พลังวิญญาณระดับผลึก
คำแนะนำของซีต้าช่วยให้กัสมองเห็นทางออกของปัญหาได้อย่างง่ายดายมันทำให้เขาตระหนักว่าตระกูลของเขามีการเตรียมพร้อมเพื่อสนับสนุนเหล่าทายาทอยู่แล้ว
แต่ที่เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยก็เพราะตัวเขามองไม่เห็นมันเท่านั้นและเขาก็ไม่มีค่าความดีความชอบที่มากพอจะแลกเปลี่ยนการสนับสนุนจากตระกูล
ทว่าตัวเขาในตอนนี้มีค่าความดีความชอบมากพอแล้วมากจนมั่นใจได้เลยว่าเขาสามารถแลกเปลี่ยนปัจจัยต่างๆที่ต้องการและแลกกับข้อมูลมากมายที่อยากได้ทั้งหมดแน่
สิ่งเดียวที่เขาต้องคิดในตอนนี้ก็มีเพียงการทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเขาเองในขณะนี้เพื่อแลกกับการสนับสนุนที่เหมาะสมภายใต้ค่าความดีความชอบที่มีจำกัด
เรื่องนี้กัสไม่อาจคิดด้วยตัวเขาเองได้เขาเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาบลูอายอีกครั้งจากนั้นก็ช่วยกันวางแผนอีกระยะหนึ่งจนท้ายที่สุดบลูอายก็สัญญาว่าเธอจะใช้สิทธิ์ในการยืมตัวข้ารับใช้ที่เหลืออยู่ของเธอในการหาคนมาช่วยปรับปรุงสายพันธุ์ของสัตว์
ตามแผนของพวกเขาเป้าหมายในการปรับปรุงคือสัตว์น้ำจำพวกปลาเป็นหลักเพราะพวกเขาสังเกตเห็นว่าการเลี้ยงปลาวิเศษนั้นมีความง่ายต่างกับการเลี้ยงสัตว์วิเศษชนิดอื่น
คุณค่าของผลตอบแทนเองก็มีสูงมีความยากง่ายในการเลี้ยงที่น้อยเพราะปลานั้นต้องการเพียงอาหาร ขณะที่สัตว์บกนั้นจำต้องให้ทั้งน้ำและอาหาร ทั้งยังต้องการโรงเลี้ยง ซึ่งต่างจากปลาที่ขุดบ่อเลี้ยงปลาที่มีขนาดที่เหมาะสมก็สามารถเลี้ยงได้แล้ว
ในจุดนี้การผสมพันธุ์ไปจนถึงการขยายพันธุ์เองก็ง่ายกว่ามากเพราะปลานั้นมีการขยายพันธุ์ที่ค่อนข้างเร็วต่างจากสัตว์ปีกหรือสัตว์เลี้ยงทั่วไปที่มีการขยายพันธุ์ที่จำกัด
หลังจากตกลงกันได้แผนการก็ถูกวางจนแล้วเสร็จ การสรุปรายรับประจำสัปดาห์ก็เสร็จสิ้นในเวลาเดียวกันซึ่งทำให้กัสได้เห็นตัวเลขที่เรียกรอยยิ้มของเขาและบลูอายได้เป็นอย่างดี
“17 ล้าน DP เพิ่มขึ้นตั้ง 5ล้านเลยหรือเนี่ย”
“ก็นะ ทุกคนพัฒนาขึ้นมากเลยนี่ ผลงานที่ทำได้ในอาทิตย์นี้มีมากกว่าอาทิตย์ก่อนตั้ง30 – 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะงานปั้นที่เติบโตขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์รายได้มันจะขึ้นมามากขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอก”
กัสพยักหน้ารับแทนคำตอบ ผลลัพธ์ของอาทิตย์นี้เป็นอะไรที่น่าตกใจมากจริงๆแต่เขาก็พอจะเข้าใจว่ารายรับที่เพิ่มขึ้นมานี้มาจากไหนบ้าง
ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการขายชิ้นส่วนที่ได้มาจากการล่าราชาอสูรในดินแดนย่อยพิเศษไหนจะเศษชิ้นส่วนของราชาอสูรที่ได้จากการเลี้ยงปลาวิเศษกับผลไม้วิเศษอีก
ทั้งสองส่วนนี้แต่ละครั้งได้ทีไม่ต่ำกว่า1 ล้าน DP แถมอาทิตย์นี้ก็มีความก้าวหน้าในระดับที่น่าตกตะลึงอีกด้วยจึงไม่น่าแปลกเลยที่รายรับของอาทิตย์นี้จะเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้
“ถ้าแผนการปรับปรุงแปลงเพาะปลูกเสร็จสิ้น รายรับจะขึ้นมากขนาดไหนกันนะ..จริงสิอายข้าว่าจะเพิ่มระดับโรงหมักบ่มขึ้นอีกสักหน่อย เจ้าจะมีปัญหาไหม”
“โรงหมักบ่มงั้นหรือ..เจ้าจะเพิ่มระดับเอาไว้รอรับผลผลิตจากพืชชนิดใหม่พวกนั้นสินะ”
“ใช่! ข้าว่าผลผลิตชุดใหม่พวกนี้ข้าจะส่งเข้าโรงหมักให้หมดเลยมูลค่าของมันจะได้มีมากยิ่งขึ้นจะได้คุ้มค่ากับการลงทุนหน่อย”
ข้อเสนอนี้ทำให้บลูอายอมยิ้มออกมาเล็กน้อย เธอมองสีหน้าของกัสมองดูแววตาของเขา ก่อนจะยิ้มขำๆ ให้กับความต้องการที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความอ่อนใจ
“ตามใจเจ้าละกัน..แต่บอกก่อนนะว่าห้ามดื่มเองจนหมด จะหมักเหล้าหมักเบียร์อะไรก็ช่างแต่พวกเราต้องขายมันนะ”
กัสยิ้มเขินๆ พลางพยักหน้ารับเพราะถูกบลูอายเปิดเผยความลับของเขา จากนั้นพวกเขาก็ตกลงกันจนแล้วเสร็จแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อนหลับนอนในบ้านของตัวเอง
ซึ่งก่อนกลับกัสก็ไม่ลืมที่จะสานสัมพันธ์ที่เร่าร้อนกับบลูอายสักหลายยกก่อนจะแยกจากกันไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
หลังจากแยกทางกันไปกัสก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านในทันที หากแต่เริ่มฝึกฝนพลังวิญญาณอีกครั้งเพื่อสั่งสมพลังวิญญาณให้มากขึ้นด้วยความหวังที่จะบรรลุระดับผลึกภายใน2 วันนี้
ตอนนี้พลังวิญญาณของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากสัมผัสวิญญาณก็ขยายตัวจนเกือบจะแตะระดับพันเมตรที่เป็นเส้นแบ่งระดับของระดับพลังวิญญาณเหลวกับผลึก
‘อีกนิดเดียว..แต่ดูเหมือนว่ามันจะยากกว่าที่คิดแฮะพลังวิญญาณยังไม่ยอมก่อตัวเป็นรูปร่างสักที’
อุปสรรคสุดท้ายของการพัฒนาพลังวิญญาณนั้นยังเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกลำบากใจมากเพราะเขาหาวิธีบรรลุระดับพลังวิญญาณที่มีประสิทธิภาพไม่ได้
คราวนี้มันต่างจากตอนกลั่นพลังวิญญาณรูปแบบหมอกให้กลายเป็นพลังวิญญาณเหลวที่แค่กลั่นมันให้มีความหนาแน่นก็ใช้ได้แล้ว
ทว่าตอนนี้ไม่ว่าจะทำให้มันหนาแน่นขึ้นเท่าไหร่พลังวิญญาณของเขาก็ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปร่างเสียทีจนกัสเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
สัมผัสวิญญาณของเขาขยายไปถึง995 เมตรแล้ว ตอนนี้ขาดอีกเล็กน้อยก็จะถึง 1 พันเมตรพลังวิญญาณที่สะสมเอาไว้ก็มีมากจนเกินพอ
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็รู้สึกว่าตัวเขาไม่อาจเพิ่มพลังวิญญาณเข้าไปมากกว่านี้ได้อีกต่อไป
ทะเลสาบวิญญาณของเขาถูกอัดแน่นเอาไว้ด้วยพลังวิญญาณเหลวมากกว่า1 ใน 2 ของความจุเข้าไปแล้ว ในสภาพนี้เขาอยู่ในสภาพที่เสี่ยงเต็มที่แล้วเหมือนกัน
เพราะถ้าจะเติมพลังวิญญาณให้มากกว่านี้เขาจำต้องใช้หัวสิงโตสีดำในการช่วยเหลือ
เพียงแต่การช่วยเหลือด้วยวิธีนี้ยังไม่มีอะไรที่ช่วยให้กัสมั่นใจว่าหลังจากทำตามแผนที่คิดแล้วมันจะสำเร็จเพราะถ้าทำไม่สำเร็จเขาก็จำต้องถ่ายพลังวิญญาณออกไปเพื่อลดแรงกดดันในทันทีเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ทะเลสาบวิญญาณเกิดความเสียหาย
ในช่วงค่ำหลังจากมื้ออาหารเย็นผ่านไปกัสนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัวของเขาอีกครั้งและครั้งนี้ข้างกายของเขาได้เพิ่มลิลลี่ที่แสนอ่อนหวานมาด้วยอีกคน
ปกติแล้วเวลาที่กัสพักผ่อนอยู่ในศาลาริมสระบัวนั้นมักจะไม่มีใครมาอยู่ข้างๆทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นเพราะเขาสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามารบกวนแต่อย่างใด
แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าไม่ควรเข้าไปรบกวนซึ่งเหล่าน้องสาวที่ยังเด็กมักจะอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานานไม่ได้ แม้กระทั่งน้องสาวคนโตที่มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเธอก็ยังรู้สึกเบื่อหากต้องมานั่งพักอยู่เงียบๆ ในศาลาแบบนี้
ส่วนหญิงสาวคนอื่นๆพวกเธอไม่ได้มีงานอดิเรกเหมือนคนแก่ที่ชอบมานั่งพักผ่อนแบบกัสส่งผลให้คนที่อยากจะมาอยู่กับกัสในช่วงเวลานี้ไม่มีอยู่เลย
หนึ่งนั้นเพราะไม่มีใครอยากรบกวนเขาสองเป็นเพราะพวกเธอทนอยู่เงียบๆ ไม่ไหวเพราะเวลาที่กัสมานั่งพักมันมักจะไม่จบลงใน1 ชั่วโมงเลยไม่มีใครอยากมานั่งรอเขา
ในขณะที่ลิลลี่นั้นดูเหมือนจะไม่มีความลำบากใจอะไรที่ต้องนั่งรออยู่เฉยๆโดยไม่พูดอะไรแบบนี้
ด้วยเหตุนี้ในค่ำคืนของวันทำงานที่ห้าลิลลี่จึงมานั่งอยู่ข้างกายกัสเพื่อคอยปรนนิบัติเขาในฐานะของภรรยา
เนื่องจากไม่มีใครพูดอะไรประกอบกับเป็นช่วงหัวค่ำของวันทำงานวันสุดท้ายที่มีงานหนักพอๆ กับวันแรกทำให้คนส่วนมากมักจะพักผ่อนอยู่ในบ้านของตัวเองหากไม่นอนหลับไปแต่หัววัน ก็มักจะหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา
ซึ่งปกติจะไม่มีใครนอนดึกยกเว้นหญิงสาวที่กัสไปหาและใช้เวลาร่วมกับเธอจนทำให้พวกเธอไม่ได้หลับได้นอนอย่างที่ต้องการ
แต่ถ้าไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นโดยมากทุกคนจะนอนหลับแต่หัววันเพื่อที่จะได้ตื่นมาในตอนเช้าของวันหยุดและจะได้มีเวลาทำธุระส่วนตัวมากขึ้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบกัสยังคงนั่งฝึกฝนพลังวิญญาณของเขาต่อไปเงียบๆ ลิลลี่ก็นั่งอยู่ข้างกายเขาพลางมองไปยังสระบัวยามค่ำคืนที่สวยงามไปอีกแบบด้วยความรู้สึกที่แสนสุขและสงบเป็นที่สุด
ภายในจิตใจของกัสสิ่งที่เขากำลังมองอยู่คือทะเลสาบวิญญาณที่มีหัวสิงโตสีดำนับสิบหัวซ้อนทับกันเอาไว้เพื่อปกป้องทะเลสาบวิญญาณจากแรงกดดันของพลังวิญญาณ
ในขณะเดียวกันหัวสิงโตจำนวนมากก็ทำหน้าที่สร้างวังวนพลังวิญญาณเพื่อควบแน่นพลังวิญญาณให้หนาแน่นยิ่งขึ้น
‘ทำไมยังไม่ตกผลึกอีกนะ..มันขาดอะไรไปหรือยังไงกัน’
ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งไม่เข้าใจ เขามองดูทะเลสาบวิญญาณของเขาที่มีพลังวิญญาณอยู่ภายในมากกว่า2 ใน 3 เข้าไปแล้ว แต่ก็ยังทำให้มันตกผลึกไม่ได้เสียที
ไม่ว่าเขาจะทำยังไงมันก็ไม่ช่วยให้พลังวิญญาณตกผลึกอย่างที่เขาต้องการเพิ่มแรงกดดันพลังวิญญาณก็แล้ว สร้างวังวนพลังวิญญาณก็แล้ว แต่พลังวิญญาณก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตกผลึกจนเขาเริ่มสับสน
หลังจากทดลองมันทุกวิธีเท่าที่คิดได้กัสก็เริ่มถอดใจพลางคิดในใจว่าเรื่องนี้บางทีอาจจะต้องอาศัยเวลาเป็นตัวช่วยเสียแล้ว
เมื่อหาวิธีลัดไม่ได้กัสก็ทำได้เพียงถอนหายใจพลางมองดูทะเลสาบวิญญาณของเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดใจ
แต่ก่อนที่เขาจะตัดใจทิ้งมันไปจริงๆความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นในใจอีกครั้ง ความสงสัยของเขาก่อตัวขึ้นจนหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
เขาสับสนกับความคิดแปลกๆนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
‘เอาเถอะ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นะ อย่างมากก็แค่ปล่อยให้มันตกผลึกตามธรรมชาติก็แล้วกัน’
คิดแล้วกัสก็ยิ้มฝืนๆ ก่อนจะสร้างหัวสิงโตสีดำขึ้นมาอีกครั้งแล้วบีบมันอย่างช้าๆโดยอมเอาไว้เพียงพลังวิญญาณเหลวจึงทำให้แรงกดดันของพลังวิญญาณไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
เขาปล่อยให้ช่องว่างทะลุผ่านหัวสิงโตไปด้วยการควบคุมพลังวิญญาณ
อย่างช้าๆหัวสิงโตที่อมพลังวิญญาณเหลวทั้งหมดเอาไว้ในที่สุดก็หดตัวลงจนถึงจุดที่ไม่อาจหดตัวลงได้อีกเพราะตอนนี้พลังวิญญาณเหลวได้อัดแน่นอยู่ภายในหัวสิงโตจนเต็มที่แล้ว
‘ต่อไปก็..ขยับไปหาแกนวิญญาณสินะ ปล่อยให้แกนวิญญาณอยู่ตรงกลางแล้วก็..สร้างวังวนพลังวิญญาณภายในหัวสิงโต’
กัสทบทวนความคิดแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวอีกครั้งพลางทำตามความคิดนั้นทีละขั้นๆจนในที่สุดแกนวิญญาณของเขาก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง
พลังวิญญาณเหลวที่มีประกายแสงสีขาวราวกับดวงดาวนั้นค่อยๆไหลมารวมกันที่จุดศูนย์กลางบริเวณแกนวิญญาณ ตะกอนวิญญาณค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามารวมกันอย่างช้าๆจากผลพวงของวังวนพลังวิญญาณ
พร้อมๆกับการก่อตัวของผลึกวิญญาณ ความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นมาในใจอีกครั้งซึ่งกัสตัดสินใจทำตามความคิดที่ว่าในทันที
สิ่งที่เขาไม่เคยทำถูกทำขึ้นในทันทีด้วยการเพิ่มแกนหมุนของวังวนขึ้นอีกหลายแกนจนทำให้วังวนพลังวิญญาณเริ่มหมุนวนราวกับลูกบอลพายุทรงกลม
ช่วงเวลานั้นความเร็วในการก่อตัวของผลึกวิญญาณก็เร็วขึ้นตะกอนวิญญาณที่ปะปนอยู่ในพลังวิญญาณเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างช้าๆจนตอนนี้เขาสามารถมองเห็นก้อนผลึกสีขาวขุ่นที่ก่อตัวขึ้นรอบๆแกนวิญญาณสีดำของเขาได้เป็นอย่างดี
วินาทีต่อจากนั้นความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นอีกครั้งและกัสก็ตัดสินใจทำตามความคิดที่ว่าโดยไม่ลังเลใจแม้แต่วินาทีเดียว
ราวกับว่าความคิดนั้นเป็นความคิดของตัวเขาเองพริบตาที่ตัดสินใจหัวสิงโตสีดำก็ถูกบังคับให้หดตัวลงอีกครั้ง มันหดตัวลงจนเกิดแรงกดดันพลังวิญญาณที่หนักอึ้งซึ่งทำให้จิตใจของเขาเกิดความเจ็บปวดราวกับถูกบีบ
ท่ามกลางความเจ็บปวดรอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดีเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณได้อย่างชัดเจนทีละเล็กทีละน้อย ประกายแสงที่ก่อตัวขึ้นภายในวังวนเริ่มมีการสะสมและรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วจนท้ายที่สุดมันก็ทำให้เกิดผลึกสีขาวขุ่นขึ้นภายในแกนวิญญาณสีดำ
ตัวผลึกใหญ่ขึ้นทีละน้อยราวกับการตกตะกอนของแร่ธาตุในธรรมชาติหากแต่มีความเร็วในการก่อตัวที่เร็วมากทั้งยังให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ
ในขณะที่เขารู้สึกตื่นเต้นยินดีกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นสัญชาตญาณของเขาก็กรีดร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกตื่นตระหนกปรากฏขึ้นภายในใจพร้อมๆกับความรู้สึกหวาดกลัวราวกับหายนะกำลังจะเกิดขึ้น
วินาทีนั้นโดยไม่มีเหตุผลใดๆรองรับกัสก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเขาตามปกติไม่มีทางทำแน่เขาสร้างหัวสิงโตสีดำขึ้นมาห่อหุ้มตัวสิงโตสีดำเดิมด้วยเคล็ดลับที่เรียกว่าการเคี้ยวซ้ำทว่าครั้งนี้เขาทำลงไปโดยไม่มีการเคี้ยว แต่เป็นการสร้างแรงกดดันที่หนักอึ้งกว่าเดิมอัดเข้าไปยังแกนวิญญาณของเขา
วินาทีนั้นจิตใจของเขาก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติแต่เขาก็กัดฟันฝืนทนเอาไว้แล้วก็ทำซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง ติดต่อกันไม่หยุด
ทุกครั้งที่หัวสิงโตหัวใหม่ปรากฏใบหน้าของกัสก็จะซีดขาวลง ร่างกายสั่นกระตุกขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดจนทำให้ลิลลี่ที่เฝ้ามองอยู่ร้อนรนจนร้องไห้ออกมา
กัสที่ทุ่มเทความคิดทั้งหมดไปกับการบีบอัดพลังวิญญาณนั้นไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอกเลยภายในใจของเขาเวลานี้มีเพียงทะเลสาบวิญญาณและหัวสิงโตสีดำของเขาเท่านั้น
ยิ่งเขาทำแบบเดิมซ้ำเท่าไหร่เขาก็ยิ่งได้เห็นวงคลื่นที่บีบตัวเขาสู่จุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่องราวกับคลื่นระเบิดแบบย้อนกลับมันถูกส่งเข้าไปบีบอัดพลังวิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
ผลึกวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นในแกนวิญญาณนั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการบีบอัดนี้อย่างเห็นได้ชัด ประกายแสงที่แฝงอยู่ในพลังวิญญาณหนาแน่นขึ้นทุกขณะและทำให้สีสันของผลึกค่อยๆเปลี่ยนเป็นใสกระจ่างมากขึ้นจากเดิมที่มีสีขาวขุ่นและดูพร่ามัวราวกับกระจกฝ้า
ทว่าตอนนี้มันค่อยๆเปลี่ยนเป็นกระจกใส เป็นผลึกที่โปร่งใสและงดงามมาก
เมื่อผลึกก่อตัวขึ้นจนมีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของแกนวิญญาณความเจ็บปวดที่เขาได้รับก็ลดลงอย่างมาก รอยยิ้มของกัสค่อยๆ ยกสูงขึ้นทีละน้อยจนซึ่งทำให้ลิลลี่ที่มองอยู่ข้างๆสงบลงอย่างช้าๆ
อาการของกัสดีขึ้นเรื่อยๆยิ่งผลึกมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ความเจ็บปวดก็ลดลงไปมากขึ้นเท่านั้นจนกระทั่งผลึกมีขนาดใหญ่กว่าแกนวิญญาณ เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากแรงกดดันอีกและทำให้เขาสามารถเพิ่มแรงกดดันได้มากขึ้น
แต่ถึงจะเพิ่มขึ้นได้อีกกัสก็ไม่กล้าเพิ่มแรงกดดันมากจนเกินไปเพราะเขายังรู้สึกถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่เขาจึงอดทนและค่อยๆ เพิ่มแรงกดดันขึ้นทีละน้อยจนทำให้ความเร็วของการก่อตัวเป็นผลึกวิญญาณเร็วขึ้น
ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้ดำเนินต่อไปอีกนานหลายนาทีจนกระทั่งผลึกวิญญาณมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของแกนวิญญาณกัสก็ผ่อนคลายลง
ทั้งความคิดที่ปรากฏขึ้นกับสัญชาตญาณของเขาต่างบอกเขาเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนนี้ตัวเขาปลอดภัยแล้ว
กัสที่ฝืนตัวเองอยู่นานหลายสิบนาทีในที่สุดก็หยุดใช้เคล็ดวิชาเคี้ยวซ้ำของเขาลงในที่สุดซึ่งทำให้การก่อตัวของผลึกวิญญาณช้าลงอย่างเห็นได้ชัดแต่มันก็ทำให้เขาผ่อนคลายลงด้วยเช่นกัน
‘สำเร็จแล้วสินะ..’
หลังจากเฝ้าดูจนมั่นใจว่าผลึกวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นมั่นคงแล้ว กัสก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นยินดีพร้อมๆ กันนั้นประสาทสัมผัสที่ผ่อนคลายลงก็ขยายตัวออกไปโดยรอบจนทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจเป็นครั้งแรก
วินาทีที่ลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่กัสมองเห็นก็คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของลิลลี่และหญิงสาวที่แสนสำคัญของเขาทุกคน
กัสหยุดชะงักไปด้วยความตกใจก่อนจะมองไปรอบๆอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ ไหนจะสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั่นอีก
“เกิดอะไรขึ้น..พวกเจ้ามองข้าแบบนี้ทำไม”
สีหน้าของสาวๆ มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นชั่วขณะก่อนที่พวกเธอจะหันไปมองลิลลี่ที่มีสีหน้าหวาดกลัวและเป็นห่วงกัสไม่เปลี่ยนแปลง
กัสมองตามสายตาของทุกคนไปก่อนจะยิ้มออกเล็กน้อยเพราะเขาเข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“งั้นหรือ..ข้าทำให้พวกเจ้าตกใจแล้วสินะ ไม่ต้องห่วงข้าไม่เป็นอะไรแค่มีความผิดพลาดนิดหน่อยในการฝึกฝน แต่ตอนนี้ข้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้วไม่ต้องห่วง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของทุกคนก็ผ่อนคลายลงจากนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นก่อนที่ทุกคนจะบอกลากัสสั้นๆ แล้วย้ำให้เขาดูแลตัวเองมากกว่านี้ก่อนจะแยกย้ายกันจากไป
น้องสาวคนโตและคนรองยังคงอยู่ขณะที่น้องสาวคนอื่นๆ ถูกไล่ให้กลับไปนอนด้วยรอยยิ้ม จนทำให้ภายในศาลาแห่งนี้เหลือเพียงกัสน้องสาวคนโต น้องสาวคนรอง บลูอายแล้วก็ลิลลี่ที่เป็นคนเรียกทุกคนออกมาด้วยความเป็นห่วง
กัสหันไปมองบลูอายเล็กน้อยพลางยิ้มให้ซึ่งทำให้บลูอายพยักหน้ารับด้วยความอ่อนใจก่อนจะจากไปอีกคนจากนั้นก็หันไปหาลิลลี่แล้วกุมมือเธอเอาไว้เพื่อปลอบโยนจิตใจที่หวาดกลัวของเธอ
“ขอบใจเจ้ามากนักลิลลี่..ข้าดีใจนะที่เจ้าเป็นห่วงข้าแบบนี้..แต่ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหน้าเจ้าเรียกซีต้ามาก็พอเข้าใจนะ”
“ค่ะ..ขออภัยด้วยค่ะท่านสามี”
“ไม่เป็นไร..ข้าเข้าใจดีว่าข้าทำให้เจ้าตกใจ ไม่ต้องกลัวนะไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นหรอก”
หลังจากนั้นกัสก็ปลอบใจน้องสาวของเขาอีกหน่อยซึ่งทำให้ทั้งสองผ่อนคลายลงได้จริงๆพร้อมกับบอกข่าวดีกับพวกเธอว่าตัวเขาในตอนนี้ก้าวสู่ขอบเขตของพลังวิญญาณระดับผลึกแล้ว
เมื่อได้ฟังข่าวดีนี้สีหน้าของน้องสาวทั้งสองก็เต็มไปด้วยความสุขพวกเธอส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ ลิลลี่เองก็ดีใจมากเช่นกันซึ่งทำให้ทุกคนมีความสุขและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ครู่ใหญ่
“เอาละๆ วันนี้ก็ดึกแล้ว พวกเราไปนอนกันดีกว่า ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากจริงๆอยากนอนพักมากเลย”
พูดแล้วกัสก็หันไปกอดลิลลี่แทนคำบอกลาครั้งหนึ่งจนทำให้หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมากัสก็เลยแถมด้วยการจูบเธอเบาๆ ครั้งหนึ่งแล้วลูบหัวเธอด้วยความรักและเอ็นดูก่อนจะกลับไปกับน้องสาวที่ควงแขนกัสไว้คนละข้างอย่างมีความสุข
สองสาวก็หันมาโบกมือลาลิลลี่ก่อนเช่นกันจากนั้นทั้งสามคนก็เดินออกไปทิ้งให้ลิลลี่ยืนมองตามไปด้วยสายตาที่เปี่ยมสุข
หลังจากนั้นไม่นานข่าวดีเรื่องที่กัสบรรลุระดับผลึกก็ถูกประกาศให้รู้กันจนทั่วดินแดนซึ่งเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในดินแดนตกใจกันมาก
แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้ทุกคนแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
โดยเฉพาะซีต้าที่เฝ้าจับตาดูข้อมูลของกัสมาโดยตลอดจนรู้ดีว่าวิธีการที่เขาใช้ในการบรรลุถึงระดับผลึกนั้นไม่ใช่วิธีการตามธรรมชาติแต่เป็นกลวิธีลัดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ข้อมูลชุดนี้ถูกซีต้านำมาวิเคราะห์ในขั้นต้นอย่างตั้งใจมิซ่าเองก็ทำตามไปด้วยเช่นกันจนทำให้สองศิษย์อาจารย์และเมดสาวทั้งสองไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนเพราะเจ้านายของพวกเธอวิเคราะห์ข้อมูลกันจนติดลม