คำถามของผู้อาวุโสผมขาวดังก้องกังวานประดุจสายฟ้าฟาด พร้อมกับรังสีวิญญาณที่เพิ่มทวีคูณขึ้นดั่งขุนเขานับสิบลูกกดทับลงมาบนบ่าของเย่เฉิน
แกรก... เปรี๊ยะ!
พื้นศิลาเนื้อแข็งเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มเริ่มปริแตกออกเป็นรอยร้าวใยแมงมุม กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเกรียวกราวประดุจจะแหลกสลาย ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง รอยสักอสูรที่หลับใหลอยู่ใต้ผ้าแพรไหมฟ้าพลันตอบสนองต่อภัยคุกคาม!
มันเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกเหยียบหาง ไอสังหารสีม่วงดำอันอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตแค้นพยายามจะพุ่งทะลวงออกมาเพื่อต่อต้านอำนาจของผู้พิทักษ์ แสงสีม่วงหม่นวาบขึ้นชั่วขณะและเกือบจะแทรกซึมทะลุผ้าแพรสีฟ้าออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์
ชั่วพริบตานั้น นัยน์ตาดุจพญาเหยี่ยวของผู้อาวุโสผมขาวพลันหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นบางๆ ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของชายชราควบแน่นปราณกระบี่ที่คมกริบและเย็นเยียบจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว เขากำลังเตรียมพร้อมที่จะสะบัดมือเพียงครั้งเดียวเพื่อบั่นคอเย่เฉินให้หลุดจากบ่า หากพบสัมผัสของกลิ่นอายมารแม้เพียงครึ่งลมหายใจ!
มรณภัยจ่ออยู่แค่ปลายจมูก!
'หุบปากของเจ้าเสีย!' เย่เฉินคำรามก้องในห้วงคำนึง เขาตระหนักดีว่าหากปล่อยให้อสูรสำแดงเดช นั่นหมายถึงจุดจบของชีวิตอย่างแท้จริง
เย่เฉินตัดสินใจขบกรามกัดลิ้นของตนเองอย่างแรงจนโลหิตสดๆ ไหลกลบปาก กลิ่นคาวเลือดและความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นริ้วขึ้นสู่ดวงจิต ดึงสติสัมปชัญญะที่กำลังจะถูกความหิวโหยกลืนกินให้กลับคืนมา เขาใช้จิตปณิธานแห่งมนุษย์ที่เด็ดเดี่ยวบดขยี้การตื่นขึ้นของหัตถ์อสูร กดทับมันลงไปในส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณอย่างเด็ดขาด!
เมื่อไอสังหารสีม่วงดำถูกสะกดข่ม เย่เฉินจึงจงใจเร่งเร้าให้ปราณบริสุทธิ์แห่งตระกูลซูที่แฝงอยู่ในผ้าแพรไหมฟ้าแผ่ซ่านออกมาเป็นโล่กำบังรังสีวิญญาณของผู้อาวุโสแทน
ท่ามกลางแรงกดดันที่แทบจะทำให้ร่างแหลกเหลว กระดูกสันหลังของชายหนุ่มยังคงตั้งตรงดุจทวนศิลาที่มิยอมหักงอ เขามิได้ทรุดเข่าลงแม้แต่ครึ่งชุ่น เย่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับยอดฝีมือแห่งยอดเขาชั้นในด้วยดวงตาที่สงบนิ่งและหนักแน่น
"เรียนท่านผู้อาวุโส..." เย่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวาน แม้ริมฝีปากจะเปื้อนคราบเลือด "ผู้เยาว์มิได้ซุกซ่อนสิ่งต้องห้ามอันใดของสำนัก ทว่าเส้นทางยุทธ์ของผู้คนย่อมมีความลับ ผ้าแพรผืนนี้คือ 'ของดูต่างหน้า' จากสหายที่ใช้ปราณคุ้มครองปกปักรักษาเส้นชีพจรที่เคยพิการของข้ามาเนิ่นนาน... หากท่านผู้อาวุโสเห็นว่า ความพากเพียรดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดของคนพิการผู้หนึ่งคือความผิด... ผู้เยาว์ก็พร้อมรับโทษทัณฑ์!"
ประโยคอันเด็ดเดี่ยวและองอาจของชายหนุ่มดังก้องไปทั่วหอตำราศิลาทิพย์ สะท้อนกลับไปมาท่ามกลางชั้นวางคัมภีร์ที่สูงตระหง่าน ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วอึดใจราวกับเวลาได้หยุดเดิน
รังสีสังหารและปราณกระบี่ที่ควบแน่นอยู่บริเวณปลายนิ้วของผู้อาวุโสผมขาวพลันหยุดชะงัก ก่อนจะสลายกลายเป็นเพียงสายลมที่ไร้พิษสงพัดผ่านใบหน้าของเย่เฉินไป แรงกดดันมหาศาลที่กดทับร่างดุจขุนเขานับสิบลูก มลายหายไปในพริบตาดุจหมอกควันที่ถูกแสงตะวันแผดเผา
เย่เฉินหอบหายใจเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เกร็งเขม็งจนถึงขีดสุดผ่อนคลายลง ทว่ากระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรงมิยอมงอ ท่าทีของเขายังคงระแวดระวังถึงขีดสุด
ชายชราละมือจากการบีบเค้นลมปราณ ค่อยๆ ลูบเคราสีดอกเลาของตนเองช้าๆ ก่อนที่ใบหน้าซึ่งเคยเย็นเยียบดุจศิลาจะแปรเปลี่ยน แววตาดุดันดุจพญาเหยี่ยวอ่อนแสงลง แล้วชายชราก็ระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้องออกมา
"ฮ่าๆๆๆ! กระดูกสันหลังแข็งแกร่งมิยอมหักงอ จิตใจเด็ดเดี่ยวมิยอมจำนนต่ออำนาจ... ดี! ดีมาก!"
เย่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงรักษากิริยานอบน้อม "ท่านผู้อาวุโส... หมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
"เมื่อครู่คือการทดสอบมโนสำนึกอย่างไรเล่า" ผู้อาวุโสผมขาวเอ่ยพลางรินน้ำชาลงในป้านกระเบื้องเคลือบต่อราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น "หอตำราศิลาทิพย์คือสถานที่เก็บรวบรวมภูมิปัญญาแห่งเมฆาคราม ผู้ที่จะก้าวเข้ามาได้ มิใช่เพียงผู้ที่มีกำลังวังชา ทว่าต้องมีจิตใจที่หนักแน่นดุจขุนเขา หากเมื่อครู่ เจ้าพ่ายแพ้ต่อความหวาดกลัว แล้วปลดปล่อยไอสังหารหรือกลิ่นอายมารอันชั่วร้ายออกมาเพื่อต่อต้านข้า... ศีรษะของเจ้าคงได้หลุดจากบ่าไปตั้งแต่ครึ่งลมหายใจที่แล้ว ทว่าเจ้ากลับเลือกใช้จิตปณิธานของมนุษย์และสติสัมปชัญญะต้านทานมันไว้... เจ้าผ่านการทดสอบ"
เย่เฉินลอบพรูลมหายใจในใจอย่างโล่งอก กลหมากผ้าแพรไหมฟ้าและการสะกดกลั้นความเจ็บปวดช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ได้ ทว่าความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อประโยคถัดมาของผู้อาวุโสแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดลึกถึงวิญญาณ
"ความลับของเจ้าย่อมเป็นของเจ้า... สำนักเมฆาครามกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมเปิดกว้างต่อวาสนาและโชคชะตาของศิษย์แต่ละคน ทว่าจงจำคำข้าไว้ให้ดี ศิษย์สายนอก... หากวันใด สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนของเจ้า มันตื่นขึ้นมาและกลืนกินสติสัมปชัญญะของเจ้าจนกลายเป็นมารร้ายที่หลงลืมความเป็นคนเมื่อใด ข้าผู้นี้... จะเป็นผู้ลงมือตัดหัวเจ้าด้วยตนเอง!"
คำประกาศิตนั้นดุจดั่งดาบวิเศษที่แขวนอยู่เหนือลำคอ เย่เฉินประสานมือโค้งคำนับอย่างหนักแน่นรับคำเตือนนั้น เขาตระหนักดีว่าสายตาของยอดเขาชั้นในได้จับจ้องมาที่เขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
"ไปเถิด..." ผู้อาวุโสผมขาวสะบัดชายแขนเสื้อช้าๆ "ลึกเข้าไปในหอตำราคือดินแดนแห่งวาสนา เวลาของเจ้าในการเลือกวิชามีเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หากสิ้นสุดก้านธูปแล้วยังมิอาจไขว่คว้าสิ่งใด ย่อมถือว่าสวรรค์มิเข้าข้างเจ้า"
เย่เฉินก้าวล่วงเข้าสู่เบื้องลึกของหอตำราศิลาทิพย์ กลิ่นอายความเก่าแก่ของม้วนไผ่และกลิ่นกระดาษหอมโชยแตะจมูก ชั้นวางคัมภีร์ที่แกะสลักจากไม้จันทน์ดำเรียงรายสลับซับซ้อนดุจเขาวงกตขนาดยักษ์ แสงสว่างเรืองรองหลากสีสันแผ่ออกมาจากม้วนหยกและคัมภีร์โบราณ ราวกับพวกมันมีจิตวิญญาณและกำลังส่งเสียงเชื้อเชิญ
ชายหนุ่มกวาดสายตามองเคล็ดวิชากระบี่ชั้นเลิศที่ส่องแสงสีฟ้าคราม และวิชาหมัดมวยที่แผ่กลิ่นอายหนักแน่นดุจขุนเขา คัมภีร์เหล่านี้ล้วนเป็นสุดยอดวิชาที่ศิษย์สายนอกต่างใฝ่ฝันถึง ทว่าเย่เฉินกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า...
เขารู้ดีแก่ใจ วิชากระบี่ที่เน้นความพลิ้วไหว หรือวิชาหมัดที่ต้องการความสมดุลของร่างกาย ย่อมมิอาจเข้ากับร่างกายที่พิกลพิการของเขาในยามนี้ได้ แขนซ้ายของเขาอัดแน่นด้วยพละกำลังดิบเถื่อนมหาศาลจากวารีทิพย์ ส่วนแขนขวากลับกลายเป็นหัตถ์อสูรที่รอวันกลืนกินสติสัมปชัญญะ หากฝืนฝึกฝนวิชาธรรมดาสามัญ ย่อมมิต่างจากการนำเหล็กกล้าไปหลอมรวมกับโคลนตม
ทันใดนั้นเอง... ตึก... ตึก...
รอยสักอักขระสีดำที่ลากยาวจากท่อนแขนขวาขึ้นมาฝังรากลึกอยู่บนอกซ้าย พลันเต้นกระตุกเบาๆ สอดประสานกับจังหวะหัวใจของเขา มันมิได้ส่งเสียงร้องหิวโหยดุจยามสู้รบ ทว่ามันกำลังส่งสัมผัสอันเร้นลับ ชักนำความรู้สึกของเขาให้หันเหไปทางมุมอับทึบด้านในสุดของหอตำรา สถานที่ซึ่งแสงเรืองรองสาดส่องไปมิถึง และเต็มไปด้วยชั้นวางที่จับฝุ่นเขรอะหนาทึบ
เย่เฉินชะงักฝีเท้าทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ความลังเลและหวาดระแวงปรากฏชัดในแววตา เขารู้ดีว่ามิควรเชื่อใจสัญชาตญาณของมารแฝงกายในร่าง มันคือสิ่งอัปมงคลที่รอคอยให้เขาเผลอไผลเพื่อยึดครองร่าง การเดินตามคำชักนำของมันก็มิต่างอันใดกับการจับมือกับมัจจุราชแล้วเดินลงสู่ขุมนรก หากมันหลอกล่อเขาไปพบเจอกับสิ่งของต้องสาปเล่า?
ทว่า... ท่ามกลางการต่อสู้ดิ้นรนภายในจิตใจ เย่เฉินกลับตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายอีกประการหนึ่ง อสูรตนนี้แม้จะชั่วร้ายและตะกละตะกลาม แต่มันก็ยังคงเป็นเพียงดวงจิตที่ต้องการภาชนะที่แข็งแกร่งเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง หากเขาตกตาย พลังของมันย่อมสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายนี้ การชักนำในครั้งนี้ อาจเป็นทางรอดเพียงสายเดียวที่ผูกโยงระหว่างมนุษย์และอสูร
"ข้าจะเป็นผู้หลอกใช้เจ้า... มิใช่ให้เจ้ามาชักนำข้า!"
เย่เฉินแค่นเสียงในห้วงคำนึง เขาตัดสินใจแปรเปลี่ยนแขนอสูรที่หมายจะเอาชีวิต ให้กลายเป็นผู้นำทางในเงามืด ชายหนุ่มก้าวเท้าตามแรงกระตุกของรอยสักอสูร ล่วงล้ำเข้าไปในมุมมืดอันเงียบสงัดนั้นอย่างระแวดระวัง ทิ้งแสงสว่างของวิชาชั้นเลิศไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่วิชาที่ถูกลืมเลือนจากกาลเวลา!
เขาเดินตามสัมผัสนั้นลึกเข้ามาจนถึงสุดปลายทางของหอตำราศิลาทิพย์ แสงสว่างจากเบื้องนอกสาดส่องเข้ามามิถึง มุมอับแห่งนี้มีเพียงชั้นไม้ที่ผุพังและเต็มไปด้วยหยากไย่ กลิ่นอายของสถานที่นี้มิได้หอมหวนด้วยปราณวิเศษดุจคัมภีร์ด้านนอก ทว่ามันกลับแผ่กลิ่นอายความตายอันเก่าแก่และถูกทอดทิ้งมานานนับร้อยปี
ตึก... ตึก!
รอยสักอสูรบนอกซ้ายเต้นกระตุกรุนแรงที่สุดเมื่อเขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากล่องศิลาเก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งที่วางแอบมุมอยู่ เย่เฉินหรี่ตาลง เขาปัดฝุ่นหนาเตอะออกแล้วเปิดฝากล่องศิลานั้นอย่างระมัดระวัง สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายในมิใช่คัมภีร์หยกหรือม้วนกระดาษทองคำ ทว่ามันคือ 'ม้วนไม้ไผ่สีดำขลับ' ที่ดูแสนจะธรรมดา
ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนผิวไผ่ ชายหนุ่มถึงกับต้องออกแรงเกร็งแขนซ้ายจนสุดกำลังเพื่อยกมันขึ้นมา ม้วนไผ่ที่ดูเล็กแค่นี้กลับหนักอึ้งดุจเหล็กกล้าหมื่นชั่ง!
อักขระสีแดงโลหิตที่สลักไว้บนม้วนไผ่เลือนราง ทว่ายังพออ่านได้ความว่า... 'เคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาล'
เย่เฉินกวาดสายตาอ่านถ้อยคำเกริ่นนำที่ถูกสลักไว้ด้านใน หัวใจของเขาพลันเต้นระรัว วิชานี้มิได้เน้นความพลิ้วไหวของเพลงดาบ ทว่ามันคือวิชาที่บัญญัติขึ้นเพื่อผู้ที่ครอบครองศัสตราหนักอึ้งดุจขุนเขา หัวใจสำคัญของเคล็ดวิชามิใช่ความสมดุล แต่เป็นการดึงพลังปราณทั้งหมดในร่างไปหลอมรวมที่แขนเพียงข้างเดียว เพื่อระเบิดพละกำลังมหาศาลบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นจุณ!
เคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาล... ช่างเกิดมาเพื่อ 'ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพี' และท่อนแขนซ้ายที่หลอมรวมจากวารีทิพย์ของเขาราวกับสวรรค์ลิขิต!
"เจ้าตาถึงมิเบา... ทว่ากลับเลือกเปิดประตูสู่ปรโลกด้วยตนเอง"
น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ผู้อาวุโสผมขาวผู้พิทักษ์หอตำราปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงประดุจภูตผี สายตาของชายชราจ้องมองม้วนไผ่ดำขลับในมือของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่แฝงทั้งความเคารพและความหวาดหวั่น
"ท่านผู้อาวุโส... คัมภีร์ม้วนนี้มีสิ่งใดผิดปกติหรือขอรับ?" เย่เฉินเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
ผู้อาวุโสส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าเคร่งเครียดลงกว่าเดิมหลายส่วน "คัมภีร์ม้วนนั้นหาได้มีความผิดปกติ ทว่ามันคือวิชาต้องสาปที่ลบหลู่สวรรค์... ในอดีตกาล มียอดคนของสำนักนับไม่ถ้วนที่หลงใหลในอานุภาพทำลายล้างของมันและดันทุรังที่จะฝึกฝน ทว่าจุดจบของพวกมันล้วนลงเอยเช่นเดียวกัน... ผู้ที่ดึงพลังปราณทั้งหมดไปรวมที่แขนข้างเดียวจนเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ ล้วนแต่เส้นเอ็นขาดสะบั้น โลหิตทะลักออกทวารทั้งเจ็ด และตกตายอย่างอนาถ นับแต่ก่อตั้งสำนักเมฆาครามมา... มิเคยมียอดคนผู้ใดรอดชีวิตไปจนถึงการฝึกฝน 'กระบวนท่าที่สาม' ได้เลยสักคนเดียว!"
คำเตือนถึงความตายที่รออยู่เบื้องหน้าดังก้อง ทว่าแทนที่เย่เฉินจะหวาดกลัวและวางม้วนคัมภีร์ลง เขากลับลูบคลำม้วนไผ่ดำขลับนั้นเบาๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันต่อโชคชะตา
ความตายงั้นหรือ? สำหรับผู้ที่แขนข้างหนึ่งกลายเป็นมารร้ายที่รอวันกลืนกินหัวใจ และเคยถูกเหยียบย่ำจนกระดูกแหลกเหลวมาแล้ว... ความตายมิใช่สิ่งแปลกหน้าสำหรับเขาอีกต่อไป หากมันจะทำให้เขามีพลังพอที่จะบดขยี้กะโหลกของหลิวหยวนได้ เขาก็พร้อมจะเหยียบย่ำไปบนเส้นทางต้องสาปนี้!
"ผู้เยาว์เคยข้ามแม่น้ำปรโลกมาแล้วหนหนึ่ง... หากต้องตายเพราะวิชานี้ ก็ถือเสียว่าสวรรค์ทวงชีวิตคืน" เย่เฉินประสานมือคารวะผู้อาวุโส แววตาเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล "ผู้เยาว์... ขอเลือกคัมภีร์ม้วนนี้ขอรับ!"
เมื่อเวลาหนึ่งก้านธูปมอดดับลง เย่เฉินเก็บม้วนไผ่ดำขลับเคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาลซุกซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด เขาก้มศีรษะคารวะอำลาผู้อาวุโสผมขาว ก่อนจะหันหลังก้าวเดินพ้นข้ามธรณีประตูหอตำราศิลาทิพย์ออกมาเบื้องนอก
แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบใบหน้า ทว่าความอบอุ่นของรุ่งอรุณกลับอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา เมื่อสายลมที่พัดผ่านลานหินกว้างเบื้องหน้าหอตำรา กลับพัดพาเอากลิ่นอายแห่งความขัดแย้งและรังสีสังหารอันเย็นเยียบเข้าปะทะร่าง!
เย่เฉินหยุดฝีเท้า นัยน์ตาสีดำขลับหรี่แคบลงอย่างเย็นชา
เบื้องหน้าของชายหนุ่ม... แทนที่จะเป็นเส้นทางอันราบรื่นทอดยาวสู่การเป็นศิษย์ยอดเขาชั้นใน ทว่ามันกลับถูกปิดกั้นด้วยกำแพงมนุษย์ ศิษย์สายในกว่าสิบชีวิตในชุดคลุมสีแดงเลือดซึ่งประทับตราสัญลักษณ์ 'หอคุมกฎ' ยืนเรียงรายดักหน้าดักหลังปิดล้อมทางหนีทีไล่ไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นอายคุกคามของยอดฝีมือเหล่านั้นผสานรวมกันจนบรรยากาศรอบด้านหนักอึ้ง
ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสุด คือบุรุษร่างกำยำผู้มีรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านใบหน้าซีกซ้าย มันคือมือขวาคนสนิทของผู้อาวุโสหลิวหยวน! นัยน์ตาของมันเพ่งเล็งเย่เฉินราวกับพญาแร้งที่มองดูซากศพ มุมปากแสยะยิ้มเย้ยหยันอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
บุรุษหน้าบากก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว มือขวาชูม้วนคำสั่งสีทองขึ้นเหนือศีรษะ ปราณแห่งอำนาจมืดแผ่ซ่านออกมาจากประกาศิตนั้น มันสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตวาดก้องด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังที่ดังสะท้อนไปทั่วทั้งยอดเขา
"ศิษย์สายนอกเย่เฉิน! เจ้าถูกตั้งข้อหาใช้วิชามารอำมหิตทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก และขัดขืนอาญาสิทธิ์แห่งสำนักอย่างร้ายแรง!"
ถ้อยคำนั้นดุจฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน ทว่าเย่เฉินกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนก เขารู้ได้ทันทีว่านี่คือหมากตาใหม่ของหลิวหยวน เมื่อสุนัขลอบกัดในเงามืดทำงานพลาด คนโฉดผู้นั้นจึงเปลี่ยนมาใช้กฎเหล็กแห่งสำนักเป็นดาบประหารเขาอย่างเปิดเผยท่ามกลางแสงตะวัน!
บุรุษหน้าบากประกาศกร้าวต่อไป นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความสะใจ "ตามประกาศิตของหอคุมกฎ... เจ้าหมดสิทธิ์ก้าวเข้าสู่ยอดเขาชั้นใน ของรางวัลที่ได้รับต้องถูกยึดคืน และต้องถูกส่งตัวไปรับการไต่สวนความผิดที่ลานลงทัณฑ์... ทันที! ผู้ใดขัดขืน มีโทษตายสถานเดียว!"
เย่เฉินกำหมัดซ้ายแน่น ลมหายใจเข้าออกเชื่องช้าทว่าหนักแน่น พายุคลื่นใต้น้ำที่หลิวหยวนตระเตรียมไว้ ได้โหมกระหน่ำเข้าใส่เขาอย่างเต็มกำลังแล้ว การต่อสู้ครั้งใหม่ที่มิอาจใช้เพียงกำลังห้ำหั่น ทว่าต้องสู้ด้วยไหวพริบและกฎเกณฑ์ ได้เริ่มต้นขึ้น!
[จบตอนที่ 66]