ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 ขนนกอัคคีของปี้ฟัง

            แต่ภายในตัวของไอ้สวะนี่ยังมีพลังสีดำอันชั่วร้ายอีกส่วนหนึ่งที่มันยังเก็บซ่อนเอาไว้อยู่จนถึงขนาดนี้แล้ว ไอ้ชั่วนั่นมันยังเก็บไพ่ตายเอาไว้อยู่อีก

            แต่ไม่เป็นไร!

            ไม่ว่ามันจะมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่ก็ตามหลินหยางก็พร้อมที่จะเหยียบย่ำมันทิ้งโดยไม่หวั่นเกรง!

            ฟู่

            หลังจากจัดการศัตรูไปได้สามคนแล้วพอเขาหันหลังกลับมาดูก็พบว่าซ่างกวันหงได้หายไปแล้ว

            ชายชราผู้แก่ประสบการณ์ท่านนี้มองออกถึงความสามารถอันน่าหวาดกลัวของหลินหยางแล้วจึงรีบหลบหนีออกไปจากพระตำหนักตั้งแต่เมื่อก่อนหน้านี้แล้ว

            ว่ากันตามตรงแล้วซ่างกวันหงเองก็รู้สึกตกใจในพลังของหลินหยางอยู่ไม่น้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาตระกูลซ่างกวันจะยอมแพ้แค่นี้

            เขาที่เป็นถึงอสูรอัคคีตัวตนที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของทวีปชี่อู่ มีหรือที่จะไม่มีไพ่ตายเก็บไว้ใช้

            เพียงแต่กับศัตรูที่มีพลังอันแข็งแกร่งสะท้านฟ้าอย่างหลินหยางนั้นเขาจำเป็นต้องร่วมมือกับหลินไป๋ชวนถึงจะสามารถทำให้ไพ่ตายที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้นั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด

            หลังจากที่ซ่างกวันหงล่าถอยไปแล้วภายในพระตำหนักยงเหอก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง

            ด้านหลังของหลินหยางตอนนี้มีเสียงแสดงความยินดีของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นโดยมีเวินเทาเป็นคนเริ่มเพียงแต่หลินหยางรู้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ครั้งนี้

            “พวกเจ้ารออยู่ข้างในไม่ต้องออกมา”

            เขาเหลียวหลังกลับมาบอกก่อนหนึ่งคำ

            อืม อืม อืม

            เหล่าคนที่อยู่ด้านในพระตำหนักทุกคนก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยไปตามๆกัน เชื่อฟังคำสั่งอย่างว่าง่ายคล้ายกับลูกหมาน้อยก็ไม่ปาน

            แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ในสถานการณ์ที่วิกฤตแบบนี้ผู้ที่เป็นดั่งวีรบุรุษอย่างหลินหยางนั้นย่อมต้องมีบรรยากาศที่น่าเคารพมากพอที่จะทำให้ผู้อื่นยอมเชื่อฟังได้โดยง่ายอยู่แล้ว

            พอกล่าวจบก็พุ่งออกไปทันที

            เหล่าคนของตระกูลเวินและขุนนางทั้งหมดก็พากันมายืนอออยู่ที่หน้าประตูเพื่อยืนดูหลินหยางแสดงอิทธิฤทธิ์จากด้านในอย่างว่าง่าย

            และแน่นอนว่าองค์จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนที่เงียบมาตลอดก็เดินตามมาดูด้วยเช่นกันแต่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบจนดูไม่ออกว่าตัวเขาในตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ 

            ด้านนอกพระตำหนักนั่น

            เหล่าอำนาจมืดกลับมาตั้งหลักได้ใหม่อีกครั้ง

            เพียงแต่ครั้งนี้แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

            เหล่านักฆ่าในชุดดำที่ก่อนหน้านั้นดูหยิ่งผยองได้ใจสุดขีดนั้นบัดนี้กลับดูหน้าบูดหน้าเสียกันทุกคน

