หลายวันแรกในสำนักมังกรครามของเฟยหลงผ่านไปอย่างเงียบเชียบและเรียบง่าย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำสมาธิและโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พลังปราณฟ้าดินที่หนาแน่นของที่นี่ช่วยให้การฟื้นฟูของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ในฐานะศิษย์สายหลัก เขามีสิทธิ์ได้รับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจากสำนักเป็นรายเดือน เมื่อเขาเดินทางไปยัง "หอพัสดุ" เพื่อรับของเป็นครั้งแรก ศิษย์ผู้ดูแลที่นั่นก็มองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและมอบยาเม็ดพื้นฐานและหินลมปราณคุณภาพต่ำสุดให้เขาอย่างเสียไม่ได้ แม้จะรู้ว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งจากพรรคพวกของเกาเฟิง แต่เฟยหลงก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เขารับของมาอย่างเงียบๆ เพราะรู้ดีว่าการต่อล้อต่อเถียงนั้นไร้ประโยชน์
เนื่องจากเขายังอยู่ในช่วง "สังเกตการณ์" และไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนเคล็ดวิชาแก่นแท้ของสำนัก สถานที่เดียวที่เขาพอจะใช้เวลาได้อย่างอิสระก็คือ "หอคัมภีร์หมื่นยุทธ์"
ศิษย์พี่หลี่หยางผู้เป็นมิตรได้อาสาพาเขาไปที่นั่น "ศิษย์สายหลักเช่นเราสามารถเข้าได้ถึงชั้นที่หก" เขาอธิบาย "แต่ตำราส่วนใหญ่ในนั้นเป็นเพียงวิชายุทธ์ทั่วไปและประวัติศาสตร์ต่างๆ เคล็ดวิชาที่แท้จริงของสำนักจะถูกเก็บไว้ในชั้นที่เจ็ดขึ้นไป ซึ่งต้องใช้คะแนนสมทบจำนวนมหาศาลในการแลกเข้าไปอ่าน"
เฟยหลงขอบคุณศิษย์พี่หลี่หยางแล้วเดินเข้าไปในหอคัมภีร์ที่ใหญ่โตมโหฬารเพียงลำพัง กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกลอยมาแตะจมูก เขารู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด เขาไม่ได้เดินไปยังชั้นวางตำราเพลงกระบี่หรือเพลงหมัดเหมือนศิษย์คนอื่นๆ แต่กลับเดินไปยังมุมที่เก่าแก่และเงียบสงบที่สุด...มุมของบันทึกประวัติศาสตร์
สายตาของเขาไล่ไปตามสันหนังสือเก่าๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ม้วนบันทึกที่ทำจากหนังอสูรที่ดูเก่าแก่เป็นพิเศษม้วนหนึ่ง...บนนั้นเขียนไว้ว่า "ตำนานแห่งสงครามสองเผ่าพันธุ์"
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาหนึ่งจังหวะ...เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากม้วนบันทึกนี้ เขานำมันไปยังโต๊ะอ่านหนังสือแล้วค่อยๆ คลี่มันออกอย่างระมัดระวัง
เนื้อหาในนั้นถูกเขียนขึ้นโดยเผ่าเทพผู้เป็นผู้ชนะในสงคราม มันบอกเล่าถึงความโหดเหี้ยม บ้าคลั่ง และชั่วร้ายของเผ่ามารที่บูชาปีศาจและพลังแห่งการทำลายล้าง แต่เมื่อเฟยหลงอ่านไปเรื่อยๆ เขากลับรู้สึกถึงความขัดแย้ง...ภาพของมารดาผู้แสนอ่อนโยน...และ "เสียงคร่ำครวญ" ของภูตหมาป่าเพลิงตัวนั้น...มันไม่สอดคล้องกับบันทึกตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เขาอ่านข้ามเรื่องราวการต่อสู้ที่ถูกแต่งเติมจนเกินจริง ไปจนถึงส่วนสุดท้ายที่กล่าวถึง "ภูติวิญญาณ"
...หลังสิ้นสุดมหาสงคราม วิญญาณที่หลงเหลือของเผ่ามารผู้พ่ายแพ้ได้ถูกพันธนาการไว้ด้วย 'พันธสัญญาแห่งผู้พิชิต' ทำให้พวกมันต้องตกเป็นทาสรับใช้ของผู้มีลมปราณบริสุทธิ์ไปชั่วนิรันดร์...
เฟยหลงขมวดคิ้ว...แล้วเขาก็พบกับประโยคเล็กๆ ที่ถูกเขียนเป็นเชิงอรรถไว้ด้านล่างสุดของม้วน ราวกับเป็นข้อมูลที่ไม่สำคัญ
...เป็นที่น่าสังเกตว่า 'พันธสัญญาแห่งผู้พิชิต' นี้ คือการดัดแปลงศาสตร์โบราณที่เรียกว่า 'พันธสัญญาแห่งผู้เท่าเทียม' ซึ่งเผ่ามารในอดีตใช้ในการสาบานตนเป็นพี่น้องหรือสหายร่วมรบกับผู้ที่ตนยอมรับอย่างแท้จริง...
พันธสัญญาแห่งผู้เท่าเทียม...
"หึ! นึกว่าขยันบำเพ็ญเพียร ที่แท้ก็มานั่งอ่านนิทานก่อนนอนอยู่นี่เอง!"
เสียงเย้ยหยันที่คุ้นเคยดังขึ้น เกาเฟิงเดินเข้ามาพร้อมกับพรรคพวกสองสามคน สายตาของพวกเขามองมาที่เฟยหลงอย่างดูแคลน
"สงสัยคงจะรู้ตัวแล้วสินะว่าไม่มีปัญญาฝึกฝนวิชาชั้นสูงของสำนัก เลยได้แต่มานั่งอ่านเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปวันๆ"
เฟยหลงค่อยๆ ม้วนบันทึกเก็บอย่างช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเกาเฟิง...ดวงตาของเขาสงบนิ่ง...ไม่แสดงความโกรธ...ไม่แสดงความกลัว...แต่กลับเป็นความเฉยเมย...ราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้งอแง
ความสงบนิ่งนั้นทำให้เกาเฟิงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง! เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ "มองอะไรของแก! อยากมีเรื่องรึ!"
"ที่นี่คือหอคัมภีร์" เฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ "เป็นสถานที่ที่ต้องใช้ความสงบ"
"หนอยแน่ะ!" เกาเฟิงกำลังจะก้าวเข้ามา แต่หลี่หยางที่เดินตามมาก็เข้ามาขวางไว้ได้ทัน
"พอได้แล้วเกาเฟิง! ที่นี่เป็นเขตห้ามต่อสู้ เจ้าอยากจะถูกลงโทษรึไง!"
เกาเฟิงกัดฟันกรอด เขาชี้หน้าเฟยหลง "ฝากไว้ก่อนเถอะแก! อย่าคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ในนี้ได้ตลอดไป!" ว่าแล้วก็สะบัดหน้าเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย
หลี่หยางถอนหายใจ "อย่าไปใส่ใจเขาเลยเฟยหลง เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เฟยหลงพยักหน้ารับ แต่ในใจของเขาไม่ได้อยู่ที่การกระทำของเกาเฟิงอีกต่อไปแล้ว...เขากลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม คลี่ม้วนบันทึกออกอีกครั้ง...นิ้วของเขาไล้ไปตามภาพวาดของอสูรโบราณที่ดูสง่างามและทรงพลัง...สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากภูตหมาป่าเพลิงตัวนั้นลิบลับ...
เขามองออกไปนอกหน้าต่างของหอคัมภีร์...มองไปยังทิวเขาที่สลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา...
เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น...ความรู้สึกโหยหาประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน...
เฟยหลงตระหนักได้ในวันนั้นเอง...ว่าเส้นทางของเขาในสำนักมังกรครามแห่งนี้ อาจไม่ใช่การมุ่งหน้าฝึกฝนเคล็ดวิชาของสำนัก...แต่คือการย้อนกลับไปค้นหาความจริง...ความจริงเกี่ยวกับสายเลือดของมารดา...และความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขาเอง