ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 พลังจิตอันเดือดพล่าน

            โดยปกติแล้วถ้าคนเราต้องแบกน้ำหนักเกินสิบเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเวลาเคลื่อนไหวก็จะเริ่มรู้สึกกินแรง ถ้าเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์การเดินก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก และถ้าถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าไม่เคยฝึกแบบมืออาชีพมาก่อน ก็คงไม่รับประกันแม้แต่การเคลื่อนไหวพื้นฐานด้วยซ้ำ

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าเสื้อเกราะยุทธวิธีของปาฟลอฟใส่น้ำหนักถ่วงไว้เท่าไหร่แต่เห็นได้ชัดเลยว่า ตอนนี้คนที่เขาจะต้องเผชิญหน้าคือปาฟลอฟที่ดุดันกว่าเมื่อกี้หลายเท่า!

            และคนที่ตกใจกับการกระทำของปาฟลอฟไม่ได้มีแค่ไป๋ฉางเซิง แต่ยังรวมถึงคนดูบนอัฒจันทร์ทั้งหมดด้วย

            นึกว่าปาฟลอฟเมื่อกี้ดุดันพอแล้วใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะซ่อนฝีมือมาตลอด? ขนาดมาถึงรอบชิงสามอันดับแรกแล้วตอนเริ่มสู้ยังอุตส่าห์กั๊กพลังไว้อีก?

            ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋ฉางเซิงต้อนเขาจนมุมจริงๆเกรงว่าไพ่ตายใบนี้คงจะถูกเก็บไว้เปิดตอนสู้กับโซเฟียซะมากกว่า

            แต่เมื่อบีบให้ปาฟลอฟต้องหงายไพ่ตายใบนี้ออกมาแล้วก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาด้วย

            หลังจากถอดอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักออกปาฟลอฟย่ำเท้าสลับไปมาอยู่กับที่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าท่าทางของเขาเบาหวิวและคล่องแคล่วขึ้นกว่าเมื่อกี้หลายเท่า

            เขาสะบัดข้อมือเบาๆก่อนที่ร่างจะหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกถึงความผิดปกติตามสัญชาตญาณเขาคิดจะสร้างลูกไฟเวท แต่ปาฟลอฟก็พุ่งเข้ามาจนเห็นเป็นแค่เงาลางๆแค่กะพริบตาเดียว เขาก็ข้ามระยะสิบกว่าเมตรมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

            ลูกไฟยังไม่ทันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างหมัดของปาฟลอฟก็ซัดกระหน่ำลงมาแล้ว

            “ปัง!”

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่หัวอย่างจังร่างสั่นสะท้านโอนเอน แม้แต่สติก็ยังพร่าเลือนไปชั่วขณะ

            หลังจากที่กระดูกเหล็กกล้าและเกราะศิลาคุ้มกายเลื่อนขึ้นมาหนึ่งระดับหมัดของปาฟลอฟหมัดนี้ก็ยากที่จะทำให้เกล็ดมังกรของเขาแตกกระจายเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีก

            แต่ความเสียหายก็ยังคงมีอยู่แม้จะถูกลดทอนลงไปแล้ว ทว่าแรงกระแทกที่ทะลวงผ่านเกล็ดมังกรเข้ามาในร่างกายก็มากพอจะทำให้ไป๋ฉางเซิงจุกจนแทบกระอัก

            และก็เป็นตอนนี้นี่เองที่ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเสื้อเกราะยุทธวิธีตัวนั้นสะกดพลังของปาฟลอฟเอาไว้มากแค่ไหน

            เสื้อเกราะยุทธวิธีตัวนั้นต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสามร้อยชั่งแน่ๆ!ดีไม่ดีข้างในอาจจะสลักค่ายกลอะไรสักอย่างเพื่อจำกัดการปลดปล่อยพลังของปาฟลอฟเอาไว้ด้วยไม่อย่างนั้นพละกำลังของเขาไม่มีทางพุ่งสูงขึ้นรวดเดียวขนาดนี้แน่!

            ลูกไฟที่อุตส่าห์รวบรวมขึ้นมาได้หลังจากโดนหมัดนี้ของปาฟลอฟเข้าไปก็สลายหายไปทันทีเพราะพลังจิตของไป๋ฉางเซิงเริ่มไม่มั่นคง

            เขาพยายามจะสร้างลูกไฟขึ้นมาอีกไม่หวังจะทำร้ายปาฟลอฟ แต่อย่างน้อยก็ต้องบีบให้อีกฝ่ายถอยไปก่อนไม่อย่างนั้นในสภาพนี้ ความพ่ายแพ้ก็เป็นแค่เรื่องของเวลา

            แต่เห็นได้ชัดว่าปาฟลอฟไม่ยอมให้โอกาสนั้นกับเขาอีกแล้ว

            เล่นหงายไพ่ตายทั้งกัมปนาทสงครามและปลดอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักออกมาพร้อมกันแบบนี้หากยังเอาชนะไม่ได้ เขาคงอับอายจนไม่กล้าแบกหน้ากลับมหาวิทยาลัยแน่

            แถมเขายังรู้ดีกว่าใครว่าสภาพของเขาตอนนี้แย่แค่ไหนถ้าไม่สามารถจบการต่อสู้ก่อนที่กัมปนาทสงครามจะหมดเวลาถึงตอนนั้นเขาก็คงต้องเป็นฝ่ายขอยอมแพ้ซะเอง

            ดังนั้น...

            หลังจากโดนอัดไปติดๆกันสามหมัด ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกหน้ามืด ไม่ใช่แค่พลังเลือดจะไหลย้อนกลับแต่แม้กระทั่งพลังจิตในตอนนี้ ก็มีความรู้สึกเหมือนจะควบคุมไม่ได้

            ฉับพลันนั้นเขารู้สึกปวดหัวแทบระเบิด

            ไป๋ฉางเซิงเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าที่ปวดขนาดนี้เป็นเพราะบาดเจ็บภายในหรือเป็นเพราะพลังจิตพังทลายกันแน่

            และหลังจากสามหมัดนั้นปาฟลอฟก็ไม่ได้ลงมือกับไป๋ฉางเซิงอีก

            ที่จัดการไป๋ฉางเซิงก็แค่เพราะมาขวางทางเขาอยู่ ต้องจัดการเจียงจืออวี๋ให้ได้การต่อสู้ครั้งนี้ถึงจะจบลง

            แต่จังหวะที่ปาฟลอฟกำลังก้าวข้ามร่างของไป๋ฉางเซิงเพื่อเดินไปหาเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็อ้าปากขึ้นมาอีกครั้ง

            “เดี๋ยวก่อน! ซี้ด!”

            “การต่อสู้ระหว่างพวกเรายังไม่จบเลยนะ!”

            ไป๋ฉางเซิงฝืนยันตัวขึ้นมาครึ่งหนึ่งอาการปวดหัวแทบระเบิดทำเอาเขาต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังร้องเรียกปาฟลอฟเอาไว้

            เมื่อได้ยินเสียงของไป๋ฉางเซิงปาฟลอฟก็หันกลับมามองตามสัญชาตญาณแต่พอเห็นว่าไป๋ฉางเซิงแม้แต่จะพยุงตัวลุกขึ้นยังลำบาก เขาก็หันไปมองเจียงจืออวี๋แล้วขยับปากพูดอะไรบางอย่าง

            แต่เจียงจืออวี๋กลับมองไปที่ไป๋ฉางเซิงพลางส่ายหน้า

            “ฉันเคารพเสี่ยวไป๋ ตราบใดที่เขายังไม่ยอมแพ้ฉันก็จะไม่มีวันพูดคำว่ายอมแพ้ออกมาเด็ดขาด”

            ตอนที่พูดสายตาของเจียงจืออวี๋ยังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวของไป๋ฉางเซิงตลอด

            ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังจิตในตัวของไป๋ฉางเซิงกำลังผันผวนอย่างรุนแรง

            และภายใต้ความผันผวนอย่างรุนแรงนั้นพลังจิตของเขาก็กำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว!

            คณบดีหลี่ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ไกลออกไปดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเขามองไปที่ร่างอันสั่นเทาของไป๋ฉางเซิงพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

            “สัตว์เลี้ยงวิญญาณของจืออวี๋ ดูเหมือนพลังจิตจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง”

            สีหน้าของคณบดีเฉียนและคณบดีจี้ก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันเท่าไหร่

            ความจริงแล้วนับตั้งแต่ปาฟลอฟใช้กัมปนาทสงครามและถอด ‘เสื้อเกราะยุทธวิธี’ตัวนั้นออก พวกเขาก็ไม่หวังอะไรกับผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว

            สุดท้ายพวกเขาก็ยังประเมินยอดอัจฉริยะของอีกสามสถาบันต่ำเกินไปตอนแรกคิดว่าไป๋ฉางเซิงมีคุณสมบัติพอจะชิงอันดับหนึ่ง แต่ดูตอนนี้แล้วการที่ไป๋ฉางเซิงทะลวงเข้ามาถึงสามอันดับแรกได้ ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