            ซึ่งแต่ละคนตอนนี้ล้วนมีสภาพที่ค่อนข้างยับเยินผมเผ้ารุงรัง เลือดกบเต็มปาก

            ส่วนเฉินเฉาเกอนั่นยิ่งหนักเข้าไปใหญ่บนหน้าของเขามีรอยเท้าขนาดใหญ่ประทับอยู่เต็มหน้า เลือดกำเดาไหลเต็มจมูก เช็ดอย่างไรก็เช็ดไม่หมด

            ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น

            หลินหยางค่อยๆ เดินไปหาศัตรูพร้อมกับดาบในมือเพียงคนเดียว

            ท่าทางและบรรยากาศของเขานั้นดูองอาจและน่าเกรงขามราวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวที่กำลังเผชิญหน้ากับพวกโจรป่าอยู่ก็ไม่ปาน

            ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าแผนการสังหารโหดที่ยอดฝีมือระดับสูงอย่างซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนวางเอาไว้นั้นจะถูกหลินหยางเพียงคนเดียวขัดขวางจนพังเละเทะไม่เป็นท่าแบบนี้

            คราวนี้ ทั้งซ่างกวันหง หลินไป๋ชวนและเฉินเฉาเกอล้วนอารมณ์เสียกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนแทบบ้าไปแล้ว

            หลินไป๋ชวนกัดฟันตะโกนใส่หลินหยางว่า “หลินอี้ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้!”

            หลินหยางตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม พวกเจ้าดูถูกกฎแห่งสวรรค์มากเกินไป...”

            ซ่างกวันหงได้ยินเข้าก็โมโหจนกล้ามเนื้อทุกส่วนของใบหน้าล้วนสั่นกระตุกลูกตาเบิกโต มีควันพุ่งออกมาจากในจมูก

            “หลินอี้ เจ้าอย่าโอหังให้มากนักเจ้าคงไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังจะชนะแล้วหรอกนะ? หึข้าจะทำให้เจ้าได้รู้เองว่า การดิ้นรนต่อต้านของพวกเจ้ามันไร้ความหมายมากเพียงไหน!!”

            กล่าวจบซ่างกวันหงก็หยิบเอาของชิ้นหนึ่งออกมา

            ซึ่งของชิ้นนั้นคือยุทธภัณฑ์ที่เหนือชั้นกว่าระดับวิถีราชันขั้นกลางไปแล้วซึ่งมันไม่ใช่ของที่ตระกูลซ่างกวันคิดค้นขึ้นมาเองแต่เป็นสมบัติสำคัญที่นิกายอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังนั่นมอบให้กับซ่างกวันหงเพื่อใช้บดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

            “หลินไป๋ชวนเจ้ามาช่วยข้า!”

            “ได้!”

            ซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนตกลงร่วมมือกันทันใดนั้นตรงเบื้องหน้าของทั้งสองก็มีประกายแสงสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาแต่ในตอนนั้นเอง ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางทั้งสองคนก็ตัวสั่นหงึกขึ้นมาพร้อมกัน

            ในใต้หล้านี้สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนนี้หวาดกลัวจนถึงกับตัวสั่นนั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำแต่ของที่อยู่ในมือของหลินหยางนั้นถือเป็นข้อยกเว้น

            มันคือขนนกสีแดงที่มีขนาดประมาณนิ้วมือหนึ่งเส้น

            ขนนกนี่มีลักษณะโปร่งใสเหมือนกับผลึก เปล่งประกายสีแดงสดออกมาดูๆ แล้วมันก็เหมือนจะเป็นแค่ผลงานศิลปะชั้นยอดที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตเท่านั้น

            แต่พอลองสัมผัสถึงพลังที่อยู่ในนั้นแล้วก็พบว่าภายในขนนกชิ้นนี้นั้นอัดแน่นไปด้วยพลังงานจำนวนมหาศาลจนน่ากลัวไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสิ้นหวังถ้าหากต้องเผชิญหน้ากับมัน

            หลินหยางแสยะยิ้มเย็นชาไปทางพวกซ่างกวันหงตรงหน้าเขาที่ยังคิดจะต่อต้านเขามันไม่ใช่พวกงี่เง่าที่ยอมรอให้อีกฝ่ายได้ใช้ไพ่ตายออกมาก่อนอยู่แล้ว

            ถ้าจะเล่นงานมันก็ต้องเล่นมันให้ตายในทีเดียวไปเลย!

