Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    ภาคทวีปมืด:มุ่งหน้าสู่ใจกลางโลก

      เมื่อเสร็จธุระกับไมยราพแล้วศิลาจึงออกมาจากปราสาทพร้อมกับเปิดค่าสถานะดูก็พบว่าไมยราพขึ้นค่าสถานะเป็นทหารรับใช้ แถมเขายังได้สกิลแมลงภู่มาอีกด้วยซึ่งผลของสกิลนั้นไม่ต่างอะไรจากปรภพหวนคืนเพียงแต่เขาสามารถเรียกใช้เองได้ต่างจากสกิลปรภพหวนคืนตรงที่มันจะทำงานอัตโนมัติ

      ตามตำนานเล่าว่าไมยราพได้ถอดหัวใจไว้ที่แมลงภู่ ถึงเขาจะสูญเสียเพลิงฟีนิกซ์ไปแต่ก็ยังดีที่มีสกิลอมตะถึงสองสกิลพอทดแทนกันได้ 

      “หึ!..ลูกน้องถอดดวงใจไว้ในแมลงภู่ส่วนหัวหน้าอย่างเราก็...!  ศิลาพูดพึมพัมกับตัวเองหันหน้าไปมองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มในขณะที่เจ้าหล่อนกวาดสายตามองรอบตัวอย่างสนใจด้วยนัยน์ตารุกวาว สองมืออุ้มสดายุน้อยตัวป้อมไม่ยอมปล่อยดูท่ามันเองก็ชอบไม่ใช่น้อยกับการถูกฟ้าครามอุ้ม

      ศิลาเดินไปตามถนนกลางเมืองที่รายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างร้านค้ามาก มายผู้เล่นแน่นหนาตา และกำลังเพิ่มขึ้นเลื่อยๆผู้เล่นมากมายต่างค่อยๆทยอยมายังมหานครที่เปิดให้เยือนโฉมกันด้วยความอยากรู้อยากเห็นบางคนก็มารับภารกิจ

       ชายหนึ่มสังเกตุมาสักพักในขณะที่เขาเดินไปตามทางผู้เล่นบริเวณที่เขาเดินเข้าใกล้จะรีบหลบให้เขาทันทีก่อนจะหันมามองอย่างสนอกสนใจรวมถึงมีผู้เล่นที่มีตัวเลขค่าหัวเดินอยู่ประ ปรายนั่นแสดงถึงอาชญากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

      “คงโดนเพิร์จสั่งให้มาทำภารกิจเพื่อทดสอบเข้ากิลด์แน่ๆ” ศิลากล่าวปนยิ้มๆภูมิใจที่ได้กองกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาลชั่วข้ามวัน

      เพิร์จกุนซือของเขานั้นได้ตั้งเงื่อนไขไว้ต้องให้อาชญากรที่จะเข้าร่วมกับพวกเขามีระดับมากกว่าหกสิบห้าขึ้นไปนั่นก็เพราะว่าพวกเขาอยากจะได้คนที่มีฝีมือจริงๆ ส่วนอาชญากรในยุคบุกเบิกกิลด์นั้นศิลาเปิดดูรายชื่อพบว่าส่วนใหญ่ระดับปาเข้าไปร้อยยี่สิบขึ้นกันแทบจะทุกคน

      สาเหตุเพราะเมืองวังวลอัสนีกระเป๋าหนักเหมาเรือขนส่งเป็นเวลาสองวันขนเหล่าอาชญากรไปฟาร์มที่เกาะเริ่มต้นซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าจุดเก็บระดับที่ดีที่สุดในโลกก็คือเมืองที่อ่อนแอที่สุดในโลกซ่อนเส้นผมไว้หลังต้นหญ้าชัดๆ

       ใช้เวลาไม่นานศิลาก็มาถึงภัตคารอาหารจีนร้านหนึ่งเขาเดินเข้าร้านทันทีเมื่อชายหนุ่มใบหน้าคมกับหญิงสาวที่ราวเทพธิดาที่ควงแคนแจอุ้มเด็กน้อยน่าชังเดินเข้าร้านมาย่อมเรียกสายตาทุกคู่ให้หันมาจ้องมองเป็นจุดเดียวตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

       “ศ...ศิลาเหรอ

       “ไหน!ไหน...จริงด้วย

       “มันมาทำไม

       “ก็มันเป็นเจ้าเมืองนี้แล้วไง

       “แอบเล่นมันเลยดีไหมจะได้ครองเมืองหรือจับหญิงนั่นเป็นตัวประกันให้มันยกเมืองให้เรา

       “มึงอยากจะเป็นศัตรูกับอาชญากรทั่วโลกก็เอาดิ

       เสียงแอบคุยซุบซิบดังคล้ายกับเสียงแมลงวันกลบเสียงช้อนเสียงจานไปจนมิดบรรยากาศในร้านเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งอื้ออึ่งโดยฉลับพลัน

       “พี่ศิดังใหญ่เลยเนอะ” หญิงสาวหันมาพูดสายตาค้อนทีหนึ่ง ก็ไม่ใช่อะไรหลอกพี่ศิของเธอดังขนาดนี้อีกไม่นานคงมีอะไรมาจอแจ่อย่างแน่นอนสายตาบริเวณรอบตัวเธอมันบอกแบบนั้นทั้งที่ไม่ใช่ความผิดชายหนุ่มแท้ๆแต่เธอก็รู้สึกตะหงิดๆ

       “สวัสดีค่ะ” พนังงานต้อนรับในชุดแบบจีนสีแดงยาวเดินยิ้มหวานมาต้อนรับพวกเขาทันที

       “ขอโต๊ะวีไอพีครับ” ศิลากล่าวจากนั้นหญิงสาวพนักงานก็เดินนำเขาไปยังชั้นสองภายในร้านให้บรรยากาศกลิ่นอายราวกับว่าอยู่ในวังหรูของจีนก็ไม่ปานทั้งโครมไฟกระดาษ ห้องครัวก็เป็นแบบรถเข็นโบราณพนักงานแต่งกายในชุดจีนย้อนยุค

       เมื่อได้ที่นั่งสมใจริมหน้าต่างรับลมชมวิวจากนั้นไม่นานอาหารก็มาเสริฟพร้อมกับคนที่เขานัดไว้ก็มาถึงพอดี

       “สวัสดีครับคุณศิลา สวัสดีครับคุณหนู” ชายชุดสูทสีดำเอ่ยขึ้นพร้อมก้มหัวซึ่งหาใช่ใครอื่นไม่เขาก็คือรีโด้เจ้าเก่าเจ้าประจำ ดูเหมือนว่ารีโด้จะคล้ายลูกน้องประจำตัวเดินเรื่องเอกสารต่างๆให้ศิลาไปเสียแล้ว

      “สวัสดีคะ”

      “สวัสดีครับเชิญนั่งก่อนคุณรีโด้รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ” ศิลารุกเผยมือเชิญชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

       “ขอบคุณครับอันที่จริงก็อยากจะดื่มนะครับแต่ติดตรงที่อยู่ในเวลางานนี่สิครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้มก่อนที่จะนั่งตรงข้ามกับศิลาที่ในวงโต๊ะอาหารซุนหงอคงสดายุสัมพาทีฟ้าครามกำลังตั้งอกตั้งใจกินอย่างเอร็ดอร่อย

       “ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ” รีโด้กล่าวยื่นเอกสารสี่แผ่นมาให้ศิลา

       “ใบกรอกเงื่อนไขการเปลี่ยนเผ่าธ์สินะครับ” ชายหนุ่มรับเอกสารมาอ่านคร่าวๆซึ่งภายในเอกสารประกอบไปด้วยข้อมูลไอเท็มที่ทางระบบได้แนะนำในการตั้งเงื่อนไขและภารกิจช่องลงชื่อประทับลายนิ้วมือ

       “ครับ แต่คุณศิลาเลือกเองได้นะครับว่าจะตั้งเงื่อนไขการรับภารกิจเปลี่ยนเผ่าแบบไหนรวมไปถึงยังตั้งภารกิจเองได้ด้วย”

       จากนั้นศิลาก็จัดการตั้งเงื่อนไขการรับภารกิจเปลี่ยนเผ่าธ์รวมถึงไอเท็มที่ผู้เล่นต้องไปหามาเพื่อใช้ส่งภารกิจ

       “นี่ครับ” ศิลากรอกเอกสารอย่างรวดเร็วส่งคืนให้รีโด้ซึ่งรีโด้ที่หยิบมาอ่านก็ต้องตาเบิกกว้างเพราะนั่นต่างจากที่เขาคิดไว้มาก ซึ่งเงื่อนไขการรับภารกิจที่ศิลาตั้งนั้นคือการที่จะรับภารกิจเปลี่ยนเป็นเทพและมารผู้เล่นจะต้องเป็นอาชญากรและมีระดับเกินหนึ่งร้อยยี่สิบขึ้นไป 

      ไอ้เท็มที่ใช้ส่งภารกิจคือ เลือดของสัตว์อสูรระดับราชา น้ำอัมฤทธิ์ รวมถึงผู้เล่นจะต้องทำการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำอัมฤทธิ์ หรืออีกในหนึ่งก็คือเหล่าอาชญากรจะได้กายาฤทธิ์ทา ที่ต้านทานสัตว์อสูรที่ระดับต่ำกว่าราชาและเวทมนต์ระดับหนึ่งถึงสามจะไม่มีผลกับพวกเขา

      ส่วนเงื่อนไขของเผ่าวิญญาณและเผ่ามังกรผู้เล่นต้องมีระดับเกินหกสิบและเป็นผู้เล่นที่ไม่สังกัดอยู่ในกิลด์

    ของกิลด์อันดับสองถึงยี่สิบไอเท็มที่ใช้ชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับ50-60 จำนวน3,000ชิ้น และอาวุธระดับS หนึ่งชิ้น

      “เหมือนการรีดไถแบบอ้อมๆเลยนะครับเนี่ย! แต่มำไมถึงตั้งให้พวกอาชญากรยากจังล่ะครับ ต่างกับอีกสองเผ่าริบลับเลย” รีโด้ถามด้วยความสงสัยเพราะเขารู้ดีว่าอาญชากรคงเลือกเป็นมารกันทั้งหมดอยู่แล้วแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมศิลาถึงตั้งภารกิจให้กับลูกน้องตัวเองยากขนาดนี้แทนที่จะตั้งให้แบบง่ายๆ

       ความยากของภารกิจเปลี่ยนเป็นมารกับเทพนั้นเทียบเท่ากับตอนที่ศิลาทำภารกิจเพื่อเรียนเวทมนต์ก็ว่าได้

      “พวกเขาจะได้พัฒนาตัวเองไงครับ ส่วนอีกสองเผ่าผมจงใจให้มันง่ายคนเรายิ่งเจอประสบการณ์ยากลำบากก็ยิ่งพัฒนาเพราะงั้นให้คนทั่วไปผ่าน

    แบบง่ายๆอะดีแล้วครับ” 

      ศิลากล่าวรีโด้ถึงกับเบิกตากว้างกระจ่างวูบที่แท้ศิลาก็ไม่อยากให้คนพวกนั้นพัฒนาตัวเองขึ้นไปมากกว่านี้และแน่นอนว่าต้องมีคนอยากจะเปลี่ยนเป็นมังกรกันไม่น้อยรวมถึงเผ่าวิญญาณที่ดูลึกลับ

      ขืนเขาให้คนพวกนั้นไปทำภารกิจยากๆแบบอาชญากรคนพวกนั้นจะได้ทักษะแบบไหนมาบ่างได้ไอเท็มพิเศษอะไรบ่างในระหว่างทางและอีกอย่างระบบพึ่งจะแจกไอเท็มระดับSให้ผู้เล่นทุกคนศิลายังหาทางกวาดไอเท็มเหล่านั้นได้เสียอีก

       “แบบนี้อาชญากรที่ผ่านภารกิจก็แทบจะใช้คำว่าไร้เทียมทานเลยนะครับ” รีโด้กล่าวออกมาทึ่งๆ

       “นั่นและครับที่ผมต้องการเพราะผมต้องบุกเบิกทางเข้าทวีปมืดให้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีตัวอะไรออกมามากกว่านี้”

       “นั่นสินะครับพอคุณเคลียร์ส่วนแรกได้เวทมนต์หมอกก็ถูกคลายทำให้ผลของมันค่อยๆหายไปถ้าทวีปผู้กล้าพินาศผมเองก็ลำบากตกงานว่าแต่คุณศิลาจะไม่ไปดูเมืองแกรนด์แวสหน่อยหรอครับ”

      “ยังดีกว่าครับ ผมต้องรีบไปใจกลางของโลกที่หอคอยโทไพรออนปรากฎ”

    ชายหนุ่มตอบพร้อมลอยยิ้มจากนั้นชายหนุ่มก็ท่านอาหารไปพรางหยกหญิงสาวไปพรางก่อนจะออกจากร้านเพื่อไปหาซื้ออุปกรณ์น้ำยาฟื้นพลังต่างๆจากนั้นทั้งฟ้าครามและศิลาก็เดินออกประตูตะวันออกของเมือง

      “โห่!  ศิลาถึงกับอุทานออกมาพบว่าบริเวณด้านหน้าเมืองที่ติดชายทะเลกลายเป็นท่าเรือขนส่งโดยมีNPCของเมืองอาคมรับส่งผู้เล่นระหว่างเมืองบาดาลและเมืองอาคม

       “เราไม่อยู่แค่เเป๊บเดียวในโลกนี้ผ่านไปไวจังเลยเนอะ” หญิงสาวพูดทึ่งๆเมื่อพบเข้ากับท่าเรือเรือสำเภาทำจากไม้สีน้ำตาลมากมายจอดเต็มท่าผู้เล่นมากมายกำลังเดินทางไปมาเป็นภาพที่เรือสำเภามากมายแล่นไปมาข้ามฟากไม่ขาดสายท่ามกลางผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามสะท้อนแสงระยับตาแพรวพราวสอดรับกับผู้คนมากมายเดินลงท่าเรือบ่างก็เดินขึ้นฝั่งกันอย่างวุ่นวายหนาตาเสียงคลื่นลมเสียงทะเลขับเคี้ยวกับเสียงจอแจของผู้คน 

      เมืองบาดาลที่เคยเกือบจะล่มสลายเงียบเหงาไร้ประกายชีวิต บัดนี้กับสาดรับแสงตะวันอีกครั้งบรรดาผู้เล่นหลากหลายต่างพากันมาแต่งแต้มภาพชีวิตชีวาให้มหานครแห่งนี้

      “เห่ยยเองไอ้ศิลาใช่หรือเปล่า?”

     เสียงตะโกนก้าวร้าวไร้ไมตรีดังขึ้นจากเรือสำเภาขนาดกลางที่กำลังเทียบท่า ทำให้ศิลาหันไปมองตามต้นเสียงพบว่าบนเรือที่กำลังจอดปรากฎผู้เล่นสามคนแต่งกายด้วยชุดเกราะสีแดงสีดำสีทอง อาวุธในมือต่างกันออกไปใบหน้าราวกับคนอายุสี่สิบช่างแก่เกินวัย

      ชายคนหนึ่งตะโกนเรียกศิลาพร้อมกับรีบเดินลงมาจากเรืออย่างเร่งด่วน

    ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายเต็มสะพานท่าเรือ

      “หลบไป

      “อย่าเกะกะ

      “ว๊ายยย!!

      การกระทำของชายทั้งสามเรียกสายตาของทุกคนทั่วบริเวณนั้นตามทางเดินใครขวางทางพวกมันถีบตกน้ำหมดไม่เว้นแม้แต่เด็ก ผู้หญิงก่อนจะเข้ามายืนประจันหน้ากับศิลาที่กำลังจะเดินลงสะพานเพื่อไปขึ้นเรือชายทั้งสามเข้าโอบรอมศิลาและฟ้าครามอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน

       “ลุงๆมีอะไรหรือเปล่าครับ” ศิลาเอ่ยถามหน้าตาเฉยซึ่งทำเอาชายทั้งสามเดือดดาลทันทีเพราะคำที่ศิลาใช้เรียกพวกเขา

      “ลุงพ่อง! พวกข้าอายุยี่สิบหกเองเวย” มันตะหวาดลั่นพร้อมกับสายตาทุกคู่จับจ้องด้วยความยากรู้อยากเห็น 

      คนส่วนใหญ่นั้นรู้ฉายาของศิลากัน

    ทั่วหน้าว่าศิลาเป็นพวกไม่ชอบพูดถ้ามีปัญหาพี่แกเชือดอย่างเดียว  พวกเขาเลยอยากดูฉากนองเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้น 

      “แล้วมีอะไรครับ? ศิลาเอ่ยถามต่อ

      “พวกข้ามาจากกิลด์นักล่า เป็นกิลด์อันดับที่สิบสามตอนนี้ก่อตั้งกับอีกสิบเก้ากิลด์เป็นพันธมิตรกันเพื่อกำจัดพวกแก” มันกล่าวออกมาอย่างมาดมั่นและองอาจเทียมฟ้า 

       เมื่อผู้เล่นบริเวณนั้นที่ได้ยินต่างพากันถอยห่างเพราะไม่อยากจะมีปัญหากับคนทั้งสาม

      “ขอบคุณครับที่บอก” ศิลายังคงกล่าวหน้าตาเฉยแต่จริงๆเขากำลังประเมินพลังระดับความสามารถของคนทั้งสามอย่างเงียบๆ

      “ส่งดวงใจภูติมาสะ! แล้วพวกฉันทั้งสามคนจะทำเป็นว่าไม่เจอแก” ชายชุดเกราะสีแดงในมือถือหอกกล่าวเสียงขรึมพร้อมกับหรี่ตา คำพูดนั้นเล่นเอาศิลาต้องถอนหายใจเนื่องจากเบื่อหน่ายก็เมื่อไม่กี่วันก่อน สองพญายักษ์ก็พูดประโยคนี้กับเขา

      “มึงอย่าคิดว่ามึงแน่เสมอไปตอนนี้พวกเราทั้งสิบเก้ากิลด์รวมเป็นหนึ่งแกแปดมงกุฎกับอาชญากรยิบย้อยไม่มีทางรอดแน่ อีกอย่างถ้าแกลงมือฆ่าพวกฉันก็เท่ากับว่าประกาศสงครามกับพันธมิตรเราโดยตรงทันที” ชายชุดเกราะสีทองในมือถือเคียวกล่าวเสริม

      “ช่างกล้าคุยโวไม่อายปาก กิลด์ระดับร่างพวกเราไม่ก้มลงไปมองหรอก” ฟ้าครามกล่าวพรางเชิดหน้าเรียกสีหน้าไม่สบอารมณ์ชุดใหญ่จากชายทั้งสาม ชายชุดเกราะสีดำในมือถือดาบหันมามองฟ้าครามด้วยนัยน์ตาชั่วช้าสามัญยิ่งราวกับเป็นสันดาร

      “หื่มม!ไม่ได้ดีแค่หน้าตาปากยังดีเสียจริงนะสาวน้อยอยากจะรู้สะแล้วสิอย่างอื่นจะดีด้วยหรือเปล่า”

       “เปลี่ยนใจมาอยู่กับพวกพี่เสนาธิการของพันธมิตรตอนนี้ยังทันนะ พวกพี่จะเลี้ยงน้องไว้ดูเล่นเอง ฮ่า...ฮ่า”

      ชายทั้งสามพูดจากระยิ่มยิ้มย่องสายตาหื่นกระหายระริกระรัวหัวเราะลั่นเนื้อเต้น

       “ขอโทษนะคะ...ขยะสิบเก้าชิ้นเทียบกับพี่ศิของฉันไม่ได้” ฟ้าครามกล่าวเน้นคำในตาเป็นประกายชั่วพริบตามือของหญิงสาวขยับวูววาบดาบสะบั่นเมลัยปรากฎที่มือขวาตวัดออกสองครั้งติด

       ฉ๊วะ ฉว๊ะ 

      หัวของชายชุดเกราะสีทองและสีแดงลอยละลิ่วในอากาศเลือดสีแดงสาดกระจายราวละอองสายฝนท่ามกลางสายตาตื่นตลึงในความรวดเร็วสภาวะดาบของหญิงสาว

      ฟ้าครามตวัดดาบออกสองครั้งติดแต่ทุกคนบริเวณนั้นกลับมองไม่เห็นว่าเธอขยับมือ ออกจากการควงแขนศิลาแต่อย่างได้มันรวดเร็วเกินสามัญสำนึกคนธรรมดา

      “แก....  ชายที่เหลือเน้นเสียงก้าวร้าวฟ้าครามค่อยๆเดินเข้าหามันด้วยการย่ามสามขุมดาบสะบั่นเมลัยสีทองวางพาดบ่าของชายคนดังกล่าวที่ยืนตัวแข็งทื่อสั่นสะท้านสายตาของมันสั่นไหวตลึงงันหงาดกลัว

      ร่างที่เพียวเรียวบางเอวน้อยอรชรมือเรียวทว่าพลังฝีมือขัดกับรูปร่างหน้าตาริบลับ นัยน์ตาหวานของหญิงสาวฉายแววดุร้ายวูบวาบแม้กระทั่งศิลาที่ยืนมองอยู่เงียบๆยังถึงกับสะดุ่ง 

      “ถ้าเกิดใหม่เมื่อไหร่ ก็ไปบอกหัวหน้าพวกแกด้วยเดี๋ยวพี่ศิของฉันจะไปถล่มให้ถึงที่” ฟ้าครามตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวกราดดาบสะบั่นเมลัยกระชากหัวของชายผู้โอหังขาดกระเด็นเลือดสีแดงสดสาดไปทั่วกระจายใส่ผู้คนโดยรอบ

      “หืม!...เริ่มจะเหมือนเราเข้าไปทุกทีแล้วสิ  แต่ว่าไอ้ไปถล่มเนี่ยมัน!”

      ศิลายืนยิ้มปลงๆสีหน้าอ่อนเพลียปวดจิตปวดใจกับหวานใจพานพาหางานชุดใหญ่มาให้เขาเสียแล้วแถมดูแล้วนิสัยเจ้าหล่อนนับวันๆเริ่มจะหมดคาบภาพลักษนางเอกเข้าไปทุกวันแล้ว นะเนี่ย

       “ใช่ไหมค่ะพี่ศิขาาา” เจ้าหล่อนหันมาถามยิ้มหวานเพื่อให้ศิลายืนยันคำพูดของเธอกับคนบริเวณนั้นว่าชายหนุ่มจะถล่มพันธมิตรฮีโร่ต่อต้านอาชญากรจริงๆ

       “จร่าาาา! มานี่เลยแม่ตัวดี” จากนั้นชายหนุ่มก็พาหญิงสาวลงเรือสำเภาเดินคลอเคลียกันไปท่ามกลางสายตากลืนไม่เข้าคายไม่ออกปนระทึก

       ชายหนุ่มแหละหญิงสาวขึ้นเรือทันทีพร้อมกับผู้เล่นอีกจำนวนหนึ่งส่วนสามพี่น้องหายเข้าที่สถิตกินเสร็จจึงเกิดความง้วงมาเยือนดังคำกล่าวหนังท้องตึงหนังตาหย่อน

      ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงชายหาดท่าเรือของเมืองอาคมทว่าศิลาไม่ได้คิดจะเข้าเมืองเขาจำเป็นต้องรีบไปใจกลางของโลกซึ่งพวกพ้องของเขามุ่งหน้ากันออกไปตั้งแต่เริ่มเข้าเกมเนื่องจากเมื่อหัวหน้ากิลด์ทั้งสิบเก้ารวมตัวก่อตั้งเป็นพันธมิตรต่อต้านพวกเขาอย่างเป็นทางการจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่พวกเขาจะต้องให้ความร่วมมือเรื่องการผลัดกันเข้าพิชิตหอคอยศิลาหยิบแผนที่ขึ้นมาดูถึงกับต้องหรี่ตาสถานที่ทั่วโลกมันแสดงขึ้นในแผ่นที่ซึ่งต่างจากแต่ก่อนหากผู้เล่นไม่เคยไปแถวนั้นแผนที่จะไม่แสดงตำแหน่งรอบตัว

      “ใจกลางโลกโรโบรอส?” ศิลาเอ่ยด้วยความสงสัย

      “เมืองหรอคะหรือแค่สถานที” ฟ้าครามยืนหน้ามาดูแผนที่เอ่ยถามอย่างสงสัย

      “นั่นสิคะพี่คิดว่าน่าจะเป็นแค่สถานที่มากกว่าเพราะระบบก็ประกาศแล้วว่ามีเมืองอะไรบ่างถ้าจะมีเมืองใหม่ปรากฎขึ้นมาจริงเขาก็ต้องแจ้งตอนที่ก่อนจะปิดเซิฟเพื่ออัพเดท” หญิงสาวพยักหน้าจากนั้นศิลาก็เรียกเกวียนรถม้าออกมาก่อนจะขึ้นไปบังคับพร้อมกับหญิงสาวกระโดดนั่งปุ๊บด้วยตา

    รุ้นระทึกเนื่องจากเธอพึ่งเคยนั่งครั้งแรก

      “แบบนี้คงสี่วันล่ะมั้งกว่าจะถึงคงต้องสลับกับสัมพาทีใช้บินไป” ศิลากล่าวกระตุกเชือกม้าด้านหน้าทั้งสีตัวพร้อมเกวียนไม้สีน้ำตาลออกวิ่งทันที ทำเอาฟ้าครามหันซ้ายหันขวาอย่าซุกซนมองหน้าชายหนุ่มด้วยนัยน์ตาออดอ่อนอย่างจะบังคับเกวียน

      มีหรือที่ศิลาจะทนต่อสายตางามออดอ่อนคู่นั้นได้เขาจึงค่อยๆสอนเจ้าหล่อนบังคับไปตลอดทางชายหนุ่มมองใบหน้าของหวานใจที่เอาจริงเอาจังตารุกวาววับระยิบระยับราวดวงดาวกำลังทอแสงซุกซนจนชายหนุ่มเผลอลืมตัวแอบจุ๊บแก้มหญิงสาวไปหนึ่งดอกตลอดระยะทางม้าดวงซวยถูกหญิงสาวบังคับชนต้นไม้โครมคามไม่ขาดตอนบางทีก็ตกน้ำตกเหวเรียกเสียงหัวเราะก๊ากจากชายหนุ่ม

      “พี่ศิไม่เปิดกล่องไอเท็มที่พ่อให้มาหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังบังคับรถเกวียนอย่างตั้งอกตั้งใจ

      “นั่นสิเกือบลืม” ศิลากล่าวหยิบเอากล่องไอเท็มออกมาดู ซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสีฟ้าขนาดเท่าฝ่ามือจากนั้นเขาจึงเปิดออกทันที

      วาบบบบ

      แสงสีฟ้าครามราวน้ำทะเลสาดแสงท่ามกลางป่าใหญ่ที่ตัดชายแดนเมืองสยบฟ้า หลังจากแสงสีฟ้าครามสาดจ้าจนแสบตาดับลงปรากฎละอองแสงสีฟ้าค่อยๆก่อรูปเป็นตรีศูลสามง้ามยาวเมตรกว่าสีน้ำเงินเข้มจากนั้นเสียงระบบก็ดังขึ้นในหัวของชายหนุ่ม

        “ผู้เล่นศิลาได้รับตรีศูลโพไซดอน อาวุธระดับSSS ความสามารถไม่ปรากฎ สถานะล็อคจำเป็นต้องมีระดับถึง200ไอเท็มถึงจะปลดล็อค”

      เสียงจะระบบดังแจ้งเตือนในหัวของเขาเข่นเดียวกับศิลาที่ได้ยินและอ่านข้อมูลไอเท็มถึงกับร้องเสียงหลงทว่ายามนั้นเองศิลากวาดสายตาไปเห็นเข้ากลับซากวิหารล้างทั้งสองจึงรีบตรงเข้าไปทันที

      “นี่มันคล้ายกับ?” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเมื่อยืนอยู่หน้าซากวิหารที่มีลอยคาบไฟไหม้เขม่าควันสีดำติดตามสิ่งปลูกสร้างซากวิหารแต่ทว่ามันดูคล้ายโบราณสถานเสียมากกว่า โบราณสถานกว้างใหญ่พอสมควรเศษซากหินเกลื่อนกราด

      “รูปทรงแปลกตาดีนะคะ” หญิงสาวเงยหน้ามองยอดเจดีสูงกวาดสายตาไปรอบด้วยสีหน้าทึ่งๆ

      “น่าจะเป็นซากโบราณสถานของกรุงศรีอยุธยาน่ะคะ” ชายหนุ่มกล่าวขณะที่เดินสำรวจไปรอบๆตามบริเวณต่างๆก่อนจะพูดขึ้นต่อ 

      “เขม่าควันไฟลอยไฟไหม้แบบนี้คงจำลองถอดแบบมาจากสมัยราชวงศ์บ้านพูลหลวงครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่สองจนล่มสลายทิ้งไว้เพียงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความศักดิ์สิทธิ์ตอนนั้นพม่าได้เผ่าทั้งวัดอารามสิ่งก่อสร้างต่างๆเห็นแบบนี้พานพาให้นึกถึงเหล่าวีรชนคนกล้าจริง”

      ชายหนุ่มกล่าวนัยน์ตาสั่นระริกปนหึกเหิมซึ่งหญิงสาวก็หันมามองอย่างตั้งใจฟังในประวัติศาสตร์อันยาวนานจากนั้นศิลาก็เอ่ยต่อ

      “เคยมีคำกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์นะคะว่ากรุงศรีอยุธยาไม่เคยสิ้นคนดีพี่ว่าคงจริงเพราะหลังจากนั้นไม่นานพระเจ้าตากสินมาหาราชที่อพยบผู้คนออกจากกรุงศรีก็ได้ก็ตั้งกรุงธนบุรีต่อมาก็ถือกำเนิดเป็นแดนสยามหรือว่าประเทศไทยแดนนักสู้โดยสายเลือดหลังจากนั้นประเทศไทยก็ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาประเทศไหนเลยถึงแม้ว่าจะเป็นยุคสมัยล่าอานานิคมก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่มีความปรีชาสามารถ”

      ศิลากล่าวออกมาพร้อมกับยกมือไหว้แสดงความนับถือซึ่งบรรพบุรุษแห่งสยามผู้หาญกล้าที่ครั้งอดีตล้วนเสียสละเลือดเนื้อทุกหยดเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ชายหนุ่มเดินมองไปรอบๆทั่วโบราณสถานฟ้าครามเองก็มีสีหน้าทึ่งตลึงในความวิจิตศิลป์ถึงแม้จะพังทลายไม่สมบูรณ์แต่กลิ่นอายที่เธอสัมนั้นช่างหนักแน่นแฝงความศัทธรา

       ศิลาเดินไปตามทางกวาดสายตามองเศษซากของกรุงศรีอยุธยาที่เคยพ่องอำไพท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านคล้ายกับเสียงสะอื้นไห้โศกสลดในมหานครแห่งนี้ ความโศกศัลย์แพร่กระจายฝุ้งในบรรยากาศอัน 

       ชีวิตของบรรพบุรุษเท่าไหร่กันที่ต้องสละเพื่อแลกมาเพื่อการคงไว้ซึ่งเอกราช

      เลือดเนื้อเท่าไหร่ที่ต้องหลั่งเป็นสายธารเพื่อการดำรงคงอยู่ของลูกหลาน  

      “พี่ศิ! นั้นคะ” เจ้าหล่อนชี้นิ้วให้ชายหนุ่มหันไปมองเมื่อศิลาหันไปมองก็พบว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีออกมาจากถ้ำหน้าตั้งเมื่อมองไปตามทางที่หญิงสาวชี้ชายหนุ่มก็ต้องกล่าวออกมา

      “เด็กนั่นมัน! ฟ้าไปเร็ว” ศิลารีบพุ่งตัวเข้าช่วยเด็กหนุ่มที่กำลังถูกเสือเขี้ยวดาบตัวสูงสองเมตรไรขย้ำ