            เมื่อขาดเจียงจืออวี๋ที่เป็นกำลังหลักในการสู้รบลำพังแค่ไป๋ฉางเซิงคนเดียว ก็ยังถือว่าตามหลังอยู่นิดหน่อย

            และเมื่อต้องมาเจอกับความพ่ายแพ้ที่แทบจะถูกตอกตะปูปิดฝาโลงแบบนี้พวกเขาก็แทบจะไม่กล้าทนดูแล้ว

            แต่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงก็ดันทำท่าทางเหมือนไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมแพ้พวกเขาจึงพูดอะไรไม่ได้มากนัก

            ในเมื่อลูกศิษย์ยังพร้อมสู้ตายแล้วอาจารย์จะชิงยอมแพ้ได้ยังไง

            “ถ้าสถานการณ์ไม่ดี ก็ให้รีบยุติการต่อสู้ทันที”

            “ตาแก่หลี่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องช่วยเกลี่ยพลังจิตของเสี่ยวไป๋ให้สงบลงให้ได้นะ”

            เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเพื่อนเก่าคณบดีหลี่ย่อมรู้ดีว่าตัวเองต้องทำยังไง เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่นก่อนจะเบนสายตากลับไปที่ลานประลองยุทธ์อีกครั้ง

            ปาฟลอฟมองไป๋ฉางเซิงที่แม้แต่จะยืนให้มั่นคงยังทำไม่ได้ก็เริ่มจะหมดความอดทนแล้ว

            เขาไม่เข้าใจว่าทำไมไป๋ฉางเซิงที่รู้ตัวดีว่าไม่มีทางเอาชนะเขาได้ถึงยังฝืนทนไม่ยอมแพ้อยู่อีก

            รวมถึงเจียงจืออวี๋ด้วยทั้งที่เธอเก่งกว่าแท้ๆ แต่กลับเอาแต่อดกลั้นไม่ยอมลงมือทำเหมือนไม่คิดจะเข้าร่วมการต่อสู้เลยสักนิดถ้าตั้งแต่แรกเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงร่วมมือกันสู้เกรงว่าแชมป์ครั้งนี้คงอยู่ในกำมือของเธอไปชัวร์ๆ แล้ว

            ปาฟลอฟไม่เข้าใจเขาขมวดคิ้วแน่น มองไป๋ฉางเซิงแล้วขยับปากพูดอะไรออกมาอีกประโยค

            เวลาของกัมปนาทสงครามเหลืออีกไม่มากแล้วถ้าไป๋ฉางเซิงยังไม่ยอมแพ้ เขาก็คงต้องลงมือโยนไป๋ฉางเซิงลงจากเวทีด้วยตัวเองแล้ว

            “ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในสุ่ยมู่ ฉันก็ได้รับการดูแลจากคณบดีเฉียนมาเยอะมาก”

            ไป๋ฉางเซิงสะบัดหัวพลังจิตที่เสียการควบคุมอย่างหนักทำให้เขาปวดหัวจนแทบทนไม่ไหว ในสถานการณ์แบบนี้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าตัวเองต้องพูดอะไรสักอย่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไม่อย่างนั้นความเจ็บปวดนี้มีแต่จะยิ่งทวีคูณ

            “เขาให้สมุนไพรวิญญาณฉันมาตั้งเยอะ ช่วยฉันยกระดับพลังเลือดแถมยังช่วยเลื่อนระดับสายเลือดให้อีก”

            “ซี้ด!”

            “และตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็มีแค่อันดับหนึ่งของการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกเท่านั้น”

            “ฉันก็ต้องเอามันกลับมาให้เขาให้ได้อยู่แล้วสิ”

            ความเจ็บปวดพุ่งขึ้นถึงขีดสุดราวกับมีคนเอาขวานมาจามสมองเขาให้แยกออกเป็นสองซีก

            แต่ความเจ็บปวดนี้อยู่ได้ไม่ถึงวินาทีเดียวก็สลายวับไปในพริบตา สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือสมองที่ปลอดโปร่งโล่งสบายในฉับพลันพร้อมกับพลังจิตที่ก้าวกระโดดขึ้นมาอีกระดับใหญ่

            ตอนนี้พลังจิตของเขาน่าจะก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรอย่างเต็มตัวแล้วใช่ไหมนะ?

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน