ตอนที่ 73
“เฮ้ย!! ตันเหมา มันทำลายศิลาทดสอบ!!”
“สวรรค์!! ศิลานั่นใช้ทดสอบรับศิษย์มาหลายปียังไร้รอยขีดข่วนเจ้านั่นมันทำลายได้เยี่ยงไร!!”
“ข้าไม่เชื่อ!! ข้าไม่เชื่อ!!”
เสียงเหล่าผู้ร่วมทดสอบโดยรอบ เซ็นแทรกกระหึ่มขึ้นทันที... ไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าอาจารย์ ทั้งสามที่อ้าปากค้างไปประหนึ่งหัวใจจะหยุดเต้น ไม่มีใครคิดว่าศิลาทดสอบจะถูกทำลายและยิ่งไม่มีใครคิดว่า ตันเหมา จะเป็นผู้กระทำ!!
ชายร่างผอมยืดอกยกสูง... สายตาคมกริบเสมือนตนหล่อเหลาที่สุดในรอบสองปี!!
“ท่านอาจารย์ทั้งสาม นี่คือกำปั้นป่นศิลาที่ข้าเพิ่งจะฝึกสำเร็จ... เพียงพอจะทำให้ข้าผ่านเข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่”
อาจารย์เจียง ใช้สิทธิ์ให้ เหมาซาน ผ่านการทดสอบไปแล้วจึงก้มหน้าต่ำ...อาจารย์อีกคนด้านขวามือจึงถอนหายใจ ในเมื่อ ตันเหมาแสดงฝีมือให้เป็นประจักษ์เพียงนี้ ต่อให้ยังเครือบแคลงใจใด ๆ แต่หากไม่ยอมให้ผ่านการทดสอบก็อาจถูกครหาขึ้นได้...
“ข้าขอใช้สิทธิ์ผู้ตัดสิน... ให้ ตันเหมาผ่านการทดสอบเป็นคนที่สองของวันนี้”
สิ้นเสียงอาจารย์ตัดสิน ตันเหมา พลันกระโดดโลดเต้นประหนึ่งคนเสียสติความใฝ่ฝันตลอดหลายปีของมัน ในที่สุดวันนี้ก็พลันสำเร็จผล!! พุ่งตรงมายัง ซุน พร้อมเขม่าร่างอย่างรุนแรงด้วยความตื่นเต้น...
“ผ่านแล้ว ข้าสอบผ่านแล้ว!!”
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง...
“ยินดีด้วยพี่ชาย...”
แน่นอนว่าเหตุผลที่ ศิลาทดสอบ พังทลายนั้น เป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากซุน ที่เข้าทดสอบก่อนหน้านี้ กระบวนท่าบดทำลาย แม้จะไม่ใช้ขวานแต่ด้วยพลังของ ซุนในเวลาก็สามารถทำลายศิลาทดสอบได้โดยไม่ยาก
ซุน จึงทำลายศิลาทดสอบจากภายในจนเกิดรอยร้าวแทบจะปริแตกอยู่ร่อมร่อจากนั้นก็จิกปลายนิ้วเบา ๆ ให้เกิดบาดแผล ป้ายโลหิตเป็นตำหนิไว้ยังจุดศูนย์กลางที่เปาะบางที่สุดโดยให้ ตันเหมา เป็นผู้เผด็จศึกในการทำลาย ถือเป็นแผนการที่ค่อนข้างสมบูรณ์และยากจะจับผิดแต่ ซุน ก็ต้องมีความละเอียดอ่อน ในการใช้กระบวนท่าเป็นอย่างมาก เพื่อมิให้ศิลาทดสอบ ถูกทำลายหรือเกิดรอยร้าวยังด้านนอก...
‘ข้าหรืออุตส่าห์ยอมเสี่ยงใช้เคล็ดวิชาเพลงขวานวายุตระกูลซ่งเพราะเป็นวิชาที่ฝึกฝนมาชำนาญและควบคุมได้ดีที่สุด ทั้งที่ถูกผู้อาวุโสเตียบังคับให้ปกปิดตัวตน...แต่เมื่อแลกมาด้วยสหายร่ำรวยผู้หนึ่ง ก็ถือว่าไม่ขาดทุนนัก...’
ซุน บ่มพึมพำในใจ หากแต่ก็เชื่อมั่นว่าเพลงขวานที่ไร้ขวานคงไม่มีใครสืบค้นได้แน่นอนเพราะตระกูลซ่งเองก็ไม่ได้มีเคล็ดวิชาเช่นนี้ปรากฏในอดีต แต่เป็นการประยุกต์ใช้ที่ซุน คิดค้นขึ้นมาเอง หลังแง่มประตูสู่เจตจำนงแห่งขวาน...
และในวันนั้น ก็จบลงด้วยการที่มีผู้ผ่านการทดสอบเข้าสำนักเพียงแค่2 คนเท่านั้น เหตุก็เพราะรัศมีความเจิดจ้าของ เหยาซาน และ ตันเหมา มีมากเกินไปจนบดบังผู้ทดสอบคนอื่นๆ ให้ดูสามัญไปในทันที
อาจารย์เจียง เดินเข้ามาหาทั้งสองคน ผู้ผ่านการทดสอบ…
“ตามระเบียบสำนัก ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบ จะถูกบรรจุเป็นศิษย์สายนอกทันทีและพวกเจ้าต้องเข้าไปในเขตของสำนักบนพื้นที่ 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบ ไม่อนุญาตให้ออกมานอกเขตได้ตามความต้องการเว้นแต่จะทำภารกิจหรือมีคำสั่งพิเศษจากผู้อาวุโส หากพวกเจ้าออกนอกเขตสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นการผิดกฎร้ายแรงอาจถึงขั้นหมดสถานะของความเป็นศิษย์ จงจดจำเรื่องนี้ให้มั่น...”
จากนั้น อาจารย์เจียง ก็ยื่นตำราที่ภายในระบุกฎระเบียบของสำนัก รวมไปถึงเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับสำนักสายลมประจิมที่จำต้องศึกษา ให้กับทั้งสองคน...
ซุน และ ตันเหมา ประสานมือสุภาพก่อนจะน้อมรับไว้...
“หลังจากพวกเจ้าเข้าไปในเขตสำนักแล้วจะไม่สามารถออกมาทำเรื่องต่างๆ ได้อีก ดังนั้นภายในวันนี้ พวกเจ้าจงกลับไปจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังค้างคาให้เสร็จสิ้นและกลับมาอีกครั้งในเช้าวันพรุ่งนี้...” อาจารย์เจียง เค้นเสียงกำชับ
“ขอรับ... อาจารย์เจียง” ทั้งสองกล่าวเสียงประสาน
จากนั้น ซุน และ ตันเหมา ก็กลับเข้าเมือง เพื่อเตรียมพร้อมในวันพรุ่ง...
“ศิษย์น้องเหยา... เจ้าบอกว่าเป็นคนต่างถิ่นงั้นสินะ คงเตรียมตัวมาพร้อมเข้าสำนักทันทีเช่นนั้นคืนนี้จะไปพักที่เรือนตระกูลตันของข้าก่อนหรือไม่ จากวันนี้ไปพวกเราคือสหายกันไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้า!!” ตันเหมา เอ่ยชักชวน
“ขอบคุณมาก ศิษย์พี่ตัน แต่ข้าเองยังมีเรื่องที่ต้องสะสางอีกเล็กน้อยดังนั้นเอาไว้พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาพบที่ตีนเขาของสำนักก็แล้วกัน...” ซุน กล่าวปฏิเสธทั้งรอยยิ้ม
“งั้นหรอกหรือ เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นไว้เจอกัน” ตันเหมา โอบกอดซุน เล็กน้อยด้วยความดีใจเกินอัดอั้น พร้อมกับเชื่อมต่อหยกสื่อสารระหว่างกันและกัน...
ด้านในกำแพงเมืองหลวง...
ซุน ติดต่อไปยัง เตียมู่หยง เพื่อแจ้งข่าวการสอบผ่านในทันทีซึ่งก็ไม่ได้เกินไปกว่าความคาดหมายของชายชรานัก เพราะ ซุน มีความสามารถอยู่ในระดับศิษย์หลักด้วยซ้ำการสอบมิต่างจากทางผ่านตามกฎระเบียบ...
จากนั้น ซุน ก็มุ่งหน้าไปยังย่านสลัมของเมืองหลวง...
“ท่านจูเยี่ย... เรือนของตระกูลท่านอยู่สุดถนนเส้นนี้ใช่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น
ทันใดนั้นวิญญาณของ จูเยี่ย ก็พลันปรากฏขึ้นมาข้างกาย...
“ถูกแล้วนายท่าน เป็นเรือนหลังเล็ก ๆ สุดถนนเส้นนี้”
ซุน ยิ้มตอบรับ... ความค้างคาของ ซุน ที่ต้องการจะทำก่อนเข้าสำนักสายลมประจิมคือการช่วยเหลือตระกูลจู ให้ยกระดับขึ้นจากความลำบากยากเข็ญ เพื่อตอบแทนการเป็นวิญญาณอารักษ์ของจูเยี่ย ตามที่ได้รับปาก...
ประตูไม้บานเก่าถูกเคาะแผ่วเบา หวั่นใจว่ามันจะพัง...ไม่นานก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุอานามไล่เลี่ยกับ ซุน เปิดประตูออกมาแววตาของชายหนุ่มผู้นั้นดูคล้ายตกใจเล็กน้อย
“จะ...เจ้าเป็นใคร”
ซุน แสดงสีหน้าสลดเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือสุภาพ...
“ข้ามีเรื่องของมือปราบจูเยี่ย มาแจ้งกับพวกท่านขอเข้าไปในเรือนได้หรือไม่?!”
ชายหนุ่ม ผู้นั้นเบิกตากว้างตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะปรากฏหยดน้ำตาขึ้น...
“พี่ชายข้า... ตายแล้วใช่หรือไม่? มิเช่นนั้นคงไม่ให้ผู้อื่นมาแจ้งข่าวเช่นนี้”
ซุน ถึงกับกล่าวไม่ออก ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ จากนั้น ซุนก็ถูกพาเข้าไปในเรือน ด้านในมีสมาชิกครอบครัวนับสิบชีวิต ประกอบอาชีพสานเครื่องเรือนขนาดเล็กเป็นหลักสายตาของทุกคนที่มองมายัง ซุน ล้วนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เรือนหลังเล็ก ๆ เช่นนี้ทุกคนย่อมได้ยินเรื่องที่คุยกันหน้าประตู...
ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ยังปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าให้เห็นทั้งยังไปคุกเข่าเบื้องหน้าหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งนางย่อมมิอาจมองเห็นดวงวิญญาณของบุตรชายที่ตายไปได้...ภาพทั้งหมดล้วนไม่เป็นที่น่าจดจำ เป็นความอึดอัดที่ยากจะอธิบาย...
ซุน วางเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญทองลง...
“ข้าติดค้างหนี้ชีวิต มือปราบจู ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ข้าสามารถช่วยเหลือพวกท่านได้ในตอนนี้ในอนาคตข้าอาจจะแวะเวียนมาที่นี่อยู่เสมอ และพร้อมจะช่วยเหลือพวกท่าน หากเกิดความลำบากใดๆ”
ทุกคนแม้จะตกตะลึงกับเงินทองจำนวนมหาศาลแต่สีหน้ากลับมิได้แสดงความยินดียินร้ายเท่าใดที่ควรเพราะมันคือเงินที่แลกมาด้วยชีวิตของเสาหลักครอบครัว... ซุน มองไปยังน้องชายของจูเยี่ย ที่วัยไล่เลี่ยกับตนเอง คนผู้นี้พื้นฐานลมปราณไม่ย่ำแย่บรรลุลมปราณสีครามขั้นที่ 4 ได้แล้ว เพราะได้รับการสอนสั่นจาก จูเยี่ย ตั้งแต่เยาว์วัยมีนามว่า จูหยาง
แต่เพราะครอบครัวยังลำบาก จูหยาง จึงต้องคอยดูแลคนในครอบครัวไม่อาจเข้าร่วมสำนักฝึกยุทธตามความฝันของตนได้ แสดงถึงความกตัญญูที่ยอมละทิ้งความฝัน...ซุน จึงวางมือลงบนไหล่ของ จูหยาง เบา ๆ
“ในตอนนี้เรื่องเงินทองในครอบครัวมินับว่าเดือดร้อน หากใช้อย่างระวังย่อมเพียงพอจะพลิกผันตระกูลจูให้มั่นคงได้นับสิบปี...มือปราบจู ฝากให้ข้ามาบอกกับเจ้าว่า ให้เดินตามความฝันอย่าได้ลังเลจงเป็นเสาหลักให้กับตระกูลแทนมือปราบจูที่จากไป...” ซุน กล่าวขึ้นแน่นหนัก
จูหยาง อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาย...
ซุน ก้าวออกจากตระกูลจู ด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ชัดนัก ตนไม่มีครอบครัวมาก่อนผู้ที่ใกล้เคียงคำว่าครอบครัวที่สุด คงมีเพียง 2 คน เท่านั้น นั่นคือ อาจารย์ผันจากโลกเดิมที่คงไม่อาจกลับไปได้แล้ว และอีกคนคงเป็น เหยาหมิง ที่เวลานี้คงกำลังลำบากในเงื้อมมือศัตรู...
ซุน เรียกวิญญาณอาฆาต ออกมาตนหนึ่ง...
“เจ้าจงทำหน้าที่เฝ้าดูคนในตระกูลจู กลับมารายงานความเคลื่อนไหวในทุกๆ 10 วัน และหากเกิดเรื่องราวอันใดที่เลวร้าย ก็ให้รีบกลับมาหาข้าทันที...”
วิญญาณอาฆาต ตนนั้นพยักหน้าตอบรับ
ไม่อาจขัดขืนต่อไสยเวทย์อาคมที่ครอบงำ
“ขอบคุณมาก นายท่าน... ข้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามพันธสัญญาอย่างสุดความสามารถต่อให้ดวงวิญญาณนี้จะสูญสลายก็ตามที” จูเยี่ย กล่าวขึ้นแน่นหนัก
“ขอฝากด้วย... ท่านจูเยี่ย” ความสัมพันธ์ของ ซุน และวิญญาณอารักษ์ตนแรกแน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับ ภายภาคหน้าทั้งสองอาจต้องฝ่าฝันภยันตรายที่เกินจะคาดเดา ดังนั้นความเชื่อใจของทั้งคู่ย่อมนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ในคืนนั้น ซุน ที่ไม่ได้ยึดติดกับที่พักแรม จึงกลับมาที่ตีนเขาของสำนักตั้งแต่ช่วงกลางดึกเพื่อเฝ้ารอให้ถึงตอนเช้าโดยไม่ต้องเร่งร้อน... ชายหนุ่มเอนตัวนอนบนกิ่งไม้ใหญ่ มือซ้ายถือเต้าสุราตามวิสัยมือขวาถือตำรากฎระเบียบข้อบังคับของสำนัก ทั้งยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลภายในอย่างคร่าวๆ ให้ศึกษา
เด็กหนุ่ม สะดุดตรงที่ภายในสำนักสายลมประจิม มีแบ่งแยกแผนกวรยุทธออกเป็นสองแผนกซึ่งเป็นสิ่งที่ศิษย์ทุกคนจำเป็นต้องเลือกศึกษา ว่าจะเข้าร่วมกับแผนกใด...
“แผนกวรยุทธดั้งเดิม... และแผนกวรยุทธประยุกต์ งั้นหรือ?!”
ซุน ยังอ่อนหัดนักเกี่ยวกับประสบการณ์ในยุทธภพ แม้แต่การพื้นฐานฝึกยุทธก็เรียกได้ว่าตื้นเขินอย่างยิ่งถึงจะสำเร็จเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจ ทั้งยังมีการประสานอาคมต่าง ๆจนมีพลังในการต่อสู้ที่สูงล้ำ แต่พื้นฐานก็ยังนับเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องชำนาญหาไม่แล้วการเติบโตในระดับที่สูงขึ้นจะไม่มีความมั่นคง...
ที่ปรึกษาของ ซุน ในเวลานี้ แน่นอนว่า เฒ่าชีเปลือยอยู่ในระดับที่ไม่อาจชี้แจงรายละเอียดปลีกย่อยเช่นนี้ ทั้งชายชราก็ไม่มีความคิดที่จะชี้แนะอะไรให้กับซุน อยู่แล้ว... จึงได้ดวงวิญญาณของจูเยี่ย ที่ถือว่ามีประสบการณ์ในยุทธภพระดับหนึ่งคอยเป็นที่ปรึกษาแทนที่
ซุน จึงได้รู้ว่า แผนกวรยุทธดั้งเดิม นั้น คือแผนกที่ฝึกสอนเกี่ยวกับเคล็ดวิชาดั้งเดิมทั้งเพลงหมัด เพลงเตะ เพลงศาสตราชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่สำนักสายลมประจิมจะมุ่งเน้นไปที่เพลงกระบี่เป็นหลักเพราะฝึกฝนง่ายและมีความแข็งแกร่ง ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญภายในสำนักจำนวนมากคอยให้การชี้แนะ...
ส่วน แผนกวรยุทธประยุกต์นั้น จะแตกแขนงออกเป็นอีกหลายรูปแบบ แต่หลักๆ แล้วจะมุ่งเน้นไปที่การฝึก [ปราณธาตุ] จะเป็นการดึงเอาพื้นฐานพลังทางธรรมชาติมาใช้ผสานกับลมปราณ อาจมิใช่ความแปลกใหม่ในโลกยุทธภพแต่ในอดีตยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จวบจนกระทั่งก่อกำเนิดปรมาจารย์หลายคนที่บรรลุเจตจำนงแห่งธาตุ ทำให้สายวิชานี้ค่อย ๆ โดดเด่นขึ้นมาในยุคหลัง
ครั้งหนึ่งในการประลองกับ ฉีลู่ชิง (ตอนที่ 50) ซุน เคยได้เห็นหญิงสาวควบคุมเปลวเพลิงได้อย่างน่าอัศจรรย์มาแล้วครั้งนั้นถึงแม้ว่า ซุน จะเอาชนะนางได้ แต่ก็บังเกิดความเลื่อมใสอยู่ภายในใจมีความอิจฉาลึก ๆ ที่ไม่ได้บอกกับผู้ใด...
ซุน รู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นพลังที่มนุษย์ไม่น่าที่จะมีไว้ถือครองอย่างน้อยในโลกเดิมของ ซุน ก็ไม่ปรากฏการผู้ควบคุมพลังธรรมชาติเช่นนี้ได้...แตกต่างไปจากความชำนาญด้าน เพลงขวาน หรือ เพลงกระบี่ ที่ยังพอให้คำอธิบาย...
“แผนกวรยุทธประยุกต์งั้นหรือ... น่าสนใจยิ่งนัก...”
เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มขึ้นระหว่างที่ร่ำสุรา
.....................................................