ตอนที่ 63 ประเทศไทย
ตอนที่ 63“ใช่แล้วล่ะพ่อกับแม่ของฉันไม่ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างที่ทุกคนรู้แต่ถูกฆ่าอำพรางให้เหมือนอุบัติเหตุต่างหากล่ะและเหตุผลที่ถูกฆ่านั้นเป็นเพราะโครงการ VR-Life นี่แหละ” ฮิคาริพูดทำให้ดนัยและหมอยูมิที่ได้ยินมีสีหน้าอึ้งไปทันที“พ่อกับแม่ของเธอถูกฆ่าเพราะโครงการเครื่อง VR-Life เนี่ยนะบ้าน่าสมัยก่อนมือถือยังเป็นแบบปุ่มกดกับจอขาวดำอยู่เลยนะในตอนนั้นเจ้านี่มันก็แค่โครงการกับทฤษฎีการสร้างเองนี่เจ้าคนที่มันวางแผนฆ่าพ่อแม่เธอเนี่ยจะเอาโครงการ VR-Life ในตอนนั้นไปทำไม” ดนัยที่หายตกใจแล้วพูดออกมา“นั่นสิถ้าย้อนไปเมื่อตอนที่พ่อกับแม่เธอตายก็ยี่สิบปีก่อนได้ตอนนั้นจะได้ประโยชน์อะไรถ้าเอาเจ้าโครงการนี่ไปได้กัน” หมอยูมิพูด“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือกันท่านปู่สืบได้แค่เรื่องการตายของพ่อกับแม่ไม่ใช่อุบัติเหตุเท่านั้น” ฮิคาริบอกเท่าที่เธอรู้มา“อืมถ้าเป็นในละครพ่อกับแม่เธอคงมีเพื่อนร่วมโครงการแล้วโดนหักหลังเหตุผลคงเป็นเรื่องเงินๆทองๆล่ะมั้ง” ดนัยลองเดาดู“หมอดนัยก็ใช่เวลามาพูดเล่นเหรอคะเนี่ย !!” หมอยูมิพูดพลางจ้องเขม็งมาที่ดนัย“ที่ดนัยพูดอาจจะมีความเป็นไปได้ก็ได้นะเธอลองคิดดูสิถ้าตอนนี้ฉันปล่อยขายเจ้าเครื่อง VR-Life นี่ออกไปโรงพยาบาลทั่วโลกและมหาวิทยาลัยการแพทย์จะต้องซื้อเอาไว้เพื่อไว้ใช้ฝึกฝนหรือเรียนรู้การผ่าตัดแน่นอนถ้าฉันขายเครื่องละยี่สิบล้านเยนเธอคิดว่าจะขายได้กี่เครื่องล่ะ” ฮิคาริพูด“อืมฉันเองก็ไม่รู้ว่าทั่วโลกมีโรงพยาบาลกี่แห่งและมีมหาวิทยาลัยการแพทย์กี่แห่งแต่ถ้าขายเจ้าเครื่องนี่ออกซักพันเครื่องในราคายี่สิบล้านเยนล่ะก็จะได้เงินทั้งหมดสองหมื่นล้านเยน !!” หมอยูมิคำนวณ“โห !! คิดเป็นเงินไทยหกพันล้านเลยนะนั่น” ดนัยตะลึงกับตัวเลขจนเผลออุทานออกมา“แต่ฉันยังไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องของ VR-Life ออกสู่สาธารณะชนหรอกนะ” ฮิคาริบอก“หือทำไมล่ะถ้าเธอเปิดเผยแล้วขายมันล่ะก็รวยไม่รู้เรื่องเลยนะ” ดนัยสงสัย“มันก็จริงเรื่องที่จะรวยเพราะมันแต่ฉันยังไม่รู้เลยนะว่าใครเป็นคนที่ฆ่าพ่อกับแม่ฉันและมันต้องการ VR-Life ไปทำไมศัตรูยังคงอยู่ในที่มืดถ้าฉันเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปในตอนนี้ฉันอาจจะตายก็ได้นะตราบใดที่ยังหาตัวศัตรูที่ฆ่าพ่อกับแม่ฉันและลากมันเข้าตารางไม่ได้ฉันก็ยังคงไม่คิดจะเปิดเผยเครื่อง VR-Life นี่ออกสู่โลกภายนอก” ฮิคาริอธิบาย“ต้องสืบเรื่องการตายของพ่อกับแม่เธอหาคนที่อยู่เบื้องหลังการตายและลากมันเข้าตารางก่อนสินะให้ตระกูลฉันช่วยมั้ย” หมอยูมิเสนอ“ไม่เป็นไรยูมิฉันไม่อยากลากตระกูลเธอเข้ามาเกี่ยวด้วยน่ะเดี๋ยวจะเป็นอันตรายแถมจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วยสู้ฉันทำตัวเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรไปแบบนี้แล้วสืบหาอย่างเงียบๆไม่ก็รอให้ศัตรูเผยตัวออกมาดีกว่าสักวันมันต้องโผล่หางออกมาแน่” ฮิคาริปฏิเสธความช่วยเหลือของหมอยูมิ“หือเธอจะทำยังไงให้ศัตรูเผยตัวล่ะ” หมอยูมิสงสัย“แล้วเธอคิดว่าฉันให้หมอมิโฮะแล้วก็พวกคุณรินะมาทำไมกันล่ะ” ฮิคาริยิ้มออกมา“อย่าบอกนะว่าเธอพยายามจะให้เกิดข่าวลือเรื่อง VR-Life น่ะ” ดนัยพูดออกมา“นายฉลาดดีนี่นาใช่แล้วฉันกะจะบอกพวกหมอมิโฮะว่าให้เก็บเรื่อง VR-Life เอาไว้เป็นความลับก่อนเพราะมันยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องโปรแกรมซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักสองปีเพื่อพัฒนามันให้สมบูรณ์น่ะ” ฮิคาริบอก“ไม่เข้าใจแฮะถ้าเธอกำชับอย่างนั้นมันจะมีข่าวลือเรื่องเครื่อง VR-Life นี่ยังไง” หมอยูมิพูดเธอไม่เข้าใจว่ามันจะกลายเป็นข่าวลือได้อย่างไรในเมื่อฮิคาริบอกพวกหมอมิโฮะและพวกคุณพยาบาลให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ“เธอนี่นะไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่า ความลับไม่มีในโลก งั้นเหรอ” ฮิคาริพูด“ความลับไม่มีในโลกอย่างนั้นเหรอ” หมอยูมิทำพูดพลางทำหน้าแปลกๆ“ใช่แล้วล่ะในระยะเวลาสองปีมันจะต้องมีข่าวเรื่องเครื่องวิชวลเสมือนจริงที่สามารถใช้ฝึกซ้อมการผ่าตัดออกไปแน่นอนและเมื่อถึงตอนนั้นคนที่วางแผนฆ่าพ่อกับแม่ของฉันจะต้องเข้ามาสืบเรื่องนี้แน่และในตอนนั้นฉันก็จะจับหางของมันได้” ฮิคาริพูด“เธอคงวางแผนไว้หมดแล้วสินะ” หมอยูมิมองหน้าฮิคาริ“ใช่เรื่องลากเจ้าคนที่ฆ่าพ่อกับแม่ฉันเข้าตารางฉันวางแผนเอาไว้แล้วเธอไม่ต้องห่วงหรอกตอนนี้พวกเธอน่ะห่วงเรื่องการผ่าตัดรักษาคนไข้ที่จะถึงนี่ดีกว่านะเอาล่ะนี่เราก็พักกันมาพอแล้วไปตามทุกคนแล้วกลับไปที่ห้องจำลองการผ่าตัดกันเถอะ” ฮิคาริพูดพลางลุกขึ้น“อือx2” ดนัยและหมอยูมิพยักหน้าก่อนจะลุกและเดินกลับเข้าไปด้านในอาคารพร้อมกับฮิคาริและเมื่อเข้ามาในอาคารพวกเขาก็ตามพวกหมอมิโฮะและคุณรินะกับคุณซากิกลับไปซ้อมกันต่อโดยมีฮิคาริคอยให้คำแนะนำตลอดการผ่าตัดเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายวันซึ่งจนกระทั่งครบสองสัปดาห์ก็ถึงเวลาที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินของดนัยจะต้องบินไปที่ประเทศไทยซึ่งระยะเวลาสองสัปดาห์นั้นทีมของดนัยซ้อมผ่าตัดกันหนักมากแถมพวกเขายังมีผ่าตัดตามตารางประจำวันกันอีกถึงจะเป็นแบบนั้นพวกเขาก็ไม่หยุดซ้อมเพราะชีวิตคนไข้ที่จะต้องผ่าตัดนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขานั่นเองประเทศไทยสนามบินสุวรรณภูมิเอี๊ยด !! เสียงล้อเครื่องบินเบรกไถลไปกับรันเวย์สนามบินเมื่อเครื่องจอดผู้โดยสารก็ทยอยลงมาจากเครื่องบินภายในที่นั่งชั้นธุรกิจมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทยอยลงจากเครื่องมาเป็นกลุ่มสุดท้ายซึ่งพวกเขาก็คือกลุ่มทีมแพทย์ฉุกเฉินของดนัยนั่นเอง“ฟู่ว...ถึงสักทีรู้สึกเหมือนไม่ได้กลับมานานเลยแฮะไปญี่ปุ่นไม่ถึงปีเลยแท้ๆ” ดนัยพูดพลางเดินผ่านเกทมา“ในที่นี้ใครเคยมาประเทศไทยบ้างครับเนี่ย” ดนัยหันไปถามพวกสาวๆซึ่งแต่ละคนเงียบกันหมดมีก็แต่หมอยูมิเท่านั้นที่บอกว่าเคยมาภูเก็ตกับครอบครัวของเธอ“แบบนี้แสดงว่าผมต้องเป็นไกด์พาเที่ยวสินะครับ” ดนัยยิ้มออกมา“ตอนนี้ยังไม่มีเวลาหรอกนะดนัยเพราะอีกแปดชั่วโมงเราจะต้องไปผ่าตัดคนไข้แล้วตอนนี้สิบโมงแล้วเราไปที่โรงพยาบาลกันก่อนเถอะทางนั้นเขาเอารถตู้มารอเราแล้ว” ฮิคาริพูด“อือถ้าอย่างนั้นเราก็รีบไปกันเถอะ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะพาทุกคนเดินไปที่ประตูขาออกของผู้โดยสารและเมื่อเดินออกมาทางประตูขาออกดนัยก็มองหาคนที่มารับก่อนจะว่ามีคนถือป้ายยินดีต้อนรับแพทย์จากโรงพยาบาลทาเคนากะซึ่งเขียนเอาไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งป้ายนั่นมันบังหน้าของคนที่มารับเอาไว้อยู่ดนัยจึงไม่เห็นว่าเป็นใคร“อ๊ะอยู่นั่นเองไปกันเถอะ” ดนัยชี้ให้ทุกคนดูก่อนจะพาทุกคนเดินไปหาคนที่มารับพวกเขา“สวัสดีครับคุณคือคนที่มารับหมอจากโรงพยาบาลทาเคนากะใช่มั้ยครับ” ดนัยกล่าวเป็นภาษาไทย“หือภาษาไทย” คนที่มารับส่งเสียงแปลกใจก่อนจะลดป้ายที่ถืออยู่ลงก่อนจะเห็นว่าเป็นคนไทยเพราะนึกไม่ถึงว่าทีมแพทย์ที่มาด้วยนั้นจะมีคนไทยอยู่ด้วย“อ๊ะใช่ครับพวกคุณคือทีมแพทย์จากโรงพยาบาลทาเคนากะใช่มั้ยครับ” คนที่มารับถามเพื่อความแน่ใจ“ใช่ครับพวกเราคือทีมแพทย์จากโรงพยาบาลทาเคนากะส่วนนี่หมอทาเคนากะ” ดนัยพยักหน้าพลางแนะนำฮิคาริ“โอ้คุณคือแพทย์อัจฉริยะที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลคนนั้นนี่เองยินดีที่ได้รู้จักครับผมหมอวัชระครับ” คนที่มารับพวกทีมแพทย์ของดนัยนั้นชื่อวัชระ“ยินดีที่ได้พบค่ะส่วนนี่คือหมอผู้ช่วยหมอเซงาว่า(นามสกุลหมอมิโฮะ)ทางนั้นคือหมอผู้เชี่ยวชาญแผนกรังสีวิทยาหมอซานาดะ” ฮิคาริพยักหน้าทั้งคู่คุยกันเป็นภาษาอังกฤษฮิคาริไล่แนะนำไปทีละคนซึ่งเธอไม่ได้แนะนำตัวดนัยเพราะนึกว่าดนัยแนะนำตัวไปแล้วตอนที่ทั้งคู่พูดคุยภาษาไทยกัน“ได้คนระดับคุณและทีมมาเป็นคนผ่าตัดให้เองแบบนี้เป็นเกียรติของโรงพยาบาลเราและคนไข้จริงๆเลยครับ” หมอวัชระพูด“ทางเราต่างหากล่ะคะที่ได้รับเกียรตินั้นจากพวกคุณ” ฮิคาริบอก“เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยคุยกันเถอะค่ะตอนนี้เราไปที่โรงพยาบาลกันก่อนดีกว่าทีมของฉันต้องไปพบคนไข้และต้องไปดูอุปกรณ์เครื่องมืออีก” ฮิคาริพูด“อ้อขอโทษด้วยครับถ้าอย่างนั้นเชิญพวกคุณและล่ามของคุณที่รถเลยครับ” หมอวัชระพูด“ล่ามงั้นเหรอคะ !!” ฮิคาริทำหน้าแปลกใจหือนี่หมอวัชระเขานึกว่าเราเป็นล่ามงั้นเหรอ !! ดนัยคิดในใจ“อ้าวไม่ใช่เหรอครับหรือว่าคนไทยคนนี้เป็นผู้ติดตามหรือเลขาอะไรทำนองนั้นถ้าอย่างนั้นต้องขอโทษด้วยนะครับที่เข้าใจผิดว่าเป็นล่าม” หมอวัชระหันมามองดนัยพลางขอโทษฮิคาริ“คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะเขาไม่ใช่ล่าม ผู้ติดตามหรือเลขาของฉัน” ฮิคาริยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่ามีการเข้าใจผิด“ถ้าอย่างนั้นเขาเป็นใครล่ะครับ” หมอวัชระทำหน้างง“เขาคือหัวหน้าทีมแพทย์ฉุกเฉินของเราหมอณัฐดนัย รักษาชาติ ส่วนฉันมีหน้าที่เป็นเพียงแค่หมอที่ปรึกษาเท่านั้น” ฮิคาริพูด“หัวหน้าทีมแพทย์ !!!” หมอวัชระอุทานออกมา“ใช่ครับผมเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่จะลงมือผ่าตัดในเคสนี้เองเรียกหมอดนัยก็ได้ครับยินดีที่ได้รู้จักนะครับหมอวัชระ” ดนัยพูดพลางยกมือขึ้นไหว้หมอวัชระตามมารยาทของคนไทยหมอวัชระเห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นรับไหว้อย่างอึ้งๆเพราะนึกไม่ถึงว่าคนที่ลงมือผ่าตัดคนไข้จะไม่ใช่หมอที่มีชื่อเสียงอย่างฮิคาริแต่กลับเป็นหมอคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อนแถมดูแล้วอายุไม่น่าจะถึงยี่สิบห้าและยังเป็นคนไทยอีกด้วยจบ...