ภาคที่ 3 Yan Festival ตอนที่1 รังสรรค์
" อา !เมื่อวานไอ้เราก็ดันลืมตัวเผาเสบียงไปด้วยเฉยเลย "ลักซ์นั่งหน้าบูดบ่นกับตัวเองขณะที่กำลังจุดไฟย่างเนื้อกวางที่จับมาได้
" แกเองก็คงเหนื่อยสินะพักอีกสักสองสามชั่วโมงก็คงไม่เสียหายอะไรพวกสัตว์อสูรก็จัดการหมดแล้วด้วย " เธอคุยกับม้าสีดำสง่าราศีดูแข็งแรงที่นอนอยู่บนพื้นหญ้า
" ฉันพักอยู่ที่เมืองยานนานานพอสมควรคอยระวังพวกหลบหนีไปยังอาณาจักรอาฟถึงจะไม่อยากทำแต่มันก็เป็นหน้าที่เราจะต้องเลื่อนยศไปให้สูงที่สุดเพื่อเข้าถึงข้อมูลลับของอาณาจักรให้ได้ "เธอยกกาแฟที่กำลังร้อน ๆ ดื่มจนลวกปากทำเอาเธอสะดุ้งไปเลย
" และเมื่อถึงตอนนั้นตอนที่ฉันมีอำนาจมากพอที่จะเอาพ่อออกมาจากคุกและจับคนร้ายที่แท้จริงซะอืม...กลับไปรายงานที่แอสต้าเสร็จไปเยี่ยมนาธาดีกว่า หาอะไรอร่อย ๆไปให้กินด้วยเลยอาหารที่เรือนจำแค่เห็นก็ไม่อยากกินละ "เธอยืนขึ้นบิดตัวไปมาด้วยความสดชื่นสบายใจ
ยูนีคสกิลของเรามันมีระยะการใช้งานไม่มากแถมมันไม่สามารถสร้างความเสียหายหรือทำร้ายอะไรได้มันก็เลยจัดเป็นระดับชั้นเชิงไม่ว่าจะการประลองกับใครเราก็ไม่เคยแพ้เวลาทำงานจับกุมก็ใช้งานได้ดีแต่มันน่าเบื่อเกินไปน่ะสิ เธอหยิบก้อนหินแบน ๆง้างเต็มแขนเหวี่ยงมันพุ่งไปบนผิวน้ำหลายครั้งก่อนจะหมดแรงจมลงไป
" ใครน่ะ ! "เธอตะโกนออกไปด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังย่างกายเข้ามาความรู้สึกหนาวสั่นจนขนหัวลุกทำให้ลักซ์ผู้ที่ไม่เคยกลัวใครต้องสั่นเทา
" เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก" เสียงอันแข็งกร้าวน่าเกรงขามดังมาจากข้างหลังเธอ
" อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน" เธอหยิบมีดสั้นร่ายเวทไฟพุ่งใส่ทันทีก่อนจะวิ่งไปหยิบแส้อาวุธประจำตัวมาด้วยความกลัวลักซ์ได้ใช้เวทไฟที่มีความรุนแรงสูงมากกว่าตอนสู้กับสัตว์อสูรฟาดฟันเป็นคมดาบขนาดยักษ์ใส่ชายแปลกหน้าคนนั้น
" ในสงครามถ้าเธอยังลังเลแบบนี้จะตายเอานะ" เมื่อดาบคาตานะที่ดูธรรมดาของชายแปลกหน้าชักออกจากฟักลักซ์ไม่แม้แต่จะเห็นการออกกระบวนท่าด้วยซ้ำแต่พื้นป่าโดยรอบก็ถูกตัดไปครึ่งหนึ่งเสียแล้วเวทไฟของเธอถูกลบล้างหายไปด้วยพลังมหาศาลทันที
แข็งแกร่งเกินไปแบบนี้จะต้องเป็นเลเวลเก้าแน่ๆ ขนาดเราที่เลเวลแปดยังรู้สึกได้พึงความต่างชั้นแบบนี้ ทันใดนั้นเธอก็ลองใช้ตรวจสอบมองดูหน้าต่างสเตตัสของชายแปลกหน้า
" เลเวลเจ็ดเหรอ ! "ลักซ์เผลอร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจเก็บอาการไม่อยู่
