้ามาสายในวันนี้เป็นอันยกเลิกไปไม่ต้องรับโทษแล้ว"

    จ้อยได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวจั๊วะมณีภัสสรดีใจจนเนื้อเต้น "ไม่โดนตีแล้วเหรอคะ?!"

    ท่านอาจารย์ปรายตามองนางเล็กน้อยแล้วยิ้มที่มุมปาก"ถ้าเจ้าไม่อยากโดนตี ก็มีทางเลือกสองทาง หนึ่ง...คือเจ้าไปกินไม้เรียวที่เหลือให้หมดเหมือนเจ้าจ้อย หรือสอง...ให้ข้าเป็นคนช่วยป้อนไม้เรียวใส่ก้นเจ้าเอง เลือกเอา!"

    มณีภัสสรตัดสินใจพุ่งไปที่โต๊ะทันทีนางคว้าไม้เรียวที่เหลือมาอันหนึ่ง แล้วหันไปมองเจ้าจ้อยอย่างลังเลพลางถามว่า"นี่... รสชาติมันเป็นยังไงบ้าง?"

    จ้อยทำท่าจิ๊ปากเคี้ยวเลียริมฝีปาก"รสชาติงั้น ๆ แหละ แต่เนื้อสัมผัสใช้ได้เลยนะ หนึบหนับเคี้ยวมันดีเหมือนกัน"

    "อ้อ... งั้นเหรอ งั้นข้าลองบ้าง"พูดจบนางก็ยัดไม้เรียวเข้าปากแล้วงับเต็มแรง!

    กึก...

    "ถุย! ไม่อร่อยเลย! แข็งยังกับหิน!" มณีภัสสรร้องลั่นด้วยความขยะแขยง

    จ้อยยักไหล่ทำหน้ากวนๆ "ก็ถ้าไม่อยากโดนตี เจ้าก็ต้องกินเข้าไป ผมกินไปหกอันแล้วเหลือให้เจ้าอีกสามอัน ผมช่วยเจ้าได้เท่านี้แหละนะ"

    มณีภัสสรมองดูหน้าท่านอาจารย์ที่ดูพร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อแล้วหันกลับมามองไม้ในมือ นางหลับตาปี๋แล้วเริ่มเคี้ยวดัง กร้วม ๆอย่างทุลักทุเล... จ้อยยืนมองภาพนั้นพลางหัวเราะในใจ ‘ให้ตายเถอะ...โลกนี้มันเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดจริง ๆ ไม่มีตัวไหนปกติเลยสักนิด!’

    แฝดรองยักษ์:"พี่ใหญ่ ดูสิ ไม้เรียวนั่นท่าทางจะอร่อยจริง ๆ ด้วยนะนั่น" แฝดเล็ก:"นั่นสิ หรือว่าพรุ่งนี้เราควรจะมาสายบ้างดีพี่?" แฝดโต(คำราม) : "หุบปาก! ไอ้พวกยักษ์โง่ เสียศักดิ์ศรีหมดพรุ่งนี้เราไม่ต้องมาสายหรอก... เราไม่ต้องมาเลยดีกว่า!จะได้กินเบิ้ลสองเท่า!" แฝดรอง/แฝดเล็ก: "พี่ใหญ่ช่างปรีชานัก!"

    ทุกคนที่เหลือในลาน:"ไอ้พวกยักษ์งั่งเอ๊ย!"

    ท่านอาจารย์กำหมัดแน่นพยายามระงับอารมณ์โกรธแล้วท่องในใจว่า:‘ความเป็นครูคือการให้ความรู้และขัดเกลาศิษย์ การเปลี่ยนหินให้กลายเป็นทองคือฝีมือที่แท้จริง...’เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านอาจารย์ก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น "เอาล่ะการลงโทษสิ้นสุดลง ทุกคนเข้าที่ได้!"

    มณีภัสสรไอโขลกๆ หันมาค้อนขวับใส่เจ้าจ้อย "คนโกหก! ไม่เห็นจะอร่อยเลยแถมเคี้ยวยากชะมัด!"

    จ้อยปรายตามองนางแล้วหัวเราะหึๆ "อุ๊ย... ขอโทษที ลืมไปว่าเจ้าน่ะมันเป็นนกเพลิงผู้สูงศักดิ์แต่นกน่ะมันไม่มีฟันนี่นา... ฮ่า ๆ ๆ"

    มณีภัสสรยืนอึ้งมองดูฟันขาวจั๊วะของเจ้าจ้อยแล้วนึกขึ้นได้... โดนไอ้กระรอกนี่หลอกเข้าอีกแล้ว!

    ท่านอาจารย์สะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้น ขนของเจ้าจ้อยที่เคยกระดำกระด่างเพราะโดนไฟของมณีภัสสรเผาจนมัวหมองก็กลับมา ขาวสะอาดบริสุทธิ์ดุจดอกมะลิ อีกครั้ง กลายเป็น เจ้ากระรอกขาวตัวอ้วนกลมที่มีขนฟูนุ่มลื่นดูราวกับ ปุยสำลี ชั้นดีที่ไม่มีรอยราคีแม้แต่น้อย

    มณีภัสสรเห็นแล้วยิ่งแค้นใจ‘หน็อย... สรุปที่เผามาตลอดทาง ไอ้กระรอกขาวนี่มันไม่เป็นอะไรเลยเหรอเนี่ย?! แล้วที่มันร้องโอดโอยจะเป็นจะตายคือแกล้งงั้นสิ?!’นางชักสงสัยแล้วว่าไอ้กระรอกขาวที่ดูนุ่มนิ่มเหมือนสำลีตรงหน้ามันคือตัวอะไรกันแน่?

    ไม่ใช่แค่นางหรอกที่สงสัยแม้แต่เจ้าจ้อยเองก็ยังสงสัยในตัวเอง ‘อาคม เวทมนตร์อะไรก็ทำไม่เป็น ตบะเดชะก็ไม่มีสะสมไว้เลย วัน ๆ คิดแต่เรื่องจะอดตาย... แต่ร่างกายดันแข็งแกร่งเกินเบอร์ฟันฟางก็ดีขนาดเคี้ยวไม้เรียวลงอาคมได้หน้าตาเฉย หรือว่าชาติปางก่อนผมจะทำกุศลผลบุญ มาดีจนมี ฤทธิ์เดช ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัว? นี่ผมเป็นกระรอกพันธุ์ไหนกันแน่เนี่ย?’

    ท่านอาจารย์มองเจ้าจ้อยด้วยสายตาที่มีความหมายแฝงแล้วเอ่ยกับพชรว่า "พชร... ช่วยอธิบายกฎระเบียบของสำนักให้ทุกคนฟังหน่อยต่อไปใครทำผิดจะได้กิน..."

    พอคำว่า'กิน' หลุดออกมา จ้อยกระรอกขาวนี่ตาเป็นประกายทันที!ไม่ใช่แค่จ้อยนะ ไอ้สามพี่น้องยักษ์บื้อก็น้ำลายสอ ตาโตเท่าไข่ห่านเหมือนกัน!ท่านอาจารย์เห็นแล้วก็แทบจะกระอักเลือด แต่ใจสู้มันค้ำคอ เลยพูดประชดไปว่า"เออ! ใครทำผิดกฎก็จะได้ กินไม้เรียว!"

    จ้อยยยิ้มร่ายักษ์สามตัวยิ้มแฉ่ง ส่วนคนอื่น ๆ ได้แต่มองหน้ากันด้วยความหวาดผวา...พชรก้าวออกมาข้างหน้า คลี่ม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ออกแล้วเริ่มอ่านกฎระเบียบด้วยความรวดเร็ว

    "กฎของสำนักข้อที่ 1: ต้องเคารพอาจารย์และผู้มีพระคุณใครฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษให้คัดตำราแปดหมื่นเล่ม!" "กฎข้อที่ 2: ห้ามศิษย์ในสำนักประเข่นฆ่าหรือทำร้ายกันเองใครฝ่าฝืนโดนไม้เรียวสามร้อยที!" "กฎข้อที่ 3: ..."

    จ้อยได้ยินคำว่า'คัดตำรา' เท่านั้นแหละ เหงื่อกาฬไหลพรากถึงตาตุ่ม...เขาพยายามถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ดูท่ากฎจะไม่เยอะเท่าไหร่เพราะม้วนคัมภีร์มันสั้นแค่นิดเดียว แถมพี่พชรก็อ่านเร็วขนาดนี้ แป๊บเดียวคงจบ’

    ทว่า...ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง พชรก็ยังอ่านต่อไปเรื่อย ๆ จ้อยหาวหวอดมองไปรอบ ๆ :

    เด็กชายหัวโต:หลับตาสัปหงกไปเรียบร้อย

    เด็กหญิงตัวเล็ก:ตั้งใจฟังเหมือนฟังนิทาน

    เจ้าเต่าดำ:ยืนโอนเอนไปมา

    เด็กน้อยหัววัว:ยืนตัวตรงแหน็บ ตั้งใจฟังสุด ๆ

    มณีภัสสร:พยายามถ่างตาฟังแต่หาวแล้วหาวอีก

    ส่วนสามพี่น้องยักษ์: จ้อยต้องอึ้ง! เพราะพวกมันทั้งสามตัวยืนตาค้างนิ่งสนิทเหมือนรูปปั้น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียวดูเหมือนจะตั้งใจฟังมากที่สุด! แต่พอจ้อยเพ่งมองชัด ๆ ...เขาก็ต้องอุทานออกมาในใจว่า "ไอ้พวกนี้มันอัจฉริยะชัด ๆ!"

    เพราะที่จริงพวกมันกำลังหลับใน!แต่ที่ยืนนิ่งอยู่ได้เพราะพวกมันใช้มือขนาดมหึมาโอบกอดกันจากด้านหลังไว้เป็นสามเหลี่ยมเพื่อค้ำกันไม่ให้ล้มและที่เห็นตาโตอยู่นั่นคือ... พวกมันใช้นิ้วค้ำเปลือกตาเอาไว้!แถมยังแอบหยิกพุงกันเองแรง ๆ เพื่อกระตุ้นไม่ให้หลับลึกจนเสียงกรนหลุดออกมา!

    จ้อยเห็นทักษะการเอาตัวรอดระดับเทพของไอ้พวกยักษ์บื้อแล้วก็อดรำพึงออกมาไม่ได้... "พวกเอ็งนี่มัน... ยอดคนในคราบยักษ์ชัด ๆ!"

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน