ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 52 ศิษย์พี่รอง..ศิษย์น้องเล็ก

    อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

    (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            ณ ใจกลางยุทธทวีป..

            มีสถานที่..ที่หนึ่งที่มีเนื้อที่ราว 251,000 ตารางกิโลเมตร

            ถือว่าเล็กกว่าดินแดนทั้งสี่ที่รายล้อมมากนัก

            แถว ๆ ขอบชายแดนของดินแดนนี้ก็ได้มีหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ มากมายปลูกสร้างอยู่ล้อมรอบ

            โดยที่จุดศูนย์กลางของดินแดนนี้คือสำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่ง

            สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลัก

             

            เมืองหรือหมู่บ้านที่ล้อมรอบอยู่รอบเขตชายแดนนั้นต่างได้รับกำไลกันถ้วนหน้า

            แม้ว่าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักจะมีกิจการหลักสองอย่างคือเหมืองแร่หินวิเศษต่าง ๆ และกิจการรับจ้างทำงานที่ได้รับมอบหมายจ้างวานมา

            แต่เมื่อยามใดที่หมู่บ้านหรือเมืองนั้น ๆ เกิดปัญหา..

            สำนักที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ก็จะส่งความช่วยเหลือทุกประการโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนไปให้โดยทันทีทันใด

             

            สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักนั้นถือได้ว่าให้อิสระกับศิษย์ของพวกมันมากพอสมควรในการตั้งที่อยู่อาศัย

            หากใครอยากอยู่ในถ้ำ สามารถหาโพรงถ้ำอาศัยอยู่ได้โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือห้ามขุดทำลายภูเขา

            หรือใครอยากสร้างบ้านต้นไม้ สำนักแห่งนี้ก็มิได้ห้ามขอเพียงรักษาสภาพแวดล้อมให้คงเดิม..ได้เป็นพอ

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช้ว่าให้อิสระแล้วจะอยู่ที่ใดตามใจชอบได้..

            ขอเพียงพวกมันอยู่ในเขตตามสถานะของพวกมัน เท่านี้จะทำอะไรก็ได้ตามใจตน

            โดยศิษย์หลักสายนอกชายจะกระจุกรวมตัวอยู่ทางทิศใต้ของสำนักที่เขตป่าสน ส่วนศิษย์หลักฝ่ายนอกหญิงจะอาศัยอยู่แถวเขตภูเขาทางทิศเหนือที่เรียกว่าเขาเบญจมาศ

            ทางทิศตะวันออกเป็นเขตของศิษย์หลักสายในทั้งชายและหญิง รวมถึงพวกนักการทำงานจิปาถะของสำนักในเขตธารหิมาลัย

            ส่วนทิศตะวันตกนั้นเป็นเขตของเหล่าอาจารย์ทั่วไปและศิษย์เอกของผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักทั้งหก

            ได้แก่ ศิษย์สายตรงเจ้าสำนัก ศิษย์สายตรงรองเจ้าสำนัก ศิษย์สายตรงผู้คุมกฎ ศิษย์สายตรงเจ้าเขาเบญจมาศ ศิษย์สายตรงเจ้าป่าสน และศิษย์สายตรงเงาเจ้าสำนัก

            โดยพวกเขาทั้งหกนี้สามารถรับศิษย์หลักสายตรงของตนเองได้เพียงคนละหกคนเท่านั้น มิอาจรับได้มากกว่านี้ได้ ยกเว้นเพียงศิษย์ของมันผู้นั้น

            มีคนหนึ่งคนใด..

            พิการหมดสิ้นวรยุทธ์ หรือถึงแก่กรรมเท่านั้นจึงจะสามารถรับเพิ่มมาได้ตามจำนวนที่เป็น

            และส่วนกลางสุด..

            แน่นอนว่าเป็นที่ตั้งของตำหนักต่าง ๆ ของสำนักสี่ขุนเขา โดยเฉพาะ ตำหนักเจ้าสำนัก

             

            ในตอนนี้..

            มีคนผู้หนึ่งได้ยืนอยู่หน้าประตูของตำหนักเจ้าสำนัก

            มันผู้นั้นหาได้เป็นใครอื่น..

            นั่นก็คือช่างซื่อ

             

            “เข้ามาได้แล้วศิษย์พี่รอง..

            ฉันไม่ว่างเดินไปเปิดประตูต้อนรับท่านหรอกหนา”

             

            ไม่ทันที่ช่างซื่อจะกล่าวจะพูดอะไร

            จู่ ๆ ก็มีเสียงของคนที่อยู่ภายในตำหนักร้องตะโกนเรียกตนให้เดินเข้าไป

            “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า..ศิษย์น้องเล็ก”

            ช่างซื่อใช้มือผลักประตูพร้อมปากที่อ้าเอ่ย

            สองเท้าของมันเดินจ้ำอาด ๆ ตรงไปยังโต๊ะรับแขกที่ในตอนนี้มีอาหารและเหล้ามากมายวางรออยู่

             

            “ทางลับทางนั่นมีเพียงพวกเราเจ็ดพี่น้องเท่านั้นที่รู้และฉันได้วางกลไกเอาไว้

            ทำให้ฉันสามารถรู้ได้ตลอดเวลาว่าใครใช้ทางนั้นสัญจรเดินเข้าออก”

            คนที่กล่าวนั้นเป็นบุรุษวัยใกล้ชราที่มีผิวขาวเผือกไว้หนวดเคลาที่ตัดเล็มอย่างประณีต โดยส่วนของศีรษะนั้น เส้นผมของมันก็มีผมขาวแซมดำสลับกันไปมา ทว่าตรงหนวดเคลาที่สุดยาวนั้นกลับขาวทุกเส้น

            ใบหน้าของมันนั้นดูร่าเริงทว่านัยน์ตาทั้งสองคู่กับแฝงความขุ่นหมองเอาไว้ มันผู้นี้มีนามว่า ซุน ป๋ายเหยียน เจ้าสำนักสี่ขุนเขารุ่นปัจจุบัน

            และตอนนี้เจ้าสำนักซุนกำลังง่วนอ่านเขียนเอกสารบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้น ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองหรือพูดกับคนที่มันพูดด้วยเลยแม้แต่น้อย

             

            “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงคิดว่าเป็นข้าในเมื่อน้องสามก็เป็นถึงเจ้าเขาเบญจมาศ..

            น้องสี่เป็นรองเจ้าสำนักยังไม่รวมน้องห้าที่เป็นเงาของเจ้า

            อีก..

            ข้าแถมหลี่ ชิวเหมย ให้อีกคน”

            ช่างซื่อนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกก่อนรินเหล้าแล้วยกซด

             

            “ศิษย์พี่สามเธอยุ่งกับเขาเบญจมาศเธออยู่ เธอคงไม่ว่างมาหาฉันจนถึงวันมะรืน

            ศิษย์พี่สี่เพิ่งยกเอกสารพวกนี้มาให้ฉันจัดการ ส่วนศิษย์พี่ห้าเมื่อสองวันก่อนบอกว่าเขาอยู่ที่จักรวรรดิเต่าทมิฬ

            เขาคงไม่มาถึงที่นี่ในวันนี้แน่

            และหลี่ชิวเหมย..

            เธอตอนนี้เป็นประมุขพรรคมารฯ

            หากเธอจะมาหาฉันก็คงยกพรรคพวกมารุมตีฉันแน่

            ทีนี้ก็เหลือเพียงท่านเพียงคนเดียว.. ยกเว้นจะเป็นผีของศิษย์พี่ใหญ่

            แต่ถ้าคิดตามนิสัยของศิษย์พี่ใหญ่..

            เขาคงมาเข้าฝันฉันมากกว่า”

            ซุนป๋ายเหยียนยกมือข้างขวาที่ไม่ได้จับพู่กันชี้ไปที่ช่างซื่อโดยสายตาคนยังจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะทำงานของตน

            “ขอฉันจัดการเอกสารพวกนี้สักครู่ก่อน..

            เราสองพี่น้องค่อยมานั่งคุยรำลึกความหลังกันหลังจากฉันเสร็จงาน”

             

            ช่างซื่อนั่งรอตรงนั้นอยู่ราว ๆ สองเค่อ (30นาที) คนที่มันมาหาจึงได้วางพู่กันลงก่อนบิดขี้เกียจแล้วจึงลุกจากเก้าอี้ของมันขึ้นมา

            “ทำให้พี่ต้องคอยแล้วศิษย์พี่รอง..

            เอกสารพวกนี้เร่งด่วนจริง ๆ

            เดือนหน้าก็ปลายสารทฤดูแล้ว..

            ต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนเทศกาลเก็บเกี่ยว”

             

            “เทศกาลเก็บเกี่ยวรึ..

            อืม....ม..

            พอมาได้ยินหลังจากผ่านมายี่สิบปีแล้วรู้สึกแก่ขึ้นโขเลยนะ..ข้านี่...

            เจ้าเองก็เป็นเจ้าสำนักแล้ว..

            ช่วงนี้งานคนยุ่งมาก..

            ว่าแต่..”

            ช่างซื่อกล่าวพร้อมกับเยาะยิ้มออกมาเบา ๆ มือของมันรินเหล้าใส่จอกสองจอกก่อนโยนจอกหนึ่งที่รินเหล้าไว้ปริ่มปากแก้วไปให้คนที่เดินตรงเข้าหาตน

            “..ตอนนี้ ข้าสมควรเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องเล็ก..

            หรือควรเรียกว่าท่านเจ้าสำนักดีละ..ป๋ายเหยียน”

             

            “แน่นอนว่าท่านจะเรียกฉันว่าเช่นไรก็ได้ อย่างไรในใจของฉัน

            พี่ก็ยังเป็นศิษย์พี่รองผู้เข้มงวดของฉันอยู่เสมอ”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวตอบ

            ตัวคนเป็นเจ้าสำนักใช้สองมือกุมจอกเหล้าในมือแล้วยืนไปทางช่างซื่อด้วยท่าทางเคารพแล้วจึงยกเหล้าจอกนั้นขึ้นดื่ม

            “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน..

            ศิษย์พี่รอง..”

             

            “บ้านรึ..!?

            หึ..

            ข้าคงไม่กล้าเรียกที่นี่ว่าบ้านหรอก..

            ผิดบาปที่ข้าเคยก่อนั้น.. มันมากมายมหันต์..

            ข้าไม่กล้าเอาตัวเองมาทำให้สถานที่แห่งนี้แปดเปื้อนเพราะข้าหรอก..”

            คำกล่าวของช่างซื่อนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

            น้ำจัณฑ์ที่รดลงคอนั้นก็มิอาจชะล้างหัวใจที่รู้ถึงความผิดบาปให้หายไปได้

             

            “เรื่องท่านแฝงตัวเข้าพรรคมาร พวกเราสำนักสี่ขุนเขาล้วนประกาศบอกออกไปโดยทั่วตั้งแต่พรรคมารประกาศว่าสักหารท่านได้เมื่อหลายปีก่อน

            ทุกคนที่เป็นเหยื่อจากโศกนาฏกรรมนั้นล้วนแล้วแต่เข้าใจในเจตนาของท่านดี

            ท่านสามารถกลับมายืนในที่แจ้งได้อย่างองอาจ

            ทุกคนในยุทธภพล้วนเข้าใจ..

            ท่านอย่าได้คิดมากเลยศิษย์พี่รอง”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวก่อนทรุดตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ยาวตัวใกล้ ๆ กับช่างซื่อพร้อมรินเหล้าให้มันและเติมเหล้าให้ตนเอง

             

            “ปากบอกเข้าใจแต่ใจล้วนไม่ยอมรับ

            อย่าเลย..

            ปล่อยให้พวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้วนั่นแหละดี

            ให้มันคิดแค้นกับผีของข้าดีกว่าไปลงกับผู้อื่นที่ข้าห่วงใย”

            ช่างซื่อกล่าวก่อนช้อนสายตาขึ้นมองบนเพดานประหนึ่งว่าแผ่นปูนอันราบเรียบนั้นมีใบหน้าของคนที่มันเคยฆ่าสังหารไปวาดประดับอยู่

             

            “เป็นท่านเสียมากกว่า.. ที่ปากบอกให้รู้ว่าตนเองตายแต่กลับไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าท่านตาย”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวอย่างรู้ทัน

            “อย่างไร..ศิษย์พี่รอง..

            ท่านได้แวะไปหาแม่หญิงตงชเวมาใช่หรือไม่..”

             

            “เพราะแบบนี้..

            ข้าถึงได้เกลียดเจ้าและศิษย์พี่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเราเจ็ดพี่น้อง

            อย่างไรอีก..อะไรถึงทำให้เจ้ารู้ว่าข้าไปหานางมา”

            ช่างซื่อกลอกตามองศิษย์น้องเล็กของมันตรงหน้า

             

            “ยากกระไร..ยากกระไร

            คำนวณเวลาที่ท่านออกจากเมืองและกว่าจะมาหาฉันได้..

            ฉันก็รู้แล้วว่าท่านต้องแวะไปหาแม่ตงชเวมา..

            แลให้ฉันเดาอีก..

            ท่านคงไม่กล้าสู้หน้าเธอ..

            พอเห็นหน้า..

            ก็จากมาเลยสิท่า..”

            ซุนป๋ายเหยียนยิ้มตอนกล่าว

            แต่เมื่อเห็นว่าช่างซื่อไม่ได้คัดค้าน ตัวของศิษย์น้องเล็กพลันถอดทอนใจออกมายืดยาว

            “เห้อ....อ..

            ท่านก็ยังเป็นท่าน..

            นิสัยเหมือนหมาป่า..

            รู้ว่าชอบอยู่รวมฝูงแต่ก็มักจะเสือกตัวออกห่างฝูงเพราะกลัวว่าจะมีเสือหรือสิงโตตามตนเองกลับมา..”

             

            “พอเถอะ..พอเลย..

            เจ้ามัวแต่ซักไซ้ข้าจนเหล้าข้าจืดสนิท”

            ช่างซื่อยกมือโบกปัดแบบรำคาญก่อนยกจอกของเหลวรดลงคออีกครั้ง

             

            “ฉันพูดจริง ๆ นะศิษย์พี่รอง ท่านควรกลับไปหาเธอ..

            เธอยังคงหวนระลึกคิดถึงท่านอยู่เสมอ..

            แม่ตงชเวถึงกลับรับเลี้ยงเด็กที่มีปราณประทับร่างเป็นหมาป่าที่คล้ายท่านมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมของเธอ

            อีกอย่าง..

            ระดับอาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งสกุลปีกมังกร..

            อย่างไรเธอก็สามารถดูแลตนเองได้

            ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เธอเดือดร้อนดอก..”

            เจ้าสำนักซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดจริงจัง

             

            เมื่อซุนป๋ายเหยียนกล่าวถึงบุตรบุญธรรมของนาง..

            ช่างซื่อก็นึกถึงใบหน้าของบุรุษหนุ่มคนนั้นว่าท่านแม่ได้ออก

            'ที่แท้ก็ลูกบุญธรรมรึ..'

             

            “หืม? ท่านยิ้ม?

            อย่าบอกฉันหนาว่าท่านไปหาเธอมาแล้ว

            และพอได้เห็นลูกบุญธรรมของเธอ ท่านเลยคิดว่าเธอแต่งงานไปแล้ว?”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวคาดเดาความคิดของตนออกมา

             

            “เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกว่าเกลียดเจ้าอยู่หยก ๆ”

            ช่างซื่อรีบหุบยิ้มที่มันเผลอแง้มออกมาเพราะถูกศิษย์คนน้องของมันเดาใจถูก

            แล้วด้วยความหมั่นใส่ผสมกับความสงสาร..

            ช่างซื่อจึงเปลี่ยนสีหน้าให้ดูอ่อนลงแล้วจึงเอ่ย..

            “เรื่องของข้า..

            เจ้าไม่ต้องมาคอยยุ่งคอยเสี้ยมหรอก..

            ห่วงเรื่องของตัวเจ้าเองดีกว่า..

            ป๋ายเหยียน”

            ช่างซื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็ได้จ้องมองสบตาของศิษย์คนน้องของมัน

            ดวงตาของซุนป๋ายเหยียนนั้นแม้จะมีร่องรอยปรากฏขึ้นมากมายตามกาลเวลา

            แต่ดวงตานั้นยังคงเหมือนเดิม..

            อย่างที่ช่างซื่อจำได้..

            ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตรนั้น เวลาจ้องมองผู้อื่น.. ความเป็นมิตรนั้นยังคงเหมือนเก่าไม่แปรงเปลี่ยน

            ทว่าแต่หากจ้องลงลึกแล้วเพ่งพินิจดูนาน ๆ เมินรอยเหี่ยวย่นขึ้นตามวัยของซุนป๋ายเหยียนไป..

            ก็จะเห็นถึงร่องลึกตรงจมูกตาที่บ่งบอก ว่ามันผู้นี้ผ่านการร่ำไห้มายาวนาน..

            จนเกิดเป็นร่องบุ๋มลึกร่องนั้นขึ้นมา..

            “เป็นเจ้ามากกว่าที่น่าเป็นห่วง..

            ข้าไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าเอาแต่โหมงานหนักเพื่อไม่ให้นึกถึงเมียและลูกของเจ้าใช่หรือไม่..

            ป๋ายเหยียน”

             

            ได้ฟังคำตอกย้ำถึงอดีต..

            จู่ ๆ เจ้าสำนักซุนก็ได้ล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อก่อนหยิบกล่องเหล็กกล่องหนึ่งขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือออกมา

            กล่องเหล็กใบนั้นเมื่อถูกหยิบออกมา..

            ตัวคนเคราขาวพลันเปิดกล่องอ้าออก ก็พบของที่เก็บอยู่ภายในที่เต็มไปด้วยยาสูบหลายมวลวางเรียงอยู่

            ซุนป๋ายเหยียบหยิบออกมาตัวหนึ่งคาบไว้ที่ปาก..

            ตัวคนพยายามค้นหาสิ่งของที่สามารถจุดประกายไฟได้ก่อนจะนึกออกว่ามันลืมวางไว้บนโต๊ะทำงาน

            ด้วยเหตุนี้ซุนป๋ายเหยียนจึงหันมองไปทางศิษย์พี่รองของมัน

            “ขอไฟท่านหน่อย”

             

            “เดี๋ยวนี้เจ้าสูบมันด้วย?”

            แม้จะไม่ชอบใจ..

            แต่คนเป็นศิษย์พี่รองก็ยื่นมือไปทางศิษย์น้องเล็กของมันแต่โดยดีก่อนที่จะเกิดเป็นไฟสีกรมขึ้นที่นิ้วชี้ของชายชราผมขาว

             

            “ฉันสูบมันหลังจากเมียของฉันตายไปน่ะ..

            หากมิใช่เพราะตำแหน่งเจ้าสำนัก..

            ป่านนี้ฉันคงกลายเป็นขี้เหล้าไปแล้ว... (ฟู่) ”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวพร้อมพ่นควันสีเทาออกมาก่อนเก็บกล่องเหล็กของตนเองกลับที่เดิม

            ด้านช่างซื่อเองก็ได้ดับไฟที่นิ้วของตนก่อนเก็บมือกลับไปกอดอก

             

            เมื่อได้ยินคนเป็นศิษย์น้องกล่าวถึงภรรยาผู้ล่วงลับของมัน..

            ก็ปรากฏภาพในอดีตที่ช่างซื่ออยากจะลืมขึ้นมาในหัวสมอง

            ภาพของซุนป๋ายเหยียนนั่งกอดศพเมียรักพร้อมกับร่ำไห้ออกมาราวกับคนบ้าเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อนยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของช่างซื่อ

            แล้วเรื่องที่น่าเศร้าไปกว่านั้น..

            คือลูกชายของมันที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนก็ได้หายตัวไป..

            เดาว่าคงตายไปแล้วแต่ไม่อาจหาศพพบเพราะร่างของเด็กทารกนั้นเล็กมากนัก

            ซึ่งแน่นอน..

            นี่คือความชั่วช้าของคนพรรคมารฯ มันเป็นแผนที่คนพรรคมารฯ ใช้เพื่อตัดกำลังบั่นทอนจิตใจของคนที่มันคิดว่าเก่งที่สุด

            ซึ่งแน่นอน..

            ทุกคนทั่วหล้าต่างรู้ดี..

            ว่าจอมยุทธ์วานรขาวหรือซุนป๋ายเหยียน หนึ่งในหกศิษย์เอกของจอมปราชญ์กระบี่ฟ้านั้นเป็นศิษย์ที่โดดเด่นเป็นอันดับสามในบรรดาศิษย์ทั้งหก..

            ทว่าเรื่องความเฉลียวแล้วคืออันดับหนึ่งจึงทำให้มันนั้นเป็นตัวอันตราย

            แล้วด้วยชื่อเสียงของมัน ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างยากจะปิดบัง..

            โดยเฉพาะเรื่องความรักของมันกับภรรยา

            แม้นซุนป๋ายเหยียนจะเตรียมตัว พาเมียท้องอ่อน ๆ ไปแอบในที่ลับตาที่แม้แต่ศิษย์พี่ทั้งห้าคนมิอาจรู้แล้วก็ตามที

            แต่น่าเสียดาย..

            ความลับนั้นล้วนเก็บได้ยากยิ่งเมื่อสตรีที่มันรักนั้นท้องแก่ใกล้คลอด

            แพทย์หมอที่ได้ทำคลอดให้ภรรยาสาวดันขายข่าวให้คนพรรคมารฯ ซึ่งกว่าที่ช่างซื่อที่แฝงตัวอยู่ในพรรคมารจะรู้เรื่อง ทุกสิ่งอย่างล้วนสายเกินแก้

            เกล็ดย้อนที่มิอาจถูกแตะต้องพลันถูกกระชากออก หัวใจของจอมยุทธ์วานรขาวถูกขยี้บี้แหลก

            ซุนป๋ายเหยียนในตอนนั้นร่ำไห้ราวกับคนบ้าเสียสติ

            เป็นบ้าบอกอดศพเมียอยู่สามวันสามคืนกว่าจะยอมปล่อย

            ในงานศพ..

            ร่างของคนเป็นพ่อหม้ายเองกลับไร้ร่องรอย

            มันตัวเพียงคนเดียวบุกไปยังรังของคนพรรคมารฯ พร้อมสำแดงเดชด้วยฤทธิ์ของเพลิงแค้น สังหารสองในเจ็ดบาปสิ้นพร้อมลูกกระจ๊อกอีกค่อนพรรค เล่นทำเอาคนทั้งพรรคมารและภาคีกระบี่ขาวระส่ำระสายกันโดยทั่ว จนเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนพรรคมารฯ แพ้พ่ายในไม่กี่เดือนให้หลัง

             

            “เห้อป๋ายเหยียน...

            เจ้าทำร้ายตนเองเช่นนี้ ระวังน้องสะใภ้จะร่ำไห้อยู่บนสวรรค์เล่า”

            ช่างซื่อส่ายหัวไปมา

            “อีกอย่าง..

            เจ้าอย่าลืม..

            ว่าเจ้ายังเหลือลูกสาวอยู่..”

             

            “ฉันมอบเธอให้คนอื่นแล้ว”

            เจ้าสำนักซุนกล่าวพร้อมพ่นควันสีเทาออกมาอีกครั้ง สายตาคนมองสบตากับศิษย์พี่ของตนเอง

            “ท่านอย่าได้เข้าใจเจตนาของฉันผิดไป..

            ที่ฉันมอบเธอให้ผู้อื่น ก็เพื่อตัวของเธอและฉัน

            หากเหตุการณ์ในกาลก่อนย้อนคืนกลับมาฉายซ้ำ..

            ท่านคิดว่าหัวใจของฉันยังมีที่ว่างเหลือพอสำหรับความเจ็บปวดรอบใหม่ได้อีกฤๅ?”

             

            “เอาเถอะ.. เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้า

            อย่างไรก็เป็นเจ้าที่ต้องตัดสินใจ”

            ช่างซื่อพูดอย่างเหน็ดหน่าย

             

            “บางครั้งฉันก็แอบขำคำที่เขาเยินยอพวกเรา..

            หกกระบี่แห่งซื่อซานว่าเก่งอย่างนั้น.. หกกระบี่แห่งซื่อซานยิ่งใหญ่อย่างนี้

            ใครเลยจะรู้ว่าพวกเราทั้งหกพี่น้อง.. ต่างคน.. ต่างมีบาดแผลในใจกันทุกคนจากศึกครานั้น..

            ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ใครคนอื่นเอ่ยชมพวกเราหกพี่น้อง”

            ซุนป๋ายเหยียนพ่นควันเทาออกจากปากอีกครั้ง มือข้างที่ว่างอยู่พลันยกจอกเหล้าขึ้นซด

            “อ่า..

            จริงของท่าน..

            ฉันไม่น่านึกถึงเรื่องแย่ ๆ เลย..

            ทำเอาเหล้าจืดสนิท..

            ว่าแต่ศิษย์พี่รอง.. หลานของพวกเรามันเป็นเช่นไร? พอจะมีแววเหมือนศิษย์พี่ใหญ่ฤๅไม่?”

             

            “อืม....ม..

            มันได้ความฉลาดจากแม่ของมันมา แถมยังได้ความสามารถเชิงยุทธ์จากศิษย์พี่ใหญ่มาเต็ม ๆ ไหนจะความพากเพียรและพลังสถิตนั่นอีก..

            ข้าคิดว่าภายภาคหน้าเมื่อมันโตขึ้น..

            แม้แต่พวกเราหกกระบี่ก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน”

            ช่างซื่อกล่าวออกมาด้วยใบหน้าสุดภูมิใจ

            หลิวเจี้ยนที่มันคอยปกป้องครั้งอยู่ต่างแดนใครจะคิดว่ามันจะมีพรสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้

            บุตรบุญธรรมของมันคนนี้ ดูคล้ายจะเป็นหนึ่งกำลังใจที่ทำให้ชายเฒ่าผมหงอกมาดขอทานผู้นี้มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อคอยเฝ้าดูว่าหลิวเจี้ยนมันจะไปไกลได้ถึงขนาดไหน

             

            “กล่าวถึงพลังสถิต..

            เห็นเจ้าคุณพี่ของฉัน (ซุนต้าชิง) บอกว่าหลานเจี้ยนมีพลังสถิตที่ไม่ธรรมดารึ..”

            ซุนป๋ายเหยียนกล่าวพร้อมบี้ดับสิ่งที่ทำให้เสียสุขภาพในมือลงบนโต๊ะ

            สายตาจดจ้องมองไปยังศิษย์ผู้พี่ของมันอย่างแน่วแน่ในเชิงตั้งคำถาม

             

            “ป๋ายเหยียน..

            เจ้าเคยคิดไหมว่าอาจมีพลังสถิตที่อยู่เหนือกว่าสัตว์เทพทั้งสี่ทิศ”

            ช่างซื่อกล่าวออกมา ท่าทางของคนดูสบาย ๆ

            แต่ทว่าตัวคนกลับรู้สึกว่าสิ่งที่มันกล่าวออกมานั้นถูกต้องที่สุด

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810