" ฮ่าฮ่าฮ่าตกใจล่ะสิ "เสียงหัวเราะขำขันเมื่อได้เห็นลักซ์เลิ่กลั่ก
" เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ?" เธอยังคงไม่ลดการป้องกันจ้องหน้าของเขาตาไม่กะพริบ
" ฉันแค่จะมาบอกข้อมูลบางอย่างก็เท่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยทั้งสิ้น" ชายแปลกหน้าเก็บดาบเข้าฟักลดการป้องกันลงนั่งกับพื้นอย่างสบายใจ
" ฉันจะเชื่อเจ้าสักครั้ง" จิตสังหารหายไปแล้วหวังว่าเราจะไม่มาตายซะตอนนี้นะ
" อีกสิบวันเธอต้องไปที่เมืองยานฉันรู้ว่าแฟนกับพ่อของเธออยู่ในคุกนั่นถ้าจะไปเยี่ยมก็เลือกวันที่ฉันบอกละกัน"
" ทำไมต้องเป็นอีกสิบวันล่ะ? "
" เมื่อถึงตอนนั้นเธอก็จะรู้เอง" ชายแปลกหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะลุกขึ้นหันหลังเดินกลับไป
" เดี๋ยวก่อน ! "เสียงตะโกนดังของลักซ์ทำให้ชายแปลกหน้าหยุดชะงักเสียก่อนจะจากไป
" ทำไมนายถึงแข็งแกร่งแบบนี้ทั้งที่ฉันเลเวลมากกว่าแท้ๆ ? "
" ไม่หรอกถ้าเธอใช้พลังเต็มที่ตั้งแต่แรกฉันคงไม่มายืนตรงนี้ถึงบอกไงว่าถ้าเป็นในสงครามเจ้าได้ถูกฆ่าตายไปแล้วเพราะความประมาท "เสียงเริ่มเงียบลงอีกครั้ง
" จำคำฉันไว้จากชายแปลกหน้าที่อยู่ในสงครามมานับไม่ถ้วน..." ทันทีที่พูดจบเขาก็หายไปจากสายตาของลักซ์เสียแล้ว ด้วยความโล่งใจเธอทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นมองดูแข็งขาที่สั่นไม่หยุด
" เจ้าบ้านั้นมันเป็นใครกันแน่ใส่เสื้อผ้าซอมซ่อหมวกปีกกว้างปิดหน้าปิดตามองไม่ชัดแถมยังคาบกิ่งไม้หรืออะไรไม่ก็ไม่รู้อีกเราแน่ใจนะว่าเขาเลเวลแค่เจ็ดถึงแม้ความสามารถในการตรวจสอบเราจะไม่สูงมากแต่ก็ไม่น่าพลาดได้ขนาดนั้นแต่หากเป็นการหลอกตาหรือเวทมนตร์บางอย่างทำให้เรามองไม่เห็นหน้าต่างสเตตัสจริงๆ ก็ได้ " เธอนั่งครุ่นคิดถึงชายแปลกหน้าคนนั้นไม่หยุด
ถ้าพูดถึงคนที่แข็งแกร่งกว่าเราก็คงมีจอมพลแต่มั่นใจเลยว่าถ้าเป็นการต่อสู้ระยะประชิดเราต้องชนะแน่ๆเมื่อกี้ก็ลองใช้เวทหยุดแล้วแต่มันกลับไม่ทำงานพอได้มองหน้าของชายคนนั้นแล้วก็รู้สึกเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อมแต่รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนโดนฆ่าไปแล้วเสียอีก " ให้ตายเถอะไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรเนี่ย! "
" เสียงใครน่ะ ?" จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าของม้าจำนวนมากเคลื่อนที่เข้ามาใกล้
นั่นมันทหารเหรอ ? ลักซ์ลุกขึ้นยืนจ้องมองใบหน้าของพวกทหารที่กำลังขี่ม้าเข้ามา
" ท่านพลโทนี่เองนึกว่ามีสัตว์อสูรหรือปีศาจที่ไหนซะอีก"
" พลโทเป็นคนทำเองใช่ไหมครับเนี่ยมองจากไกล ๆ ที่นี่มันเหมือนกับหญ้าที่ถูกกรรไกรตัดให้เตียนไม่มีผิดเลย "เสียงคุยกันซุบซิบของเหล่าทหารด้วยความสงสัยและตื่นเต้น
" เอ่อ... " ควรบอกเขาดีไหมว่าคนแปลกหน้าเป็นคนทำแต่ถ้าเราเอาเรื่องของเขาไปเล่าไม่แน่เขาอาจจะกลับมาฆ่าปิดปากก็ได้
" ฮ่าฮ่าฉันเผลอไปหน่อย" เธอหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อนตามน้ำไป
ไปกันสักทีเถอะ เธอเหงื่อแตกพลั่กตาหลอกแลกกลอกไปมา
" ถ้าไม่มีปัญหาอะไรพวกเราขอตัวนะครับ" นายทหารยืนตัวตรงยกมือทำวันทยหัตถ์ก่อนจะขึ้นม้าและพากันจากไป
" ไปได้สักที "ลักซ์ถอนหายใจยกใหญ่ทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้าเตียน ๆ ริมแม่น้ำ
" เลอนัวนายพร้อมจะออกเดินทางหรือยัง? " เธอหันไปคุยกับม้าสีดำที่ยังคงนอนไม่รู้ตื่นอยู่
" ไปกันได้แล้ว ! "ลักซ์เก็บข้าวของใส่กระเป๋าทุกอย่างแบกสัมภาระเดินไปหาเจ้าม้านั่นใช้เท้าเตะก้นของมันจนสะดุ้งตื่น
" ได้เวลากลับไปแอสต้ารายงานหลายอย่างยังไม่ได้ทำเลยด้วยเราจะโดนว่าไหมเนี่ย? " เธอควบม้าขี่ไปอย่างรวดเร็วตามถนนตรงไปยังเมืองแอสต้าเมืองหลวงที่เจริญก้าวหน้ามากกว่าที่ไหน ๆ
17 ตุลาคม พ.ศ.2575
" ในที่สุดก็เข้ามาอยู่เขตเมืองสักทีนอนในป่าลำบากก็ลำบากแถมยังต้องมาคอยระวังสัตว์อสูรอีก "เธอขี่ม้ามาอย่างช้า ๆพักให้มันได้หายเหนื่อยเดินไปตามถนนหนทางที่มีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ
" โอ้ ! ท่านลักซ์กลับมาแล้ว"ชาวบ้านที่กำลังหาเช้ากินค่ำอยู่พอได้เห็นม้าสีดำกับหญิงสาวผมบลอนด์ใบหน้ายิ้มแย้มทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเองใครเห็นก็เป็นต้องหลงกันทั้งนั้น
" สวัสดีค่ะ "เธอใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อเดินทางไปยังกรมทหารแห่งอาณาจักรเซียที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อของเหล่าทหารมือใหม่ที่กำลังถูกฝึกหนักอยู่แต่ก็เหมือนจะมีกลุ่มที่ต้องวิ่งไปรอบๆ ด้วย
โดนทำโทษอีกแล้วสินะ เธอให้ม้าพักอยู่ที่คอกม้าพร้อมให้เจ้าหน้าที่มาดูแลต่อตัวตึกสูงใหญ่ดูแข็งแรงกว่าอาหารไหน ๆขณะที่ลักซ์กำลังเดินขึ้นบันไดก็มีนายทหารคนหนึ่งเดินสวนลงมาพอดี
" ท่านจอมพล "ลักซ์ยืนตัวตรงทำวันทยหัตถ์ทันที
" อ้าวลักซ์เธอมาพอดีเลยตามฉันมาเดี๋ยวเราจะไปประชุมที่พระราชวัง "
" ต-แต่ดิฉันกำลังจะไปรายงานเรื่องสัตว์อสูรนะคะ "
" ไม่ต้อง !หน่วยม้าเร็วมาแจ้งเรียบร้อยแล้วเธอเป็นถึงพลโทเลยนะต้องมาประชุมด้วยสิ "เสียงดังฟังชัดของชายหนุ่มสูงอายุทำเอาลักซ์ตัวแข็งไปเลย
" รับทราบค่ะ " ประชุมอีกแล้วกลับมาก็ไม่ได้พักเลย เธอกับทหารอีกสองคนขึ้นรถม้าไปด้วยกันเข้าไปในพระราชวังใหญ่โตขององค์ราชา
" ว่าแต่เคลนายไปทำอะไรแถวๆ ฝั่งตะวันตกล่ะ " หญิงชราอายุประมาณห้าสิบกว่าปีเห็นจะได้แม้ใบหน้าจะเหี่ยวย่นแต่ก็ยังดูแข็งแรงเธอชายตามองชายสูงอายุอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
" ฉันก็แค่ชอบพวกไร่สวนมันดูสงบดีแต่ยังไงก็เถอะมันไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย" ชายสูงวัยกับแว่นตาคู่ใจพูดสวนกลับด้วยท่าทางเย็นชา
" ฮ่าฮ่าฮ่าแซวเล่นนิดหน่อยทำเป็นโกรธไปได้" เสียงหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับเอามือปิดปากไว้เป็นมารยาทนิดหน่อยเธอยิ้มสนุกอยู่ตลอดเวลาเหมือนเด็ก ๆ
พลเอกทั้งสองคนกับจอมพลมารวมตัวกันแบบนี้มีเรื่องอะไรกันแน่ทำไมเราถึงมานั่งอยู่ในที่แบบนี้ล่ะอึดอัดจนจะบ้าตายละ
" ลักซ์เธอดูเกร็ง ๆ นะ" เสียงจอมพลโกโด้ทักจนทำให้เธอสะดุ้ง พลเอกอีกสองคนก็จ้องมองเธอแปลก ๆ
" ไม่มีอะไรค่ะ "เธอยิ้มเจื่อนหลบหน้าจ้องออกไปนอกหน้าต่าง
" ว่าแต่นะดอนน่าเธอจัดการเรื่องหน่วยสอดแนมไปถึงไหนแล้ว? " เคลเหลือบสายตามองหน้าหญิงชราตรงหน้า
" ฉันฝึกพวกเขาไปยันเลเวลเจ็ดแล้วคาดว่าจะได้ออกปฏิบัติการในไม่ช้าความสามารถที่จำเป็นในการตรวจจับเวทมนตร์ สิ่งมีชีวิต พรางตัวหรือลบหลักฐานสำหรับหน่วยสอดแนมจะต้องฝึกให้ไปขั้นสูงสุดให้ได้แต่ถ้าได้คนที่มีเวทมนตร์แห่งความมืดก็จะยิ่งดีไปใหญ่ ด้วยความสามารถของสกิลปลอมตัวทำให้จับได้ยากมาก " จ้องตาเคลพูดช้า ๆฟังชัด
" ฉันฝากให้ฝ่ายผลิตหาวิธีช่วยแล้วพวกเขาจะสร้างยานพาหนะที่สามารถข้ามน้ำข้ามทะเลได้เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบที่นั่นได้ง่ายขึ้นแต่อาจจะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสำเร็จเพื่อความปลอดภัยเธอควรชะลอการออกปฏิบัติการไปก่อน "
" อืม...ถ้าเป็นแบบนั้นก็ย่อมได้ฉันจะหารือกับคนในหน่วยกันอีกที"
" เรามาถึงแล้ว "โกโด้พูดแทรกขณะที่พวกเธอกำลังคุยเข้าขากันพอดี
" ครับ/ค่ะ "เสียงตอบกันอย่างพร้อมเพรียงของลักซ์ เคลและดอนน่า
พวกเขาทั้งสี่คนเดินทางไปตามทางสะอาดสะอ้านมีทหารยามคอยเฝ้าระวังอยู่เป็นระยะๆ เมื่อไปถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีโต๊ะยาวเป็นวงรีตั้งอยู่ตรงกลาง
" นั่งลง ๆ เลย "องค์ราชาผู้แต่งตัวไม่เคยให้เกียรติใครเขาใส่เสื้อผ้าธรรมดาสำหรับนอนพักหรือไปเดินเล่นอีกทั้งยังใส่รองเท้าแตะอีกต่างหากภายในห้องนั้นยังมีบุคคลสำหรับอีกหลายคนที่นั่งกันเรียบร้อยอยู่ในความสงบ
" ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของแต่ละหน่วยงานมากันแล้วหลังจากนี้เราจะได้หารือเรื่องการจัดงานเทศกาลกัน"
หะ ? ลักซ์ทำหน้าผิดหวังแต่พยายามจะสงบนิ่งไว้
" ใกล้ถึงวันครบรอบการสถาปนาอาณาจักรเซียแล้วยิ่งปีนี้พวกเรามีท่านผู้กล้ามาด้วยยิ่งต้องทำให้ใหญ่โตสมเกียรติแก่พวกเขา "เขาวางแบบร่างของงานที่จะจัดมีรายละเอียดของสถานที่งบประมาณและกิจกรรมต่าง ๆ
" ยังกระตือรือร้นไม่เปลี่ยนเลยนะตาแก่อายุก็ปูนนี้แล้วแท้ๆ " เสียงแหบ ๆ จากชายชราที่นั่งอยู่ถัดไปทางซ้ายเขาใส่หมวกปีกกว้างจนเกือบจะชนโอบาเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของเขาทำให้โอบาจ้องตาเขม็ง
" แก่แล้วทำไมแกก็ไม่ต่างอะไรกับฉันหรอกน่า...แล้วก็ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลามาประชุมให้ถอดไอ้หมวกบ้าๆ นี่ออกมันเกือบจะทิ่มตาฉันอยู่แล้วนะ " โอบาพุ่งเข้าใส่ดึงหนวดของตาแก่นั้นพอให้เจ็บไม่ได้จะดึงให้ขาดแต่เขาก็สวนกลับด้วยการดึงผมสีแดงของโอบายื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นาน
" อะแฮ่ม !ท่านโอบากับท่านคอออสหยุดเล่นกันได้แล้วครับ "เสียงโกโด้ทำให้พวกเขากลับมานั่งที่กันเป็นระเบียบอีกครั้ง
" น่า ๆไม่เห็นต้องจริงจังก็ได้นี่ เราก็รู้นิสัยของท่านโอบากันอยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า "หญิงสาวผมกระเซอะกระเซิงดูโทรม ๆ ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันเห็นจะได้เธอพูดติดตลกพร้อมทั้งขำออกมาด้วยขณะที่ในมือยังถือเครื่องมือแปลก ๆ ไว้ด้วย
นาน ๆทีจะได้เห็นเจ็ดมหาอำนาจของอาณาจักรนะเนี่ย ลักซ์ทำตัวสงบเสงี่ยมไม่พูดไม่จากับใคร
" เออแคลลี่เรื่องที่อาขอไว้ไปถึงไหนแล้วล่ะ? " พลเอกเคลพูดกับเธอคนนั้นที่ดูโทรม ๆน้ำเสียงอ่อนนุ่มสุภาพกว่าก่อนหน้านี้มาก
" แคสร้างแบบแปลนได้สำเร็จแล้วกำลังดำเนินการสร้างตัวทดลองอยู่ถ้าไม่มีปัญหาคงไม่เกินหนึ่งเดือนค่ะ "
" ขอบใจมาก ๆ ว่าแต่เจ้านั่นมันคืออะไรเหรอ? " เครื่องทรงสี่เหลี่ยมคล้ายวิทยุสื่อสารที่แคลลี่ถืออยู่มันทำให้สายตาของหลายๆ คนจับจ้องไปที่มัน
" เจ้านี้คือวิทยุสื่อสารรูปแบบใหม่ที่มีสัญญาณครอบคลุมกว้างแคสามารถติดต่อกับคนที่หน่วยจากที่นี่ได้ทันทีแต่มันก็ต้องคอยชาร์จไฟฟ้าหรือไม่ก็เปลี่ยนแบตเตอรี่" เคลทำหน้างงกับคำพูดของเธอเพราะแคลลี่พูดค่อนข้างไวมากกว่าคนทั่วไป
" แบตเตอรี่ ?"
" มันก็เหมือนกับไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถพกพาไปได้ตอนนี้เราสามารถพัฒนาระบบไฟฟ้าและระบบประปาให้ดียิ่งขึ้นได้อีกเมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะสร้างจุดรับสัญญาณสายวิทยุรวมไปถึงลำโพงสำหรับบอกเล่าข่าวสารให้กับคนในเมืองต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วระบบเก่าที่เราใช้มักจะมีตัวบรรจุทรัพยากรเฉพาะเมืองหรือที่แห่งนั้นในการใช้งานแต่การจะทำแผนพวกนั้นให้เป็นจริงจำเป็นต้องสร้างถนนอย่างน้อยก็สามารถขนส่งอุปกรณ์เครื่องมือและวัสดุมากมายได้ แต่ก็อาจจะใช้ประโยชน์จากรถไฟที่กำลังสร้างอยู่เพื่อขนส่งแทนได้แต่นั่นมันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหากไม่ทำถนนหนทางให้ดีพอสายไฟฟ้าและท่อต่างๆ สำเร็จก็จะยากในการดูแล " เธอพูดไปเรื่อยไม่หยุดจนคนอื่น ๆ เริ่มฟังไม่ทัน
" อืม...พยายามเข้านะแคลลี่อาเชื่อว่าเธอต้องทำสิ่งเหล่านั้นได้" เคลพยายามปิดบทสนทนาก่อนที่มันจะทำให้พวกเขาหัวระเบิดเสียก่อน
" แคลลี่ถือเป็นผู้ที่ควรได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าฉันเสียอีกเธอสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ เทคโลโยลีอะไรนั่นแหละเธอสามารถพัฒนาอาณาจักรของเราให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจนแซงหน้าทุก ๆอาณาจักรไปแล้ว "โอบายิ้มพูดชมแคลลี่สีหน้าของทุกคนก็ดูจะชื่นชมและพึงพอใจในความสามารถของเธอด้วยเช่นกัน
" ขอบคุณที่ชมค่ะแต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะท่านผู้นั้นหากไม่มีท่านผู้นั้นแล้วดิฉันก็คงจะไม่ได้เปิดหูเปิดตาเห็นอะไรที่มันแปลกใหม่เช่นนี้นั่นทำให้ไฟในตัวลุกขึ้นมาและพยายามทุกวันคืนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ " เธอยืนขึ้นก้มโค้งคำนับให้กับโอบาและทุก ๆ คนอย่างนอบน้อม
ท่านผู้นั้นต้องมีความลับอะไรแน่ ๆแม้แต่เราที่เป็นถึงพลโทก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงเลย ลักซ์เหลือบไปเห็นกลุ่มนักบวชชายหญิงจำนวนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในห้องโถงแห่งนี้
" จริง ๆวันนี้ท่านผู้นั้นก็จะมาร่วมประชุมกับเราด้วยนะ "
" อะไรนะ ? " โกโด้ตกใจเผลอตะโกนออกมา
" จริงหรือเปล่าเนี่ย ?" หญิงสาววัยกลางคนท่าทางเรียบร้อยดูแลตัวเองดีจนเหมือนยังยี่สิบอยู่เธอสาดส่องสายตาไปมาเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
" ใจเย็น ๆ กันก่อนรอสักเดี๋ยวท่านก็คงจะมาแล้ว"ไม่นานนักเหล่านักบวชก็ยืนเป็นเส้นตรงสองแถวเป็นทางเดินให้กับชายคนหนึ่งเขาคลุมผ้าสีขาวทั้งตัวไม่เห็นแม้แต่กระทั่งใบหน้าของเขาเลยในวินาทีนั้นทุกคนในที่ประชุมต่างก็ยืนตรงอย่างสงบเสงี่ยมโดยไม่ได้นัดหมายพร้อมกับก้มโค้งคำนับ
ต้องใช่แน่ ๆผู้ที่สามารถขับไล่จอมมารทั้งเจ็ดตนออกไปได้ในสงครามครั้งก่อนความแข็งแกร่งต้องอยู่เหนือคุณโกโด้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพียงแค่ก้าวเล็ก ๆเพียงก้าวเดียวเราที่มีเลเวลแปดยังรู้สึกสั่นเกรงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาทุกคนก็ดูเหมือนจะเป็นเหมือนกันแม้ผู้ที่มีเลเวลเก้าจะสามารถทำลายเมืองทั้งเมืองได้ด้วยตัวคนเดียวแต่ถ้าเป็นเขาคงจะถล่มทั้งอาณาจักรได้เลย
" ไม่ต้องเกร็งกันขนาดนั้นก็ได้ตัวข้านั้นเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับพวกท่านทั้งหลายจงเงยหน้าขึ้นแล้วทำตัวตามสบายเถอะ "
นั่นเสียงของเขาเหรอทำไมถึงยังดูหนุ่มขนาดนั้นล่ะ
" ครับท่านซ-ขออภัยครับพวกเราเชิญท่านมาเพื่อขอความเห็นทั้งกิจกรรมและวิธีการต่าง ๆ ในงานฉลอง" โอบาพูดเสียงกระตุกเหมือนจะหลุดพูดชื่อของท่านผู้นั้นแต่ก็ยับยั้งไว้ได้ทัน
เกือบซวยแล้วไงท่านเคยบอกว่าให้เรียกชื่อได้เฉพาะตอนอยู่กันแค่สองคนไม่เผยแพร่ให้ผู้อื่น หลังจากท่านผู้นั้นนั่งลงที่เก้าอี้แล้วคนอื่นๆ ก็นั่งตามทันที
" งานเฉลิมฉลองยังงั้นเหรอ ?เมื่อครั้นตอนที่ตัวข้ายังต่อสู้ร่วมกับแอสต้าสิ่งเดียวที่นึกได้ก็คือเลือดเนื้อของเพื่อนพ้องและศัตรูเส้นทางที่เต็มไปด้วยการนองเลือดนำมาซึ่งบ้านและความสงบสุขของมนุษย์ถ้าหากแอสต้าไม่ลุกขึ้นสู้พวกเราก็จะยังคงเป็นทาสของเผ่าอื่น ๆ ต่อไปจวบจนจะมีใครสักคนลุกขึ้นสู้" เสียงที่ดูเฉยชาแต่ฟังแล้วกลับรื่นหูกล่อมให้ผู้ฟังเชื่อได้ไม่ยาก
" ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็จะซื้อพวกทาสในเมืองยานเพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น เวทีต่อสู้ที่จะให้พวกทาสได้ต่อสู้กันเองจนกว่าจะเหลือตัวสุดท้ายยังมีในส่วนของการศึกษาทางการแพทย์ที่ใช้ร่างของทาสและนักโทษมาชำแหละและทดลองยาต่างๆ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือเราจะเอาพวกเผ่าอื่น ๆ มาใช้ประโยชน์เหยียบย้ำพวกมันเหมือนที่มันทำกับเราในอดีต "ทันทีที่โอบาพูดจบท่านผู้นั้นก็พยักหน้าถึงแม้จะไม่เห็นหน้าแต่ก็รู้สึกได้ถึงความพึงพอใจของเขาขณะที่ลักซ์ดูอมทุกข์เหมือนไม่เต็มใจที่จะทำตามแผนเหล่านั้น
" ยังไงก็ว่าต่อเลย "จากตอนแรกที่ห้องประชุมดูครึกครื้นแต่ตอนนี้กลับเงียบขรึมได้ยินแต่เสียงของโอบาและท่านผู้นั้น
" ก่อนจะถึงวันจัดงานโครงการรถไฟก็น่าจะสำเร็จก่อนเมื่อถึงตอนนี้เราก็จะส่งบัตรเชิญไปยังตระกูลสำคัญทั่วอาณาจักรเหล่าผู้คนมากมายจะเดินทางหลั่งไหลเข้ามาในเมืองแอสต้าเม็ดเงินจะไหลเข้ามายังคลังของเราจำนวนมหาศาลคุ้มกับงบประมาณในการจัดงานและรถไฟนับสิบรางคนงานนับหมื่นคนที่เราไปจ้างมาเพื่อเร่งให้งานเสร็จทันควันใช้เงินในคลังไปจำนวนมากกับโครงการเดียว "
" เราตั้งใจจะใช้การแข่งขันของนักเรียนในโรงเรียนหลวงขายตั๋วให้ประชาชนเข้ามาดูได้เป็นช่องทางทำเงินเพิ่มอีกมีการจัดตั้งร้านเพื่อการศึกษา แพทย์ อาหารและร้านต่าง ๆ มากมายจากเด็ก ๆในโรงเรียนหลวง พวกเขาต้องการจะทำคะแนน พัฒนาและค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ใครก็รู้ว่าเด็กจากโรงเรียนหลวงที่จบออกไปได้มีน้อยนักเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนที่มาสมัคร"
" แบบนี้สินะที่นายให้ฉันเปลี่ยนรูปแบบการเรียนแถมยังให้มีการแข่งขันนั่นอีก" ชายชราหนวดเครายาวเท่าแขนพูดขึ้น
" มันไม่ได้มีแค่เรื่องนั้นหรอกนะถามโกโด้ดูก็ได้" โอบาชี้นิ้วพร้อมทั้งเหลือบตามองหน้าโกโด้
" ก็ได้ฉันจะอธิบายให้ฟังเราเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีแล้วที่จะเกิดสงครามครั้งใหญ่ด้วยจำนวนทหารไม่กี่ล้านคนมันไม่เพียงพอกับการเอาชนะพวกมันได้อีกทั้งอาณาจักรอื่นเองก็ไม่ได้มีกำลังทางการทหารมากเท่าเราอีกต่างหากอาจจะเพราะเมื่อก่อนทำสงครามกันเองด้วยเลยทำให้เสียประชากรไปมากถ้าไม่ได้ท่านเราก็ยังคงทำสงครามกันต่อไปไม่รู้จบอาณาจักรเซียนั้นเคยเป็นถึงจักรวรรดิที่เกรียงไกรแต่ก็แลกมาด้วยภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีมากนักพวกอาณาจักรอื่นจึงไม่อยากร่วมมือกับเราด้วยเหตุนี้ทำให้ทางกรมทหารมีมติเร่งการฝึกให้หนักและเข้มข้นขึ้นเพื่อผลิตทหารออกมาให้ทันการแม้มันจะกินงบประมาณไปมากก็ตาม"เสียงของโกโด้ชายชาตรีที่แม้จะอายุเยอะแล้วแต่ก็ยังดูดีอยู่คำพูดอันหนักแน่นเสียงดังฟังชัดทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเงียบไป
" คุณแพกซ์ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะถ้าพวกเด็ก ๆ เป็นอะไรเดี๋ยวหน่วยของฉันจะคอยช่วยเหลือเอง "หญิงสาวที่ดูสุภาพ สวยแถมยังใจดีอีกเป็นเหมือนภรรยาในฝันของชายทุกคนเลย
" ถ้าฉันอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปีก็คงจะตามจีบเธอแน่ๆ เลยนะอาเกลีย " แพกซ์พูดจาเหมือนคนอมทุกข์ที่ดูมีความเครียดรบกวนอยู่ตลอด
" คุณแพกซ์ก็พูดเกินไปปีนี้ฉันก็สามสิบเก้าแล้วยังไม่มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนเลยเพื่อน ๆในรุ่นทุกคนก็มีลูกกันไปหมดแล้วด้วย " เสียงหัวเราะเบา ๆพอดูเป็นพิธีเธอใช้มือปิดปากเป็นมารยาทแต่นั้นก็ทำให้ทหารหลายคนที่ยืนอยู่มุมห้องคอยอารักขาถึงกับเก็บอาการไม่อยู่หลงใหลไปกับเสียงและเสน่ห์ของอาเกลีย
คุณอาเกลียเธอก็สวยจริง ๆ นั่นแหละผู้ที่มียูนีคสกิลเดอะฮิวเลอร์ช่วยชีวิตคนมามากมายนับไปถ้วนแถมยังใจดีพูดเพราะอีกต่างหากขนาดเราเป็นผู้หญิงเหมือนกันยังรู้สึกชอบเธอเลย ลักซ์จ้องหน้าอาเกลียตอนที่เธอกำลังคุยกับแพกซ์ทันทีที่อาเกลียหันมาสบตาก็ทำเอาลักซ์เขินไปเลย
" หยุดคุยกันได้แล้วมาฟังสิ่งที่แคลลี่กำลังจะพูดกันดีกว่า" โอบาพูดแทรกขึ้นมาขณะที่พวกเขาเริ่มเสียสมาธิในการฟัง
" อะแฮ่มขณะนี้ในห้องทดลองของเรากำลังวิจัยปืนที่สามารถยิงต่อเนื่องได้ดีกว่าการที่ต้องมาคอยเติมเหมือนกับปืนเก่าแล้วมันสามารถบรรจุกระสุนได้มากถึงหกนัดก่อนจะต้องเติมใหม่นั่นนับเป็นอาวุธที่เราจะทำขายออกสู่ตลาดต้องมีคนกระเป๋าหนักมาแย่งกันซื้อแน่ๆ ฮ่าฮ่า "เสียงติดตลกของเธอดูครึกครื้นมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษแถมยังพูดเร็วจนหลายคนฟังไม่ทัน
" ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการทหารการแพทย์ และคมนาคมสิ่งเหล่านั้นทำให้พวกเรากำลังพัฒนาไปสู่โลกใหม่โลกที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบขัน การเดินทางโดยไร้ซึ่งความกลัวหวาดระแวงแม้แต่พวกสัตว์อสูรหรือมอนสเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไป "