เสื้อผ้าถูกขายจนหมดเกลี้ยงเมื่อผู้คนสลายตัวไปจนหมด เจียงอิ๋งอิ๋งจึงจัดการยัดเงินใส่กระเป๋า
ในหัวพลันมีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดัง‘ติ๊ง’ พร้อมกับข้อความ “ค่าแลกเปลี่ยนทั้งหมดเข้าบัญชีแล้ว!”
เจียงอิ๋งอิ๋งอดไม่ได้ที่จะสวนกลับไปอย่างหัวเสีย“เสื้อผ้าฉันก็ทำเอง ผ้าฉันก็ซื้อเองระบบอย่างแกมานับว่าเป็นค่าแลกเปลี่ยนอะไรกัน!”
เสียงระบบตอบกลับมาอย่างเรียบเฉย“โฮสต์ครับหากอาศัยเพียงโชคส่วนตัวจะเกิดความบังเอิญมากมายขนาดนี้เชียวหรือคุณคิดว่ามันสมจริงนักหรืออย่างไร?”
เจียงอิ๋งอิ๋ง:“...”
เอาเถอะอย่างไรเสียเงินก็มาอยู่ในมือแล้ว!
ตอนนี้เธอมีเงินก้อนโตกว่าร้อยหยวนอยู่ในมือแถมยังมีจักรเย็บผ้าแล้วด้วย เจียงอิ๋งอิ๋งจึงสะบัดมือน้อยๆ อย่างใจป้ำ“พี่เหยา พวกเราไปหาซื้อของกันเถอะ!”
เสิ่นเหยาเดินตามหลังเธอไปติดๆราวกับเป็นบอดี้การ์ดที่รู้ความรับผิดชอบเป็นอย่างดี
ข้าวสารแป้ง น้ำมัน ไก่ เป็ด ปลา เนื้อ...
หลังจากหมดเงินไปเกือบยี่สิบหยวนเสิ่นเหยาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “คุณไม่ซื้อผ้าแล้วหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งครุ่นคิดเล็กน้อย“กำลังซื้อในอำเภอเล็กๆ มีจำกัดคนที่มีปัญญาซื้อก็มีวนเวียนอยู่แค่กลุ่มเดิมๆ นี่แหละ”
เสิ่นเหยากล่าวอย่างไม่เข้าใจ“คุณก็ทำแบบที่เรียบง่ายหน่อยสิ ราคาจะได้ถูกลงตลาดก็น่าจะกว้างขึ้นนะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งวางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว“จะทำทั้งทีก็ต้องทำสินค้าสำหรับตลาดระดับบนสิ ถึงจะได้กำไรงามๆการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าให้ติดตลาดตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้คู่แข่งเอาชนะเราไม่ได้”
ในเรื่องการทำธุรกิจเธอเชี่ยวชาญกว่าเสิ่นเหยามาก
เสิ่นเหยารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเขากระชับของในมือให้มั่นคงขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างประหม่า“ของพวกนี้...วันหลังผมจะค่อยๆ ทยอยคืนเงินให้คุณนะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย“ตอนนี้เราเป็นหุ้นส่วนกันนะแค่เรื่องของกินพวกนี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยทำไมกัน?”
อีกอย่างอย่างไรเสียเธอก็ยังมีชื่อว่าเป็นสะใภ้ตระกูลเสิ่น งานในไร่ก็ไม่ได้ลงงานบ้านก็ไม่ได้ทำ การหาของกินดีๆ มาบ้างก็ถือว่าทำเพื่อตัวเองด้วยเหมือนกัน!
ทั้งคู่ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันขนม และลูกกวาดอีกเล็กน้อย ก่อนจะหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังขึ้นรถไถของลุงหลี่
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ฝั่งตรงข้ามคือสองแม่ลูกเสิ่นหงชุ่ย...
ทว่ายามนี้ทั้งคู่ไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้แต่น้อยสภาพดูไม่ได้ ใบหน้าหมองคล้ำไร้สง่าราศีมิหนำซ้ำทั่วทั้งตัวยังมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยออกมา...
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบยกมือปิดจมูกซบหน้าลงบนไหล่ของเสิ่นเหยา พร้อมบ่นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน“พี่เหยา...ฉันหายใจไม่ออกเลยค่ะ...”
เสิ่นหลิงที่เดิมทีมีใบหน้าคล้ำอยู่ก่อนแล้วบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นทั้งเหลืองทั้งแดงเธอเบิกตาโพลงด้วยความโกรธจัดจนแทบจะลุกเป็นไฟ “เจียงอิ๋งอิ๋งแกหมายความว่ายังไง!”
ดวงตาของเจียงอิ๋งอิ๋งรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสเอ่ยเสียงแผ่วสั่นเครือด้วยความหวาดหวั่น “พี่หลิงทำไมต้องพูดจาแบบนั้นด้วยล่ะคะ ฉันตกใจหมดเลย...”
เสิ่นหลิงยิ่งโมโหหนักกว่าเดิมใช้นิ้วที่เปื้อนโคลนชี้หน้า “แล้วแกจะปิดจมูกทำไม!”
สีหน้าของเสิ่นเหยาขรึมลงทันทีเขายกมือขึ้นกันนิ้วของเธอไว้ “เอามือออกไป”
เสิ่นหลิงกัดฟันกรอดแล้วนั่งลงตามเดิมส่วนเสิ่นหงชุ่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ถ่มน้ำลายพรวด “นังตัวดีกลิ่นสาบจิ้งจอกแรงขนาดนี้ ยังมีหน้ามาทำรังเกียจคนอื่นอีก!”
ใบหน้าเล็กของเจียงอิ๋งอิ๋งซีดเผือดเธอขบเม้มริมฝีปากราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงมือเรียวคว้าแขนเสิ่นเหยาไว้แน่นแล้วเอ่ยอย่างน่าสงสาร“พี่เหยา...เป็นเพราะอิ๋งอิ๋งทำอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ?”
..........
เสิ่นเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆตั้งใจจะแกะมือเธอออก
ทว่าบรรดาพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆกลับทนดูไม่ได้ขึ้นมาเสียก่อน ต่างพากันรุมต่อว่า...
“ป้าครับ แม่หนูเขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำไมป้าต้องด่าคนอื่นเขาด้วยล่ะ!”
“นั่นสิ ลูกสาวด่าเสร็จ แม่ก็ด่าต่อ จะรังแกกันเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
“ดูสิ ทำน้องสาวตกใจจนหน้าเสียหมดแล้ว น่าสงสารจริงๆ!”
..........
เจียงอิ๋งอิ๋งส่งยิ้มอย่างซาบซึ้งให้พวกเขา“พี่ๆ คะ พวกพี่ช่างเป็นคนดีจริงๆ เลยค่ะแต่ป้าหงชุ่ยกับพี่หลิงคงจะอารมณ์ไม่ดีเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครลำบากใจหรอกค่ะช่างมันเถอะนะคะ...”
กิริยาของแม่ดอกบัวขาวผู้แสนอ่อนโยนที่ยิ้มรับด้วยความขอบคุณและคำพูดที่นุ่มนวลทำเอาชายหนุ่มหลายคนถึงกับเคอะเขินทำตัวไม่ถูก
“แม่หนู เธอช่างจิตใจดีจริงๆ!”
“จริงด้วย อายุไล่เลี่ยกันแท้ๆ หน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหวไม่พอนิสัยยังต่างกันขนาดนี้อีก!”
เสิ่นหลิงโกรธจนใบหน้าดำคล้ำเกือบจะกลายเป็นสีขาวซีดริมฝีปากสั่นระริกจนพูดอะไรไม่ออก
ทว่าสายตาของเสิ่นหงชุ่ยกลับไปสะดุดเข้ากับตะกร้าที่วางอยู่แทบเท้าของเสิ่นเหยาเธอตาโตขึ้นมาทันที “พวกแกเข้าไปทำอะไรกันในเมือง?ของเยอะแยะขนาดนี้ ได้มาไม่ถูกกฎหมายแน่ๆ!”
เธอแทบจะชี้หน้าด่าตรงๆเลยว่าพวกเขาไปตลาดมืดมา!
สีหน้าของเสิ่นเหยาเคร่งขรึมลง“อย่าพูดจามั่วซั่ว!”
ในเมื่อไปตลาดมืดเหมือนกันแท้ๆทำไมพวกเธอถึงโดนจับแต่สองคนนี้กลับหอบข้าวของกลับมาพะรุงพะรังโดยไม่มีใครทำอะไรพวกเขาเลย?
ความริษยาทำให้เสิ่นหงชุ่ยหลุดปากพล่อยๆออกมา“มั่วซั่วงั้นหรือ? แกกล้าสาบานไหมว่าไม่ได้ไปตลาดมืดมา?คอยดูเถอะ กลับไปถึงฉันจะไปแจ้งทางการ!”
สิ้นคำพูดนั้นสีหน้าของคนทั้งรถต่างก็เปลี่ยนไป
คนที่เข้าเมืองไปหากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ใครบ้างจะไม่แอบไปตลาดมืดเพื่อหาเงินหาทอง?
เรื่องนี้เป็นความลับที่รู้กันทั่วไปแม้แต่ทางหน่วยงานใหญ่ๆ เบื้องบน หากไม่โดนจับได้คาหนังคาเขาพวกเขาก็ทำเป็นหลับหูหลับตาไปข้างแต่ผู้หญิงคนนี้กลับประกาศกร้าวว่าจะไปแจ้งทางการ!
ชายหน้าคล้ำที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอ่ยเสียงเย็น“การปรักปรำคนอื่นมีโทษติดคุกนะ!หรือว่าแกอยากจะเข้าไปนอนในนั้นอีกรอบ?”
เสิ่นหงชุ่ยหน้าเสียรีบเก็บอาการลำพองไปทันควัน
เสิ่นเหยายกมุมปากยิ้มหยันพลันเอ่ยอย่างเสียดสี “ป้าหงชุ่ยครับครั้งนี้ที่ป้าออกมาได้ก็เพราะผู้ใหญ่บ้านช่วยลงลายมือค้ำประกันให้แถมยังติดช่วงคุมประพฤติอยู่อีกหนึ่งเดือน ผมว่าป้าควรพูดให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่านะ”
คราวนี้เสิ่นหงชุ่ยหน้าซีดไปแล้วจริงๆเธอหลงลืมไปเสียสนิทว่าพ่อแท้ๆ ของเจียงอิ๋งอิ๋งนั้นเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน...
เจียงอิ๋งอิ๋งแสร้งทำเป็นอ้าปากค้างด้วยความตกใจท่าทางดูไม่อยากจะเชื่อแต่กลับจงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้ทุกคนบนรถได้ยินกันทั่ว“อ้าว คุณป้ากับพี่สาวไปทำเรื่องอะไรมาหรือคะ? ทำไมตอนออกมาต้องมีใบค้ำประกันด้วย? เรื่องนี้หนูไม่เห็นได้ยินพ่อพูดถึงเลย!”
พูดจบเธอก็ขมวดคิ้วเรียวงามบ่นอุบอิบ “พี่เหยานี่ก็จริงๆ เลยเรื่องแบบนี้อย่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้าสิคะ เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือเปล่า!”
เสิ่นหงชุ่ยที่กำลังจะฝืนยิ้มประจบเพื่อหวังให้เจียงอิ๋งอิ๋งช่วยพูดกลับต้องโกรธจนตัวสั่นอีกรอบ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปอีกทางและไม่ยอมปริปากอีกเลย
ส่วนเสิ่นหลิงนั้นอายุยังน้อยเมื่อเรื่องที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาถูกแฉกลางที่แจ้ง สายตาแปลกๆจากคนรอบข้างที่จ้องมองมาจึงทำให้เธอละอายใจจนต้องยกมือปิดหน้าไม่กล้าเงยขึ้นมาอีกเลย...
เจียงอิ๋งอิ๋งเพียงยิ้มอย่างเกียจคร้านเอนศีรษะซบไหล่เสิ่นเหยา พลางอ้อนเสียงหวาน “พี่เหยาฉันเหนื่อยจังเลย ขอนอนพักสักงีบนะคะ?”
ไหล่ของเสิ่นเหยาแข็งทื่อไปชั่วขณะแต่เขาก็ยังคงนิ่งไว้และพยักหน้าตอบรับเบาๆ
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านคนตระกูลเสิ่นสองบ้านที่กลับมาจากเมืองมีสภาพต่างกันราวฟ้ากับเหวเสิ่นหงชุ่ยและลูกสาวที่หวาดระแวงสายตาคนอื่นรีบแอบย่องกลับบ้านไปเงียบๆ
ส่วนเจียงอิ๋งอิ๋งนั้นเดินตัวเปล่าเยื้องย่างตามหลังเสิ่นเหยาที่แบกข้าวของพะรุงพะรัง
ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาที่ชาวบ้านเลิกงานจากไร่นาพอดีทุกคนต่างพากันมองคู่สามีภรรยาคู่นี้ด้วยความตกตะลึง
หลี่เซี่ยงหลงที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเสิ่นเหยารีบปรี่เข้ามาทัก“อาเหยา ไปได้ของพวกนี้มาจากไหนกันน่ะ? ข้าวแป้ง น้ำมัน โอ้แม่เจ้า! ยังมีเนื้อก้อนเบ้อเริ่มอีก!”
ของพวกนี้กินได้ตั้งหลายวันเลยนะนั่น!
เสิ่นเหยาเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว“พอดีระหว่างทางไปช่วยคนไว้คนหนึ่งเขาเลยให้ของพวกนี้มาเป็นน้ำใจน่ะ!”
“หืม?”
หลี่เซี่ยงหลงเกาหัวมองดูทั้งคู่เดินเข้าบ้านไปพลางรำพึงกับตัวเองด้วยความทึ่ง “ไปช่วยผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนกันนะ!ของที่ตอบแทนเป็นน้ำใจมาให้ มูลค่าไม่น่าจะต่ำกว่ายี่สิบสามสิบหยวนเลยนะ!”
ทั้งคู่กลับไปถึงบ้านแล้วหลี่เสวี่ยเหลียนกับเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นยังไม่กลับจากนา
เสิ่นชิ่งหงกำลังนั่งยองๆสอนคัมภีร์สามอักษรให้เด็กชายทั้งสองเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเขาก็เงยหน้าขึ้น ก่อนจะเบิกตาค้าง“อาเหยา พวกลูก...”
เจียงอิ๋งอิ๋งที่ไม่ได้ถืออะไรมาเลยพลันชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลัง“พ่อคะ มาช่วยรับของหน่อยค่ะ!”
เสิ่นเหยาแรงเยอะจริงๆเขาแบกแป้งหนักสามสิบชั่ง ข้าวสารสิบชั่ง หมูสิบชั่งและห่อผ้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยของจุกจิกอีกมากมายกลับมาเพียงลำพัง
ยามนี้เขาก็เริ่มล้าแล้วเหมือนกันจึงนั่งลงบนเก้าอี้และดื่มน้ำอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “พ่อครับปิดประตูบ้านคุยกันก่อนเถอะ”
เสิ่นชิ่งหงเข้าใจในทันทีเขารีบหันไปสั่งเหวินฉิน “ไปปิดประตูให้แน่นหนา!”
เมื่อลงกลอนประตูเรียบร้อยเสิ่นเหยาจึงเอ่ยต่อ “ของพวกนี้เจียงอิ๋งอิ๋งเป็นคนซื้อครับ”
เสิ่นชิ่งหงอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนที่ริมฝีปากจะเริ่มสั่นระริก “อิ๋งอิ๋งลูก...ลูกเอาเงินสินเดิมออกมาใช้จนหมดเลยหรือ?!”
แม้เขาไม่เคยคิดจะยุ่งกับเงินของลูกสะใภ้แต่การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ชีวิตหลังจากนี้จะผ่านพ้นไปได้อย่างไรกัน...