อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
ณ ใจกลางยุทธทวีป..
มีสถานที่..ที่หนึ่งที่มีเนื้อที่ราว 251,000 ตารางกิโลเมตร
ถือว่าเล็กกว่าดินแดนทั้งสี่ที่รายล้อมมากนัก
แถว ๆ ขอบชายแดนของดินแดนนี้ก็ได้มีหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ มากมายปลูกสร้างอยู่ล้อมรอบ
โดยที่จุดศูนย์กลางของดินแดนนี้คือสำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่ง
สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลัก
เมืองหรือหมู่บ้านที่ล้อมรอบอยู่รอบเขตชายแดนนั้นต่างได้รับกำไลกันถ้วนหน้า
แม้ว่าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักจะมีกิจการหลักสองอย่างคือเหมืองแร่หินวิเศษต่าง ๆ และกิจการรับจ้างทำงานที่ได้รับมอบหมายจ้างวานมา
แต่เมื่อยามใดที่หมู่บ้านหรือเมืองนั้น ๆ เกิดปัญหา..
สำนักที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ก็จะส่งความช่วยเหลือทุกประการโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนไปให้โดยทันทีทันใด
สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักนั้นถือได้ว่าให้อิสระกับศิษย์ของพวกมันมากพอสมควรในการตั้งที่อยู่อาศัย
หากใครอยากอยู่ในถ้ำ สามารถหาโพรงถ้ำอาศัยอยู่ได้โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือห้ามขุดทำลายภูเขา
หรือใครอยากสร้างบ้านต้นไม้ สำนักแห่งนี้ก็มิได้ห้ามขอเพียงรักษาสภาพแวดล้อมให้คงเดิม..ได้เป็นพอ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช้ว่าให้อิสระแล้วจะอยู่ที่ใดตามใจชอบได้..
ขอเพียงพวกมันอยู่ในเขตตามสถานะของพวกมัน เท่านี้จะทำอะไรก็ได้ตามใจตน
โดยศิษย์หลักสายนอกชายจะกระจุกรวมตัวอยู่ทางทิศใต้ของสำนักที่เขตป่าสน ส่วนศิษย์หลักฝ่ายนอกหญิงจะอาศัยอยู่แถวเขตภูเขาทางทิศเหนือที่เรียกว่าเขาเบญจมาศ
ทางทิศตะวันออกเป็นเขตของศิษย์หลักสายในทั้งชายและหญิง รวมถึงพวกนักการทำงานจิปาถะของสำนักในเขตธารหิมาลัย
ส่วนทิศตะวันตกนั้นเป็นเขตของเหล่าอาจารย์ทั่วไปและศิษย์เอกของผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักทั้งหก
ได้แก่ ศิษย์สายตรงเจ้าสำนัก ศิษย์สายตรงรองเจ้าสำนัก ศิษย์สายตรงผู้คุมกฎ ศิษย์สายตรงเจ้าเขาเบญจมาศ ศิษย์สายตรงเจ้าป่าสน และศิษย์สายตรงเงาเจ้าสำนัก
โดยพวกเขาทั้งหกนี้สามารถรับศิษย์หลักสายตรงของตนเองได้เพียงคนละหกคนเท่านั้น มิอาจรับได้มากกว่านี้ได้ ยกเว้นเพียงศิษย์ของมันผู้นั้น
มีคนหนึ่งคนใด..
พิการหมดสิ้นวรยุทธ์ หรือถึงแก่กรรมเท่านั้นจึงจะสามารถรับเพิ่มมาได้ตามจำนวนที่เป็น
และส่วนกลางสุด..
แน่นอนว่าเป็นที่ตั้งของตำหนักต่าง ๆ ของสำนักสี่ขุนเขา โดยเฉพาะ ตำหนักเจ้าสำนัก
ในตอนนี้..
มีคนผู้หนึ่งได้ยืนอยู่หน้าประตูของตำหนักเจ้าสำนัก
มันผู้นั้นหาได้เป็นใครอื่น..
นั่นก็คือช่างซื่อ
“เข้ามาได้แล้วศิษย์พี่รอง..
ฉันไม่ว่างเดินไปเปิดประตูต้อนรับท่านหรอกหนา”
ไม่ทันที่ช่างซื่อจะกล่าวจะพูดอะไร
จู่ ๆ ก็มีเสียงของคนที่อยู่ภายในตำหนักร้องตะโกนเรียกตนให้เดินเข้าไป
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า..ศิษย์น้องเล็ก”
ช่างซื่อใช้มือผลักประตูพร้อมปากที่อ้าเอ่ย
สองเท้าของมันเดินจ้ำอาด ๆ ตรงไปยังโต๊ะรับแขกที่ในตอนนี้มีอาหารและเหล้ามากมายวางรออยู่
“ทางลับทางนั่นมีเพียงพวกเราเจ็ดพี่น้องเท่านั้นที่รู้และฉันได้วางกลไกเอาไว้
ทำให้ฉันสามารถรู้ได้ตลอดเวลาว่าใครใช้ทางนั้นสัญจรเดินเข้าออก”
คนที่กล่าวนั้นเป็นบุรุษวัยใกล้ชราที่มีผิวขาวเผือกไว้หนวดเคลาที่ตัดเล็มอย่างประณีต โดยส่วนของศีรษะนั้น เส้นผมของมันก็มีผมขาวแซมดำสลับกันไปมา ทว่าตรงหนวดเคลาที่สุดยาวนั้นกลับขาวทุกเส้น
ใบหน้าของมันนั้นดูร่าเริงทว่านัยน์ตาทั้งสองคู่กับแฝงความขุ่นหมองเอาไว้ มันผู้นี้มีนามว่า ซุน ป๋ายเหยียน เจ้าสำนักสี่ขุนเขารุ่นปัจจุบัน
และตอนนี้เจ้าสำนักซุนกำลังง่วนอ่านเขียนเอกสารบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้น ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองหรือพูดกับคนที่มันพูดด้วยเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงคิดว่าเป็นข้าในเมื่อน้องสามก็เป็นถึงเจ้าเขาเบญจมาศ..
น้องสี่เป็นรองเจ้าสำนักยังไม่รวมน้องห้าที่เป็นเงาของเจ้า
อีก..
ข้าแถมหลี่ ชิวเหมย ให้อีกคน”
ช่างซื่อนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกก่อนรินเหล้าแล้วยกซด
“ศิษย์พี่สามเธอยุ่งกับเขาเบญจมาศเธออยู่ เธอคงไม่ว่างมาหาฉันจนถึงวันมะรืน
ศิษย์พี่สี่เพิ่งยกเอกสารพวกนี้มาให้ฉันจัดการ ส่วนศิษย์พี่ห้าเมื่อสองวันก่อนบอกว่าเขาอยู่ที่จักรวรรดิเต่าทมิฬ
เขาคงไม่มาถึงที่นี่ในวันนี้แน่
และหลี่ชิวเหมย..
เธอตอนนี้เป็นประมุขพรรคมารฯ
หากเธอจะมาหาฉันก็คงยกพรรคพวกมารุมตีฉันแน่
ทีนี้ก็เหลือเพียงท่านเพียงคนเดียว.. ยกเว้นจะเป็นผีของศิษย์พี่ใหญ่
แต่ถ้าคิดตามนิสัยของศิษย์พี่ใหญ่..
เขาคงมาเข้าฝันฉันมากกว่า”
ซุนป๋ายเหยียนยกมือข้างขวาที่ไม่ได้จับพู่กันชี้ไปที่ช่างซื่อโดยสายตาคนยังจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะทำงานของตน
“ขอฉันจัดการเอกสารพวกนี้สักครู่ก่อน..
เราสองพี่น้องค่อยมานั่งคุยรำลึกความหลังกันหลังจากฉันเสร็จงาน”
ช่างซื่อนั่งรอตรงนั้นอยู่ราว ๆ สองเค่อ (30นาที) คนที่มันมาหาจึงได้วางพู่กันลงก่อนบิดขี้เกียจแล้วจึงลุกจากเก้าอี้ของมันขึ้นมา
“ทำให้พี่ต้องคอยแล้วศิษย์พี่รอง..
เอกสารพวกนี้เร่งด่วนจริง ๆ
เดือนหน้าก็ปลายสารทฤดูแล้ว..
ต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนเทศกาลเก็บเกี่ยว”
“เทศกาลเก็บเกี่ยวรึ..
อืม....ม..
พอมาได้ยินหลังจากผ่านมายี่สิบปีแล้วรู้สึกแก่ขึ้นโขเลยนะ..ข้านี่...
เจ้าเองก็เป็นเจ้าสำนักแล้ว..
ช่วงนี้งานคนยุ่งมาก..
ว่าแต่..”
ช่างซื่อกล่าวพร้อมกับเยาะยิ้มออกมาเบา ๆ มือของมันรินเหล้าใส่จอกสองจอกก่อนโยนจอกหนึ่งที่รินเหล้าไว้ปริ่มปากแก้วไปให้คนที่เดินตรงเข้าหาตน
“..ตอนนี้ ข้าสมควรเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องเล็ก..
หรือควรเรียกว่าท่านเจ้าสำนักดีละ..ป๋ายเหยียน”
“แน่นอนว่าท่านจะเรียกฉันว่าเช่นไรก็ได้ อย่างไรในใจของฉัน
พี่ก็ยังเป็นศิษย์พี่รองผู้เข้มงวดของฉันอยู่เสมอ”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวตอบ
ตัวคนเป็นเจ้าสำนักใช้สองมือกุมจอกเหล้าในมือแล้วยืนไปทางช่างซื่อด้วยท่าทางเคารพแล้วจึงยกเหล้าจอกนั้นขึ้นดื่ม
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน..
ศิษย์พี่รอง..”
“บ้านรึ..!?
หึ..
ข้าคงไม่กล้าเรียกที่นี่ว่าบ้านหรอก..
ผิดบาปที่ข้าเคยก่อนั้น.. มันมากมายมหันต์..
ข้าไม่กล้าเอาตัวเองมาทำให้สถานที่แห่งนี้แปดเปื้อนเพราะข้าหรอก..”
คำกล่าวของช่างซื่อนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
น้ำจัณฑ์ที่รดลงคอนั้นก็มิอาจชะล้างหัวใจที่รู้ถึงความผิดบาปให้หายไปได้
“เรื่องท่านแฝงตัวเข้าพรรคมาร พวกเราสำนักสี่ขุนเขาล้วนประกาศบอกออกไปโดยทั่วตั้งแต่พรรคมารประกาศว่าสักหารท่านได้เมื่อหลายปีก่อน
ทุกคนที่เป็นเหยื่อจากโศกนาฏกรรมนั้นล้วนแล้วแต่เข้าใจในเจตนาของท่านดี
ท่านสามารถกลับมายืนในที่แจ้งได้อย่างองอาจ
ทุกคนในยุทธภพล้วนเข้าใจ..
ท่านอย่าได้คิดมากเลยศิษย์พี่รอง”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวก่อนทรุดตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ยาวตัวใกล้ ๆ กับช่างซื่อพร้อมรินเหล้าให้มันและเติมเหล้าให้ตนเอง
“ปากบอกเข้าใจแต่ใจล้วนไม่ยอมรับ
อย่าเลย..
ปล่อยให้พวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้วนั่นแหละดี
ให้มันคิดแค้นกับผีของข้าดีกว่าไปลงกับผู้อื่นที่ข้าห่วงใย”
ช่างซื่อกล่าวก่อนช้อนสายตาขึ้นมองบนเพดานประหนึ่งว่าแผ่นปูนอันราบเรียบนั้นมีใบหน้าของคนที่มันเคยฆ่าสังหารไปวาดประดับอยู่
“เป็นท่านเสียมากกว่า.. ที่ปากบอกให้รู้ว่าตนเองตายแต่กลับไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าท่านตาย”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวอย่างรู้ทัน
“อย่างไร..ศิษย์พี่รอง..
ท่านได้แวะไปหาแม่หญิงตงชเวมาใช่หรือไม่..”
“เพราะแบบนี้..
ข้าถึงได้เกลียดเจ้าและศิษย์พี่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเราเจ็ดพี่น้อง
อย่างไรอีก..อะไรถึงทำให้เจ้ารู้ว่าข้าไปหานางมา”
ช่างซื่อกลอกตามองศิษย์น้องเล็กของมันตรงหน้า
“ยากกระไร..ยากกระไร
คำนวณเวลาที่ท่านออกจากเมืองและกว่าจะมาหาฉันได้..
ฉันก็รู้แล้วว่าท่านต้องแวะไปหาแม่ตงชเวมา..
แลให้ฉันเดาอีก..
ท่านคงไม่กล้าสู้หน้าเธอ..
พอเห็นหน้า..
ก็จากมาเลยสิท่า..”
ซุนป๋ายเหยียนยิ้มตอนกล่าว
แต่เมื่อเห็นว่าช่างซื่อไม่ได้คัดค้าน ตัวของศิษย์น้องเล็กพลันถอดทอนใจออกมายืดยาว
“เห้อ....อ..
ท่านก็ยังเป็นท่าน..
นิสัยเหมือนหมาป่า..
รู้ว่าชอบอยู่รวมฝูงแต่ก็มักจะเสือกตัวออกห่างฝูงเพราะกลัวว่าจะมีเสือหรือสิงโตตามตนเองกลับมา..”
“พอเถอะ..พอเลย..
เจ้ามัวแต่ซักไซ้ข้าจนเหล้าข้าจืดสนิท”
ช่างซื่อยกมือโบกปัดแบบรำคาญก่อนยกจอกของเหลวรดลงคออีกครั้ง
“ฉันพูดจริง ๆ นะศิษย์พี่รอง ท่านควรกลับไปหาเธอ..
เธอยังคงหวนระลึกคิดถึงท่านอยู่เสมอ..
แม่ตงชเวถึงกลับรับเลี้ยงเด็กที่มีปราณประทับร่างเป็นหมาป่าที่คล้ายท่านมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมของเธอ
อีกอย่าง..
ระดับอาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งสกุลปีกมังกร..
อย่างไรเธอก็สามารถดูแลตนเองได้
ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เธอเดือดร้อนดอก..”
เจ้าสำนักซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดจริงจัง
เมื่อซุนป๋ายเหยียนกล่าวถึงบุตรบุญธรรมของนาง..
ช่างซื่อก็นึกถึงใบหน้าของบุรุษหนุ่มคนนั้นว่าท่านแม่ได้ออก
'ที่แท้ก็ลูกบุญธรรมรึ..'
“หืม? ท่านยิ้ม?
อย่าบอกฉันหนาว่าท่านไปหาเธอมาแล้ว
และพอได้เห็นลูกบุญธรรมของเธอ ท่านเลยคิดว่าเธอแต่งงานไปแล้ว?”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวคาดเดาความคิดของตนออกมา
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกว่าเกลียดเจ้าอยู่หยก ๆ”
ช่างซื่อรีบหุบยิ้มที่มันเผลอแง้มออกมาเพราะถูกศิษย์คนน้องของมันเดาใจถูก
แล้วด้วยความหมั่นใส่ผสมกับความสงสาร..
ช่างซื่อจึงเปลี่ยนสีหน้าให้ดูอ่อนลงแล้วจึงเอ่ย..
“เรื่องของข้า..
เจ้าไม่ต้องมาคอยยุ่งคอยเสี้ยมหรอก..
ห่วงเรื่องของตัวเจ้าเองดีกว่า..
ป๋ายเหยียน”
ช่างซื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็ได้จ้องมองสบตาของศิษย์คนน้องของมัน
ดวงตาของซุนป๋ายเหยียนนั้นแม้จะมีร่องรอยปรากฏขึ้นมากมายตามกาลเวลา
แต่ดวงตานั้นยังคงเหมือนเดิม..
อย่างที่ช่างซื่อจำได้..
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตรนั้น เวลาจ้องมองผู้อื่น.. ความเป็นมิตรนั้นยังคงเหมือนเก่าไม่แปรงเปลี่ยน
ทว่าแต่หากจ้องลงลึกแล้วเพ่งพินิจดูนาน ๆ เมินรอยเหี่ยวย่นขึ้นตามวัยของซุนป๋ายเหยียนไป..
ก็จะเห็นถึงร่องลึกตรงจมูกตาที่บ่งบอก ว่ามันผู้นี้ผ่านการร่ำไห้มายาวนาน..
จนเกิดเป็นร่องบุ๋มลึกร่องนั้นขึ้นมา..
“เป็นเจ้ามากกว่าที่น่าเป็นห่วง..
ข้าไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าเอาแต่โหมงานหนักเพื่อไม่ให้นึกถึงเมียและลูกของเจ้าใช่หรือไม่..
ป๋ายเหยียน”
ได้ฟังคำตอกย้ำถึงอดีต..
จู่ ๆ เจ้าสำนักซุนก็ได้ล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อก่อนหยิบกล่องเหล็กกล่องหนึ่งขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือออกมา
กล่องเหล็กใบนั้นเมื่อถูกหยิบออกมา..
ตัวคนเคราขาวพลันเปิดกล่องอ้าออก ก็พบของที่เก็บอยู่ภายในที่เต็มไปด้วยยาสูบหลายมวลวางเรียงอยู่
ซุนป๋ายเหยียบหยิบออกมาตัวหนึ่งคาบไว้ที่ปาก..
ตัวคนพยายามค้นหาสิ่งของที่สามารถจุดประกายไฟได้ก่อนจะนึกออกว่ามันลืมวางไว้บนโต๊ะทำงาน
ด้วยเหตุนี้ซุนป๋ายเหยียนจึงหันมองไปทางศิษย์พี่รองของมัน
“ขอไฟท่านหน่อย”
“เดี๋ยวนี้เจ้าสูบมันด้วย?”
แม้จะไม่ชอบใจ..
แต่คนเป็นศิษย์พี่รองก็ยื่นมือไปทางศิษย์น้องเล็กของมันแต่โดยดีก่อนที่จะเกิดเป็นไฟสีกรมขึ้นที่นิ้วชี้ของชายชราผมขาว
“ฉันสูบมันหลังจากเมียของฉันตายไปน่ะ..
หากมิใช่เพราะตำแหน่งเจ้าสำนัก..
ป่านนี้ฉันคงกลายเป็นขี้เหล้าไปแล้ว... (ฟู่) ”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวพร้อมพ่นควันสีเทาออกมาก่อนเก็บกล่องเหล็กของตนเองกลับที่เดิม
ด้านช่างซื่อเองก็ได้ดับไฟที่นิ้วของตนก่อนเก็บมือกลับไปกอดอก
เมื่อได้ยินคนเป็นศิษย์น้องกล่าวถึงภรรยาผู้ล่วงลับของมัน..
ก็ปรากฏภาพในอดีตที่ช่างซื่ออยากจะลืมขึ้นมาในหัวสมอง
ภาพของซุนป๋ายเหยียนนั่งกอดศพเมียรักพร้อมกับร่ำไห้ออกมาราวกับคนบ้าเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อนยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของช่างซื่อ
แล้วเรื่องที่น่าเศร้าไปกว่านั้น..
คือลูกชายของมันที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนก็ได้หายตัวไป..
เดาว่าคงตายไปแล้วแต่ไม่อาจหาศพพบเพราะร่างของเด็กทารกนั้นเล็กมากนัก
ซึ่งแน่นอน..
นี่คือความชั่วช้าของคนพรรคมารฯ มันเป็นแผนที่คนพรรคมารฯ ใช้เพื่อตัดกำลังบั่นทอนจิตใจของคนที่มันคิดว่าเก่งที่สุด
ซึ่งแน่นอน..
ทุกคนทั่วหล้าต่างรู้ดี..
ว่าจอมยุทธ์วานรขาวหรือซุนป๋ายเหยียน หนึ่งในหกศิษย์เอกของจอมปราชญ์กระบี่ฟ้านั้นเป็นศิษย์ที่โดดเด่นเป็นอันดับสามในบรรดาศิษย์ทั้งหก..
ทว่าเรื่องความเฉลียวแล้วคืออันดับหนึ่งจึงทำให้มันนั้นเป็นตัวอันตราย
แล้วด้วยชื่อเสียงของมัน ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างยากจะปิดบัง..
โดยเฉพาะเรื่องความรักของมันกับภรรยา
แม้นซุนป๋ายเหยียนจะเตรียมตัว พาเมียท้องอ่อน ๆ ไปแอบในที่ลับตาที่แม้แต่ศิษย์พี่ทั้งห้าคนมิอาจรู้แล้วก็ตามที
แต่น่าเสียดาย..
ความลับนั้นล้วนเก็บได้ยากยิ่งเมื่อสตรีที่มันรักนั้นท้องแก่ใกล้คลอด
แพทย์หมอที่ได้ทำคลอดให้ภรรยาสาวดันขายข่าวให้คนพรรคมารฯ ซึ่งกว่าที่ช่างซื่อที่แฝงตัวอยู่ในพรรคมารจะรู้เรื่อง ทุกสิ่งอย่างล้วนสายเกินแก้
เกล็ดย้อนที่มิอาจถูกแตะต้องพลันถูกกระชากออก หัวใจของจอมยุทธ์วานรขาวถูกขยี้บี้แหลก
ซุนป๋ายเหยียนในตอนนั้นร่ำไห้ราวกับคนบ้าเสียสติ
เป็นบ้าบอกอดศพเมียอยู่สามวันสามคืนกว่าจะยอมปล่อย
ในงานศพ..
ร่างของคนเป็นพ่อหม้ายเองกลับไร้ร่องรอย
มันตัวเพียงคนเดียวบุกไปยังรังของคนพรรคมารฯ พร้อมสำแดงเดชด้วยฤทธิ์ของเพลิงแค้น สังหารสองในเจ็ดบาปสิ้นพร้อมลูกกระจ๊อกอีกค่อนพรรค เล่นทำเอาคนทั้งพรรคมารและภาคีกระบี่ขาวระส่ำระสายกันโดยทั่ว จนเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนพรรคมารฯ แพ้พ่ายในไม่กี่เดือนให้หลัง
“เห้อป๋ายเหยียน...
เจ้าทำร้ายตนเองเช่นนี้ ระวังน้องสะใภ้จะร่ำไห้อยู่บนสวรรค์เล่า”
ช่างซื่อส่ายหัวไปมา
“อีกอย่าง..
เจ้าอย่าลืม..
ว่าเจ้ายังเหลือลูกสาวอยู่..”
“ฉันมอบเธอให้คนอื่นแล้ว”
เจ้าสำนักซุนกล่าวพร้อมพ่นควันสีเทาออกมาอีกครั้ง สายตาคนมองสบตากับศิษย์พี่ของตนเอง
“ท่านอย่าได้เข้าใจเจตนาของฉันผิดไป..
ที่ฉันมอบเธอให้ผู้อื่น ก็เพื่อตัวของเธอและฉัน
หากเหตุการณ์ในกาลก่อนย้อนคืนกลับมาฉายซ้ำ..
ท่านคิดว่าหัวใจของฉันยังมีที่ว่างเหลือพอสำหรับความเจ็บปวดรอบใหม่ได้อีกฤๅ?”
“เอาเถอะ.. เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้า
อย่างไรก็เป็นเจ้าที่ต้องตัดสินใจ”
ช่างซื่อพูดอย่างเหน็ดหน่าย
“บางครั้งฉันก็แอบขำคำที่เขาเยินยอพวกเรา..
หกกระบี่แห่งซื่อซานว่าเก่งอย่างนั้น.. หกกระบี่แห่งซื่อซานยิ่งใหญ่อย่างนี้
ใครเลยจะรู้ว่าพวกเราทั้งหกพี่น้อง.. ต่างคน.. ต่างมีบาดแผลในใจกันทุกคนจากศึกครานั้น..
ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ใครคนอื่นเอ่ยชมพวกเราหกพี่น้อง”
ซุนป๋ายเหยียนพ่นควันเทาออกจากปากอีกครั้ง มือข้างที่ว่างอยู่พลันยกจอกเหล้าขึ้นซด
“อ่า..
จริงของท่าน..
ฉันไม่น่านึกถึงเรื่องแย่ ๆ เลย..
ทำเอาเหล้าจืดสนิท..
ว่าแต่ศิษย์พี่รอง.. หลานของพวกเรามันเป็นเช่นไร? พอจะมีแววเหมือนศิษย์พี่ใหญ่ฤๅไม่?”
“อืม....ม..
มันได้ความฉลาดจากแม่ของมันมา แถมยังได้ความสามารถเชิงยุทธ์จากศิษย์พี่ใหญ่มาเต็ม ๆ ไหนจะความพากเพียรและพลังสถิตนั่นอีก..
ข้าคิดว่าภายภาคหน้าเมื่อมันโตขึ้น..
แม้แต่พวกเราหกกระบี่ก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน”
ช่างซื่อกล่าวออกมาด้วยใบหน้าสุดภูมิใจ
หลิวเจี้ยนที่มันคอยปกป้องครั้งอยู่ต่างแดนใครจะคิดว่ามันจะมีพรสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้
บุตรบุญธรรมของมันคนนี้ ดูคล้ายจะเป็นหนึ่งกำลังใจที่ทำให้ชายเฒ่าผมหงอกมาดขอทานผู้นี้มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อคอยเฝ้าดูว่าหลิวเจี้ยนมันจะไปไกลได้ถึงขนาดไหน
“กล่าวถึงพลังสถิต..
เห็นเจ้าคุณพี่ของฉัน (ซุนต้าชิง) บอกว่าหลานเจี้ยนมีพลังสถิตที่ไม่ธรรมดารึ..”
ซุนป๋ายเหยียนกล่าวพร้อมบี้ดับสิ่งที่ทำให้เสียสุขภาพในมือลงบนโต๊ะ
สายตาจดจ้องมองไปยังศิษย์ผู้พี่ของมันอย่างแน่วแน่ในเชิงตั้งคำถาม
“ป๋ายเหยียน..
เจ้าเคยคิดไหมว่าอาจมีพลังสถิตที่อยู่เหนือกว่าสัตว์เทพทั้งสี่ทิศ”
ช่างซื่อกล่าวออกมา ท่าทางของคนดูสบาย ๆ
แต่ทว่าตัวคนกลับรู้สึกว่าสิ่งที่มันกล่าวออกมานั้นถูกต้องที่สุด