            “พระตำหนักยงเหอนี่...คงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้วกระมัง... รู้สึกผิดจัง...”

            หลินหยางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้งๆจากนั้นพลันสะบัดมือออกไปเรียกเอาภูเขาหินแร่ขนาดมหึมาออกมาหลายลูกเพื่อตั้งขวางพระตำหนักยงเหอเอาไว้ซึ่งเขาทำไปก็เพื่อที่จะปกป้องพวกพ้องของเขา

            ในขณะเดียวกันเขาก็มองไปที่ศัตรูด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม จากนั้นก็เขวี้ยงขนนกเส้นเล็กๆ นี่ออกไป

            ไม่นะ!!

            ซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนสองคนก็ร้องตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความหวาดกลัว

            เมื่ออยู่ต่อหน้าขนนกของหลินหยางแล้วพวกเขาก็ไม่เหลือสภาพของตัวตนอันแข็งแกร่งอะไรนั่นอยู่เลยพวกเขาในตอนนี้ตกใจกลัวราวกับกระต่ายน้อยที่ตกใจจนฉี่แตกจากนั้นก็พากันหนีเข้าไปหลบอยู่หลังสมบัติที่ซ่างกวันหงเพิ่งเรียกออกมานั่น

            สมบัติชิ้นนี้คือโล่ทรงกลมที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวคนๆหนึ่ง บนโล่ใบนั้นถูกสลักไว้ด้วยสัญลักษณ์รูปหน้าผีที่มีฟันอันแหลมคมอยู่เต็มปากแค่ดูอย่างเดียวก็ทำให้รู้สึกขนลุกแล้ว

            แต่น่าเสียดายที่ซ่างกวันหงคงไม่มีโอกาสได้แสดงประสิทธิภาพของโล่ชิ้นนี้แล้วขนนกอันทรงพลังนั่นของหลินหยางกำลังลอยมาใกล้จะถึงตัวพวกเขาแล้วแรงกดดันที่มันส่งมานั้นทำเอาคนทั้งหมดของอีกฝ่ายพากันเสียขวัญ

            “อวิ๋นเอ๋อร์ รีบมาเร็ว!!”

            ซ่างกวันหงรีบเรียกลูกชายของตัวเองอย่างซ่างกวันอวิ๋นให้มาหลบภัยอยู่หลังโล่อันนี้ทันทีแต่ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งเข้าไปหาพวกเขาอย่างกะทันหัน

            เฉินเฉาเกอ!!

            เดี๋ยวก่อนเฉินเฉาเกอตอนนี้ดูผิดปกติแปลกๆ!!

            สภาพของเฉินเฉาเกอในตอนนี้ดูแปลกประหลาดทั่วทั้งตัวมันมีพลังอันชั่วร้ายชนิดหนึ่งล้อมรอบเอาไว้เป็นพลังแบบที่แตกต่างกับพลังมืดอันน่ากลัวดุจภูตผีของซ่างกวันหงแถมยังดูน่าจะทรงพลังมากกว่าเยอะเลยด้วย

            ร่างกายของมันนั้นขยายใหญ่ขึ้นสามส่วนเสื้อถูกฉีกขาดเนื่องจากการขยายตัวของกล้ามเนื้อดูๆ แล้วมันมีสภาพราวกับภูตผีปีศาจก็ไม่ปานไม่เหลือสภาพของมนุษย์อยู่เลย

            “หลีกไปซะ!!”

            เฉินเฉาเกอพุ่งเข้าไปประชิดที่ตรงกลางระหว่างหลินไป๋ชวนและซ่างกวันหงจากนั้นใช้สองมือตบใส่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางทั้งสองคนด้วยพลังอันมหาศาลจนทั้งสองคนนั้นถูกซัดจนปลิวกระเด็นออกไปคนละทิศโล่ที่ดูชั่วร้ายสุดแสนนั่นก็ถูกเฉินเฉาเกอคว้าเอาไว้ในมืออย่างแน่นหนา

            เรื่องทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในเวลาเพียงสั้นๆเท่านั้น จากนั้นไม่นาน ขนนกอัคคีก็เกิดระเบิดขึ้น

            ราวกับเวลาทั้งหมดได้หยุดลงในพริบตานั้น

            ผู้คนเหมือนจะเห็นขนนกชิ้นนั้นค่อยๆ แตกสลายออกไปจากนั้นก็มีดวงไฟดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาจากข้างในนั้นตามด้วยการระเบิดอันรุนแรงและน่ากลัวจนยากจะอธิบาย

            ตูมม

            ประชาชนชาวอวิ๋นเฉิงแทบจะทุกคนต่างก็ได้ยินเสียงระเบิดอันดังกระหึ่มเกิดขึ้นอีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงที่ตามมาด้วย

            ท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรีพลันส่องสว่างขึ้นราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงที่สองแสงสว่างจ้านั่นทำเอาทัศนียภาพในรัศมีร้อยเมตรรอบๆ นั้นเกิดแสงสว่างจ้าจนเห็นทุกอย่างเป็นเพียงแค่สีขาวเท่านั้น

            ควันรูปหัวเห็ดขนาดมหึมาค่อยๆ ลอยสูงขึ้นแรงอัดกระแทกอันมหาศาลนั่นพุ่งกระจายไปรอบๆ พร้อมกับทำลายทุกๆ อย่างที่ขวางทางจนแหลกละเอียดโดยมีขนนกนั่นเป็นใจกลาง

            เหล่าฆาตกรชุดดำที่นึกว่าพวกตัวเองจะสามารถปราบอาณาจักรชูอวิ๋นลงได้อย่างง่ายดายนั้นตอนนี้พวกมันล้วนถูกแรงระเบิดบดขยี้จนแหลกเละกลายเป็นเศษเนื้อเศษเลือดกระจัดกระจายเต็มไปหมด

            น่ากลัวเหลือเกิน...

            น่ากลัวมากเกินไปแล้ว...

            ว่ากันตามตรงแล้วแม้แต่หลินหยางเองยังรู้สึกตกใจกับพลังของขนนกอัคคีของปี้ฟังที่ถูกสลักอักษรระเบิดลงไปชิ้นนี้

            ตัวเขาที่สวมชุดเกราะราชันเหล็กขาวไว้แล้วพร้อมกับใช้พลังป้องกันขั้นสูงสุดที่เกิดจากพลังฟ้าดินธาตุพสุธามาช่วยป้องกันด้วยแต่ตัวเขาก็ยังคงโดนแรงระเบิดอัดจนตัวลอย

            เวรเอ๊ย...

            โชคดีที่ตัวเองเตรียมการป้องกันเอาไว้ด้วยภูเขาหินแร่อันแข็งแกร่งขนาดมหึมาหลายลูกนั้นน่าจะมากพอที่จะช่วยป้องกันการโจมตีให้คนอื่นๆ ในวังได้

            เพียงแต่หลินหยางก็ยังดูถูกพลังของขนนกนั่นมากไปอยู่ดี

            ภูเขาหินแร่เหล่านั้นที่ล้วนเป็นวัตถุดิบระดับสามขั้นกลางที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความทนทานนั้นกลับถูกแรงระเบิดสลายจนละลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงแม้แต่พระราชวังยงเหอที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานนั่นก็ถูกแรงระเบิดทำลายจนหายไปโดยสิ้นเชิง

            แต่สิ่งที่ทำให้หลินหยางอึ้งก็คือหลังจากที่เขากลับมาตั้งหลักทรงตัวได้แล้วก็มองเห็นพลังฟ้าดินขนาดมหึมาสายหนึ่งห้อมล้อมคนนับร้อยเอาไว้ข้างในมันสามารถป้องกันแรงระเบิดเอาไว้ได้โดยที่ไม่มีใครบาดเจ็บเลย

            ต้วนเทียนหยา!

            นี่เขายังมีพลังเก็บซ่อนอยู่อีกหรือนี่??

            กลุ่มคนเหล่านั้น พอได้เห็นพลังของขนนกอัคคีของปี้ฟังแล้วก็ล้วนแสดงท่าทางตกใจจนฉี่แทบแตกออกมาแม้แต่พวกของเวินติ่งทียนเองก็ยังไม่รู้เลยว่าหลินหยางยังมีไพ่ตายแบบนี้เก็บซ่อนเอาไว้อยู่

            แต่มีเพียงจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนที่เป็นพ่อของเขาเท่านั้นที่ถึงจะมีสีหน้าตกใจแต่ก็เป็นการตกใจแบบธรรมดาๆเท่านั้น

            อย่างกับเขาแค่เห็นเด็กคนหนึ่งหยิบเอาของเล่นที่ค่อนข้างทรงพลังออกมาเล่นก็เท่านั้นไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

            หลินหยางเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไปๆ มาๆ ยิ่งมองเบื้องลึกเบื้องหลังของต้วนเทียนหยาและพ่อผู้เป็นคนธรรมดาไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว...

            ฝั่งของหลินหยางและต้วนเทียนหยาสามารถปกป้องคนของตัวเองจนปลอดภัยไร้บาดแผลได้สำเร็จแต่สำหรับพวกโจรชั่วใจอำมหิตพวกนั้นแล้วการระเบิดเมื่อครู่ก็ไม่ต่างอะไรกับวันสิ้นโลก

            ไม่เหลือเลย...

            ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย...

            อาณาเขตของพระราชวังยงเหอตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ราบเรียบอันกว้างขวางไปแล้วเงาร่างของศัตรูที่เมื่อครู่นี้ยังเหลืออยู่ประมาณยี่สิบกว่าคนนั้นตอนนี้เหลือเพียงแค่สามคนเท่านั้น

            ทั้งเจ้าชายสามัญชน ซ่างกวันอวิ๋นและผู้อาวุโสระดับอวิ้นหลิงผู้น่าสงสารที่ยังไม่เคยได้แสดงฝีมือเลยตั้งแต่เริ่มนั้นล้วนกลายเป็นเศษเนื้อไปหมดแล้ว

            ขนาดยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นยังมีสภาพแบบนั้นแล้วพวกมือสังหารที่มีระดับพลังอยู่แค่ระดับเซียนเทียนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม้แต่ซากก็ยังไม่เหลือ

            คนที่ยังเหลือรอดมาได้นั้นมีแค่สามคน

            ซ่างกวันหงที่ตอนนี้ได้ก้าวเข้าสู่ยมโลกไปครึ่งก้าวแล้ว

            ตอนแรกที่เพิ่งออกโรงนั้นเขายังดูองอาจน่าเกรงขามเหลือคณาอยู่เลยแต่ตอนนี้ร่างกว่าครึ่งของเขาได้แหลกเละไปแล้วมีกระดูกสีขาวหลายชิ้นที่ทิ่มแทงออกมาข้างนอก บนร่างกายมีรอยไหม้เกรียมอยู่เต็มตัวพอลมพัดก็มีกลิ่นคาวเลือดอันเหม็นคลุ้งชวนอ้วกลอยโชยไปทั่ว

            ส่วนหลินไป๋ชวนที่อยู่อีกฝั่งนั้นมีสภาพที่อนาถยิ่งกว่าซ่างกวันหงเสียอีก

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน